พระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน
Harold bayeux tapestry.png
ราชวงศ์ เวสเซ็กซ์
ครองราชย์ 5 มกราคม ค.ศ. 106614 ตุลาคม ค.ศ. 1066
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพ
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ เอเธลลิง
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ ราว ค.ศ. 1022
เวสเซ็กซ์ อังกฤษ
สวรรคต 14 ตุลาคม ค.ศ. 1066
แบตเติล อังกฤษ
พระราชบิดา กอดวิน เอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์
พระราชมารดา กีธา ธอร์เคลสเดิทเทียร์
พระอัครมเหสี เอลด์จิธ สวอนเน็ค; อีดิธ (Ealdgȳð)
พระราชโอรส/ธิดา สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ เอเธลลิง
    

สมเด็จพระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน (อังกฤษ: Harold Godwinson หรือ Haraldur Guðinason) (ราว ค.ศ. 102214 ตุลาคม ค.ศ. 1066) เป็นพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์เวสเซ็กซ์และพระเจ้าแผ่นดินแองโกล-แซ็กซอนองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรอังกฤษ

พระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสันเสด็จพระราชสมภพราว ค.ศ. 1022 ที่เวสเซ็กซ์ อังกฤษ เป็นพระราชโอรสของกอดวิน เอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์ และ กีธา ธอร์เคลสเดิทเทียร์ ทรงเสกสมรสกับเอลด์จิธ สวอนเน็ค และทรงราชย์ระหว่างวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1066 จนทรงถูกสังหารในยุทธการเฮสติงส์ แบตเติล เมื่อทรงพยายามต่อต้านกองทัพของดยุคแห่งนอร์มังดีที่ยกมารุกรานอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1066 หลังจากที่พระเจ้าฮาโรลด์เสด็จสวรรคต สภาวิททันก็ประกาศให้สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ เอเธลลิง ขึ้นครองราชสมบัติต่อมาแต่มิได้ทรงสวมมงกุฎ

เชื้อสาย[แก้]

เชื่อกันว่ากอดวิน พระราชบิดาของพระเจ้าฮาโรลด์เป็นขุนนางผู้มีอำนาจของเวสเซ็กซ์ เป็นบุตรของวูลฟนอธ คิลด์ (Wulfnoth Cild) ขุนนางของเวสเซ็กซ์ตะวันตก กอดวินสมรสสองครั้ง ทั้งสองครั้งกับสตรีชาวเดนมาร์กที่มียศศักดิ์เท่าเทียมกัน ภรรยาคนแรกเป็นเจ้าหญิงเดนมาร์กนามว่า Thyra Sveinsdóttir ผู้เป็นพระธิดาองค์หนึ่งของพระเจ้าสเวนที่ 1 ผู้เป็นกษัตริย์ของเดนมาร์กและนอร์เวย์ ภรรยาคนที่สองคือ กิธา (Gytha Thorkelsdóttir) กิธามีน้องชาย อุลฟ (Ulf Jarl) ที่เป็นบุตรเขยของ พระเจ้าสเวนที่ 1 และเป็นพ่อของพระเจ้าสเวนที่ 2 แห่งเดนมาร์ก กล่าวกันว่ากิธา และ อุลฟเป็นหลานของ Styrbjörn the Strong ไวกิงชาวสวีเดนผู้มีชื่อเสียง และเหลนของ ฮาโรลด์ บลูทูธ กษัตริย์แห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์ กอดวินมีบุตรหลายคนจากการแต่งงานครั้งที่สอง แต่สองคนที่สำคัญคือ ฮาโรลด์ และ ทอสทิก กอดวินสันผู้มีบทบาทสำคัญในการเพลี่ยงพล้ำของฮาโรลด์ ในปี ค.ศ. 1066 และบุตรสาว อีดิธแห่งแห่งเวสเซ็กซ์ ผู้เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพ

ขุนนางผู้มีอำนาจ[แก้]

เมื่อกอดวินสิ้นชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1053 ฮาโรลด์ก็รับอำนาจครองเวสเซ็กซ์ต่อ นอกจากนั้นฮาโรลด์ก็ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามเวลส์ให้อยู่ในอำนาจอังกฤษในปี ค.ศ. 1063 และเป็นผู้เจรจาต่อรองกับกบฏนอร์ทธัมเบรียในปี ค.ศ. 1065 สันนิษฐานกันว่าความสามารถต่างๆ ของฮาโรลด์เป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทเมื่อทรงใกล้ที่จะสวรรคตถึงแม้ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดอาจจะไปทรงสัญญายกราชบัลลังก์ให้พระญาติห่างๆ ดยุคแห่งนอร์มังดีแล้ว พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1066 พระบรมศพถูกฝังไว้ที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์ที่ทรงสร้าง

เพราะพระขนิษฐาอีดิธเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ฮาโรลด์จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอิร์ลแห่งอีสแองเกลียในปี ค.ศ. 1045 เมื่อกอดวินพระบิดาสิ้นชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1053 ฮาโรลด์ก็ได้รับตำแหน่งเป็นเอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์สืบต่อมา เวสเซ็กซ์ในขณะนั้นมีบริเวณราวหนึ่งในสามของอังกฤษ ซึ่งทำให้ฮาโรลด์เป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดรองจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ในปี ค.ศ. 1058 ฮาโรลด์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอิร์ลแห่งแฮระฟอร์ด และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านอิทธิพลของนอร์มันในอังกฤษของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด หลังจากการฟื้นฟูราชบัลลังก์ของพระองค์ผู้ไปใช้ชีวิตเติบโตในนอร์มังดีเป็นเวลากว่าค่อนศตวรรษ

ฮาโรลด์มีชื่อเสียงว่าเป็นนักรบที่กล้าหาญจากสงครามระหว่างปี ค.ศ. 1062 ถึงปึ ค.ศ. 1063 ต่อ Gruffydd ap Llywelyn ประมุขของราชอาณาจักรกวินเน็ด ผู้ที่ก่อนหน้าที่จะพ่ายแพ้ต่อฮาโรลด์ได้รับชัยชนะต่อ เวลส์ ทั้งหมด สงครามจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของ Gruffydd ผู้ถูกสังหารโดยทหารของตนเองใน ปี ค.ศ. 1063

ในปี ค.ศ. 1064 เรือของฮาโรลด์ไปล่มที่ปองทู (Ponthieu) ซึ่งเคยเป็นเมืองอยู่ทางเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งก็ทำให้เกิดการสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา เช่นทางนอร์มันกล่าวว่าฮาโรลด์นำข่าวพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดยกราชบัลลังก์ให้มาบอกดยุคแห่งนอร์มังดี อีกข้อหนึ่งก็ว่าฮาโรลด์มาตามตัวสมาชิกในครอบครัวที่ถูกกักตัวไว้ตั้งแต่กอดวินหนีมาลี้ภัยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1051 อึกข้อหนึ่งก็ว่าฮาโรลด์เดินทางไปพบกับพันธมิตร ทางนอร์มันกล่าวว่าเรือของฮาโรลด์ถูกพายุพัดจนออกนอกเส้นทางและฮาโรลด์ถูกจับตัวโดยเคานท์กีแห่งปองทู พอได้รับข่าวดยุคแห่งนอร์มังดีก็สั่งให้กีส่งตัวฮาโรลด์มาให้ ข้อความที่ว่านี้อยู่ในเอกสารที่เขียนโดยวิลเลียมแห่งปัวติเยส์ซึ่งความเท็จจริงของข้อเขียนเป็นเรื่องที่น่าสงสัย

จากนั้นฮาโรลด์และดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดีออกสงครามต่อสู้กับโคนันที่ 2 ดยุคแห่งบริตานีผู้เป็นศัตรูของดยุควิลเลียม ขณะที่เดินผ่านมงต์-แซงต์-มีแชลเพื่อไปยังบริตานีฮาโรลด์ก็ได้ช่วยนายทหารสองคนของดยุควิลเลียม บารอนเอียน เด ลา โกลด์ฟินช์ และหลวงพ่อพอล เลอ คีนให้รอดจากทรายดูด ฮาโรลด์และดยุควิลเลียมไล่ตามโคนันจากโดลเดอเบรอตาญไปจนถึงแรนส์และในที่สุดดินองเมื่อโคนันยอมแพ้ ดยุควิลเลียมแต่งตั้งให้ฮาโรลด์เป็นอัศวิน ผ้าปักบายู และหลักฐานอ้างอิงของนอร์มันบันทึกว่าฮาโรลด์สาบานว่าจะสนับสนุนดยุควิลเลียมในการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์อังกฤษ

