สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์แห่งบริเตนใหญ่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์แห่งบริเตนใหญ่
Anne1705.jpg
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ แห่งบริเตนใหญ่
ราชวงศ์ สจวต
ระยะครองราชย์ ค.ศ. 1702ค.ศ. 1714
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งบริเตนใหญ่
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1665
สวรรคต 1 สิงหาคม ค.ศ. 1714 (49 ปี)
ฝังศพ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2257
วิหารเวสต์มินสเตอร์ ลอนดอน
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ
พระราชมารดา เลดี้แอนน์ ไฮด์
พระราชสวามี เจ้าชายจอร์จแห่งเดนมาร์ก
ลายพระอภิไธย
    

สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ แห่งบริเตนใหญ่ (อังกฤษ: Anne of Great Britain) (6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 16651 สิงหาคม ค.ศ. 1714) ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระราชินีนาถราชวงศ์สจวตองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรอังกฤษ ราชอาณาจักรสกอตแลนด์ และ ราชอาณาจักรไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1702 สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1665 ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ในกรุงลอนดอน ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ที่สองของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และ เลดี้แอนน์ ไฮด์ พระชายาองค์แรก เมื่อพระราชบิดาของพระราชินีนาถแอนน์ถูกโค่นราชบัลลังก์ในปี ค.ศ. 1688 พระเชษภคินีก็ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 2 แห่งอังกฤษร่วมกับพระสวามีสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 หลังจากพระราชินีนาถแมรีที่ 2 สวรรคตเมื่อปี ค.ศ. 1694 พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ก็ครองราชบัลลังก์ต่อจนสวรรคต

ในปี ค.ศ. 1702 ราชอาณาจักรสกอตแลนด์และราชอาณาจักรอังกฤษรวมกันเป็นอาณาจักรเดียวกันตามพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 เป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ โดยมีพระราชินีนาถแอนน์เป็นกษัตรีย์องค์แรกของราชอาณาจักรใหม่และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็นพระราชินีนาถของราชอาณาจักรไอร์แลนด์ ทรงครองราชย์ได้ 12 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1714 ที่วังเคนซิงตันในกรุงลอนดอน

ชีวิตของพระราชินีนาถแอนน์เต็มไปด้วยเหตุการณ์วิกฤติหลายครั้งทั้งทางส่วนพระองค์ ทางปัญหาการสืบราชบัลลังก์ และทางการแบ่งแยกทางศาสนา เมื่อเสด็จสวรรคตโดยไม่มีรัชทายาท ผู้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาจึงเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 1จากราชวงศ์ฮาโนเวอร์แห่งราชอาณาจักรฮาโนเวอร์ ผู้เป็นพระญาติทางราชวงศ์สจวตจากพระอัยกี เจ้าหญิงอลิซาเบธ สจวตผู้เป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ[1]

เนื้อหา

[แก้] เบื้องต้น

[แก้] ทรงพระเยาว์

ซาราห์ เชอร์ชิลล์, ดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอ พระสหายสนิทของพระราชินีนาถแอนน์
สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 พระราชบิดาของพระราชินีนาถแอนน์
จอห์น เชอร์ชิลล์, ดยุคแห่งมาร์ลเบรอ นายทัพและนักการเมืองคนสำคัญในรัชสมัยของพระราชินีนาถแอนน์

สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1665 ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ในกรุงลอนดอน ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่สองของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และเลดี้แอนน์ ไฮด์พระมเหสีองค์แรก นอกจากนั้นสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ยังทรงเป็นพระนัดดาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 และทรงเป็นพระขนิษฐาของพระราชินีนาถแมรีที่ 2 อีกด้วย พระราชินีนาถแอนน์และพระราชินีนาถแมรีทรงเป็นพระราชธิดาเพียงสองพระองค์ของพระเจ้าเจมส์เท่านั้นที่ทรงมีชีวิตรอดมาจนโต [1] เจ้าหญิงแอนน์ทรงถูกส่งไปฝรั่งเศสเมื่อยังทรงพระเยาว์เพื่อรักษาโรคตาอักเสบ ขณะประทับอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้นทรงประทับอยู่กับพระอัยกี พระราชินีเฮนเรียตตา มาเรียพระชายาในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อพระราชินีเฮนเรียตตาสิ้นพระชนม์จึงทรงย้ายไปประทับอยู่กับพระปิตุจฉาเจ้าหญิงเฮนเรียตตา แอนน์ สจวต[1] จนเสด็จกลับจากฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1670

พระบรมราชินีนาถแอนน์ใน ค.ศ 1687

ราวปี ค.ศ. 1673 เจ้าหญิงแอนน์ทรงทำความรู้จักกับซาราห์ เจ็นนิงส[2]ผู้กลายมาเป็นพระสหายคนสนิทและเป็นที่ปรึกษาผู้มีอิทธิพลมากที่สุดเกือบตลอดพระชนม์ชีพคนหนึ่งของพระองค์[2] ต่อมาซาราห์ แต่งงานกับจอห์น เชอร์ชิลล์ผู้ที่ต่อมาได้เป็นดยุคแห่งมาร์ลเบรอผู้เป็นแม่ทัพผู้มีความสามารถคนสำคัญของอังกฤษ[3]

