สุเหร่ายิว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุเหร่ายิวในเมืองทรานี

สุเหร่ายิว (อังกฤษ: synagogue; กรีก: συναγωγή; หมายถึง การชุมนุมหรือรวมตัว) เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนายูดาห์ ทว่าสำหรับชาวยิวแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปสุเหร่าเพื่อประกอบพิธี หากรวมตัวได้ครบองค์ประชุม (Quorum) ที่ประกอบด้วยผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วจำนวนสิบคน เรียกว่า "องค์คณะสิบ" หรือ "มินยัน" (Minyan) ก็สามารถประกอบพิธีได้

เมื่อก่อนไม่อนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในองค์คณะสิบ แต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2001, ยิวอนุรักษ์นิกายอนุญาตให้สตรีเป็นหนึ่งในคณะมินยันได้[1]

ในชุมชนยิวปัจจุบัน สุเหร่าไม่ได้มีไว้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น สถานที่จัดเลี้ยง โรงเรียนสอนศาสนา ห้องสมุด ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเวลากลางวัน และครัวโคเชอร์ (Kosher) ตามหลักมาตรฐานอาหารยิว


ประวัติของคำ[แก้]

ชาวอิสราเอลจะเรียกสุเหร่ายิวโดยใช้ภาษาฮีบรูว่า "bet knesset" หมายถึงสถานที่ชุมนุม ในขณะที่ชาวยิวอัชเคนาซิจะใช้ศัพท์ภาษายิดดิช ว่า "shul" ที่มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า Schule ในภาษาเยอรมัน แปลว่าโรงเรียน ส่วนชาวยิวในสเปนหรือโปรตุเกสจะเรียกสุเหร่าว่า "esnoga" ส่วนชาวยิวเปอร์เซียและคาไรต์จะใช้คำว่า "kenesa" ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาแอราเมอิก ในขณะที่ชาวยิวที่พูดภาษาอาหรับจะเรียกสุเหร่าว่า "knis"

ชาวยิวนิกายปฏิรูปและนิกายอนุรักษ์บางคนจะใช้คำว่า "temple"[2] คำว่า "synagogue" ในภาษากรีกดูจะครอบคลุมความหมายได้ทั้งหมด[3] และยังใช้ในภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศสด้วย


ประวัติ[แก้]

พลับพลาจำลองในทิมนาพาร์ก ประเทศอิสราเอล

แรกเริ่มเดิมที บรรพบุรุษของชาวยิวไม่เคยมีการสร้างโบสถ์หรือศาสนสถาน เวลาต้องการทำพิธีกรรมทางศาสนา ชาวฮีบรูจะรวมตัวกันใน "พลับพลา" หรือกระโจมนัดพบ (Tent of Meeting) ซึ่งภายในประดิษฐาน "หีบพันธสัญญา" ซึ่งภายในบรรจุแผ่นหินสองแผ่นที่จารึกบัญญัติ 10 ประการ

สมัยก่อน ไม่ว่าชาวยิวจะเดินทางไปที่แห่งหนใด พวกเขาจะแบกหีบดังกล่าวไปด้วยเสมอ เสมือนมีพระเจ้าใกล้ตัว ที่นอกจากทำให้อุ่นใจแล้ว ยังเป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้ทำบาปด้วย คราใดที่หยุดพัก ชาวฮีบรูจะตั้งพลับพลาสำหรับหีบพันธสัญญา ที่แยกต่างหากจากที่พัก เพื่อใช้เป็นที่นัดพบและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนสวดมนต์ร่วมกัน

ในพระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าโซโลมอน กษัตริย์แห่งอิสราเอล เป็นผู้สร้างพระวิหารโซโลมอน (Solomon's Temple) ณ กรุงเยรูซาเล็ม ที่ถือกันว่าเป็นพระวิหารแห่งเยรูซาเล็มหลังแรก (The First Temple) ลักษณะคล้ายวิหารคานาอัน

หลังจากพระวิหารโซโลมอนถูกทำลาย ชาวยิวเริ่มสร้างสถานชุมนุมและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามแบบฉบับของตัวเอง และเรียนกขานว่าเป็น "สถานที่นมัสการ"[4]

อิทธิพลของศาสนายูดายในสมัยเฮเลนนิสติค[แก้]

