เทศกาลไหว้พระจันทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก วันไหว้พระจันทร์)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือ เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง (อังกฤษ: Moon Festival[1], Mid-Autumn Festival; จีนตัวเต็ม: 中秋節; จีนตัวย่อ: 中秋节; พินอิน: zhōngqiū jié; เวียดนาม: Tết Trung Thu) เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ (กันยายนตามปฏิทินสากล)

ในเทศกาลนี้ ชาวจีนจะเฉลิมฉลองด้วยการไหว้ดวงจันทร์ในเวลากลางคืน ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือเวียดนาม[2] จะจัดเป็นประเพณีใหญ่ มีการเฉลิมฉลองด้วยโคมไฟสีแดง[3] เป็นสีสันยามค่ำคืน หรือบางแห่งอาจมีการเชิดมังกร[4] ทั้งนี้จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามแต่ท้องถิ่น

นอกจากนี้แล้ว ยังมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ขนมไหว้พระจันทร์" (月饼) ที่มีสันฐานกลมคล้ายขนมเค้ก ทำจากแป้ง มีไส้ต่าง ๆ เป็นธัญพืช ใช้เซ่นไหว้และรับประทานกันจนเป็นเอกลักษณ์สำหรับเทศกาลนี้[1]

พิธีไหว้พระจันทร์[แก้]

การไหว้พระจันทร์เป็นหนึ่งในพระราชพิธีประจำปีสำคัญ ตามคติศาสนาขงจื๊อ ลัทธิเต๋าและศาสนาพื้นบ้านจีน สำหรับจักรพรรดิเป็นตัวแทนของราษฎรทรงต้องเสร็จประกอบพิธีบวงสรวงเป็นประจำทุกปีควบคู่กับการบวงสรวงฟ้า(ทีกง) ดิน(พระแม่ธรณี) พระอาทิตย์ และเทพเจ้าแห่งการเกษตรทุกปีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน โดยเป็นพระราชพิธีสำคัญที่จะต้องประกอบพระราชพิธีทุกปี. ในสมัยรัชกาลหมิงซื่อจงแห่งราชวงศ์หมิง ทรงมีพระราชศรัทธาพิเศษอย่างยิ่งยวดในลัทธิเต๋า โดยโปรดให้สร้างเย่วถาน (จีน: 月坛) ขึ้นทางทิศตะวันตก ณ ตรงประตู ฟู่เฉิงเหมิน (จีน: 阜成门) เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพิธีไหว้พระจันทร์โดยเฉพาะ คู่กับวิหารแห่งพระอาทิตย์ (จีน: 日坛) ขึ้นทางทิศตะวันออกของปักกิ่ง และวิหารแห่งโลก (จีน: 地坛) ทางทิศเหนือ และโปรดให้ทำการต่อเติมหอสักการะแผ่นดินและฟ้า (เทียนตี้ถัน) และให้เปลี่ยนชื่อเป็น "หอสักการะฟ้า" (เทียนถัน)[5] โดยเย่วถาน (จีน: 月坛)แห่งนี้ได้ใช้ในพระราชพิธีพิธีไหว้พระจันทร์ตลอดมาในสมัยราชวงศ์ชิงจนระบบราชสำนักจีนโบราณสิ้นสุด.[6][7]ในปัจจุบันเย่วถาน (จีน: 月坛)ได้กลายเป็นสวนสาธารณะประจำนครปักกิ่งแล้วแต่โดยรวมยังคงสภาพความเป็นโบราณสถานไว้อยู่. ในพระราชพิธีไหว้พระจันทร์จักรพรรดิจะทรงฉลองพระองค์สีขาวนวล ทรงพระประคำรอบพระศอ เข็มขัดรัดพระองค์เป็นหยกขาว โดยการบูชาพระจันทร์นั้นจะเสด็จพระราชดำเนินไปยามค่ำ ประมาณหกโมงเย็น ถึงหนึ่งทุ่ม โดยเน้นสิ่งสำคัญที่สุดในพิธีคือขนมไหว้พระจันทร์จำนวนมากและหลังจากเสร็จพระราชพิธีบวงสรวงแล้วจะทรงพระราชทานขนมไหว้พระจันทร์แด่พระมเหสีและพระบรมวงศ์ทั้งปวง จนนางข้าหลวงและขันทีชั้นล่างและเฉลิมฉลองอย่างเป็นพิเศษ. และในพระพุทธศาสนาแบบจีนนับถือเป็นพระจันทรประภาโพธิสัตว์ (จีน: 月光菩薩; พินอิน: Yuèguāng púsà; ญี่ปุ่น: Gekkō bosatsu) เป็นพระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า คู่กับพระสุริยประภาโพธิสัตว์ (จีน: 日光菩薩; พินอิน: Rìguāng púsà; ญี่ปุ่น: Nikkō bosatsu)และเป็นหนึ่งในยี่สิบสี่เทพธรรมบาลจีนของพระพุทธศาสนาแบบจีน.[8]