ในปี ค.ศ. 1673 การเปลี่ยนไปนับถือนิกายโรมันคาทอลิกของพระราชบิดาของเจ้าหญิงแอนน์ได้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป แต่ยังทรงมีพระราชโองการให้พระธิดาทั้งสองให้คงถูกเลี้ยงอย่างเคร่งครัดในนิกายโปรเตสแทนต์ดั่งเดิม[4] เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1683 เจ้าหญิงแอนน์ได้เข้าอภิเษกสมรสกับ เจ้าชายจอร์จแห่งเดนมาร์กผู้เป็นโปรเตสแทนต์ และพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินเดนมาร์ก (พระเจ้าคริสเตียนที่ 5) ซึ่งการแต่งงานนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนแต่เป็นเป็นการที่ถูกต้องในทางส่วนพระองค์[5] ซาราห์ เชอร์ชิลล์กลายมาเป็นนางสนองพระโอษฐ์ (Lady of the Bedchamber) ซาราห์กับเจ้าหญิงแอนน์ทรงเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก และไม่ทรงถือพระองค์ว่าเป็นเจ้านายกับซาราห์โดยจะเห็นได้จากการที่สตรีสองคนนี้มีชื่อเล่นให้แก่กันว่า มิสซิสมอร์ลีย์ และ มิสซิสฟรีแมน[6]

[แก้] การขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเจมส์ที่ 2

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 สวรรคตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1685 หลังจากที่เปลี่ยนไปนับถือนิกายโรมันคาทอลิกก่อนสวรรคต พระบิดาของแอนน์ขึ้นเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ[7] แต่พระเจ้าเจมส์ไม่ทรงเป็นที่นิยมของประชาชนชาวอังกฤษเพราะความเป็นโรมันคาธอลิกของพระองค์[8] ประชาชนมีความหวาดระแวงเพิ่มขึ้นเมื่อพระชายาองค์ที่สองแมรีแห่งโมดีนา[3] ผู้เป็นโรมันคาธอลิก[9] มีพระราชโอรสเจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด สจวต เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1688 จึงทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าการที่อังกฤษจะกลับไปเป็นราชอาณาจักรโรมันคาธอลิกก็ดูเหมือนจะมีทางที่จะเป็นไปได้มากขึ้น[10] ขณะนั้นแอนน์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ลอนดอนแต่อยู่ที่เมืองบาธ และมีข่าวลือกันว่าพระโอรสมิใช่พระโอรสที่แท้จริงแต่เป็นเด็กที่ถูกลักลอบนำเข้ามาแทนที่พระโอรสที่สิ้นพระชนม์หลังคลอด แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนข่าวลือนี้ และสาเหตุที่แท้จริงที่แมรีไม่อยู่ในกรุงลอนดอนอาจจะเป็นได้ว่าพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ไม่ทรงต้องการให้โปรเตสแทนต์เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของรัฐ[11] แมรีทรงประท้วงความมีสิทธิของพระอนุชาอย่างเป็นทางการ แอนน์เองก็ทรงเขียนถึงพระเชษภคินีแมรีว่า

"หม่อมฉันจะไม่มีทางทราบอย่างแน่นอนว่าเด็กคนนี้จะเป็นพระโอรสจริงหรือไม่ เด็กคนนี้อาจจะเป็นพระอนุชาของเรา แต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะทราบ .... ใครก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกกลัวกันไปร้อยแปดพันประการ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในทางใด ก็ขอให้เชื่อได้ว่าหม่อมฉันก็ยังคงเชื่อมั่นในความเชื่อทางศาสนาเช่นที่เป็นอยู่และจะมีจงรักภักดีต่อไป" [12]

ในที่สุดเจ้าหญิงแมรีพระเชษภคินีและพระสวามีก็เสด็จกลับจากเนเธอร์แลนด์เพื่อมารุกรานอังกฤษและโค่นราชบัลลังก์ของพระราชบิดาระหว่างการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ตามคำอัญเชิญลับๆ ของ “ผู้อัญเชิญทั้งเจ็ด” (Immortal Seven) ซึ่งมาจากกลุ่มขุนนางโปรเตสแทนต์

[แก้] การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์

เจ้าหญิงแอนน์ทรงถูกพระเจ้าเจมส์ที่ 2 สั่งห้ามไม่ให้เสด็จไปเยี่ยมเจ้าหญิงแมรีที่เนเธอร์แลนด์ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1688 แต่ทั้งสองยังคงทรงเขียนจดหมายติดต่อกันและเจ้าหญิงแอนน์เองคงจะทรงทราบถึงแผนการการรุกรานของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 เป็นที่เชื่อกันว่าพระกรณียกิจของแอนน์ระหว่างช่วงเวลานี้มีอิทธิพลมาจากคำแนะนำที่ถวายโดยซาราห์และจอห์น เชอร์ชิลล์[13]—แอนน์ไม่ทรงแสดงความสนับสนุนพระเจ้าเจมส์ที่ 2 เมื่อเจ้าชายวิลเลียมเสด็จขึ้นฝั่งอังกฤษในเดือนพฤศจิกายน 1688 แต่กลับทรงเขียนถึงเจ้าชายวิลเลียมประกาศสนับสนุนการรุกรานของพระองค์ เชอร์ชิลล์ลาออกจากการเป็นข้าราชสำนักของพระเจ้าเจมส์เมื่อวันที่ 24 ในเดือนเดียวกัน, เจ้าชายจอร์จแห่งเดนมาร์กพระสวามีของแอนน์ทรงลาออกวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเจ้าเจมส์เสด็จกลับลอนดอนในวันที่ 26 ก็ทรงพบแอนน์และนางสนองพระโอษฐ์ทรงทำเช่นเดียวกันในคืนวันที่ 25[14] พระเจ้าเจมส์จึงทรงสั่งให้กักแอนน์และนางสนองพระโอษฐ์ไว้ในพระราชวังไวท์ฮอล แต่แอนน์และนางสนองพระโอษฐ์ก็หนีออกทางบันไดหลังไปพักที่บ้านบาทหลวงแห่งลอนดอนอยู่คืนหนี่งก่อนที่จะไปถึงนอตติงแฮมเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมก่อนที่จะทรงประกาศอย่างเป็นทางการว่าไปถึงที่นั่นแล้ว และทรงแต่งตั้งคณะมนตรี จากนั้นก็เสด็จไปเฝ้าเจ้าชายวิลเลียมและกองกำลังติดตามมาที่อ๊อกซฟอร์ด แอนน์ก็เช่นเดียวกับแมรีทรงถูกตำหนิว่าไม่ทรงแสดงความกังวลต่อการหลบหนีของพระเจ้าเจมส์แต่ก็ให้เหตุผลในการกระทำของพระองค์ว่าไม่ทรงชอบการแสดงว่ามีปัญหา แอนน์เสด็จกลับลอนดอนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าวิลเลียมที่ 3

