สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
แห่งสหราชอาณาจักร
Queen Victoria by Bassano.jpg
พระอิสริยยศ สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์
ราชวงศ์ แฮโนเวอร์
ระยะครองราชย์ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2380 - 22 มกราคม พ.ศ. 2444 (63 ปี)
รัชกาลก่อนหน้า พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2362
วังเคนชินตัน,ลอนดอน,ประเทศอังกฤษ
สวรรคต 22 มกราคม พ.ศ. 2444
วังออสบอร์น,เกาะไวท์,ประเทศอังกฤษ
(พระชนมายุ 81 พรรษา)
พระราชบิดา เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และสแตรเธิร์น
พระราชมารดา เจ้าหญิงวิกตอเรียแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลเฟลด์
พระราชสวามี เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา
พระราชโอรส/ธิดา สมเด็จพระจักรพรรดินีวิกตอเรียแห่งเยอรมนี
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร
เจ้าหญิงอลิซ แกรนด์ดัสเชสแห่งเฮสส์และไรน์
เจ้าชายอัลเฟรด ดยุกแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกธา
เจ้าหญิงเฮเลนาแห่งสหราชอาณาจักร
เจ้าหญิงหลุยส์ ดัชเชสแห่งอาร์ไจล์
เจ้าชายอาร์เธอร์ ดยุกแห่งคอนน็อตและสตราเธิร์น
เจ้าชายลีโอโพลด์ ดยุกแห่งออลบานี
เจ้าหญิงเบียทริซแห่งสหราชอาณาจักร
ลายพระอภิไธย
    

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรในช่วงระหว่าง 20 มิถุนายน ค.ศ. 1837 - 22 มกราคม 1901 เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ (63 ปี) และทรงมีสายพระโลหิตสืบทอดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรป เช่น สมเด็จพระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี หรือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เป็นต้น จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จย่าแห่งยุโรป" (Grandmother of Europe)


วัยเด็ก[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียประสูติในวันที่ 24 พฤษภาคม 1819 เป็นพระราชธิดาในเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และสแตรเธิร์นพระราชโอรสในพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรกับพระนางชาร์ลอตต์แห่งเมคเลนบูร์ก-ชเตรลิทซ์ สมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร พระราชชนนีคือเจ้าหญิงวิกตอเรียแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลเฟลด์ พระปิตุลา 2 พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร และ สมเด็จพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร

พระนามของพระองค์ ซึ่งแม้ว่าลงเอยในตอนท้ายเป็น อเล็กซานดรินา วิกตอเรีย ได้เป็นที่ถกเถียงกันระหว่างพระราชชนนีและบรรดา พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 พระปิตุลาเสนอพระนามว่า เอลิซาเบธ ในขณะที่ทรงคัดค้านการขนานพระนามเจ้าหญิงตามพระราชมารดา โดยตรัสว่า วิกตอเรีย "ไม่เคยเป็นชื่อทางศาสนาคริสต์ที่รู้จักมาก่อนในประเทศนี้" แต่ดัชเชสแห่งเคนต์ทรงปฏิเสธ แม้พระนามชาร์ล็อตก็ไม่ได้รับการพิจารณา เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติแก่เจ้าหญิงชาร์ล็อต ซึ่งสิ้นพระชนม์ขณะมีพระประสูติกาลก่อนหน้านี้

พระชนกของเจ้าหญิงวิกตอเรียสิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็ง หลังจากการประสูติได้เพียงแปดเดือน และพระเจ้าจอร์จที่ 3 พระอัยกาได้เสด็จสวรรคตในอีกหกวันต่อมา เจ้าชายผู้สำเร็จราชการ จึงเสวยราชสมบัติสืบต่อมาเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 4 แต่พระองค์เสด็จสวรรคตโดยปราศจากรัชทายาทเมื่อเจ้าหญิงมีพระชนมายุ 11 พรรษา ตอนนี้ราชบัลลังก์จึงตกเป็นของดยุกแห่งแคลเรนซ์และเซนต์แอนดรูว์ ซึ่งเถลิงพระปรมาภิไธยเป็น พระเจ้าวิลเลียมที่ 4

รัชทายาท[แก้]

เจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าจอร์จที่ 4 พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าจอร์จที่ 3 มีพระราชธิดาอยู่เพียงพระองค์เดียวคือ เจ้าหญิงออกัสตา ชาร์ล็อตแห่งเวลส์ เมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2360 พระโอรสที่ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรสของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 ต่างทรงรีบเร่งที่จะอภิเษกสมรสและมีพระโอรสธิดาเพื่อรักษาลำดับการสืบราชบัลลังก์[1]

