บันทึกแวมไพร์วานิทัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บันทึกแวมไพร์วานิทัส
The Case Study of Vanitas, volume 1 thai version.jpg
หน้าปกของมังงะ บันทึกแวมไพร์วานิทัส เล่ม 1 ในฉบับภาษาไทย
ヴァニタスの手記カルテ
(Vanitasu no Karute)
ชื่อภาษาอังกฤษThe Case Study of Vanitas
แนว
มังงะ
เขียนโดยจุน โมจิซูกิ
ตีพิมพ์โดยสแควร์เอนิกซ์
ผู้จัดจำหน่ายภาษาไทยสยามอินเตอร์คอมิกส์
นิตยสารกังกังโจกเกอร์รายเดือน
กลุ่มเป้าหมายโชเน็ง
วางจำหน่ายตั้งแต่25 ธันวาคม พ.ศ. 2558 – ปัจจุบัน
จำนวนเล่ม10
อนิเมะโทรทัศน์
กำกับโดยโทโมยูกิ อิตามูระ
เขียนบทโดยเดโกะ อากาโอะ
เพลงโดยยูกิ คาจิอูระ
สตูดิโอโบนส์
ถือสิทธิ์โดยพลัสเมเดียเน็ตเวิกส์เอเชีย
เครือข่ายโตเกียวเอ็มเอกซ์, GYT, GTV, BS11, MBS, CBC, HBC, RKB
เครือข่ายภาษาไทยอนิพลัส, อ้ายฉีอี้, ปีลีปีลี, วีทีวี
ออกอากาศ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 2 เมษายน พ.ศ. 2565
ตอน24

บันทึกแวมไพร์วานิทัส (ญี่ปุ่น: ヴァニタスの手記カルテโรมาจิVanitasu no Karute) เป็นซีรีส์มังงะญี่ปุ่น เขียนเรื่องและวาดภาพโดยจุน โมจิซูกิ ตีพิมพ์ในนิตยสารกังกังโจกเกอร์รายเดือน ของสำนักพิมพ์สแควร์เอนิกซ์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 มีฉากเป็นเมืองปารีสในศตวรรษที่ 19 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับแวมไพร์และสตีมพังก์ ได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์อนิเมะโทรทัศน์โดยสตูดิโอโบนส์ ออกอากาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึงเมษายน พ.ศ. 2565

เนื้อเรื่อง[แก้]

เดิมทีมนุษย์และแวมไพร์นั่นเคยอาศัยอยู่ร่วมกันแต่หลังจากที่สงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์สิ้นสุดลงและเหล่าแวมไพร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ มนุษย์จึงขึ้นเป็นใหญ่ทำให้แวมไพร์ที่เหลือจำต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อัลทัสซึ่งเป็นมิติคู่ขนานแทน แต่อย่างไรก็ตามยังมีแวมไพร์บางส่วนเลือกที่จะใช้ชีวิตปะปนอยู่กับมนุษย์โดยอยู่ภายใต้การดูแลของเคานต์ผู้ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยองค์ราชินีแวมไพร์ เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 แวมไพร์หนุ่มนามว่า โนเอะ ได้รับคำสั่งจากอาจาย์ให้เดินทางมาตามหาตำราวานิทัสที่ปารีส​ ในระหว่างการเดินทางเขาได้พบกับวานิทัสชายหนุ่มผู้ลึกลับ​ ผู้อ้างตนว่าเป็นหมอรักษาคำสาปให้กับเหล่าแวมไพร์ แล้วเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ทำให้โนเอะรู้สึกประหลาดใจมาก จึงติดตามเขาไปด้วยในฐานะคู่หู

การผลิตสื่อ[แก้]

อาจาย์โมจิซุกิได้รับแรงบันดาลใจความสัมพันธ์​วานิทัสกับโนเอ้มาจากเชอร์ล็อกโฮมส์กับวัตสัน