ในปี ค.ศ. 1689 รัฐสภาประกาศว่าการหลบหนีของพระเจ้าเจมส์เป็นการสละราชสมบัติโดยปริยายฉะนั้นบัลลังก์จึงว่างลง รัฐสภาจึงถวายราชบัลลังก์แก่เจ้าหญิงแมรี แต่ทรงยอมรับร่วมกับพระสวามีซึ่งทำให้เป็นสมัยสองกษัตริย์สมัยเดียวในประวัติการปกครองแบบราชาธิปไตยของอังกฤษ[15] และทรงออกพระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติการสืบราชบัลลังก์ที่กำหนดให้เจ้าหญิงแอนน์และผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์และพระเจ้าวิลเลียม ตามด้วยผู้สืบเชื้อสายของพระเจ้าวิลเลียมที่อาจจะมีในอนาคต

[แก้] วิลเลียมและแมรี

ไม่นานหลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์ พระเจ้าวิลเลียมและพระราชินีแมรีได้พระราชทานรางวัลให้แก่จอห์น เชอร์ชิลล์โดยการแต่งตั้งให้เป็น “เอิร์ลแห่งมาร์ลเบรอ” แต่การปฏิบัติของวิลเลียมและแมรีต่อซาราห์และจอห์น เชอร์ชิลล์ในภายหลังไม่ดีนัก ในปี ค.ศ. 1692 ทรงมีความสงสัยว่าลอร์ดมาร์ลเบรอเป็นมีส่วนในการสนับสนุนการฟื้นฟูราชวงศ์สจวต (Jacobitism) พระราชินีนาถแมรีที่ 2 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลดลอร์ดมาร์ลเบรอออกจากทุกตำแหน่ง เลดีซาราห์ มาร์ลเบรอก็ถูกถอดจากตำแหน่งในพระราชวังตามสามีซึ่งทำให้เจ้าหญิงแอนน์กริ้วและประท้วงโดยการย้ายออกจากพระราชฐานไปประทับอยู่ที่ “บ้านไซออน”[4] ซึ่งเป็นบ้านของดยุคแห่งนอร์ทธัมเบอร์แลนด์ ทหารรักษาพระองค์ของเจ้าหญิงแอนน์ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเช่นกัน นอกจากนั้นทหารก็ยังถูกสั่งไม่ให้ถวายความเคารพต่อเจ้าชายจอร์จพระสวามีอีกด้วย[13]

เมื่อพระราชินีนาถแมรีที่ 2 สวรรคตด้วยโรคฝีดาษเมื่อปี ค.ศ. 1694 พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 จึงทรงปกครองราชบัลลังก์ด้วยพระองค์เองต่อมา ส่วนเจ้าหญิงแอนน์นั้นได้ทรงกลายเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งไปโดยปริยายตามพระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 เพราะผู้สืบเชื้อสายของพระเจ้าวิลเลียมและพระชายาในอนาคตมีลำดับต่ำกว่าแอนน์ในลำดับการสืบสันติวงศ์ พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ทรงพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับเจ้าหญิงแอนน์เพื่อเพิ่มความนิยมต่อประชาชนซึ่งไม่ทรงเคยได้รับเท่าเทียมกับพระชายา ทรงคืนบรรดาศักดิ์ต่างๆ ที่เจ้าหญิงแอนน์เคยทรงเป็น พร้อมกับทรงอนุญาตให้เจ้าหญิงแอนน์กลับมาประทับอยู่ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทรงให้เจ้าหญิงแอนน์ออกนอกหน้า และไม่ทรงยอมแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในยามที่ไม่ทรงสามารถปกครองด้วยพระองค์เองได้

ในปี ค.ศ. 1695 ทรงเอาใจเจ้าหญิงแอนน์โดยทรงพระราชทานตำแหน่งต่างๆ คืนให้กับลอร์ดมาร์ลเบรอ เป็นการตอบแทนต่อการสนับสนุนของเจ้าหญิงแอนน์ต่อรัฐบาลของพระองค์ แต่ในระยะเดียวกันนี้ ในปี ค.ศ. 1696 ตามคำกล่าวอ้างของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 เมื่อเจ้าหญิงแอนน์ทรงใกล้ที่จะได้รับราชบัลลังก์ เจ้าหญิงแอนน์ทรงเขียนจดหมายถึงพระบิดาให้ทรงมาสวมมงกุฏเมื่อพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 สวรรคต และทรงสัญญาว่าจะทรงฟื้นฟูราชบัลลังก์เมื่อมีโอกาส[16] อีกข่าวลือหนึ่งที่ไม่มีหลักฐานก็ว่าพระเจ้าวิลเลียมทรงตั้งพระทัยที่จะยกราชบัลลังก์หลังจากเสด็จสวรรคตให้แก่พระโอรสของพระเจ้าเจมส์โดยมีข้อแม้ว่าให้การศึกษาแบบโปรเตสแตนต์ซึ่งเป็นข่าวลือที่อาจจะมีส่วนทำให้เจ้าหญิงแอนน์ทรงเป็นกังวลอยู่บ้าง[17]

