การเขียนคำทับศัพท์ตามระบบของราชบัณฑิตยสถาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

หลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา เป็นระบบการเขียนคำทับศัพท์ที่นิยมใช้มากที่สุดระบบหนึ่งในประเทศไทย โดยคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การทับศัพท์และคณะกรรมการปรับปรุงหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาต่าง ๆ ของสํานักงานราชบัณฑิตยสภา (เดิมคือราชบัณฑิตยสถาน) เป็นผู้กำหนดและเสนอหลักเกณฑ์ต่อสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเพื่อออกประกาศสำนักงานราชบัณฑิตยสภาให้ใช้หลักเกณฑ์ จากนั้น สำนักงานราชบัณฑิตยสภาจะเป็นผู้เสนอหลักเกณฑ์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ประวัติ[แก้]

ราชบัณฑิตยสถานได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทับศัพท์ภาษาต่างประเทศและเสนอให้คณะรัฐมนตรีประกาศใช้เป็นครั้งแรกใน ไบแนบที่ ๑ วิธีทับสัพท ของ ประกาสสำนักนายกรัถมนตรี เรื่องบัญญัติสัพทฉบับที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. 2485 ในครั้งนั้นได้กำหนดวิธีเทียบเสียงและถ่ายอักษรพยัญชนะและสระของภาษาตะวันตก 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อังกฤษ และอิตาลี รวมอยู่ในตารางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วิธีทับศัพท์ตามประกาศฉบับนี้เน้นการถอดตัวอักษรมากกว่าการถ่ายเสียง คำทับศัพท์จึงอ่านแล้วไม่ใกล้เคียงการออกเสียงในภาษาต้นฉบับ ในระยะหลัง คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานจึงไม่ได้ยึดถือวิธีทับศัพท์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัดนัก แต่พยายามทับศัพท์โดยการถ่ายเสียงมากขึ้น[1]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 ราชบัณฑิตยสถานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงหลักเกณฑ์การทับศัพท์ขึ้น[2] เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การทับศัพท์เป็นเอกเทศสำหรับภาษาแต่ละภาษา เนื่องจากเห็นว่าภาษาหนึ่ง ๆ มีลักษณะทางเสียงและโครงสร้างแตกต่างกับภาษาอื่น โดยเริ่มต้นจัดทำหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นลำดับแรก ส่วนหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอื่น ๆ ให้จัดทำเฉพาะภาษาที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของไทยก่อน[3] ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ประกาศใช้หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ (ตามที่ราชบัณฑิตยสถานเสนอ) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2532 และประกาศใช้หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน รัสเซีย ญี่ปุ่น อาหรับ และมลายูในคราวเดียวกันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2535

หลังจากที่หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาต่าง ๆ ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้ได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่ายังมีปัญหาอยู่อีกหลายประการ ทั้งยังมีผู้ท้วงติงและเสนอข้อคิดเห็นไปยังราชบัณฑิตยสถานอยู่เนือง ๆ ราชบัณฑิตยสถานจึงแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักเกณฑ์การทับศัพท์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2546[3] เพื่อพิจารณาทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การทับศัพท์เสียใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางภาษาที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น จากนั้นจึงทยอยเสนอคณะรัฐมนตรีให้ประกาศใช้หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วแทนหลักเกณฑ์เดิม ได้แก่ หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศส ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553 และหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอาหรับ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ราชบัณฑิตยสถาน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานราชบัณฑิตยสภา) ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอื่น ๆ เพิ่มอีกเพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาจีนและฮินดี ซึ่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ใช้เป็นมาตรฐานเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 และหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาเกาหลีและเวียดนาม ซึ่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้ใช้เป็นมาตรฐานเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลักษณะทั่วไป[แก้]

  1. ในการทับศัพท์ให้ถอดอักษรในภาษาเดิมพอควรแก่การแสดงที่มาของรูปศัพท์ และให้เขียนในรูปที่อ่านได้สะดวกในภาษาไทย
  2. คำทับศัพท์ที่ใช้กันมานานจนถือเป็นคำภาษาไทยและปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แล้ว ให้ใช้ต่อไปตามเดิม เช่น ช็อกโกแลต, เชิ้ต, กงสุล เป็นต้น
  3. คำวิสามานยนามที่ใช้กันมานานแล้ว อาจใช้ต่อไปตามเดิม เช่น กรีนิช, นโปเลียน, เหงียน, วอน (สกุลเงินเกาหลี) เป็นต้น
  4. ในการทับศัพท์จะใส่วรรณยุกต์ก็ต่อเมื่อภาษาต้นฉบับมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์เท่านั้น ซึ่งได้แก่ ภาษาจีนและเวียดนาม คำทับศัพท์ภาษาอื่นนอกเหนือจากนี้จึงไม่ใส่วรรณยุกต์ ยกเว้นในกรณีที่มีรูปพ้องกับคำไทยซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือมีความหมายไม่พึงประสงค์
  5. การรู้สัทอักษรมีส่วนสำคัญในการถอดเสียงจากภาษาที่คาดคะเนการออกเสียงจากรูปเขียนได้ยาก เช่น ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น
  6. อักษรไทยที่ใช้แสดงเสียงเสียงหนึ่งในภาษาหนึ่งอาจเป็นคนละตัวกับอักษรไทยที่ใช้แสดงเสียงเดียวกันในภาษาอื่น ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไปตามแต่ละภาษา เช่น เสียง /ʒ/ ในการทับศัพท์ภาษาอังกฤษใช้ ช แต่ในการทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศสใช้ ฌ; เสียง /x/ ในการทับศัพท์ภาษาเยอรมัน อาหรับ และมลายูใช้ ค, ในการทับศัพท์ภาษาเวียดนามใช้ ค หรือ ข, ในการทับศัพท์ภาษาจีนใช้ ฮ หรือ ห เป็นต้น
  7. ในการถอดเสียงพยัญชนะจะเลือกอักษรไทยที่ใช้บ่อยที่สุดจากกลุ่มอักษรไทยที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่ในบางภาษามีเสียงพยัญชนะจำนวนมากที่ปรากฏบ่อยและไม่ตรงกับเสียงพยัญชนะใด ๆ ในภาษาไทย จึงต้องเลือกอักษรไทยที่มีเสียงใกล้เคียงและปรกติใช้เขียนคำที่รับจากภาษาบาลี-สันสกฤตมาใช้แสดงเสียงเหล่านั้น เช่น ในการทับศัพท์ภาษาอาหรับ ใช้ ฎ แสดงเสียง /dˤ/ เพื่อให้แตกต่างกับ ด ที่ใช้แสดงเสียง /d/ เป็นต้น

ภาษาที่มีหลักเกณฑ์การทับศัพท์รองรับ[แก้]

ปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานได้จัดทำและประกาศใช้หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาต่าง ๆ รวม 13 ภาษา ได้แก่

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. มงคล เดชนครินทร์. บัญญัติศัพท์-ศัพท์บัญญัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558, หน้า 73.
  2. มงคล เดชนครินทร์. บัญญัติศัพท์-ศัพท์บัญญัติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558, หน้า 75.
  3. 3.0 3.1 นิตยา กาญจนะวรรณ. ทับศัพท์ บัญญัติศัพท์ ถอดอักษร จาก Siamization ถึง Anglicization. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2554, หน้า 7.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]