หลังจากอาจาย์​โมจิ​ซุ​กิ​ จุน​ ผู้สร้างซีรีส์โด่งดังอย่าง​แพนโดร่า ฮาร์ท​ ได้จบซีรีส์อย่างสวยงาม​ เธอก็ได้ตัดสินใจวาดเรื่องที่เกี่ยวกับแวมไพร์​ เดิมทีก่อนมาเป็นซีรีส์​บันทึก​แวมไพร์​วานิทัส อย่างที่เห็นในปัจจุบั​น​ อาจาย์โมจิซุ​กิ​นั้นเคยคิดพยามเขียนแนวแวมไพร์ในรั้วโรงเรียน​ และวานิทัสคือตัวละครแรกที่ถือกำเนิดขึ้นจากการที่เธอไปท่องเที่ยว​มงต์แซงต์มิเชลที่ฝรั่งเศส​ ระหว่างทางอาจาย์เพ้อฝันหรือคร่ำครวญ​เรื่องการวาดแวมไพร์ตนหนึ่งที่คอยเฝ้ามองเมืองเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี และทุกสิ่งทุกอย่างของ​บันทึก​แวมไพร์วานิทัส เกิดไอเดียที่คล้ายกัน​ ทว่าแตกต่างกัน​ โมจิซุกิมีความตั้งใจทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอไม่สามารถทำได้ใน​แพนโดร่า ฮาร์ท​​ ในงานใหม่ผู้เขียนจึงเพิ่มองค์ประกอบความรักและฉากแอคชั่นกับซีรีส์นี้ทว่าบรรณาธิการ​ของเธอคัดค้านและบอกว่าให้ลดมันลงเพราะเธอไม่ถนัดเขียนเรื่องนั้น​ แต่โมจิซุ​กิ​ยังคงเชื่อในตัวเองและฝึกวาดรูปต่อไป​ โดยหวังว่าถ้าเธอฝึกมากขึ้น​ จะต้องช่วยเพิ่มแรงดึงดูด​ให้กับผลงานของผู้เขียน​[3] นอกจากนั้นเธอยังเพิ่มสตีมพังค์เข้าไปเนื่องจากตัวผู้เขียนเป็นแฟนคลับตัวยงที่ชื่นชอบแนวนั้นมานานแล้ว​ ที่สำคัญซีรีส์นี้มีลักษณะ​แตกต่างจาก​​แพนโดร่า ฮาร์ท​ โดยสิ้นเชิง​ ซึ่งเป็นความตั้งใจของโมจิซุ​กิ​ที่ต้องการให้ผลงานเธอต่างจากเรื่องเก่า​

ส่วนวานิทัส​กับ​โนเอ้คือความสัมพันธ์​ที่ได้รับแรงบันดาลใจ​มาจากเชอร์ล็อกโฮมส์กับวัตสัน​ แต่ในขณะที่ความสัมพันธ์​วานิทัสกับฌานได้รับแรงบันดาลใจ​มาจากโรมิโอกับจูเลียต​ ในสัมภาษณ์​ของผู้เขียนนั้น​ เธอต้องการเขียนคู่รักชายหญิงที่ไม่เป็นมิตรต่อกันมากนัก​ แต่ต่างพึ่งพากัน​ และมีความรู้สึกดึงดูด​ใจต่อกัน

