พัก ช็อง-ฮี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ปัก ชอง-ฮี)
พัก ช็อง-ฮี
박정희
朴正熙
ประธานาธิบดีเกาหลีใต้
ดำรงตำแหน่ง
24 มีนาคม 2505 – 17 ธันวาคม 2522
ก่อนหน้า ยุน โบซอน
ถัดไป ชเว คิวฮา
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 30 กันยายน พ.ศ. 2460
กูมิ-ซี, จังหวัดคยองซังเหนือ, เกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น
เสียชีวิต 26 ตุลาคม พ.ศ. 2522 (62 ปี)
โซล,  เกาหลีใต้
พรรคการเมือง สาธารณรัฐประชาธิปไตย
คู่สมรส ยุก ย็องซู
บุตร พัก กึน-ฮเย
พัก โซย็อง
พัก จีมัน
ศาสนา พุทธนิกายมหายาน
ลายมือชื่อ
ชื่อเกาหลี
ฮันกึล
ฮันจา
RR Bak Jeonghui
MR Pak Chŏnghŭi
นามปากกา
ฮันกึล 중수
ฮันจา
RR Jungsu
MR Chungsu
ชื่อญี่ปุ่น:
ญี่ปุ่น: ทะกะงิ มะซะโอะ  ?

พัก ช็อง-ฮี (เกาหลี: 박정희, Bak Jeonghui; 30 กันยายน ค.ศ. 1917 - 26 ตุลาคม ค.ศ. 1979) เป็นประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ระหว่างปี ค.ศ. 1961- ค.ศ. 1979 ในปัจจุบันบทบาทของเขายังเป็นข้อถกเถียงกันว่าเขาเป็นผู้นำเผด็จการผู้ได้อำนาจมาจากรัฐประหารโดยทหารและดำเนินการควบคุมประเทศด้วยกฎอันเข้มงวดถึง 18 ปี จนกระทั่งเขาถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1979 [1]ในขณะที่เขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่นำพาเกาหลีไปสู่ยุคอุตสาหกรรมและเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปที่การส่งออกเป็นหลัก (export-led growth)[2] พัก ช็อง-ฮีได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ว่าเป็น หนึ่งในสิบของชาวเอเซียแห่งศตวรรษในปี ค.ศ. 1999[3] นอกจากนี้ ปัก ชอง-อี ยังมีลูกสาวคนโต ชื่อ พัก กึน-ฮเย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้อีกด้วย

ชีวิตในวัยเด็กและการศึกษา[แก้]

พาร์คเกิดใน Seonsan เป็นเมืองเล็ก ๆ ใน Gumi-si, Gyeongsangbuk ใกล้เมือง Taegu ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลี เขาเป็นลูกคนที่เจ็ดของครอบครัวที่ยากจน พ่อของเขาทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ในเขตปกครองที่อยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น พาร์คได้รับรางวัลเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยครู Daegu ผ่านการสอบแข่งขันเข้ามาในปี 1932 และจบการศึกษาในปี 1937 ปีของเขาใกล้เคียงกับการรุกรานของญี่ปุ่นของจีนที่เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์แมนจูเรียในปี 1931 และปิดท้ายในสงครามทั้งหมดจบลงในปี 1937 เขาเป็นอาจาร์ยสอนหนังสือในโรงเรียน เป็นเวลาหลายปี ที่ Mungyeong

ในแมนจูกัว[แก้]

ปาร์ค ได้รับรางวัลการเข้าสู่โปรแกรมการฝึกอบรมสองปี ในแมนจูกัว เขตปกครองของญี่ปุ่น ในแมนจูเรีย ภายใต้นโยบายของญี่ปุ่น โซชิ-kaimei เขามีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ทาคากิ มาซาโอะ (高木正雄) เขาจบการศึกษาจาก "ญี่ปุ่นแมนจูเรีย" สถาบันการทหารด้วยคะแนนเกียรตินิยมของชั้นเรียน ในปี 1942 จากนั้นเขาได้รับเลือกอีกสองปีของการฝึกอบรมที่สถาบันการทหารอิมพีเรียล ในกรุงโตเกียว เป็นเจ้าหน้าที่คนสำคัญของการแสดงสิทธิโดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น หลังจากที่เขาจบการศึกษาในปี 1944 เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่ของ Kantogun ที่หน่วยของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโทของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (รัฐกัว) ก่อนที่จะสิ้นสุดของสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิกในปี 1945 (สงครามโลกครั้งที่สอง)

กลับสู่เกาหลี[แก้]

ในผลพวงจากการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถือเป็นผู้นำในการปฏิวัติและได้รับความนิยมจากเพื่อนทหารของเขา ปาร์ค เข้าร่วมกลุ่มคอมมิวนิสต์พรรคแรงงานเกาหลีใต้ ในเขตยึดครองของชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมากลายเป็นสาธารณรัฐเกาหลี ปาร์ค เกี่ยวข้องในการสมรู้ร่วมคิดที่จะเอาประธาน อี ซึงนัม ออกจากตำแหน่ง ในช่วงต้นปี 1949 พาร์คถูกจับข้อหากบฏและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ด้วยคำแนะนำของที่ปรึกษาทหารชาวอเมริกัน คนสำคัญของรัฐบาล นาย. James Hausman ทำให้ ปาร์คได้รับการปล่อยตัว หลังจากที่เปิดเผยชื่อของผู้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ไปยังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ อย่างไรก็ตามด้วยเหตุของสงครามเกาหลี ทำให้เขาสามารถกลับคืนสู่สถานะของเขา และทำหน้าที่ในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

ทางการเมือง ปาร์คจุงฮี[แก้]