ในระหว่างช่วงเวลานี้ดยุควิลเลียมก็เริ่มคิดว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์อังกฤษต่อจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้ไม่มีพระราชโอรสธิดา แต่หลักฐานต่างๆ ก็เป็นแต่หลักฐานตามคำกล่างอ้างของนอร์มันเท่านั้น เพราะหลังจากที่นอร์มันได้รับชัยชนะต่ออังกฤษ หลักฐานของอังกฤษเช่น พงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน ก็มิได้กล่าวอะไรมากนอกไปจากกล่าวถึงเอ็ดการ์ เอเธลลิงลูกของเอ็ดเวิร์ดผู้ลี้ภัย (Edward the Exile) พระนัดดาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดว่าเป็นรัชทายาท แต่ยากที่จะเป็นไปได้ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะทรงทำเช่นนั้น[ต้องการอ้างอิง] โดยเฉพาะเมื่อฮาโรลด์เป็นผู้พยายามที่จะนำตัวเอ็ดเวิร์ดผู้ลี้ภัยกลับจากฮังการี ในปี ค.ศ. 1057

ในปี ค.ศ. 1065 ฮาโรลด์หนุนหลังนอร์ทธัมเบรียในการปฏิวัติต่อต้านพระอนุชาทอสทิก เพราะการที่ทอสทิกเก็บภาษีอย่างไม่ยุติธรรม และแต่งตั้งมอร์คา เอิร์ลแห่งนอร์ทธัมเบรียแทนทอสทิก การกระทำครั้งนี้ทำให้ดูเหมือนว่าการเป็นรัชทายาทมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแตกแยกระหว่างพี่น้องที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์ต่อมา หลังจากนั้นทอสทิกไปเป็นพันธมิตรกับ พระเจ้าฮาโรลด์ที่ 3 แห่งนอร์เวย์

การแต่งงานและพระราชโอรสธิดา[แก้]

ฮาโรลด์ทรงเสกสมรสด้วยวิธี ลักพาเจ้าสาว (More danico) กับ เอลด์จิธ สวอนเน็ค (Edith Swanneck หรือ Edith Swanneschals) และมีโอรสธิดาด้วยกันอย่างน้อย 6 องค์ การสมรสครั้งนี้เป็นที่ยอมรับกับโดยทั่วไปยกเว้นจากทางสถาบันศาสนา ตามกฎการแต่งงานแบบลักพาโอรสธิดาที่เกิดมาไม่ถือว่าเป็นลูกนอกสมรส พระธิดาองค์หนึ่งคือกีธา ผู้ต่อมาเป็นพระชายาของวลาดิเมียร์ โมโนมาคห์ แกรนด์ดยุคแห่งคีวาน รุส' (Vladimir Monomakh) การแต่งงานของกีธาทำให้ฮาโรลด์มีเชื้อสายเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษต่อมา

ราวเดือนมกราคม ค.ศ. 1066 ฮาโรลด์ทรงเสกสมรสกับอีดิธ (Ealdgȳð) (ลูกสาวของเอลฟการ์ เอิร์ลแห่งเมอร์เซีย (Ælfgār, Earl of Mercia)) ผู้เป็นภรรยาหม้ายของ Gruffydd ap Llywelyn เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชินีอีดิธมีโอรสสองคนซึ่งอาจจะเป็นแฝดชื่อ ฮาโรลด์ และอุลฟ์ ที่เกิดราวเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1066 เดือนหนึ่งหลังจากฮาโรลด์เสด็จสวรรคต ทั้งฮาโรลด์ และอุลฟ์มีชีวิตรอดมาจนโตแต่คงมีชีวิตอย่างผู้ลี้ภัยนอกราชอาณาจักรอังกฤษ หลังจากที่พระเจ้าฮาโรลด์เสด็จสวรรคต กล่าวกันว่าพระราชืนีอีดิธหนีไปหาพระเชษฐา เอ็ดวิน เอิร์ลแห่งเมอร์เซีย และ มอร์คาร์ เอิร์ลแห่งนอร์ทธัมเบรีย ทั้งสองคนทำสัญญาสงบศึกกับดยุควิลเลียม แต่ก็มิได้อยู่กันอย่างสงบสุขนานนักก่อนที่ จะก่อการปฏิวัติต่อดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดี แต่ก็พ่ายแพ้และเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิต จากนั้นพระราชืนีอีดิธก็อาจจะหนีออกจากราชอาณาจักรอังกฤษ (อาจจะทรงหนีไปกับกีธาพระมารดาของฮาโรลด์ หรือกีธาพระธิดาของฮาโรลด์)