แต่เวลาเดียวกันอีกอิทธิพล​สำคัญที่ช่วยอาจาย์โมจิ​ซุ​กิในการสร้างซีรีส์​ มาจากการที่เธอเคยดูภาพยนตร์​แวมไพร์เรื่อง​ Interview with the Vampire ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2537 แต่งขึ้นโดย​แอนน์​ ไรซ์​ เมื่อผู้เขียนได้ดูโศกนาฏกรรม​และการดำรงอยู่ของเหล่าแวมไพร์​ ตลอดจนถึงฉากดูดเลือดนั้น​ ทำให้เธอฝังแน่นอยู่ในใจ​ ยังส่งผลต่อการชื่นชอบไดนา​มิก​ความสัมพันธ์ระหว่าง​ชายหญิง​ รวมทั้งอิทธิพล​ในการจัดวางตัวเอกของผู้เขียน​ ในด้านของการมาเยือนปารีสถือเป็นสถานที่แรกของโมจิซุกิที่ได้ออกมานอกประเทศญี่ปุ่น​ ซึ่งทำให้เธอประทับใจมาก​ และในงาน​ Japan Expo ผู้เขียนได้ถูกชวนให้เป็นแขกรับเชิญภายในงาน​ เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้โนเอรู้สึกมีความประทับใจ​มากกว่าปกติ​ เพราะเกิดความรู้สึกยินดีของอาจาย์โมจิซุกิที่เคยได้ไปสัมผัสประสบการณ์​ที่ประเทศฝรั่งเศส​ สุดท้ายผู้เขียนจึงตัดสินใจวางเซ็ตติ้งเบื้องหลังเป็นประเทศฝรั่งเศส​ ส่วนไอเดียพาราดินของโบสถ์​คาทอลิกนั้น​มีต้นแบบมาจาก​ตำนาน​ชาร์ลมาญ​ สุดท้ายแม้วานิทัสจะไม่ได้อ้างอิงบุคคล​ในประวัติศาสตร์จริง​เหมือนกันทั้งหมดเกือบร้อยเปอร์เซ็น​ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังชอบเล่นไดนามิกความสัมพันธ์​และลักษณะ​นิสัยของตัวละคร​ ซึ่งโมจิซุกินั้นเคยกล่าวไว้ว่าเธอเคยเห็นเรื่องราวประเภทแวมไพร์ถูกใช้ในงานอื่นบ่อยแล้ว​ จึงต้องการสร้างเรื่องราวที่ต่างจากเรื่องอื่น​ โมจิซุกิตระหนักดีว่าแวมไพร์ที่ศึกษาจากตำนาน​ รวมทั้งรูปลักษณ์​ หรือจุดอ่อนหลายจุดที่แตกต่างกันของพวกมันมีความน่าสนใจ​ ผู้เขียนจึงนำจุดอ่อนแวมไพร์มาใส่เพื่อใช้ประโยชน์​จากตรงนั้นในการได้สร้างมุมมองใหม่ ๆ[4]

ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจวางบทให้วานิทัสเป็นแวมไพร์​ ส่วนโนเอเป็นมนุษ​ย์​ โดยวางบทให้วานิทัสเป็น​เชอร์ล็อกโฮมส์​ แต่โนเอคือวัตสัน​ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของเชอร์ล็อกโฮมส์​ ทว่าไม่ว่าเธอจะทำด้วยวิธีใด​หรือเสนอเรื่องนี้ต่อบรรณาธิการหลายครั้ง​ ​ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมสักที​ จนสุดท้ายผู้เขียนยอมแพ้แล้วปรึกษา​ต่อบรรณาธิการ​ ​ได้ให้คำแนะนำต่อผู้เขียนว่าลองสลับบทบาทของตัวเอกดู​ โดยให้เชอร์ล็อกเป็นมนุษย​์ แต่วัตสันเป็นแวมไพร์​ ซึ่งตอนแรกผู้เขียนแอบประหลาด​ใจ​ แล้วคาดไม่ถึง​กับไอเดียเผลออุทานในใจว่า "เชอร์ล็อกโฮมส์เป็นมนุษย์​ แต่วัตสันเป็นแวมไพร์งั้นเหรอ?" ตอนหลังโมจิซุกิยอมรับ​แล้วจึงยอมเปลี่ยนในตอนสุดท้ายเพราะพบว่ามันโดดเด่นมากกว่า​ ด้านการออกแบบตัวละครนั้นผู้เขียนได้ถูกเพื่อนร่วมงานวิจารณ์​เรื่องดีไซน์ของวานิทัส​เพราะพวกเขาไม่ชอบตัวละครแนวใส่แว่นโดยเฉพาะโนเอ้ สุดท้ายเธอจึงยอมเปลี่ยนดีไซน์ทรงผมวานิทัสให้เป็นผมหน้าม้าสองชั้น​ ​ส่วนดีไซน์โนเอแตกต่างจากสิ้นเชิงอย่างที่เห็นในปัจจุบั​น เดิมทีนั้นดีไซน์ดั้งเดิมของเขาคือวัยกลางคนใส่แว่นที่มีอายุมากกว่าวานิทัสที่มีอายุเพียงแค่​ 15​ ปี​ และเป็นคนตลกเฮฮา​ เธอพยามบังคับให้เปลี่ยนความคิดใหม่และลองร่างตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ​ รวมอื่น ๆ ​ อีกมากมาย​ จนเป็นสองคู่หูแบบที่เห็นภายใน​ซีรีส์​ เนื่องจากอาจาย์โมจิซุกิชอบให้ตัวละครที่มีลักษณะ​นิสัยขัดแย้งปะทะกัน​ เธอจึงพยามหลีกเลี่ยงให้พวกเขาเป็นเพื่อนกันหรือพี่น้องกันในตอนแรก​ แต่ให้ความสัมพันธ์​พวกเขาเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น​ งานเขียนของผู้เขียนไม่มีจุดตายตัวใดเป็นพิเศษ แต่เวลาโมจิซุ​กิ​คิดไอเดียไม่ออกมักจะลงเอยด้วยการวาดตัวละครลงในภาพสเก็ตช์​ หยุดพัดไอเดียใหม่​ เขียนช่องพาเนลใหม่ ๆ ​ กับตัวผลงานของเธอ​ เมื่อครั้งใดที่วาดสีหน้าของตัวละคร​ โมจิซุกิจะวาดจนกว่าเธอรู้สึกพอใจ​ตามที่ได้คาดหวังไว้​ และแทนที่จะเขียนให้มีตัวร้ายภายในซีรีส์เหมือนกับ​​แพนโดร่า ฮาร์ท ผู้เขียนจึงตั้งใจให้ตัวละครวานิทัสมีความเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ ​ คนแทน​ พยามปรับปรุงจุดบกพร่องงานเขียนหลายอย่างที่เคยทำผิดพลาดกับซีรีส์​​แพนโดร่า ฮาร์ท​​ เช่นในธีมวานิทัสมีความรักเป็นอุปสรรค​ในการขัดขวางภารกิจ​ สิ่งที่ช่วยพวกเขาคือความรอด​ ขณะเดียวกันเหล่าตัวละครในซีรีส์จะมีความตายที่ไม่มีรางวัลตอบแทน​ แต่ในขณะที่ซีรีส์เก่าของเธอ​นั้น​ ตัวละครเผชิญหน้ากับบาดแผลและมีรางวัลเป็นการตอบแทน

การปรับตัวของอนิเมะ[แก้]

สำหรับอนิเมะที่ดัดแปลงโดยสตูดิโอ​โบนส์​ มีคุณนาโอกิ​ อามาโนะ​ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตของซีรีส์​ ในด้านการเขียนบท​มีคุณ​เดโกะ​ อากาโอะ​ เป็นคนรับผิดชอบ​ รวมทั้งนักแต่งเพลงของซีรีส์​ ได้แยกเรื่องราวออกจากกัน​ และสตอรี่บอร์ดที่ทำหน้าที่เป็น​ "พิมพ์เขียว" เพื่อร่างโครงเรื่องวิดีโอให้เสร็จสมบูรณ์​

ซีรีส์วานิทัสถูกตั้งในฝรั่งเศ​ส

อิตามูระ​ ผู้กำกับยังต้องการให้วานิทัสเวอร์ชันอนิเมะมีความใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด​ เพื่อเป็นการเคราพต้นฉบับ​ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม​ เหล่าทีมงานอนิเมะเตอร์พอมีอิสระในการทำสิ่งต่าง ๆ ​ เช่นฉากต่อสู้ในตอนแรกที่ใช้เงา​ ผู้กำกับมักจะระวังเรื่องแอคชั่นที่น่าสนใจในสตอรี่บอร์ด​ เพื่อสร้างซีนให้ออกมาดูดีมากที่สุดเท่าที่ทำได้​ และเมื่อวานิทัสใช้ตำราของเขา​ คุณ​อิซุมิ​ ทาคิซาวะ​ ผู้วาดออกแบบ​ พยามใช้แอนิเมชั่น​ 3D​ ด้วยสีสันสดใสให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด[5]