แม้ว่าพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 เป็นพระชนกของพระโอรสธิดานอกกฎหมายจำนวนสิบคนที่เกิดจากโดโรธี จอร์แดน ซึ่งเป็นนางสนม โดยมีอาชีพเป็นนางละคร พระองค์ไม่มีพระโอรสธิดาที่ถูกต้องตามกฎหมายเลย เจ้าหญิงวิกตอเรียจึงทรงเป็นรัชทายในราชบัลลังก์ที่เปลี่ยนแปลงได้ (heiress presumptive)

กฎหมายในขณะนั้นไม่ได้ให้สิทธิ์แก่พระมหากษัตริย์เด็ก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการหากเจ้าหญิงวิกตอเรียเสวยราชสมบัติก่อนการมีพระชนมายุครบ 18 พรรษา รัฐสภาจึงผ่านพระราชบัญญัติผู้สำเร็จราชการปี พ.ศ. 2373 (Regency Act 1830) กำนดให้เจ้าหญิงวิกตอเรีย ดัชเชสแห่งเคนต์ พระชนนีทรงปฏิบัติพระราชภารกิจแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการขณะที่พระราชินีนาถยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ อีกทั้งรัฐสภายังมิได้แต่งตั้งคณะองคมนตรีเพื่อจำกัดอำนาจของผู้สำเร็จราชการ พระเจ้าวิลเลียมที่ 4 มิโปรดดัชเชสแห่งเคนต์เลย และครั้งหนึ่งเคยตรัสว่าพระองค์มีพระประสงค์จะดำรงพระชนม์ชีพอยู่จนกระทั่งถึงวันประสูติครบรอบ 18 พรรษาของเจ้าหญิงวิกตอเรีย การปกครองโดยผู้สำเร็จราชการจึงไม่จำเป็นต้องไม่มีอีกต่อไป

เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา[แก้]

เจ้าหญิงวิกตอเรียทรงพบกับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา พระราชสวามีในอนาคตเมื่อพระชนมายุ 16 พรรษาในปี พ.ศ. 2379[2] แต่เป็นการพบกันครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2382 ที่พระองค์ตรัสถึงเจ้าชายว่า "...อัลเบิร์ตที่รัก...เขาช่างมีเหตุผล เมตตา ใจดี และอัธยาศัยดีมากเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีลักษณะภายนอกและหน้าตาที่น่าพึงพอใจและน่ายินดีเป็นที่สุดเท่าที่เธอจะเห็นได้เลยล่ะ"[3] เจ้าชายอัลเบิร์ตเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งในเจ้าหญิงวิกตอเรีย โดย เจ้าชายแอร์นส์ที่ 1 ดยุคแห่งแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา พระบิดาเจ้าชายเป็นพระเชษฐาของพระชนนีของเจ้าหญิง ในฐานะพระประมุข พระองค์ต้องทรงขอ เจ้าชายอัลเบิร์ตอภิเษกสมรสด้วย การอภิเษกสมรสของทั้งสองถือว่ามีความสุขอย่างยิ่ง[4]

ต้นรัชกาล[แก้]

พระนางวิกตอเรียในวันครองราชสมบัติ

ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2380 เจ้าหญิงวิกตอเรียมีพระชนมายุ 18 พรรษา ซึ่งหมายความว่าจะไม่จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการอีกแล้ว รุ่งเช้าวันหนึ่งในอีกสี่สัปดาห์ต่อมาพระชนนีของเจ้าหญิงได้ทรงปลุกให้ตื่นจากบรรทมเพื่อรับทราบว่าเมื่อตอน 2 นาฬืกา 12 นาทีของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2380 สมเด็จพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 4 เสด็จสวรรคตด้วยอาการพระหทัยล้มเหลวขณะมีพระชนมพรรษา 71 พรรษา จึงทำให้เจ้าหญิงทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ อย่างไรก็ดี พระองค์ไม่ได้เสวยราชสมบัติของฮาโนเวอร์ ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีพระประมุของค์เดียวกันกับประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ พ.ศ. 2257 แล้ว

รัฐฮาโนเวอร์ได้มีรัฐธรรมนูญของตนในปี พ.ศ. 2376 ซึ่งกล่าวถึงกฎหมายมรดกของตระกูลเวลฟ์ไว้ว่าถ้าไม่มีรัชทายาทในพระมหากษัตริย์ที่เป็นชาย สายเวลฟ์ของนครบรันสวิค-วอลเฟ็นบึตเติลจะได้สืบราชสมบัติอาณาจักรแห่งฮาโนเวอร์ (ซึ่งเป็นราชอาณาจักรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2349) ยกเว้นว่าสายนั้นไม่มีทายาทอีกต่อไป ผู้หญิงจึงสามารถสืบราชบัลลังก์ได้ สมเด็จพระราชาธิบดีโอโพลด์ที่ 1 ในอนาคตทรงเป็นที่ปรึกษาหลักแก่พระราชนัดดาของพระองค์ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระธิดาในเจ้าหญิงวิกตอเรียแห่งแซ็กซ์-โคบูร์ก-ซาลเฟลด์ พระเชษฐภคินี พระญาติชั้นที่หนึ่งของสมเด็จพระราชินีในสายของกษัตริย์เลโอโพลด์คือ สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโพลด์ที่ 2 และ สมเด็จพระจักรพรรดินีคาร์โลตาแห่งเม็กซิโก