ปกครองเป็นกษัตริย์[แก้]

ผ้าปักบายูแสดงให้เห็นการสวรรคตของพระเจ้าฮาโรลด์
จุดที่พระเจ้าฮาโรลด์สวรรคตที่แอบบีแบตเติล
อนุสรณ์ของพระเจ้าฮาโรลด์ที่แอบบีวอลทแธมในเอสเซ็กซ์

เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ. 1066 พระนัดดาเอ็ดการ์ เอเธลลิงยังทรงพระเยาว์เกินกว่าที่จะขึ้นครองราชย์ได้ ขณะที่ทรงนอนประชวรพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงชึ้ไปทางฮาโรลด์ ขุนนางก็ถือเป็นสัญญาณว่าทรงเลือกฮาโรลด์ให้เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อ แต่บางคนก็ว่าเป็นสัญญาณว่าทรงแช่ง ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1066 สภาวิททันมีมติให้ฮาโรลด์สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและทำพิธีราชาภิเศกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์ แต่หลักฐานของนอร์มันกล่าวว่าในการที่ทำพิธีสวมมงกุฏให้ฮาโรลด์ได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้นก็เป็นเพราะขุนนางไปประชุมฉลองเทศกาลอีพิพฟานี (Epiphany) ที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์กันอยู่แล้ว และมิใช่เพราะความกลัวในการที่ว่าจะมีผู้แย่งชิงบัลลังก์จากฮาโรลด์

ราวปลายฤดูร้อนปีเดียวกันราชอาณาจักรอังกฤษก็ถูกรุกรานจากสองด้านเกือบพร้อมกัน ด้านหนึ่งจากทางเหนือโดย พระเจ้าฮาโรลด์ที่ 3 แห่งนอร์เวย์ หรือ ฮาราลด์ ฮาร์ดดราดา (Harald Hardraada) และทางใต้จากฝรั่งเศสโดยดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดี ซึ่งต่างก็อ้างสิทธิในราชบัลลังก์อังกฤษ และดยุควิลเลียมอ้างว่าฮาโรลด์สาบานว่าจะสนับสนุนในสิทธิการครองราชบัลลังก์เมื่อไปเรือแตกที่ปองทู ทางฝ่ายฮาราลด์ ฮาร์ดดราดามีทอสทิกพระอนุชาของพระเจ้าฮาโรลด์เองเป็นพันธมิตร เมื่อพระเจ้าฮาโรลด์เผชิญหน้ากับพระอนุชาและฮาราลด์ ฮาร์ดดราดาก็ทรงเสนอดินแดนหนึ่งในสามของอังกฤษให้แก่ทอสทิกเพื่อให้ยุติสงคราม ทอสทิกก็โต้กลับมาว่าแล้วฮาโรลด์จะให้อะไรให้กับฮาราลด์ ฮาร์ดดราดา ฮาโรลด์ก็ตอบว่า “หกฟุตลึกลงไปในดินหรืออาจจะมากกว่าเท่าที่จะทรงต้องการเพราะพระองค์สูงกว่าผู้ใด” (Six feet of ground or as much more as he needs, as he is taller than most men) คำที่กล่าวนี้มาจากบันทึกของเฮนรีแห่งฮันติงดัน (Henry of Huntingdon) แต่ก็ไม่ทราบกันเป็นที่แน่นอนว่าทรงกล่าวเช่นนั้นจริงหรือไม่

ฮาราลด์ ฮาร์ดดราดาและทอสทิกรุกรานยอร์คเชอร์ทางตอนเหนือของอังกฤษในเดือนกันยายน ค.ศ. 1066 ทอสทิกได้รับชัยชนะต่อเอ็ดวิน เอิร์ลแห่งเมอร์เซีย และ มอร์คาร์ เอิร์ลแห่งนอร์ทธัมเบรียในยุทธการฟุลฟอร์ด (Battle of Fulford) ใกล้เมืองยอร์ค เมื่อวันที่ 20 กันยายน เมื่ออพระเจ้าฮาโรลด์ทรงได้รับข่าวก็เสด็จนำทัพอย่างเร่งด่วนขึ้นไปจากลอนดอนเป็นระยะกว่า 300 กิโลเมตรภายในเวลาสี่วัน (เฉลี่ยการเดินเท้า ราว 80 กิโลเมตรต่อวัน) ซึ่งทำความประหลาดใจให้แก่ฮาราลด์ ฮาร์ดดราดาและทอสทิกเป็นอันมาก ก่อนที่จะเริ่มต่อสู้กัน ฮาโรลด์ก็เสนอว่าจะแต่งตั้งทอสทิกให้เป็นเอิร์ล แต่ทอสทิกหันไปทางฮาราลด์ ฮาร์ดดราดาแทนที่ ฮาราลด์ ฮาร์ดดราดาและทอสทิกพ่ายแพ้ต่อฮาโรลด์และถูกสังหารที่ยุทธการแสตมฟอร์ดบริดจ์ (Battle of Stamford Bridge) เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1066