คุณอิตามูระเคยกล่าวไว้ว่าลักษณะ​งานค่อนข้างแยกออกได้ยาก​ แต่เขาคิดว่าองค์ประกอบที่สำคัญส่วนใหญ่ของซีรีส์​คือความเป็น​ "มังงะโชโจว" เขาจึงมุ่งที่การจัดวางฉากและตัวละครให้มีความสวยงามตามสไตล์คือสิ่งที่จำเป็น​ แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวฝรั่งเศสพร้อมกับทีมงานเพื่อทำการเก็บข้อมูลบรรยากาศ​ภายในเมือง​ เขายังต้องการเก็บความมืดมิดของเหล่าแวมไพร์ฉบับภาพยนตร์​แบบต้นตำรับ​ไว้ในแอนิเมชัน​ กระชับบทกับส่วนต่าง ๆ ​เพราะในมุมมองผู้กำกับเห็นว่าคนสมัยนี้ชอบดูอะไรก็ได้​ ที่มีความไว ๆ ​แล้วความสัมพันธ์​วานิทัสกับโนเอต้องอยู่ห่างกัน​ สิ่งที่ผู้กำกับต้องระมัดระวังมากที่สุดคือความสัมพันธ์​ตัวละคร​ หากทำให้เสน่ห์ตรงนั้นหาย​ มีความรู้สึกไม่เหมือนเดิม

ส่วนนักพากย์วานิทัสกับโนเอให้เสียงโดยนัตสึกิ​ ฮานาเอะ​ และอิชิคาวะ​ ไคโตะ​ บทบาททั้งสองได้รับการชื่นชมและตอบรับที่ดีมาก​ในที่ต่าง ๆ ​ฮานาเอะใช้ประโยชน์​จากส่วนที่เท่ และไม่​เท่​ รวมทั้งความเซ็กซี่อย่างเต็มที่เพื่อดึงเสน่ห์ของวานิทัสออกมา​ ขณะ​ที่อิชิคาวะถนัดเล่นบทบาทตัวละครจิตใจดีที่เป็นแนว​ ぼけ "boke" (คนปล่อยมุก) ​ และใช้ข้อมูลเล่าเรื่องที่ผู้กำกับบอกให้เป็นประโยชน์​ ฮานาเอะได้บทบาทวานิทัสเพราะความมากประสบการณ์​ในฐานะเซย์ยู​ เล่นน้ำเสียงทางเพศโดยเฉพาะ​ข้อความง่าย ๆ ​เช่น​ "ความลับจ้า" ด้าน​อิโอริ​ มินาเ​สะ​ รับบทเป็น​ฌาน​ บอกว่าหายากที่เธอจะได้เล่นบทบาทในฐานะผู้ปกป้อง​ แม้ว่าเคยรับบทมากมายแต่ส่วนใหญ่เธอจะได้รับแค่บทที่เป็นฝ่ายถูกปกป้อง​ ไม่ใช่ฐานะบอดี้การ์ด​ที่คอยปกป้องคนอื่น จากที่มินาเสะเคยคุยกับผู้กำกับ​ อิตามูระอนุญาต​เต็มที่ให้เธอขยายลักษณะ​เฉพาะของฌานตามความเหมาะสม​ ฉากที่แวมไพร์ดูดเลือดไม่ว่าจะเป็นโนเอดูดเลือดโดมินิก​ หรือตอนฌานดูดเลือดวานิทัส​ ก็ทำเพื่อเน้นความอิโรติก ต่อให้ตัวละครจะสวมเสื้อผ้าก็ตาม​ เพลงที่เล่นประกอบภายในซีรีส์​ ใช้ถ่ายทอดความเร้าอารมณ์​ที่มีต่อเรื่อง

ธีม[แก้]