อี ซึงมัน ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเกาหลีถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1960 จากเหตุการณ์เคลื่อนไหว ใน 19 เมษายน 1960 การจลาจลที่นำโดยนักศึกษา ในขณะที่เศรษฐกิจ ของประเทศกำลังย่ำแย่จากการทุจริต นักศึกษาได้ออกมาทำการขับไล่ อี ซึงมัน มีการประท้วงตามท้องถนน กับข้อเรียกร้องที่หลากหลาย ข้อเรียกร้อง หลักๆคือการปฏิรูปทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ และกฎหมาย โดยที่ตำรวจถูกใช้เครื่องมือของรัฐบาล อี ซึงมัน ในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1960 รัฐบาลรักษาการ โดย ยุน โบซอน เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1960 แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของการปกครองในรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลีโดย ยุน โบซอน สาเหตุที่ ยุน ต้องลงจากอำนาจในการบริหารประเทศอย่างรวดเร็ว คือ เขาไม่สนใจในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ในพรรคการเมืองที่เขาอยู่ในสังกัด แถมยังกระหายในความเผด็จการและการทุจริต โดยรัฐบาล ยุน มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรี ถึงสามครั้งภายในห้าเดือน รัฐบาล ยุน ซึ่งปกครองประเทศภายหลังที่ได้เกิดเหตุการณ์ ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี อี ซึงมัน โดยกลุ่มนักศึกษา และประชาชน โดย อี ซึงมัน ได้ลาออกจากตำแหน่งไป โดยรัฐบาล ยุน โบซอน ได้ถูกฝ่ายทหาร "พลตรี ปาร์คจุงฮี" นำทหารทำรัฐประหาร (เรียกว่าการปฏิวัติ 5.16) ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ 1961 ได้รับการต้อนรับโดยประชาชนส่วนใหญ่ หมดความวุ่นวายทางการเมือง แม้ว่าจะมีการต่อต้านอยู่บ้างประปราย จนเป็นผลให้นาย อี ซึงนัม ออกไปลี้ภัยยังต่างประเทศ ส่วน ยุน โบซอน ยังคงทำงานบริหารอยู่เพื่อให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายของระบอบการปกครอง แต่ลาออกเดือนมีนาคม 1962 ปาร์ค จุงฮี กลายเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง ในฐานะประธานสภาสูงสุด เพื่อการฟื้นฟูแห่งชาติที่มียศนายพล ในขณะเดียวกันแรงกดดันจากการบริหารงานของ ประธานาธิบดี John f Kennedy แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลพลเรือน ในการเลือกตั้งปีค.ศ.1963 ปาร์ค ชนะการเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว โดยปาร์ค มีคะแนนนำคู่แข่งเพียง แค่ 1.5% เท่านั้น และ ปาร์ค ยังชนะการเลือกตั้งอีกครั้งใน ปี ค.ศ.1967 ในช่วงที่ ปาร์ค บริหารประเทศ ได้เกิดการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่สามโดยให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) โดยให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ส่วนประธานาธิบดีที่ได้รับเลือก จากประชาชนทำหน้าที่เป็นเพียงประมุขของประเทศ และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบบรัฐสภาได้รับการนำมาใช้ในช่วงสั้นๆระหว่างเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1960 – กรกฎาคม ค.ศ. 1961 เท่านั้น การแก้ไขครั้งที่สี่มีขึ้นในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1960 โดยได้เพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ให้รัฐสภาออกกฎหมายเพิ่มการลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตในการเลือกตั้ง และให้ลงโทษต่อผู้ที่รับผิดชอบ ที่สังหารและทำร้ายผู้ที่ทำการประท้วง เรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง อนึ่งมีการกำหนดบทลงโทษ ต่อผู้ต่อต้านการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อข้าราชการที่ทำการคอร์รัปชั่น การแก้ไขครั้งที่ห้า ได้กระทำขึ้นในยุครัฐบาลทหารรักษาการในปี ค.ศ. 1962 โดยได้กำหนดให้นำ ระบบประธานาธิบดี และการมีสภาเดี่ยว กลับมาใช้ดังเดิม ในปี ค.ศ. 1969 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่หก เป้าหมายหลักก็คือการขยายวาระของการดำรงตำแหน่ง เป็นประธานาธิบดีออกเป็น 3 วาระ ข้อกำหนดคราวนี้มีผลให้ประธานาธิบดี ปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่ง ติดต่อกัน จนวาระที่สามได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่เจ็ด ในปี ค.ศ. 1972 ได้เพิ่มข้อกำหนดให้ประธานาธิบดี สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต นั่นหมายถึงการยกเลิกการกำหนดวาระของการเป็นผู้นำประเทศนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อให้นายปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศตลอดไป อนึ่ง ได้กำหนดให้มีการเลือก ตั้งประธานาธิบดีโดยผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) หรือเรียกว่า เป็นการเลือกทางอ้อม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีมากขึ้น เช่น เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก รัฐสภาจำนวนหนึ่งในสามของสภาทั้งหมด สามารถยุบสภาได้ และสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อสลายกลุ่มหรือบุคคลที่ทำการต่อต้านรัฐบาล ปาร์ค จุงฮี กับการจัดตั้งองค์กรณ์เพื่อควบคุมในด้านต่างๆ การบริหารประเทศของ ปาร์ค ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนัก หนึ่งในกรณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ การจัดเก็บภาษีด้วยกฎอัยการศึก นอกจากนี้ ปาร์คยังได้ทำการจัดตั้ง สำนักข่าวกรองกลางเกาหลี (KCIA=Korea Central Intelligence Agency) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 19 มิถุนายน ค.ศ.1961 ในสมัยของปาร์ค จุงฮี โดยมีต้นแบบมาจาก องค์กร CIA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันการต่อต้านการทำรัฐประหาร รัฐบาลของปาร์ค จุงฮี และปราบปรามศัตรูที่มีศักยภาพทั้งหมด ในประเทศและต่างประเทศ มีอำนาจสืบสวน และสามารถจับกุมกักขังทุกคน ที่สงสัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย หรือเก็บงำความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลทหาร ไม่เพียงเท่านั้นหน่วยข่าวกรองกลางขยายอำนาจของตน เพื่อกิจการทางเศรษฐกิจ และต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุน จาก ปาร์ค และดำเนินการองค์กรโดยผู้นำหน่วยคนแรก คิมจอง อิล (หลานเขยของปาร์ค) เป็นหนึ่งในนักวางแผนของการทำรัฐประหาร ในช่วงแรก องค์กร นี้มีหน้าที่เจรจาใน้กาหลีเหนือ ต่อมาเมื่ออำนาจของ ปาร์ค จุงฮี มากขึ้น KCIA ได้กลายมาเป็นองค์กรส่วนตัว ของประธานาธิบดี คอยสอดส่องดูแลและแทรกซึมเข้าไปในทุกวงการทั้งในและต่างประเทศ ในภายหลังองค์กรนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Agency for National Security Planning ทั้งนี้สหรัฐอเมริกา เกิดความกังวล เกี่ยวกับ ปาร์ค ที่จะดำเนินการลับกับพรรคคอมมิวนิสต์ นายทหารชาวอเมริกัน James Hausman ได้บินไปวอชิงตัน ด้วยการสนับสนุนจากสถานทูตสหรัฐในกรุงโซล เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวว่ามีเหตุสำหรับความกังวลใจ เกี่ยวกับ ปาร์ค อย่างไรก็ตาม ปาร์ค ไม่ได้เป็นคนที่สหรัฐฯจะให้การรับรองที่จะ เป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลี ป.ล.ซึ่ง ปาร์ค ใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือจากหน่วยข่าวกรองกลาง ดั่งเผด็จการ โดยใช้อำนาจของตนเพื่อกิจการทางเศรษฐกิจ โดยได้ทำการจับกุมนักธุรกิจ รวมถึง นักการเมือง ที่มีพฤติกรรมในการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงผู้ครอบครองทรัพย์สินและร่ำรวยอย่างผิดปกติ มาบังคับให้จ่ายค่าปรับ ซึ่งนอกจากจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ยังเป็นหุ้นจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้รัฐบาลมีทุนและสามารถควบคุมธนาคารพาณิชย์ ให้มาร่วมมือสนับสนุนการลงทุนตามนโยบายรัฐบาล นอกจากเหนือจากนั้น ปาร์ค ยังเข้าทำการยึดอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ในสมัยที่มาปกครองเกาหลี มาเป็นของรัฐและมอบให้เอกชนที่ปาร์ค คัดเลือกมารับช่วงต่อไปดำเนินการ โดยมีรัฐบาลค้ำประกัน

แนวความคิดในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของ ปาร์ค มาจากประสบการณ์ของเขา ที่ได้รับมาในกองทัพญี่ปุ่น ด้วยการวางแผนและใช้อำนาจควบคุมจากส่วนกลาง และใช้อำนาจเด็ดขาดในการควบคุม ซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจของ ปาร์ค เป็นแบบอย่างที่เพิ่มเติมขึ้น ซึ่งเป็นแบบอย่างที่เกี่ยวกับยุค"เมจิ" ของประเทศญี่ปุ่น ปาร์ค ได้จัดตั้ง 4 หน่วยงานไว้กำกับดูแล เพื่อความมีประสิทธิภาพ ของการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • 1. คณะกรรมการการวางแผนเศรษฐกิจ (EPB)
  • 2. กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI)
  • 3. กระทรวงการคลัง
  • 4. หน่วยข่าวกรองกลาง (KCIA)

ที่มีความคล้ายคลึงกันกับหน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เช่นในกรณีของญี่ปุ่นหน่วยงานเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหน่วยงานสำนักข่าวกรองกลางหน่วย เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญ ในการควบคุมทางการเมืองที่ไปพร้อมกับอำนาจของการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ. เพื่อที่จะยกระดับสถานภาพของประเทศเกาหลี. ปาร์ค ใช้แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยได้จัดวางผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ในการควบคุมดูแล ในปี ค.ศ. 1961 คณะกรรมการการวางแผนเศรษฐกิจ (EPB) ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมา ในตำแหน่งคณะกรรมการระดับสูงเหล่านี้ ปาร์ค ยืนยันว่ามันจะเต็มไปด้วยบุคคลที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม มากกว่าที่จะเป็นนักการเมืองหรือสมาชิกระดับสูงของทหาร ในปี ค.ศ.1962 EPB ได้ดำเนินการแผนพัฒนา "แผนห้าปีสำหรับการพัฒนาของเกาหลี ธนาคารของรัฐบาลถูกสร้างขึ้น เพื่อช่วยในการดำเนินการสำหรับแผนพัฒนา และออกกฎหมายแบบบังคับใช้ ส่งไปยังธนาคารเอกชน เพื่อให้เกิดความประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังจะกลายเป็นการดำเนินงาน เพื่อส่งผลที่ดี ในช่วงหลายปีข้างหน้า ที่สำคัญ แผนห้าปีสำหรับการพัฒนาของเกาหลี รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนร่วมในการประกอบอุตสาหกรรม ในปี 1960 กว่าหนึ่งในสามของงบประมาณของรัฐบาล ได้มีการลงทุน โดยภาครัฐ และมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับหนึ่งในสามของเงินทุนทั้งหมด ในประเทศ ดังนั้นระหว่างปี 1963 และปี 1977 รัฐวิสาหกิจในเกาหลีมี GDP เพิ่มขึ้นในอัตรา ร้อยละ 10 ต่อปี ผู้ประกอบการมี จีดีพี เพิ่มขึ้นจากน้อยกว่าร้อยละ 6 ในปี 1963 ส่วนแบ่งของการส่งออกโดย รัฐวิสาหกิจในเกาหลีมี GDP สูงเทียบเคียงกับประเทศ อินเดีย หรือ ปากีสถาน สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นตัวแทนที่โดดเด่นในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปาร์ค มีความก้าวหน้าด้วยบทบาทของรัฐบาลเกาหลีที่เป็น "ผู้ประกอบการและผู้จัดการ" และเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น องค์กรที่สำคัญเหล่านี้ โดยรัฐบาล ยังสนับสนุนกิจการที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน เป็นนโยบายในการอุดหนุนผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่มีศักยภาพที่สามารถจะบรรลุเป้าหมายระดับสูงของผลผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อการส่งออก หรือ ผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า โดยเงินอุดหนุนส่วนใหญ่จากรัฐบาลเป็นรูปแบบของการเข้าถึงสิทธิพิเศษ ทั้งสินเชื่อและ เครดิต. มีการดำเนินการจัดตั้ง กลุ่มบริษัทใหญ่ อย่าง chaebol เช่น กลุ่มบริษัท ฮุนได / แดวู / ซัมซุง / โกลสตาร์ (LG) ส่วนใหญ่เป็น บริษัท ที่ประสบความสำเร็จตามนโยบายของ ปาร์ค ในความเป็นจริง กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจของพวกเขา ด้วยนโยบายที่มีประสิทธิภาพมาก ของ ปาร์ค ด้วยการปลูกฝังค่านิยมที่มุ่งเน้นการส่งออก บริษัทถูกที่จัดตั้งขึ้นเป็น การอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ในภาพรวมของการส่งออกของประเทศ สามปัจจัยที่สำคัญ (ที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมเหล็ก") สำหรับการฟื้นฟูประเทศ