หลังจากเสร็จศึกทางเหนือพระเจ้าฮาโรลด์ก็ทรงบังคับให้ทหารเดินกลับมาทางใต้ผ่านลอนดอนไปยังเฮสติงส์เพื่อจะไปรับศึกจากนอร์มังดีเมื่อดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดีกับทหาร 7000 คนขึ้นบกที่ซัสเซ็กซ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน พระเจ้าฮาโรลด์มีพระราชโองการให้ตั้งค่ายอย่างเร่งด่วนใกล้ๆ เฮสติงส์ กองทหารของพระองค์และดยุควิลเลียมต่อสู้กันในยุทธการเฮสติงส์ใกล้เมืองแบตเติล ปัจจุบันเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม หลังจากที่ต่อสู้กันอย่างหนักพระเจ้าฮาโรลด์ก็ทรงเสียทีและถูกสังหาร รวมทั้งพระอนุชาอีกสององค์เกิร์ธ (Gyrth Godwinson) และ เลิร์ฟไวน์ (Leofwine Godwinson) ตามตำนานกล่าวกันว่าพระเจ้าฮาโรลด์ทรงถูกปลงพระชนม์ด้วยลูกศรที่ปักพระเนตรแต่ก็ไม่เป็นที่ทราบแน่นอนว่าเป็นภาพเดียวกับภาพที่ปักบนผ้าปักบายูหรือไม่ เอลด์จิธ สวอนเน็คพระชายาองค์แรกถูกเรียกตัวมาให้บอกว่าเป็นพระเจ้าฮาโรลด์หรือไม่แต่เนื่องจากพระพักตร์อาจจะเละแต่เอลด์จิธก็บอกได้โดยรอยสักบนหน้าอกว่า “อีดิธ” และ “อังกฤษ”[ต้องการอ้างอิง] พระบรมศพของพระองค์ถูกฝังในหลุมหินที่มีทิวทัศน์ทะเลและมีการจัดพิธีอย่างสมพระเกียรติหลายปีต่อมาที่แอบบีวอลทแธมที่ทรงสถาปนาใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1060[1]

การที่ทพระเจ้าฮาโรลด์ทรงมีความสัมพันธ์กับบริเวณบอสซุม (Bosham) ทำให้สันนิษฐานกันว่าโลงหินแบบแองโกล-แซ็กซอนในคริสต์ทศศตวรรษ 1950 ที่พบที่นั่นเป็นโลงหินของพระบรมศพ ทางสังฆมลฑลชิคเชสเตอร์ปฏิเสธคำร้องที่จะขุดหลุมศพเพื่อเป็นการพิสูจน์เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2004 ประธานของสังฆมลฑลให้เหตุผลว่าโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าเป็นพระเจ้าฮาโรลด์จริงหรือไม่นั้นมีน้อยเกินกว่าที่จะยอมให้รบกวนบริเวณที่ฝังศพที่ถือกันว่าเป็นบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ได้[2] การขุดก่อนหน้านั้นพบว่าเป็นร่างของชายกลางคนที่มีขาเดียวซึ่งตรงกับคำบรรยายพระลักษณะการบาดเจ็บของพระเจ้าฮาโรลด์ในบางพงศาวดาร

มรดกและตำนาน[แก้]