ในแง่ไอเดียการดำรงอยู่และตัวตน​ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจและมีสติ​ ซึ่งมีความสำคัญต่อซีรีส์วานิทัสมากกว่า​ PandoraHearts​ และ​ Crimson-Shell​ ในองค์ประกอบ​ที่ผู้เขียนตัดสินใจที่จะใช้ เธอต้องการแสดงให้ความรู้สึกส่วนลึกที่ซ่อนอยู่ภายในหัวใจตัวละค​รภายในเรื่อง​ เมื่อพวกเขาถูกสำรวจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น​ ตามที่เธอต้องการ​ คำถามเกี่ยวกับตัวตนและการดำรงตั้งแต่ตอนแรกต้องตามมา​ วานิทัสต้องเป็นตัวละครที่อิสระและมีความแปลกประหลาด​ เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลลัพธ์​ที่ดีที่สุดดั่งใจนึก​ โดยไม่สนวิธีการ​ว่าดีหรือไม่ดี​ นอกจากนี้อาจาย์โมจิซุกิยังสร้างความสมดุลให้โนเอ​้ มีความใสซื่อ​ จิตใจดี​ รักยุติธรรม​และมีความรับผิดชอบ​สูง​ จนสุดท้ายพวกเขาต้องยอมรับตัวตนหรือส่งเสริมอีกฝ่าย​ เธอยังบอกว่าลักษณะ​วานิทัสคือแก่นหลักมังงะเพราะโมจิซุ​กิ​ต้องการพรรณนา​ถึงตัวตนที่สูญเสียบุคคลและสามารถกู้คืนได้[4]

นามที่แท้จริงของแวมไพร์​ เธอมองว่าไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่​ เพราะมีวิดิโอเกมและเรื่องอื่นมากมายที่ใช้เรื่องพวกนั้นบ่อย​ แต่พยามเลือกใช้เหตุผลเจาะจง​ ตอนแรกเธอกำหนดให้วานิทัสเป็นฮีโร่ที่เป็นหมอพยามรักษาคนไข้เพื่อกอบกู้เหล่าแวมไพร์​ถูกเตรียมไว้แล้ว แต่โมจิซุกิคิดว่าการทำให้วานิทัสแสดงบทบาทเป็นหมอในเรื่อง​ ด้วยการเก่งวิชาหรือมีหัตถการแพทย์แล้วรักษาคนไข้อย่างบริสุทธิ์​ใจตามปกติที่เห็นกับซีรีส์อื่น​ โดยส่วนตัวเธอไม่คิดว่าผู้อ่านของเธอจะชอบมันมากนัก​ เพราะฉะนั้นโมจิซุ​กิ​ต้องพยามลองหาแนวคิดบางอย่างที่มากกว่า​ และนี่คือที่มาไอเดียนามที่แท้จริงต่าง ๆ ​ของเหล่าแวมไพร์อย่างที่เห็นในเรื่อง

จากข้อมูลของเว็บไซต์​ Comic Book Resources หรือ​ CBR เคยคอมเมนท์​ว่าแวมไพร์ของเรื่องนี้แตกต่างจากซีรีส์อื่น​ โดยเฉพาะซีนดูดเลือดของแวมไพร์มีสองแนวคิดที่แตกต่างกัน​ ตอนฌานดูดเลือดในช่วงต้นของซีรีส์​ เพื่อเย้ายวน​และถูกกลั่นแกล้งอย่าง​สนุกสนาน​ ขณะที่วานิทัสสนใจแวมไพร์ที่เป็นผู้ต้องสาปและทำหน้าที่รักษาเหล่าแวมไพร์​ จนพวกเขาได้เดตกันนำสู่การกัดโดยสมัครใจ​ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าวานิทัสกำลังรักษาเธออยู่​ หากรู้เรื่องที่เธอเป็นเหยื่อจากการผู้ถูกสาปแช่งเช่นกัน

ดีไซน์ต่างหูวานิทัส​ เมื่อคุณเดโกะ​ อากาโอะ​ ได้เห็นมันครั้งแรกที่สวมอยู่บนหูของวานิทัส​ รู้สึกหลงไหลและบอกว่านาฬิการู้สึกมีเบื้องหลังบางอย่าง​ แต่ความคิดที่เคยคาดเดากลับถูกต้อง​ในตอนที่เธอเห็นอดีตน่าเศร้าของวานิทัสในมังงะ​ Anime News Network ชี้ว่าต่างหูนาฬิกาทรายสะท้อนถึงความตายและอายุขัยที่สั้นของเขา