[แก้] พระราชบัญญัติการสืบสันตติวงศ์

ในช่วงเวลานี้เจ้าชายจอร์จและเจ้าหญิงแอนน์ทรงประสบปัญหาส่วนพระองค์เรื่องการมีพระโอรสธิดา จนกระทั่งปี ค.ศ. 1700 เจ้าหญิงแอนน์ทรงพระครรภ์อย่างน้อย 18 ครั้งแต่ทรงตกถึง 13 ครั้ง และในบรรดาพระโอรสธิดา 5 พระองค์ที่รอดชีวิตมาได้ 4 พระองค์อยู่ได้เพียงไม่เกินสองปีก็สิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์เดียวที่มีอายุยืนที่สุดก็คือ เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งกลอสเตอร์ที่สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 11 พรรษาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1700 สถานะการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตการการสืบราชบัลลังก์ในอังกฤษ[1] เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแมรีเองก็ไม่ทรงมีพระราชโอรสธิดา ฉะนั้นเจ้าหญิงแอนน์จึงทรงเป็นรัชทายาทแต่ผู้เดียวของราชบัลลังก์ที่ระบุในพระราชบัญญัติสิทธิ ค.ศ. 1689 ถ้าไม่มีการระบุรัชทายาทต่อจากเจ้าหญิงแอนน์ราชบัลลังก์ก็อาจจะตกไปเป็นของเจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด สจวต พระโอรสของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 “ผู้อ้างสิทธิ” (Old Pretender) ผู้ที่อาจจะอ้างสิทธิในการครองราชบัลลังก์

เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้นับถือโรมันคาทอลิกขึ้นครองราชบัลลังก์รัฐสภาอังกฤษจึงออก พระราชบัญญัติการสืบสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 (Act of Settlement 1701) ซึ่งระบุว่าเมื่อสิ้นสุดเจ้าหญิงแอนน์ และพระราชโอรสธิดาในอนาคตของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แล้ว ราชบัลลังก์จะต้องตกไปเป็นของเจ้าหญิงโซเฟียแห่งฮาโนเวอร์และผู้สืบเชื้อสายจากพระองค์ เจ้าหญิงโซเฟียเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทางพระราชธิดาเจ้าหญิงอลิซาเบ็ธ สจวต ทางรัฐสภามิได้พิจารณาพระประยูรญาติอีกหลายพระองค์เพราะทรงเป็นโรมันคาทอลิก เจ้าหญิงแอนน์ทรงยอมรับพระราชบัญญัติ[18]

พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 สวรรคตเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1702 และเจ้าหญิงแอนน์ทรงได้รับการสวมมงกุฏเมื่อวันที่ 23 เมษายน[19]

[แก้] รัชสมัยพระราชินีนาถแอนน์

พระราชินีนาถแอนน์ ราว ค.ศ. 1690

[แก้] สงครามสืบราชบัลลังก์สเปน

ทันทีที่เจ้าหญิงแอนน์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระราชินีนาถแอนน์ พระองค์ก็ทรงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน ซึ่งเป็นสงครามที่อังกฤษสนับสนุนสิทธิในการครองราชบัลลังก์สเปนของสมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นสงครามที่ต่อเนื่องเรื่อยมาจนสิ้นสมัยของพระองค์และเป็นสงครามที่มีอิทธิพลต่อทั้งนโยบายการต่างประเทศและนโยบายภายในประเทศ

หลังจากนั้นก็ทรงแต่งตั้งพระสวามีขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” (Lord High Admiral) ผู้มีอำนาจสูงสุดในราชนาวี และทรงมอบอำนาจการปกครองทหารบกให้แก่ลอร์ดมาร์ลเบรอในตำแหน่ง “Captain-General” [20] นอกจากนั้นลอร์ดมาร์ลเบรอยังได้รับเกียรติยศอีกหลายอย่างจากพระราชินีนาถแอนน์รวมทั้งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์ [5] (Knight of the Garter) และได้รับเลื่อนจากเอิร์ลเป็นดยุค[21] ดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอก็ได้รับตำแหน่งในราชสำนักสูงขึ้นเป็น “เจ้ากรมพระภูษามาลา” (Mistress of the Robes) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสตรีประจำราชสำนัก ผู้มีหน้าที่ดูแลพระภูษามาลาและเครื่องเพชรพลอยของพระราชินีนาถแอนน์