  • 1.ความมั่นคงของรัฐ
  • 2.ระบบราชการที่แข็งแกร่ง
  • 3.กลุ่มธุรกิจ chaebol

รัฐบาล ปาร์ค รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ภาคเอกชน ในลักษณะที่มีความรู้สึกถึงชาตินิยม ที่ช่วยให้รัฐบาลผลักดัน นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายเหล่านี้ ได้รับการจัดตั้งขึ้นในหลายวิธี รวมทั้งเงินทุนหรือค้ำประกันสินเชื่อโดยรัฐบาล นโยบายซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การดำเนินการตามนโยบายที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาครัฐ ให้การสนับสนุนการขยายตัวในเชิงพาณิชย์ กับ กลุ่ม บริษัท Chaebol ในเกาหลีใต้ มักถูกเรียกว่ากลุ่มธุรกิจครอบครัว หรือการควบคุมผู้ผูกขาด ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ และอุตสาหกรรม พวกเขาสามารถนำมาเปรียบเทียบกับกลุ่ม บริษัท ของสหรัฐอเมริกาและ Zaibatsu ของญี่ปุ่น บางครั้งตัวทหารเกาหลีเองถือว่าเป็น chaebol ในอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ ปาร์ค สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม chaebol อำนวยความสะดวกในการปรับปรุงกลุ่มเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในภาพรวม ภายในการดำเนินงานของกลุ่ม chaebol ที่มีหลายสาขา และดำเนินการควบคุมทุกธุรกิจของกลุ่ม chaebol กลุ่มธุรกิจ ที่เริ่มต้นจากกลุ่มธุรกิจครอบครัว และร้อยละ 70 ของกลุ่ม chaebol มีการจัดการสมาชิกในครอบครัวเพื่อให้สมดุลทางอำนาจ และกลุ่มเหล่านี้จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในรูปแบบของพันธมิตร... chaebol จำนวนมาก มักผ่านการแต่งงานรวมกลุ่มกัน ตัวอย่าง ซัมซุง และ ฮุนได ความผูกพันทางการเมือง หลายคนถูกสร้างขึ้นภายใน กลุ่ม chaebols หนึ่งในสามของ กลุ่ม chaebol ครอบครองสำนักงานระดับสูงในสามสาขาของรัฐบาล ด้วยความช่วยเหลือจากภาครัฐ.. สมาคม chaebols ยังคงมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจเกาหลี แม้ในปัจจุบัน แต่พวกเขายังถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ยับยั้ง กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ผู้ประกอบการที่เป็นอิสระ ประธานาธิบดี คิม ยอง แซม ผู้นำรัฐบาลเกาหลี ในช่วง ปี.1993-1998 มีความพยายามที่จะช่วยให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก โดยการให้เงินกู้ยืมเงินมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อกลุ่ม chaebols สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของพวกเขา (ส่วนใหญ่ ของกลุ่ม Chaebols ไม่ได้ถูกดำเนินคดีทางอาญา ด้วยการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายในยุคของ ปาร์ค แต่ ปาร์ค บังคับให้มุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสร้างเศรษฐกิจเกาหลียุคใหม่.. Lee Byung Chul ประธานบริษัท ซัมซุง บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศเกาหลี มุ่งมั่นที่จะให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขา กับรัฐบาลเกาหลี และ 8 นักธุรกิจที่ร่ำรวยอื่นๆ จะให้ทรัพย์สมบัติตามความเหมาะสม อะไรคือสิ่งที่จำเป็นที่สุดของธุรกิจในเกาหลี ผู้นำคือการสร้างงานที่ประสบความสำเร็จในยุคใหม่ ที่ถูกเลือกโดยรัฐบาล พวกเขาได้รับภาระผูกพัน ที่จะให้หุ้นในบริษัทเหล่านี้กับรัฐบาล "ประหนึ่งว่าความมั่งคั่งของบริษัทเพื่อประชาชนคนเกาหลี" สิ่งที่ ปาร์ค ประสบความสำเร็จในการทำคือ ขู่ผู้ประกอบการที่ร่ำรวยและแสดงให้เห็นว่า ถ้าพวกเขาเล่นโดยกฎระเบียบใหม่ พวกเขาสามารถทำดีภายใต้ ระบอบการปกครองใหม่ บริษัท ของเขาจะกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด) กลยุทธ์ของ ปาร์ค สำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของเกาหลีใต้ ยังขยายไปสู่การทำ อุตสาหกรรมหนัก และ อุตสาหกรรมเคมี (HCI) นี่คือการเปลี่ยนแปลงไปจากจุดเริ่มต้น(1961) ในช่วงต้นปี 1970 ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมเคมี ที่เกี่ยวข้อง จากภาครัฐมากขึ้น การวางแนวทางทดแทนการนำเข้าของเศรษฐกิจ "แผน HCI" ใช้การสร้างรัฐธรรมนูญใหม่รัฐธรรมนูญ Yushin ที่เพิ่มอำนาจของรัฐบาลมากขึ้น และระงับความขัดแย้งทางการเมือง กลุ่มตระกูลฮุนได ที่เดิมบริหารโรงงานทอผ้าขนาดกลาง ได้เข้ามารับงานอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งเป็นนโยบายหลักของเกาหลี ที่ต้องการเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมยากจน ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า มาเป็นผู้ผลิตใช้เองและส่งออก อุตสาหกรรมหนัก เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ อู่ต่อเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ผลิตเครื่องยนต์ อุตสาหกรรมอีเล็กโทรนิค ทั้งนี้โดยมีต้นแบบ จากกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น (Zaibatsu) ในการพัฒนาประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน เกาหลีใต้ยุคใหม่ ประธานาธิบดี ปาร์ค จุงฮี มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ โดยเขาขยับโฟกัสไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมและเน้นการส่งออก ซึ่งเป็นรูปแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากความใกล้ชิดกับแมนจูเรีย (ในยุคสมัยในการปกครองของญี่ปุ่น) ความสามารถของผู้นำ เห็นได้จากการพัฒนาที่โดดเด่น ของอุตสาหกรรม และการเพิ่มขึ้นของคุณภาพชีวิต มาตรฐานการครองชีพ ของประชาชนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ปาร์ค ยังได้ทำการปฏิรูปการเกษตร เป็นความคิดริเริ่มที่ประสบความสำเร็จ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1970 ปาร์ค ปฏิรูปเศรษฐกิจชนบทของเกาหลีใต้ ด้วยแผนงาน ที่เรียกกันว่าการเคลื่อนไหวของ ชุมชน-หมู่บ้านใหม่ หรือ "Saemaeul Undong" มันได้กลายเป็นแบบจำลองสำหรับการพัฒนาประเทศอื่นๆ... ป.ล. ระหว่างการดำรงตำแหน่งของ ปาร์ค จุงฮี รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวเกาหลี เพิ่มสูงขึ้นถึง ยี่สิบเท่าและเกาหลีใต้ในชนบทได้รับการพัฒนา แม้แต่ "ประธานาธิบดี คิม แด จุง" ซึ่งเป็นหนึ่งในฝ่ายตรงข้าม เปิดเผยว่า ในช่วงการปกครองของ ปาร์ค สมควรได้รับการยกย่อง สำหรับบทบาทของเขาในการสร้างเกาหลีใต้ยุคใหม่.