สื่อ[แก้]

มังงะ[แก้]

บันทึก​แวมไพร์วานิทัส​ ถูกเขียนโดยอาจาย์​ โมจิซุกิ​ จุน​ เริ่มต้นในนิตยสาร​รายเดือน​ของ​ Gangan Joker[6][7] สำนักพิมพ์​ สแควร์​เอนิกซ์​ เมื่อวันที่​ 22​ ธันวาคม​ 2558 และถูกซื้อลิขสิทธิ์​โดยสยามอินเตอร์คอมิกส์​ โมจิซุกิเคยหยุดเขียนมังงะเพราะเรื่องปัญหา​ COVID-19 ก่อนมังงะจะกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกา​ยนปี​ 2559

กระแสการตอบรับ[แก้]

Manga[แก้]

เมื่อเล่มญี่ปุ่นได้วางจำหน่าย​ เหล่านักวิจารณ์​ต่างสนุกกับความ​สัมพันธ์​ของเขากับโนเอ้​ และชื่นชมการผสมผสานแอคชั่นกับการผจญภัยได้อย่างลงตัว​ รวมทั้งวิธีที่วานิทัสถูกฌานจัดการ​ ทว่าพยามควบคุมและตามใจเธอ​ แต่เวลาเดียวกันวานิทัสตอบรับความรู้สึกรักของเขาที่มีต่อฌานได้ไม่ดี​ จนซีรีส์ถูกทำเป็นอนิเมะออกฉาย​ในวันที่​ 3 กรกฎาคม​ทั่วโลก​[8] ในเว็บไซต์​ Manga​ New ชื่นชมวิธีการรับมือและการจัดการอดีตแสนเศร้าของเขา​ แต่ว่าคำบรรยายของผู้เขียนของซีรีส์ที่มีต่อวานิทัสได้สร้างความสับสน​ต่อนักวิจารณ์​และผู้ชมอย่างมาก

อ้างอิง[แก้]

  1. 吸血鬼譚「ヴァニタスの手記」ボンズ制作で今夏TVアニメ化 花江夏樹&石川界人が主演. anime.eiga.com (ภาษาญี่ปุ่น). eiga.com [ja]. March 28, 2021. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-04-18. สืบค้นเมื่อ April 10, 2021.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  2. 2.0 2.1 Chapman, Paul (March 28, 2021). "The Case Study of Vanitas Sinks Its Fangs Into a TV Anime". Crunchyroll. สืบค้นเมื่อ April 10, 2021.
  3. 19世紀パリ×吸血鬼×スチームパンク! 魔導書に導かれし吸血鬼と人間たちの物語──アニメ『ヴァニタスの手記』原作・望月淳インタビュー. DDNavi (ภาษาญี่ปุ่น). July 8, 2021. สืบค้นเมื่อ December 7, 2022.
  4. 4.0 4.1 "Interview de Jun Mochizuki (Les Mémoires de Vanitas, Pandora Hearts". Manga News (ภาษาฝรั่งเศส). September 13, 2017. สืบค้นเมื่อ January 28, 2022.
  5. interview by Morrissy, Kim (July 4, 2021). "Vanitas No Carte Aniplex online Fest 2021". Anime News (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ December 8, 2022.
  6. Ressler, Karen (October 20, 2015). "Pandora Hearts' Mochizuki to Launch Vanitas no Carte Manga". Anime News Network. สืบค้นเมื่อ April 10, 2021.
  7. 「PandoraHearts」の望月淳、JOKERでの新連載は吸血鬼を巡るファンタジー. Natalie (ภาษาญี่ปุ่น). Natasha, Inc. December 22, 2015. สืบค้นเมื่อ December 8, 2022.
  8. Jeudi, Publiée le Jeudi (Octobre 8, 2020). "review by manga new vol.8". manganew (ภาษาฝรั่งเศส). สืบค้นเมื่อ December​ 9​, 2022. {{cite web}}: zero width space character ใน |access-date= ที่ตำแหน่ง 9 (help); ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |access-date= และ |date= (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]