คำว่า "synagogue" มาจากภาษากรีกคอยเน (Koine Greek) ที่ใช้กันในหมู่ชาวยิวเฮเลนนิสติกทั่วยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ (มาซิโดเนีย เทรซ และทางตอนเหนือของกรีซ) รวมถึงฝั่งตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ ลูกหลานของชาวยิวเฮเลนนิสติกที่อาศัยอยู่บนเกาะกรีก ซิลิเซีย อิสราเอลทางตอนเหนือ ซีเรียตะวันตกเฉียงเหนือและซีเรียตะวันออก ได้ร่วมกันสร้างสุเหร่าขึ้นมาหลายแห่ง ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นสุเหร่าแห่งเดลอส (Delos Synagogue) และสุเหร่าที่สร้างในเมืองแอนติออก อเล็กซานเดร็ตตา กาลิลี และดูร่า-ยูโรโปส

ทว่าเพราะในสุเหร่าสมัยนั้นประดับประดาด้วยรูปปั้นของเทพปกรณัมกรีก และรูปเคารพตามคัมภีร์ไบเบิล ในช่วงแรกๆ จึงมักถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นวิหารกรีก หรือโบสถ์ของกรีกนิกายออร์ธอด็อกซ์ และเมื่อสิ้นสุดยุคของวิหารที่สอง (Second Temple Era) นักบวชยิว ราไบ โยคานัน เบน ซาคาอิ (Yochanan ben Zakai) จึงมีดำริให้มีการสร้างสุเหร่าขึ้นในทุกแห่งที่ชาวยิวอยู่รวมกันเป็นชุมชน

ลักษณะของสุเหร่ายิว[แก้]

แบบจำลองสุเหร่ายิวในเมืองไคฟง ณ พิพิธภัณฑ์ยิวพลัดถิ่น เทลอาวีฟ

สถาปัตยกรรมภายนอก[แก้]

แม้สุเหร่ายิวจะกำหนดผังมาตรฐาน ทว่าไม่ได้กำหนดลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมภายนอกและภายใน ฉะนั้น สุเหร่ายิวจึงมีการสร้างในหลากหลายรูปแบบ หากดูตามประวัติศาสตร์จะพบว่า สุเหร่ายิวมักสร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นในสมัยนั้น เช่น สุเหร่ายิวในเมืองไคฟง ประเทศจีน มีลักษณะคล้ายเก๋งจีนในยุคนั้น

ช่วงแรกๆ สุเหร่ายิวมักจำลองแบบจากวิหารของนิกายต่างๆ ในอาณาจักรโรมันตะวันออก สุเหร่าที่สร้างในยุคกลางของสเปนจึงมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมมูเดฆาร์ (mudéjar) ในขณะที่สุเหร่าในบุดาเปสต์และปรากจะมีโครงสร้างแบบโกธิค

ในชุมชนยิวขนาดใหญ่มักมีการสร้างสุเหร่าที่ทั้งใหญ่โตและอลังการ ที่ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของชาวยิวยุคนั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมผู้อื่น และด้วยความที่ไม่มีข้อบังคับในการสร้าง สุเหร่ายิวในยุโรปและอเมริกาจึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งแบบโบราณ นีโอคลาสสิก นีโอไบแซนไทน์ สถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ นีโอโกธิค ฯลฯ

ทว่าหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว สุเหร่ายิวที่สร้างขึ้นใหม่นั้นจะสร้างตามสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นหลัก

แท่นอ่านคัมภีร์โทราห์ ณ สุเหร่า Bialystoker นิวยอร์ก

สถาปัตยกรรมภายใน[แก้]

  • ทุกสุเหร่ายิวต้องติดตั้งแท่นอ่านคัมภีร์โทราห์ (bimah) และโต๊ะสำหรับผู้นำสวด ส่วนในสุเหร่ายิวร่วมสมัยจะมีการตั้งแท่นเทศน์สำหรับรับไบด้วย

ในสุเหร่าของชาวยิวเซฟาร์ดี โต๊ะสำหรับผู้นำสวดมักอยู่ตรงข้ามกับแท่นคัมภีร์ เพื่อเหลือพื้นที่ไว้สำหรับการทำพิธีนำคัมภีร์ออกจากหีบไปประดิษฐานบนแท่น