[แก้] พระราชบัญญัติสหภาพ

เมื่อผ่านพระราชบัญญัติการสืบสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 รัฐสภาอังกฤษมิได้ปรึกษารัฐสภาสกอตแลนด์ที่ส่วนหนึ่งมีความประสงค์ที่จะรักษาราชบัลลังก์ไว้กับราชวงศ์สจวตและรักษาสิทธิในการเลือกผู้สืบราชบัลลังก์[22] ทางราชอาณาจักรสกอตแลนด์จึงตอบโต้กลับด้วยการออกพระราชบัญญัติเพื่อความปลอดภัย ค.ศ. 1704 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ระบุว่าเมื่อสิ้นสุดจากพระราชินีนาถแอนน์แล้ว สกอตแลนด์มีอำนาจที่จะเลือกประมุขพระองค์ต่อไปสำหรับราชบัลลังก์สกอตแลนด์จากผู้สืบเชื้อสายของราชวงศ์ของสกอตแลนด์ (ผู้ที่ได้รับเลือกโดยสกอตแลนด์จะไม่เป็นผู้เดียวกับผู้เดียวกับผู้ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษ นอกจากว่าถ้าสถานะการณ์ทางศาสนา เศรษฐกิจ และทางการเมืองจะเป็นที่ตกลงกันได้) แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้รับการยอมรับจนเมื่อสกอตแลนด์ขู่ว่าจะถอนตัวจากกองทัพของดยุคแห่งมาร์ลเบรอในยุโรปและไม่ยอมเก็บภาษีต่างๆ ตามที่อังกฤษต้องการ

แต่ความที่รัฐสภาอังกฤษเกรงว่าสกอตแลนด์จะหันกลับไปเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสถ้าสกอตแลนด์ได้รับเอกราช ทางการอังกฤษจึงได้ออกพระราชบัญญัติต่างด้าว ค.ศ. 1705 (Alien Act 1705) เป็นการตอบโต้ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ระบุว่าอังกฤษจะต่อต้านสกอตแลนด์ทางเศรษฐกิจและจะประกาศให้ชาวสกอตแลนด์เป็นคนต่างด้าวทั้งหมด (ซึ่งเป็นการทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ของชาวสกอตแลนด์ในอังกฤษ) นอกจากว่าสกอตแลนด์จะยกเลิก “พระราชบัญญัติเพื่อความปลอดภัย” และเข้ารวมตัวกับอังกฤษ สกอตแลนด์เลือกประการหลัง ด้วยเหตุนี้สกอตแลนด์จึงส่งผู้แทนมาเจรจาต่อรองในการรวมตัวกับอังกฤษเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1706 ข้อตกลงได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1707 ภายใต้พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707อังกฤษและสกอตแลนด์จึงกลายเป็นอาณาจักรเดียวกันในชื่อ “บริเตนใหญ่” เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1707 [23]

[แก้] การปกครองระบบสองพรรค

ในรัชกาลของพระราชินีนาถแอนน์การปกครองของรัฐสภาวิวัฒนาการแยกเป็นสองพรรค: พรรคทอรีและพรรควิก พระองค์เองทรงโปรดพรรคทอรีมากกว่าแต่ก็ทรง “ทน” พรรควิก

องค์มนตรีชุดแรกของพระราชินีนาถแอนน์มาจากพรรคทอรีโดยมีซิดนีย์ โกโดลฟิน เอิร์ลแห่งโกโดลฟินที่ 1 (Sidney Godolphin, 1st Earl of Godolphin) เป็นหัวหน้าแต่พรรควิกซึ่งไม่เห็นด้วยกับพรรคทอรีในการสนับสนุนสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย พรรควิกยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเมื่อดยุคแห่งมาร์ลเบรอได้รับชัยชนะในยุทธการเบล็นไฮม์ในปี ค.ศ. 1704 พรรควิกจึงเข้ามาเป็นองค์มนตรีแทนพรรคทอรีจนเกือบหมด ลอร์ดโกโดลฟินถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคทอรีแต่ก็สนับสนุนดยุคแห่งมาร์ลเบรอ ฉะนั้นถึงแม้ว่าลอร์ดโกโดลฟินจะเป็นหัวหน้าคณะมุขมนตรีแต่อำนาจที่แท้จริงมาจากดยุคแห่งมาร์ลเบรอและเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ชาร์ลส์ สเป็นเซอร์ เอิร์ลแห่งซันเดอร์แลนด์ที่ 3 และโรเบิร์ต ฮาร์ลีย์ เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและมอร์ติเมอร์

[แก้] การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายจอร์จ

เจ้าชายจอร์จแห่งเดนมาร์กพระสวามีของพระราชินีนาถแอนน์สิ้นพระชนม์เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1708[24] การเป็นผู้นำทางราชนาวีของพระองค์ไม่เป็นที่นิยมต่อพรรควิก ขณะที่ทรงนอนประชวรพรรควิกก็วางแผนที่จะปลดพระองค์จากตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” พระราชินีนาถแอนน์จึงทรงขอให้ดยุคแห่งมาร์ลเบรอหยุดยั้งมิให้ยื่นคำรัองที่ว่า

พระราชินีนาถแอนน์ทรงโทมนัสจากการสูญเสียพระสวามีเป็นอันมากและสิ่งนี้เองเป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอพระสหายเก่าเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอมาถึงพระราชวังวินด์เซอร์ไม่นานหลังจากเจ้าชายจอร์จสิ้นพระชนม์และบังคับให้พระราชินีนาถแอนน์ออกจากพระราชวังวินด์เซอร์ไปประทับที่พระราชวังเซนต์เจมส์ทั้งๆ ที่ไม่ตรงกับพระราชประสงค์ พระราชินีนาถแอนน์ทรงขอร้องว่าให้ทิ้งพระองค์ไว้ให้โศรกเศร้าเพียงลำพัง แต่ดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอกลับจัดให้มีคนมาเฝ้าดูแลพระองค์ตลอดเวลา จึงทรงกริ้วดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอที่เจ้ากี้เจ้าการในสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องพระราชประสงค์

พรรควิกฉวยโอกาสในการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายจอร์จในขณะที่พระราชินีนาถแอนน์ยังทรงโศรกเศร้าโดยไม่ยอมรับพระราชประสงค์และก่อตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรควิกที่นำโดย ซิดนีย์ โกโดลฟิน เอิร์ลแห่งโกโดลฟินที่ 1 แต่อำนาจของพรรควิกยังถูกจำกัดอยู่เนื่องจากพระราชินีนาถแอนน์ทรงยืนยันที่จะทำหน้าที่ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ด้วยพระองค์เองโดยไม่ยอมแต่งตั้งผู้ใดจากพรรควิกมาแทนพระสวามี แต่พรรควิกไม่สนใจและเรียกร้องให้ทรงตั้งเอ็ดเวิร์ด รัสเซลล์ เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านคนสำคัญของเจ้าชายจอร์จดำรงตำแหน่งนั้น พระราชินีนาถแอนน์ทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและทรงเลือกคนของพระองค์เอง โธมัส เฮอร์เบิร์ต,เอิร์ลแห่งเพ็มโบรคที่ 8 ขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” คนใหม่เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1709 แต่พรรควิกก็สร้างความกดดันจนเอิร์ลแห่งเพ็มโบรคต้องลาออกเพียงเดือนเดียวหลังจากที่ได้รับแต่งตั้ง ในที่สุดพระราชินีนาถแอนน์จึงทรงยอมแต่งตั้งเอ็ดเวิร์ด รัสเซลล์ เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดตามที่พรรควิกต้องการ

[แก้] บั้นปลาย

พระราชินีนาถแอนน์ ค.ศ. 1702

สงครามสืบราชบัลลังก์สเปนเป็นสงครามที่สิ้นเปลืองมากจนทำให้ความนิยมในการปกครองของพรรควิกเสื่อมลง โดยเฉพาะในการที่โรเบิร์ต ฮาร์ลีย์ เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและมอร์ติเมอร์ที่ใช้ปัญหาทางเศรษฐกิจจากสงครามในการเร้าใจผู้เลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1710 พรรคทอรีจึงได้รับเลือกกลับมาเป็นพรรคเสียงข้างมาก[25] คณะมนตรีใหม่นำโดยโรเบิร์ต ฮาร์ลีย์พยายามหาทางยุติสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน โดยพรรคทอรีเสนอให้ยกสเปนให้พระนัดดาของกษัตริย์ฝรั่งเศสแต่พรรควิกทนความคิดที่จะให้ราชวงศ์บูร์บง ขึ้นครองราชบัลลังก์สเปนไม่ได้[26]

ข้อโต้เถียงมายุติลงเมื่อพระพระเชษฐาของอาร์คดยุคชาร์ลส์ผู้ที่พรรควิกสนับสนุนเสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ. 1711 ชาร์ลส์จึงได้ออสเตรีย ฮังการี และราชบัลลังก์ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อังกฤษจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการยกราชบัลลังก์สเปนให้ชาร์ลส์ แต่สนธิสัญญาอูเทรชท์ ค.ศ. 1713 (Treaty of Utrecht 1713) ที่เสนอต่อรัฐสภาก็มิได้รวมการลดอำนาจราชวงศ์บูร์บงตามที่พรรควิกต้องการ[27]

พรรคทอรีของสภาสามัญชนได้รับความนิยมจนมีอำนาจที่ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้ แต่พรรคทอรีของสภาขุนนางไม่มีอำนาจเช่นเดียวกัน พระราชินีนาถแอนน์จึงทรงตั้งตำแหน่งขุนนางสืบตระกูล (Peerage) ใหม่ขึ้นอีกสิบสองตำแหน่งเพื่อจะลดเสียงข้างมากของพรรควิกในสภาขุนนาง การแต่งตั้งขุนนางสืบตระกูลครั้งใหญ่เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์อังกฤษ จำนวนตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษในระยะเวลาเกือบห้าสิบปีที่ครองราชย์ยังน้อยกว่าจำนวนที่พระราชินีนาถแอนน์ทรงแต่งตั้งขึ้นภายในวันเดียว[28] การกระทำครั้งนี้ทำให้การอนุมัติสนธิสัญญาและยุติการเกี่ยวข้องของอังกฤษในสงครามสืบราชบัลลังก์สเปนสำเร็จ[29]

[แก้] สวรรคต

พระราชินีนาถแอนน์สวรรคตด้วยโรคข้อต่ออักเสบเมื่อเวลาประมาณ 7 นาฬิกาของวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1714 พระบรมศพของพระองค์บวมมากจนต้องใส่ในโรงพระศพที่เกือบจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์[30] และด้วยเหตุที่เจ้าหญิงโซเฟียแห่งฮาโนเวอร์ผู้เป็นรัชทายาทตามพระราชบัญญัติการสืบสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701มาสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน (8 มิถุนายน ปีเดียวกัน) เจ้าชายจอร์จแห่งฮาโนเวอร์ผู้เป็นพระโอรสของเจ้าหญิงโซเฟียจึงเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อมาเป็นสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งบริเตนใหญ่แทน [1] โดยการละเว้นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์คนอื่นๆ เช่นเจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด สจวตพระโอรสของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 การขึ้นครองราชย์เป็นไปโดยไม่มีอุปสรรคสำคัญนอกจากการแข็งข้อที่ล้มเหลวของจาโคไบต์ (Jacobitism) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนราชวงศ์สจวตสองครั้งในปี ค.ศ. 1715 และ 1719[31]