กีธาแห่งเอสเซ็กซ์พระราชธิดาของพระเจ้าฮาโรลด์เสกสมรสกับวลาดิเมียร์ โมโนมาคห์ แกรนด์ดยุคแห่งคีวาน รุส'ซึ่งเป็นราชอาณาจักรในยุคกลาง ซึ่งเป็นต้นสายของราชวงศ์ของ กาลิเซีย, สโมเลงสค์ (Smolensk) , และ ยาโรสลาฟวล (Yaroslavl) ผู้สืบเชื้อสายที่สำคัญๆ จากกีธาและโมโนมาคห์ก็ได้แก่ โมเดสต์ เพโทรวิค มูส์ซอร์สกี (Modest Petrovich Mussorgsky) คีตกวีคนสำคัญของรัสเซีย, เจ้าชายปีเตอร์ อเล็กเซเยวิช โครโปทคิน (Prince Peter Alexeyevich Kropotkin) และ อิสซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส ผู้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ ฉะนั้นเชื้อสายของพระเจ้าฮาโรลด์จึงได้กลับมาครองราชบัลลังก์อังกฤษอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานว่านิกายรัสเซียออร์โธด็อกซ์ได้ยกฐานะพระเจ้าฮาโรลด์ขึ้นเป็นผู้พลีชีพเพื่อคริสต์ศาสนา (martyr) อุลฟ์และมอร์คาร์แห่งนอร์ทธัมเบรียถูกปล่อยจากการคุมขังเมื่อพระเจ้าวิลเลียมทรงนอนประชวรใกล้จะสวรรคตในปี ค.ศ. 1087 อุลฟ์หันไปสนับสนุนโรเบิร์ต เคอร์โทส ดยุคแห่งนอร์มังดีพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าวิลเลียมผู้แต่งตั้งให้อุลฟ์เป็นอัศวินแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเอกสารใดใดที่กล่าวถึงอุลฟ์อีก พระเชษฐาต่างพระมารดาอีกสององค์กอดวิน เอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์และแม็กนัสพยายามที่กู้ราชบัลลังก์สองครั้งโดยยกทัพมาอังกฤษในปี ค.ศ. 1068 และในปี ค.ศ. 1069ด้วยการช่วยเหลือของ Diarmait mac Mail na mBo กษัตริย์ของเลนสเตอร์ในไอร์แลนด์ โดยมาปล้นสดมภ์ในบริเวณคอร์นวอลล์แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีหลักฐานอะไรเกี่ยวกับสองคนนี้อีก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 พระเจ้าฮาโรลด์ก็กลายเป็นที่นิยมของผู้นับถือลัทธินิยมวีระบุรษ ตามตำนานว่ากันว่าพระเจ้าฮาโรลด์มิได้ถูกปลงพระชนม์ที่สนามรบแต่ทรงรอดมาได้และทรงใช้เวลาสองปีรักษาตัวอยู่ที่วินเชสเตอร์ หลังจากนั้นก็เสด็จไปเยอรมนีไปเดินทางร่อนเร่เป็นนักแสวงบุญอยู่จนเมื่อพระชนมายุชราก็เสด็จกลับมาอังกฤษและอาศัยอยู่ในถ้ำอย่างฤๅษีใกล้ๆ โดเวอร์ ขณะที่ทรงนอนใกล้จะสวรรคตก็ทรงสารภาพว่าแม้ว่าจะทรงใช้ชื่อ “คริสเตียน” แต่ตามความเป็นจริงแล้วพระองค์คือ “ฮาโรลด์ กอดวินสัน” ตำนานคล้ายคลึงกันนี้แพร่หลายกันมากในยุคกลางแต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน และอันที่จริงแล้วพระราชินีอีดิธทรงครรภ์เมื่อเสด็จสวรรคตและทรงตั้งชื่อพระโอรสว่า “ฮาโรลด์” เช่นเดียวกับพระบิดา ต่อมา “ฮาโรลด์” ก็บวชเป็นพระอยู่ที่แอบบีวอลทแธมและเชื่อกันว่าได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเฮนรีที่ 1ทำให้เชื่อกันไปว่าผู้ที่มีชีวิตอยู่คือ “ฮาโรลด์ กอดวินสัน” ไม่ใช่ “ฮาโรลด์ ฮาโรลด์สัน” (Harold Haroldsson)

ความสนใจในพระเจ้าฮาโรลด์ทางวรรณกรรมและสื่อต่างเริ่มขึ้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเริ่มจาก

อ้างอิง[แก้]

  1. Hilliam, Paul (2005). William the Conqueror: First Norman King of England. New York City, New York: Rosen Publishing Group. p. 57. ISBN 1-4042-0166-1. 
  2. In re Holy Trinity, Bosham [2004] Fam 124 — decision of the Chichester Consistory Court regarding opening King Harold's supposed grave.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า พระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้สารภาพ 2leftarrow.png England COA.svg
พระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษ
(ราชวงศ์เวสเซ็กซ์)

(ค.ศ. 1066)
2rightarrow.png สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ เอเธลลิง