  • สถานที่ประดิษฐาน "หีบพันธสัญญา" หรือหีบพระโอวาท ลักษณะคล้ายห้องหรือตู้ภายในบรรจุม้วนคัมภีร์โทราห์ และต้องตั้งหันหน้าไปทางกรุงเยรูซาเล็มเสมอ ฉะนั้น สุเหร่าในซีกโลกตะวันตกจึงมักตั้งหันหน้ามาทางทิศตะวันออก ในขณะที่สุเหร่าทางตะวันออกของอิสราเอลจะหันไปทางทิศตะวันตก และในสุเหร่าใหญ่มักมีการแขวนม่านประดับด้านหน้าหรือด้านในประตูเพื่อตกแต่งให้สวยงาม และเมื่อเริ่มสวด ชาวยิวจะนั่งหรือยืนหันหน้าไปทางหีบพระโอวาทเสมอ
  • คันประทีปทองคำ หรือบางแห่งจะใช้ตะเกียงไฟที่ไม่มีวันดับ (ner tamid หรือ "Eternal Light") เป็นสัญลักษณ์แทน "เมโนราห์" (Menorah) หรือเชิงเทียน 7 กิ่งประจำมหาวิหารในเยรูซาเล็มที่ไม่เคยดับ ซึ่งเดิมทีใช้เป็นสัญลักษณ์ของศาสนายูดาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดาราแห่งเดวิด รูปดาว 6 แฉกอันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของกษัตริย์เดวิด[5]
  • ยิวนิกายออร์ธอด๊อกซ์จะไม่อนุญาตให้ติดตั้งรูปภาพหรือรูปปั้นมนุษย์ในสุเหร่า เพราะถือว่าเป็นเสมือนรูปเคารพ

สุเหร่าใหญ่[แก้]

ภายในสุเหร่าใหญ่แห่งเบลซ์ ในกรุงเยรูซาเล็ม

ระหว่างช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มักพบเห็นสุเหร่าขนาดใหญ่ในชุมชนยิว โดยเฉพาะชุมชนยิวในยุโรป ที่ไม่เพียงกว้างขวางและรองรับผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นการเปิดกว้างรับสังคมใหม่ของชาวยิวในสมัยนั้นด้วย

สุเหร่าที่สร้างในยุคนั้นไม่เพียงโอ่อ่าใหญ่โต แต่ยังอลังการ แม้แต่ในเมืองเล็กบางแห่ง ยังมีการสร้างสุเหร่าที่งดงามไม่แพ้สุเหร่าในกรุงเวียนนาหรือนิวยอร์ก และมักตั้งชื่อนำหน้าว่า The Great Synagogue of... (สุเหร่าใหญ่แห่งเมือง...) หรือในรัสเซียจะใช้คำว่า The Choral Synagogue

สุเหร่าใหญ่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่

  • สุเหร่าใหญ่แห่งยิวโปรตุเกส (Portuguese Synagogue) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • สุเหร่าใหญ่แห่งกรุงโรม (Great Synagogue of Rome) ประเทศอิตาลี
  • สุเหร่ายิวใหม่ในกรุงเบอร์ลิน (The New Synagogue, Berlin) ประเทศเยอรมนี
  • สุเหร่าใหญ่แห่งมอสโก (The Moscow Choral Synagogue) ประเทศรัสเซีย
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (The Grand Choral Synagogue) ประเทศรัสเซีย
  • สุเหร่าลีโอโพลชตัดเตอร์ (Leopoldstädter Tempel) สุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
  • สุเหร่าแห่งฟลอเรนซ์ (The Great Synagogue of Florence) ประเทศอิตาลี
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเปิลเซน (The Great Synagogue, Plzeň) สาธารณรัฐเช็ค
  • สุเหร่าใหญ่แห่งวอร์ซอ (The Great Synagogue, Warsaw) ประเทศโปแลนด์
  • สุเหร่าใหญ่แห่งยิวนิกายออร์ธอดอกซ์ (Košice Orthodox Synagogue) ณ เมืองโคซีเช ประเทศสโลวาเกีย
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเมืองโนวิสาด (The Novi Sad Synagogue) ประเทศเซอร์เบีย
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเซเกด (The Szeged Synagogue) ประเทศฮังการี
  • สุเหร่าใหญ่แห่งโซเฟีย (The Sofia Synagogue) ประเทศบัลแกเรีย
  • สุเหร่าใหญ่แห่งกรุงออราน ( The Great Synagogue of Oran) ประเทศอัลจีเรีย
  • สุเหร่าใหญ่แห่งซิดนีย์ (The Great Synagogue, Sydney) ประเทศออสเตรเลีย