[แก้] มรดก

รัชกาลของพระราชินีนาถแอนน์เป็นรัชสมัยที่องคมนตรีเริ่มมีอิทธิพลและอำนาจในการปกครองเพิ่มขึ้นและอำนาจของพระมหากษัตริย์ลดลง ในปี ค.ศ. 1708 พระราชินีนาถแอนน์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของอังกฤษที่ทรงใช้อำนาจในการไม่ทรงอนุมัติพระราชบัญญัติ การเปลี่ยนอำนาจจากพระมหากษัตริย์ไปสู่องคมนตรีมาเห็นชัดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 1 จนที่ปรึกษาประจำพระองค์เซอร์โรเบิร์ต วอลโพล เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดที่ 1 (Robert Walpole, 1st Earl of Orford) มักจะถูกบรรยายว่าเป็น “นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร” คนแรก [32]

พระราชินีนาถแอนน์มักจะทรงกังวลกับพระสุขภาพเพราะทรงเป็นโรคพอร์ฟิเรีย (porphyria) และเพราะความที่ไม่ทรงมีสุขภาพดีนักจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เสนาบดีโดยเฉพาะโรเบิร์ต ฮาร์ลีย์ เอิร์ลแห่งอ็อกฟอร์ดและมอร์ติเมอร์ ดยุคและดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอ และ บารอนเนสอะบิเกล มาแชมเข้ามามีอิทธิพลทางการตัดสินพระทัยทางเมืองของพระราชินีนาถแอนน์[2]

สมัยของพระราชินีนาถแอนน์เป็นสมัยของศิลปะ วรรณกรรม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทางสถาปัตยกรรม จอห์น แวนบรูห์สร้างสิ่งก่อสร้างที่เด่นๆ เช่นว้งเบล็นไฮม์[6]ให้แก่ดยุคและดัชเชสแห่งมาร์ลเบรอ และคฤหาสน์เฮาวาร์ด[7]ให้แก่ชาร์ลส์ เฮาวาร์ด เอิร์ลแห่งคาร์ไลสล์ที่ 3 ถึงแม้ว่าสมัยของพระราชินีนาถแอนน์จะไม่มีลักษณะอะไรทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่เด่น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยของพระองค์ก็มาเป็นที่นิยมกันในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในลักษณะที่ถือกันว่าหรูหราโออ่าและใช้รายละเอียดในการตกแต่งมาก ทางด้านวรรณกรรมสมัยนี้มีนักเขียนสำคัญๆ เช่นแดเนียล เดอโฟ, อเล็กซานเดอร์ โพพ และ โจนาทาน สวิฟท์

ทางกฎหมาย, พระนามของพระราชินีนาถแอนน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์สำคัญฉบับแรกของอังกฤษที่เรียกว่า “บทกฎหมายแอนน์” (Statute of Anne) ค.ศ. 1709 ซึ่งให้ลิขสิทธิ์งานเขียนต่อผู้ประพันธ์ทั้งหมดแทนที่จะเป็นของสำนักพิมพ์ตามที่เคยเป็นมา[33]

ทางภูมิศาสตร์, พระนามของแอนน์ใช้เป็นชื่อเมืองหรือเขตการปกครองหลายแห่งเช่น เมืองแอนนาโพลิสในมลรัฐแมริแลนด์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเดิมมีชื่อต่างๆ เปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันในปี ค.ศ. 1694 โดยเซอร์ฟรานซิส นิโคลสันเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เมืองอื่นที่ใช้พระนามก็ได้แก่ พรินเซสแอนน์ (มลรัฐแมริแลนด์) ควีนแอนน์เคานตี (มลรัฐแมริแลนด์) และ พริ้นเซสแอนน์เคานตี มลรัฐเวอร์จิเนีย

[แก้] ตำแหน่ง

[แก้] พระราชินีนาถแอนน์ในสมัยนิยม

  • “เชอร์ชิลล์คนแรก” (The First Churchills) เป็นละครโทรทัศน์ของบีบีซีที่แสดงชีวิตของพระราชินีนาถแอนน์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนสวรรคตโดนเน้นความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับซาราห์ เชอร์ชิลล์
  • “Das Grinsende Gesicht” ค.ศ. 1921 ภาพยนตร์เงียบออสเตรียสร้างจากนวนิยายเรื่อง “คนที่หัวเราะ” (The Man Who Laughs) โดย วิคเตอร์ ฮูโก
  • “คนที่หัวเราะ” ค.ศ. 1928 ภาพยนตร์เงียบสร้างจากนวนิยายเรื่อง “คนที่หัวเราะ” โดย วิคเตอร์ ฮูโก
  • “Ett Glas vatten” ละครโทรทัศน์ของสวีเดนสร้างจากบทละครเรื่อง “Le Verre d'eau” โดย ยูจีน สไครบ์
  • “Sakk-matt” ค.ศ. 1977 ละครโทรทัศน์ของฮังการีสร้างจากบทละครเรื่อง “Le Verre d'eau” โดย ยูจีน สไครบ์
  • “Das Glas Wasser” ค.ศ. 1960 ละครโทรทัศน์ของเยอรมนีสร้างจากบทละครเรื่อง “Le Verre d'eau” โดย ยูจีน สไครบ์
  • “เร็น: ผู้สร้างบริเตน” (Wren: The Man Who Built Britain) ค.ศ. 2004เป็นสารคดีของบีบีซี