ความเป็นอิสรภาพของเกาหลี จากประเทศญี่ปุ่นในปี 1945 ชาวเกาหลีควรจะมีความสุข แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเกาหลี กลายเป็นจุดโฟกัสของการแข่งขันระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองของมหาอำนาจสองขั้วที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ในช่วง 1946-1948 สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีความพยายาม ในการสร้างรัฐบาล ในประเทศเกาหลีที่เข้ากับฝ่ายตน ประธานาธิบดี อี ซึงมัน (ประธานาธิบดี เกาหลีใต้คนแรก) ได้รับการสนับสนุน โดยสหรัฐอเมริกา ในปี 1946-1947 และ คิม อิลซุง ผู้นำในระบอบคอมมิวนิสต์ของประเทศเกาหลีเหนือ สนับสนุนโดยสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1947 คิม อิลซุง ทำงานร่วมกับกองทัพโซเวียต ในการสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งแกร่งที่เรียกว่าอย่างเป็นทางการว่า "พรรคแรงงานเกาหลี" ทำให้เกาหลีถูกแยกเป็นสองประเทศ มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีใต้ถูกสร้างขึ้นมาในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1948 ซึ่ง อี ซึงมัน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนแรก อี ซึงมัน แม้ว่าจะเกิดในประเทศเกาหลี แต่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขา บนแผ่นดินสหรัฐฯ เขามีความนิยม ใน จอร์จ วอชิงตัน จบจากมหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด และ มหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน จากปี 1919 จนถึงปี 1941 และต่อต้านญี่ปุ่น รัฐบาลเกาหลีใต้ ได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยกองกำลังสหรัฐฯ และ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้ นายพล ดักลาส แมคอาเธอ สหรัฐอเมริกา จากการแยกออกจากกันของสองชาติเกาหลี เป็นสาเหตุที่ตามมาด้วยสงครามเกาหลีอีกหลายครั้ง ภายใต้สถานการณ์สงคราม ในปี 1956 เศรษฐกิจเกาหลีใต้ ส่วนใหญ่ยังคงย่ำแย่และอยู่ในซากปรักหักพังของสงคราม แต่ อี ซึงมัน กลับผลักดันให้บุกเกาหลีเหนือ (เกาหลีใต้ในเวลานั้นยังคงเป็นประเทศที่ยากจนและด้อยพัฒนา มานานกว่าทศวรรษ) ความช่วยเหลือที่สหรัฐ ส่งมอบให้กับเกาหลีใต้ เพื่อรักษากองกำลังทหารของตนและความช่วยเหลือสำหรับประชากรเกาหลีใต้โดยเฉพาะ ความช่วยเหลือกลับไปไม่ถึงประชาชน เหตุผลหนึ่งคือ มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางเกิดขึ้น จำนวนเงินช่วยเหลือที่สำคัญ ถูกจัดสรรสำหรับ การใช้งานส่วนตัวของนักการเมือง และกลุ่มนายทุน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านั่นคือความล้มเหลว กลุ่มบริษัทชั้นนำ chaebol ในความเป็นจริงที่ว่าความมั่งคั่งของพวกเขาได้มาอย่างผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ร่ำรวยมีส่วนได้ส่วนเสียใน นโยบายที่ล้มเหลวของ อี ซึงมัน ที่สำคัญในสมัยปกครองของ อี ซึงมัน เป็น ประธานาธิบดี ได้มีการรวมอำนาจไว้อย่างเด็ดขาด หากผู้ใดหรือฝ่ายตรงข้ามขัดขวาง หรือมีความเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐบาล ก็จะถูกตำรวจจับกุม รวมทั้งได้สร้างความชอบธรรมในการกระทำ ของฝ่ายตนด้วยการบีบบังคับให้รัฐสภาปฏิบัติตามความต้องการ (เผด็จการรัฐสภา) จึงทำให้การปกครองใน ยุคสมัย ของ อี ซึงมัน ถูกเรียกว่า “รัฐตำรวจ” แม้ว่า อี ซึงมัน จะชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1960 แต่มีการทุจริตการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเกาหลีส่วนใหญ่ เชื่อว่าบริวารของ อี ซึงมัน ซึ่งมีทั้วนักการเมือง และนายทุนผู้ประกอบการ ได้รับผลประโยชน์ที่แอบแฝง จนทำให้เกิดการจลาจล โดยนักศึกษา ในเดือนเมษายน 1960 และในระหว่างการปราบปรามการจลาจลของตำรวจ ทำให้นักศึกษา 142 คน ต้องเสียชีวิต เป็นสาเหตุให้เกิดการเรียกร้องให้ อี ซึงมัน ลาออกจากตำแหน่ง "รัฐบาลสหรัฐ มีขั้นตอนที่ผิดปกติของการออกคำสั่งให้รัฐบาล มีการยอมรับ ความคับข้องใจของประชาชนถูกต้องตามกฎหมาย" จากการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา อี ซึงมัน เลือกที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง เกาหลีใต้ ในการเผชิญกับความไม่แน่นอนของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ย่ำแย่ ปาร์ค จุงฮี ตัดสินใจยึดอำนาจ ในปี 1961 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ้นสุดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ในช่วงระยะเวลา ที่ปาร์ บริหารประเทศ แม้ว่าสหรัฐอเมริกา ยังคงวางแผนงานกับนโยบายส่วนใหญ่ให้กับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้กดดัน รัฐบาล ของ ปาร์ค อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น จากระยะเวลาที่ ปาร์ค เป็นผู้นำ ภายใต้การปกครองของทหารเผด็จการ จากการดำเนินงานที่รัฐบาลมีส่วนร่วมใน แผนส่วนกลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้ก่อให้เกิด "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" กับเกาหลีใต้ แน่นอนเมื่อ ปาร์ค เข้าควบคุมเกาหลีครั้งแรก ประธานาธิบดี John f kennedy แห่งสหรัฐอเมริกา เกิดความกังวลว่าเขาอาจจะเป็น "บิดาแห่งคอมมิวนิสต์." + ปาร์ค กับความเป็นชาตินิยม ที่สมบูรณ์