สุเหร่ายิวที่ใหญ่ที่สุดในโลก[แก้]

สุเหร่ายิวใหม่ในกรุงเบอร์ลิน
  • สุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกน่าจะเป็น สุเหร่าของชาวยิวซัทมาร์ ฮาซิดิม (Satmar Hasidism) ในชุมชนเกียร์เยียส โจเอล (Kiryas Joel) นิวยอร์ก ที่อ้างว่าสามารถรองรับได้ถึง 6,500 - 7,000 คน[6]
  • สุเหร่าที่มีขนาดใหญ่รองลงมาได้แก่ สุเหร่าใหญ่แห่งเมืองเบลซ์ (The Belz Great Synagogue) ณ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ที่รองรับสาธุชนได้ราวหกพัน
  • สุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คือสุเหร่าที่สร้างขึ้นใหม่ ณ ศูนย์บรัตสลาฟ ในบริเวณสุสานของนักบวชยิว รับไบ นาห์มันแห่งบรัตสลาฟ ประเทศยูเครน ที่รองรับสาธุชนได้ถึงหกพันราย[7]
  • สุเหร่า Congregation Shaare Zion ของชาวยิวเซฟาร์ดี นิกายออร์ธอดอกซ์ ตั้งอยู่ในย่านบรุกลิน นิวยอร์ก เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ถือว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของชาวยิวซีเรียในสหรัฐอเมริกา
  • สุเหร่าใหญ่บนถนนโดฮาย (Dohány Street Synagogue) หรือสุเหร่าใหญ่แห่งบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี รองรับได้สามพันคน บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร
  • Kehilas Yetev Lev D'Satmar สุเหร่าของยิวฮาซาดิมในย่านบรุกลิน รองรับผู้คนได้ประมาณ 2,000 - 4,000 ราย
  • สุเหร่ายิวใหม่แห่งกรุงเบอร์ลิน (The New Synagogue, Berlin) ประเทศเยอรมนี รองรับได้ 3,200 คน
  • สุเหร่า Temple Emanu-El of New York ของชาวยิวนิกายปฏิรูป ตั้งอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ ครอบคลุมพื้นที่ 3,523 ตารางเมตร และรองรับผู้คนได้ราว 2,500 คน
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเปิลเซน (The Great Synagogue, Plzeň) สาธารณรัฐเช็ค มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองในยุโรป รองรับผู้คนได้กว่า 2000 รายบนพื้นที่กว่า 1,680 ตารางเมตร
  • The Wilshire Boulevard Temple ในเมืองลอสแอนเจลิส จุได้ 1,850 คน
  • สุเหร่าใหญ่แห่งกรุงเยรูซาเล็ม (Great Synagogue, Jerusalem) ณ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล รองรับได้ 1,400 คน
  • Temple Emanu-El สุเหร่าเก่าแก่ในไมอามี่ รัฐฟลอริดา จุได้ราว 1,400 คน
  • สุเหร่าแห่งเมืองเซเกด ( The Szeged Synagogue) ประเทศฮังการี จุได้ราว 1,340 คน สูง 48.5 เมตร
  • สุเหร่ายิวเคเอเอ็ม ( The KAM Isaiah Israel) ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ จุได้ 1,300 คน
  • สุเหร่าแห่งเมืองโซเฟีย ( The Sofia Synagogue) ประเทศบัลแกเรีย จุได้ราว 1,200 คน
  • สุเหร่าใหญ่แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (The Grand Choral Synagogue) ประเทศรัสเซีย จุได้ราว 1,200 คน
  • Shaarei Shomayim Synagogue ในเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา จุได้ 1,040 คน
  • The Caulfield Shule ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จุได้มากกว่า 1,500 คน

สุเหร่ายิวที่เก่าแก่ที่สุดในโลก[แก้]