[แก้] พระราชวงศ์

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 1.2 1.3 Lodge (1832) , pp. 7–8
  2. ^ 2.0 2.1 "Sarah Jennings, Duchess of Marlborough". Encyclopædia Britannica. Britannica Concise Encyclopedia. เรียกข้อมูลวันที่ 2007-01-07. 
  3. ^ Field, Ophelia (2003). Sarah Churchill Duchess of Marlborough, The Queen's Favourite. St. Martin's Press. 
  4. ^ Innes (1913) p. 440
  5. ^ Gregg (2001) , pp. 32–35
  6. ^ Field, Ophelia (2003). Sarah Churchill Duchess of Marlborough, The Queen's Favourite. St. Martin's Press. 
  7. ^ Ward, pp. 230–231
  8. ^ Ward, pp. 236–240
  9. ^ "James II and VII". The Jacobite Heritage. 1997. http://jacobite.ca/kings/james2.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2006. 
  10. ^ Ward, pp. 241–242
  11. ^ Nenner, Howard (1998). The Right to be King: the Succession to the Crown of England, 1603–1714. Palgrave Macmillan. pp. 243. ISBN 0-333-57724-8. 
  12. ^ Dalrymple, John (1778). Memoirs volume ii. pp. 175. 
  13. ^ 13.0 13.1 "Mary II". Encyclopædia Britannica (11th Ed.). (1911). London: Cambridge University Press. 
  14. ^ Innes (1913) , pp. 482–483
  15. ^ Ward, pp. 250–251
  16. ^ Gregg (2001) , p. 108
  17. ^ Trevelyan, G.M.. England Under Queen Anne. 
  18. ^ Ward, p. 275
  19. ^ Gregg (2001) , p. 151
  20. ^ Ward, p. 460
  21. ^ Lodge, p.240
  22. ^ Gregg (2001) , pp. 130-131
  23. ^ Benians, pp.90–91
  24. ^ Gregg (2001) , p. 281
  25. ^ Ward, pp. 468–469
  26. ^ Ward, pp. 470–471
  27. ^ Ward, pp. 429–434
  28. ^ Ward, p. 471
  29. ^ Ward, pp. 433–459
  30. ^ Ward, p. 476
  31. ^ Benians (1909) , pp. 97–106
  32. ^ Eccleshall, Robert (1998). Biographical Dictionary of British Prime Ministers. Routledge. 
  33. ^ Morrissey, Lee (1999). From the Temple to the Castle: An Architectural History of British Literature, 1660–1760. University of Virginia Press. http://books.google.com/books?vid=OCLC02069656&id=klMCAAAAQAAJ&pg=RA2-PA329&lpg=RA2-PA329&dq=%27brandy+nan%27. 

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

  • Benians, Ernest Alfred et al. (1909). The Cambridge Modern History (เคมบริดจ์ประวัติศาสตร์สมัยใหม่). MacMillan & Co. (เคมบริดจ์ประวัติศาสตร์สมัยใหม่)
  • Ward, Adolphus W. (ed.). The Cambridge Modern History (เคมบริดจ์ประวัติศาสตร์สมัยใหม่). Cambridge, England: Cambridge University Press.
  • Gregg, Edward (2001). Queen Anne (พระราชินีนาถแอนน์). Yale University Press.
  • Innes, Arthur Donald (1913). A History of England and the British Empire (ประวัติศาสตร์อังกฤษและจักรวรรดิอังกฤษ). The MacMillan Company.
  • Lednum, John (1859). A History of the Rise of Methodism in America (ประวัติความรุ่งเรืองของ Methodism ในสหรัฐอเมริกา). Philadelphia: John Lednum.
  • Lodge, Edmund (1832). The Genealogy of the Existing British Peerage. Saunders and Otley.
  • Waller, Maureen, "Sovereign Ladies: Sex, Sacrifice, and Power. The Six Reigning Queens of England." (กษัตรีย์: เพศ, ความเสียสละ, และอำนาจ. พระราชินีหกพระองค์ของอังกฤษ) St. Martin's Press, New York, 2006. ISBN 0-312-33801-5
สมัยก่อนหน้า สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์แห่งบริเตนใหญ่ สมัยถัดไป
สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ
หรือ
สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 2 แห่งสกอตแลนด์
2leftarrow.png England Arms 1603.svg
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษ
สมเด็จพระราชนินีนาถแห่งสกอตแลนด์
(ราชวงศ์สจวต)

(8 มีนาคม ค.ศ. 17021 พฤษภาคม ค.ศ. 1707)
2rightarrow.png พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ได้รวมราชอาณาจักรอังกฤษและราชอาณาจักรสกอตแลนด์เป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
ว่าง 2leftarrow.png England Arms 1603.svg
สมเด็จพระราชนินีนาถแห่งสกอตแลนด์
(ราชวงศ์สจวต)

(8 มีนาคม ค.ศ. 17021 พฤษภาคม ค.ศ. 1707)
2rightarrow.png ว่าง
ว่าง 2leftarrow.png England Arms 1603.svg
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งไอร์แลนด์
(ราชวงศ์สจวต)

(8 มีนาคม ค.ศ. 17021 สิงหาคม ค.ศ. 1714)
2rightarrow.png สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 1
ไม่มี
พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ได้รวมราชอาณาจักรอังกฤษและราชอาณาจักรสกอตแลนด์เป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
2leftarrow.png UK Arms 1707.svg
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งบริเตนใหญ่
(ราชวงศ์สจวต)

(1 พฤษภาคม ค.ศ. 17071 สิงหาคม ค.ศ. 1714)
2rightarrow.png ว่าง


เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น