ในการปกครอง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นอะไรบางอย่างที่น่าพิศวง กับบทบาทผู้คุมการสร้างสิ่งที่กำลังจะมาเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรม ที่จะพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา สหรัฐอเมริกามีคำสั่ง ให้จัดการเลือกตั้งขึ้น แต่ปาร์ค ก็ชนะมาได้อย่างเฉียดฉิว นอกจากนี้เขายังชนะเลือกตั้งในปี 1967 และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งอย่างเฉียดฉิวในปี 1971 ในการเลือกตั้ง 1971 เขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งรุนแรงจากการปลุกระดม โดย คิม แดจุง นอกจากนี้ ปาร์ค ยังได้ทำการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประชาชนเกาหลีไม่ชื่นชอบอย่างมาก และส่งผลให้เกิดความไม่สงบอย่างกว้างขวาง สาเหตุมาจากการเข้ายึดครองเกาหลี โดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ถายใต้การปกครองที่โหดร้ายยาวนานถึง 35 ปี (ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองเกาหลีอยู่หลายครั้ง ในประวัติศาสตร์) ซึ่งญี่ปุ่นในตอนนั้นคือประเทศ ที่แพ้สงครามโลก ประเทศญี่ปุ่นจึงอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ปาร์ค ได้เปิดประตูสู่ญี่ปุ่น ด้วยเงินทุนช่วยเหลือ แม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเกาหลีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ ปาร์คไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก ซึ่ง ปาร์ค อาจเล็งเห็นแล้วว่า การช่วยเหลือญี่ปุ่น จะทำให้ได้รับผลตอบแทนในด้านต่างๆตามความเหมาะสม เพื่อเข้าถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม แม้ต้องใช้เงินเพื่อเข้าถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีก็ตาม อย่างเช่น เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ และอื่นๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการตั้งกลุ่ม Chaebol กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในการพัฒนาประเทศ เราจะเห็นได้ว่า ในช่วงรัฐบาลที่บริหารประเทศภายใต้การนำของ ปาร์ค จุงฮี ต้องเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือ ที่ด้านนอก และต้องเผชิญหน้าจากแรงกดดันของ สหรัฐฯ จากด้านใน ทั้งยังต้องนำพาประเทศให้พ้นไปจากความยากจน ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายเลย สำหรับ สำหรับประเทศที่ยากจนและด้อยพัฒนา รวมถึงปัญหาที่มาจากสงครามกับเกาหลีเหนือ แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ มีการดำเนินงานควบคุมเพื่อให้เกิดความมั่นคงในระดับสูง เพื่อต้องการคะแนนสนับสนุนในการชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดี ในสมัยต่อไป แต่ทว่าแรงสนับสนุนจากประชาชนเริ่มที่จะจางหายไป หลังจากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงต้นปี 1970. ด้วยมาตรการของ ปาร์ค ที่ใช้กฎหมาย และบทบัญญัติ ในกฎหมายภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ยังมีหน่วยข่าวกรองกลาง ที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมฝ่ายตรงข้ามถูกสอบสวนและถูกการพิจารณาคดี เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกับ ปาร์ค ไม่พอใจ และสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้นั่นคือ ทางรัฐบาลวอชิงตัน (อเมริกา) ไม่รับรองหรือสนับสนุน ปาร์ค ด้วยหลายเหตุปัจจัยที่ระบอบของ ปาร์ค อาจไม่เอื้ออำนวยให้กับสหรัฐฯ กับการรวมชาติของสองเกาหลี ซึ่งนโยบายของสหรัฐฯ อื่นๆ เช่นการกีดกันบริษัทเกาหลีผู้ที่อาจจะกลายเป็นผู้ส่งออก ที่ประสบความสำเร็จจากการส่งสินค้าออกนอกประเทศ อาจทำให้ระบอบของ ปาร์ค เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ มักเรียกว่า "ภัยคุกคาม" + เมื่อเกิดการแก้ไข รัฐธรรมนูญ "Yushin"


การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้ดำรงประธานาธิบดีไม่มีหมดวาระ สามารถครองอำนาจในการบริหารประเทศได้ตลอดการ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1979 ทำให้เกิดการประท้วงปะทุขึ้นทั่วประเทศ ความไม่สงบรุนแรงเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มนักศึกษาเรียกร้องให้มีการสิ้นสุดของการปกครองด้วยระบบ Yushin เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน. การกระทำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ การต่อต้าน "Pu-Ma" (ชื่อพื้นที่ เขต ปูซานและ Masan ) บนท้องถนนของเมือง ที่นักศึกษาและตำรวจปราบจลาจลเผชิญหน้ากัน โดยมีนักศึกษา 50,000 คนมารวมตัวกันในเมืองปูซาน ต่อมาอีกสองวันหลายคนถูกทำร้ายและผู้ประท้วงประมาณ 400 คนถูกจับ. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมรัฐบาล ปาร์ค ประกาศกฎอัยการศึกในปูซาน การประท้วงในวันเดียวกันกับที่แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัย Kyungnam ใน Masan มีผู้ชุมนุม 10,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและคนงาน เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านระบบ Yushin ของ ปาร์ค ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการโจมตีที่สถานีตำรวจและ สำนักงานของพรรคการเมือง โดยมีการประกาศเคอร์ฟิวทั่วทั้งเมือง Masan. + การลอบสังหาร ปาร์ค จุงฮี


การพยายามลอบสังหาร ปาร์ค จุงฮี เกิดขึ้นหายครั้ง วันที่ 21 มกราคม 1968 กองทหารเกาหลีเหนือ 31 คน ถูกส่งมาโดยประธานาธิบดีคิม อิลซุง ไปยังเกาหลีใต้เพื่อสังหาร ปาร์ค และเกือบประสบความสำเร็จ หน่วยคอมมานโด ข้ามเขต DMZ ในวันที่ 17 มกราคม และใช้เวลาสองวันต่อแทรกซึมเข้าไปในกรุงโซลก่อนที่จะถูกพบโดยสี่พลเรือนชาวเกาหลีใต้ หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงในการพยายามที่จะชักนำและโน้มน้าวพลเรือน เกี่ยวกับประโยชน์ของลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อต้องการไม่ให้พลเรือนแจ้งเรื่องกับตำรวจ อย่างไรก็ตามพลเรือนได้ไปแจ้งเรื่องให้กับตำรวจ ในคืนนั้นและหัวหน้าตำรวจท้องที่ ซึ่งตำรวจมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เมื่อทหารจากเกาหลีเหนือกลุ่มเล็กๆ 20 คน รุกคืบเข้ามาในกรุงโซล ได้สังเกตเห็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นไปทั่วเมือง และเริ่มตระหนักถึงแผนเดิมของพวกเขา มีโอกาสน้อยที่ประสบความสำเร็จเป็นผู้นำทีมชั่วคราวใหม่ ได้เปลี่ยนแผนเป็น การใช้เครื่องแบบของกองทัพเกาหลีใต้ 26 กองทหารราบที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หน่วยที่ถูกต้องที่พวกเขาได้มากับพวกเขาพวกเขาเดินไมล์สุดท้ายไปที่บ้านสีฟ้า ที่อยู่อาศัยประธานาธิบดี ในฐานะทหารกองทัพเกาหลีใต้กลับมาจากการลาดตระเวน ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่เข้ามาใกล้บ้านสีฟ้า, พวกเขาเดินผ่านตำรวจแห่งชาติ และหน่วยทหาร เหลือเส้นทางประมาณ 800 หลาจากบ้านสีฟ้า ตำรวจในที่สุดตำรวจก็หยุดหน่วยของพวกเขา และเริ่มที่จะถามพวกเขา และเมื่อตำรวจเกิดความน่าสงสัยคอมมานโดเกาหลีเหนือจึงดึงปืนพกยิงใส่ตำรวจ เกิดการปะทะกันจนทั้งสองหน่วยคอมมานโดเสียชีวิต ส่วนที่เหลือกระจายอยู่และหลบหนีไปทาง เขต DMZ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1974 ในขณะที่ ปาร์ค กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีที่ระลึกครบรอบของการปลดปล่อยประเทศจากประเทศญี่ปุ่น ชายชาวเกาหลีเหนือ Se-Gwang ได้ลอบยิง ปาร์ค จากทางเดิน ของโรงละครแห่งชาติ มือสังหารลงมือพลาด กระสุนถูกภรรยาของ ปาร์ค "จุ๊บ ยองซู" ที่หัวและเธอเสียชีวิตชั่วโมงต่อมา หลังจากเหตุการณ์สงบลง ปาร์ค กลับมาอ่านคำพูดของเขาที่เตรียมไว้ ผู้ช่วยอธิบายต่อว่า ประธานาธิบดีเป็นคนที่ความรับผิดชอบ ในสิ่งที่เขากำหนดจะทำโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรค การลอบสังหารครั้งที่ 3 ทำให้ ปาร์ค เสียชีวิต เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1979 (รวม อายุ 61 ปี) ปาร์ค ถูกยิงตายโดย Kim Jae-gyu (คิม แจ กิว) ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลาง หลังจากงานเลี้ยงที่เซฟเฮาส์ ใน Gungjeong-dong,Jongno-gu (กรุงโซล) คิมฆ่าหัวหน้าหน่วยคุ้มกัน "Cha Hi-Chul" ของ ปาร์ค และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองกลางคนอื่น ๆ ผู้เสียชีวิตยังรวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี อีก 4 คน ปาร์คถูกยิงที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ส่วนตัว โดย คิม แจ-กยู ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลางโดย คิม ให้เหตุผลว่า ปาร์ค เป็นอุปสรรคต่อการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และให้เหตุผลเพิ่มเติมในการกระทำของเขาว่าเป็นหนึ่งในความรักชาติ อย่างไรก็ตาม ความพยายามทำการลอบสังหาร ปาร์ค และ รัฐประหารถูกจัดแจงไว้ก่อนด้วยหน่วยสืบราชการลับ โดยมีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น + ปาร์ค ได้รับการจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติทหาร ที่สุสานแห่งชาติ