สุเหร่าแห่งเมืองโบราณซาร์ดีส ประเทศตุรกี ตั้งอยู่ในบริเวณโรงอาบน้ำสาธารณะ
  • สุเหร่ายิวที่เก่าแก่ที่สุด คือ สุเหร่าแห่งเดลอสของซามาริตัน (กรีกโบราณ) สร้างราว 150 - 128 ปีก่อนคริสตกาล (หรืออาจเก่ากว่านั้น) ตั้งอยู่บนเกาะเดลอสในทะเลอีเจียน ประเทศกรีก[8]
  • สุเหร่าแห่งเมืองเยริโค (Jericho) สุเหร่าที่เก่าแก่ที่สุดของชาวยิว สร้างราว 70-50 ก่อนคริสตกาล ภายในพระราชวังฤดูหนาวใกล้เมืองเยริโค ในเขตเวสต์แบงก์ ดินแดนปาเลสไตน์[9]
  • ศิลาจารึกบัญญัติสิบประการของชาวยิวที่เก่าแก่ที่สุด ราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบในประเทศอียิปต์ ตอนกลางและตอนล่าง[10]
  • ราวศตวรรษที่ 2-3 ค้นพบซากสุเหร่ายิวในเมืองดูร่า-ยูโรโปส ประเทศซีเรีย ที่ยังคงสภาพดีกว่าสุเหร่าอื่นที่เก่าแก่กว่า
  • The Paradesi Synagogue สุเหร่ายิวเก่าแก่ที่สุดที่พบในเครือจักรภพแห่งประชาชาติ ตั้งอยู่ที่เมืองโคชิ รัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1568 โดยชาวยิวเมืองโคชิน คำว่า Paradesi ในภาษาอินเดียหมายถึง "ต่างแดน" ตามประวัติศาสตร์แล้ว คำนี้ใช้เรียกชาวยิวผิวขาว ที่เป็นลูกผสมระหว่างชาวยิวพื้นเมืองในรัฐเกรละกับชาวตะวันออกกลางและชาวยุโรปพลัดถิ่น สุเหร่ายิวแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า ที่รู้จักกันดีว่า "ย่านยิว" และเป็นหนึ่งในสุเหร่าเจ็ดแห่งในละแวกนั้นที่ยังคงเปิดทำการจนถึงปัจจุบัน
  • สุเหร่ายิวในกรุงปราก เป็นสุเหร่ายิวเก่าแก่ที่สุดในโลก (และแน่นอนว่าในยุโรปด้วย) ที่ยังคงเปิดทำการอยู่จนถึงปัจจุบัน
  • Jew's Court ณ นครลิงคอล์น ประเทศอังกฤษ เป็นสุเหร่ายิวที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของยุโรปที่ยังคงใช้การอยู่
  • Kahal Zur Israel หรือ ศิลาแห่งอิสราเอล ตั้งอยู่ ณ เมืองเรซิเฟ่ ประเทศบราซิล เป็นสุเหร่าที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา

อัลบั้มภาพสุเหร่ายิว[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]


อ้างอิง[แก้]

  1. [Women can count in minyans, lead services at Beth Israel]
  2. ตัวอย่างการใช้คำว่า temple ในศาสนายิว
  3. "Judaism 101: Synagogues, Shuls and Temples". Jewfaq.org. 
  4. "DF404 ศาสนศึกษา บทที่ 11 ศาสนายิว". สถานที่ทำพิธีกรรมและนักบวช. หนังสือเรียน+สื่อประกอบการเรียน มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. 
  5. "DF404 ศาสนศึกษา บทที่ 11 ศาสนายิว". สัญลักษณ์ของศาสนา. หนังสือเรียน+สื่อประกอบการเรียน มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. 
  6. "Jewish Professionals Institute (JPI) - Holocaust Thesis Chapter 7". JPI. สืบค้นเมื่อ 2012-08-29. 
  7. "Synagogue of the Ukraine, Update Summer 1999". Breslov.com. 1999-06-08. สืบค้นเมื่อ 2012-08-29. 
  8. "Delos". Pohick.org. สืบค้นเมื่อ 2012-08-29. 
  9. "Jericho". Pohick.org. 1998-03-29. สืบค้นเมื่อ 2012-08-29. 
  10. Pohick.org, Egypt