โดยทั่วไป[แก้]

ที่มาของเทศกาลแบ่งเป็นสองส่วนคือ ในส่วนของราชสำนักและส่วนของชาวบ้านนี้ ในส่วนของราชสำนักถือเป็นพระราชพิธีหลวงที่จักรพรรดิจีนโบราณ จะทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวงสักการะบูชาพระจันทรเทวี(เทพธิดารักษาพระจันทร์) ซึ่งต้องกระทำเป็นทางราชการประจำปี ณ ที่บูชาด้านทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่งคือ เย่วถาน (จีน: 月坛) ประมาณวันที่ยี่สิบสองหรือยี่สิบสิบสามกันยายนตามปฏิทินจีน โดยถือเป็นพระราชพิธีหลักของราชสำนักจีนโบราณรวมกับพิธีบูชาฟ้า(ทีกง) ดิน(พระแม่ธรณี) พระอาทิตย์ และเทพเจ้าแห่งการเกษตร โดยพิธีดังกล่าวมีมานานก่อนสมัยของขงจื๊อ แต่ขงจื๊อเล็งเห็นคุณประโยชน์ต่อจิตใจ จึงรวบรวมประเพณีพิธีกรรมเหล่านี้ไว้ในตำราของท่าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาขงจื๊อไปด้วย โดยถึงแม้จะระบบราชสำนักจีนโบราณจะสิ้นสุดแล้ว แต่ธรรมเนียมประเพณีการไหว้พระจันทร์แบบราชสำนักยังคงต่อมาและรักษาด้วยลัทธิเต๋าและศาสนาพื้นบ้านจีนในปัจจุบัน [9] [10]และเป็นพื้นฐานของหยินหยางในโหราศาสตร์จีนและดวงจีน[11] ในส่วนของชาวบ้านเกี่ยวกับเทพปกรณัมจีนที่เล่าถึง เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ นามว่า "ฉางเอ๋อ" (嫦娥) ซึ่งเป็นหญิงคนรักของโฮวอี้ นักยิงธนูแห่งสวรรค์ ที่ใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ตกลงไปถึง 9 ดวงจากทั้งหมด 10 ดวง ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญชาสวรรค์ จึงโดนลงทัณฑ์ให้ไปใช้ชีวิตธรรมดาเช่นมนุษย์ทั่วไปบนโลกมนุษย์กับฉางเอ๋อ แต่แล้วโฮวอี้ก็ถูกคนสนิททรยศฆ่าตาย ส่วนฉางเอ๋อนางได้ดื่มน้ำอมฤตเพื่อที่จะมีชีวิตอมตะ แล้วเหาะกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งตามลำพังด้วยความเศร้าสร้อย ในยุคของฮั่นเหวินตี้ (漢文帝) แห่งราชวงศ์ฮั่น ได้ทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบกับฉางเอ๋อกำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในสุบินนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและโปรดให้สุบินนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาฉางเอ๋อที่พระองค์ได้พบเจอมา จนแพร่หลายไปสู่ราษฎรและเป็นประเพณีมา ซึ่งในอดีต ชาวจีนโดยเฉพาะหญิงสาวจะสวดขอพรจากฉางเอ๋อเพื่อที่ขอให้มีความเยาว์วัยและงดงามตลอดไปดุจดั่งนาง[4]


อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ เทศกาล
  2. เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงเวียดนาม
  3. เทศกาลฉลองกลางฤดูใบไม้ร่วง
  4. 4.0 4.1 เกร็ดตำนานวันไหว้พระจันทร์ จากผู้จัดการออนไลน์
  5. "นายกคาถาเขียว". ไทยรัฐ. 3 June 2016. สืบค้นเมื่อ 3 June 2016.
  6. "北京月坛". 中国文化网. Archived from the original on 2010-12-23. สืบค้นเมื่อ 2009-07-14. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  7. "月坛公园完成改造正式开放". 北京西城报. 2008-12-01. Archived from the original on 2015-04-15. สืบค้นเมื่อ 2009-07-14. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  8. 帛尸梨蜜多羅譯. "卷十二". 佛說灌頂經. 大正藏(密教部). 此藥師琉璃光如來國土清淨。無五濁無愛欲無意垢。以白銀琉璃為地。宮殿樓閣悉用七寶。亦如西方無量壽國無有異也。有二菩薩一名日曜二名月淨。是二菩薩次補佛處。
  9. ฟื้น ดอกบัว (2555). ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพ : ศิลปบรรณาคาร.
  10. Craig 1998, p. 550.
  11. Field, Stephen L. "The Zangshu, or Book of Burial".