คิม และกลุ่มของเขาถูกจับในภายหลัง โดยเสนาธิการทหารของกองทัพ หัวหน้าฝ่ายสอบสวน Chun Doo-Hwan ในการสอบสวน คิม แจ-กยู ผลออกมาว่ามีแรงจูงใจในการสังหาร ปาร์ค ไม่เป็นที่ชัดเจน และถูกตัดสินถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1980.. การลอบสังหารยังคงเป็นปริศนา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหน่วยข่าวกรองกลางอาจจะไม่ได้ทำ โดยได้รับการอนุมัติจากซีไอเอ ของสหรัฐ ซึ่งต้องสงสัยว่าปาร์คเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นช่วงเวลาที่นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐที่แข็งแกร่งเป็นอาวุธ ในสงครามเย็น เผด็จการทั่วเอเชียทั้งในเกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ เข้าสู่การปฏิรูปทางการเมืองต่อ "ประชาธิปไตย" ปาร์ค ได้ริเริ่มการเคลื่อนไหวไปสู่การผสมผสานเกาหลี รวมชาติเกาหลี หลักการของการรวมชาติเกาหลีถูกวางลงไปในประวัติศาสตร์ 4 กรกฎาคม 1972, แถลงการณ์ร่วมกันหลังการเยี่ยมชม ในเดือน พฤษภาคม โดยผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลาง การเคลื่อนไหวไปสู่การรวมชาติได้ถูกบังคับให้ยกเลิก หลังจากการลอบ สังหาร ปาร์ค หัวหน้าหน่วยข่าวกรองกลางที่มาแทนที่หัวหน้าคนเก่า "คิม แจกยู ได้รับการยืนยัน คือ ซีไอเอของสหรัฐ นักวิเคราะห์ด้านการเมือง ให้ข้อสังเกตว่า สหรัฐ และกลุ่มบริษัท chaebol ได้รับประโยชน์จากการลอบสังหาร ปาร์ค

  • 1. สหรัฐ ป้องกันไม่ให้เกิดการรวมชาติของเกาหลี
  • 2. chaebol ได้รับเสรีภาพในตลาดมากขึ้น และเป็นเสรีจากการควบคุมของรัฐ

chaebol เหล่านี้ต่อมาเปิดตัวบนเส้นทางของ "ตลาดเสรีนิยม ลิทัวเนีย " ซึ่งสองทศวรรษต่อมา เศรษฐกิจตกต่ำเข้าสู่ภาวะล้มละลายในปี 1997 วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย.. ป.ล. เกี่ยวกับครอบครัว ปาร์ค จุงฮี ปาร์คแต่งงานกับ คิม โฮน้ำ ภรรยาคนแรก (มีลูกสาวหนึ่งคนกับเธอ) และทั้งสองได้หย่าร้างกันในภายหลัง จากนั้น ปาร์ค ได้แต่งงานกับ จุ๊บ ยองซูและทั้งคู่มีลูกสาวสองคนและลูกชายหนึ่งคน บุตรทั้ง 3 คนของ ปาร์ค

  • ลูกคนที่ 1 ปาร์ค กึนเฮ 1952. (หญิง)
  • ลูกคนที่ 2 ปาร์ค กึน ยอง 1954 (หญิง)
  • ลูกคนที่ 3 ปาร์ค จีคุน 1958 (ชาย)

ลูกสาวคนโต "ปาร์ค กึนเฮ" ในภายหลังได้กลายเป็นนักการเมือง และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือน ธันวาคม 2012 ป.ล.2 ปาร์คจุงฮีชื่อเสียงในหมู่ประชาชนชาวเกาหลีใต้ และเป็นที่นิยมมากขึ้นในบทบาทที่สำคัญของเขา ในความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากการทำลายล้างของสงครามเกาหลี และก่อนหน้านี้มานานหลายทศวรรษของการแสวงประโยชน์จากจักรวรรดิญี่ปุ่น เกาหลีใต้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระดับที่น่าทึ่ง แม้จะมีประชากรที่ค่อนข้างน้อยของประมาณ 50 ล้านคน ในวันนี้เกาหลีใต้ติดอันดับที่ 15 ของโลกด้านเศรษฐกิจ..... วีรบุรุษ จอมเผด็จการ


เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. BBC News' "On this day"
  2. Developmental Dictatorship and the Park Chung-hee Era (Homa & Sekey, 2006)
  3. Time Asia: Asians of the Century, August 1999, retrieved on April 20, 2010