สมเด็จพระราชินีก็ยังทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งฮาโนเวอร์และดัชเชสแห่งบรันสวิคและลืนบูร์กตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ แต่ราชบัลลังก์ของฮาโนเวอร์ได้ตกไปเป็นของดยุคแห่งคัมเบอร์แลนด์และเทวิอ็อตเดล พระปิตุลาซึ่งทรงกลายเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีเออร์เนส ออกัสตัสที่ 1 แห่งฮาโนเวอร์ เนื่องมาจากว่าสมเด็จพระราชินีวัยดรุณียังมิได้ทรงอภิเษกสมรสและยังมิมีพระราชโอรสและธิดา กษัตริย์เออร์เนส ออกัสตัสจึงยังทรงเป็นรัชทายาทในราชบัลลังก์อังกฤษจนกระทั่งพระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระราชินีประสูติในปี พ.ศ. 2383

ในช่วงที่เจ้าหญิงวิกตอเรียเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ รัฐบาลส่วนมากจะมาพรรควิก ที่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2373 ยกเว้นการเว้นช่วงสั้นไปหลายครั้ง ลอร์ดเมลเบิร์น ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีสังกัดพรรควิกครั้งหนึ่งเคยมีอิทธิพลอันแรงกล้าต่อชีวิตอันอ่อนประสบการณ์ทางการเมืองของสมเด็จพระราชินีนาถ ซึ่งต้องทรงพึ่งพาคำแนะนำในเรื่องต่างๆ ของเขา (บางคนก็ถึงกับกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็น "นางเมลเบิร์น") คณะรัฐมนตรีของเมลเบิร์นไม่ได้อยู่ในอำนาจเป็นเวลานานนัก เนื่องจากเริ่มไม่เป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นและยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการปกครองอาณานิคมต่างๆ ของอังกฤษ ในประเทศแคนาดา อังกฤษต้องเผชิญกับการปฏิวัติ (ดูเรื่อง การจลาจลในปี พ.ศ. 2380 ที่มีการก่อการกบฏหลายครั้งกินเวลาถึงปี พ.ศ. 2382) และในประเทศจาเมกา สภานิติบัญญัติแห่งอาณานิคมได้ต่อต้านนโยบายของอังกฤษโดยการปฏิเสธการผ่านกฎหมายใดๆ ออกมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2382 รัฐบาลของเมลเบิร์นได้ลาออกไปเนื่องจากว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในดินแดนโพ้นทะเลได้

สมเด็จพระราชินีนาถทรงมอบหมายให้เซอร์ โรเบิร์ต พีล ซึ่งเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคทอรี่ตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา แต่ว่าต้องเผชิญกับความล้มเหลวซึ่งรู้กันในเรื่องของกรณีห้องพระบรรทม ในเวลานั้นถือเป็นธรรมเนียมสำหรับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสำนักพระราชวังต้องอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์ (ซึ่งก็คือ นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งสมาชิกของสำนักพระราชวังบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ภายในพรรคตนเอง) นางกำนัลประจำห้องพระบรรทมของพระราชินีจำนวนมากเป็นภรรยาของนักการเมืองพรรควิก แต่เซอร์ โรเบิร์ต พีลกลับต้องการให้จะเปลี่ยนเป็นเหล่าภรรยาของนักการเมืองพรรคทอรี่แทน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงคัดค้านอย่างมากกับการปลดนางกำนัลเหล่านี้ ซึ่งทรงเห็นเป็นเหมือนพระสหายสนิทมากกว่าเป็นเหล่าข้าราชบริพารที่ทำตามระเบียบพิธีการ เซอร์ โรเบิร์ต พีล รู้สึกว่าเขาไม่สามารถจะบริหารงานใต้ข้อจำกัดจากสมเด็จพระราชินีได้ ดังนั้นจึงได้ถวายบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เมลเบิร์นกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

อภิเษกสมรส[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งเป็นพระญาติชั้นที่หนึ่งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2383โบสถ์หลวง พระราชวังเซนต์เจมส์ เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในฐานะ เจ้าชายพระราชสวามี (Prince Consort) แม้ว่าจะไม่ได้ทรงรับการสถาปนาเป็นทางการจนกระทั่งปี พ.ศ. 2400 เจ้าชายมิเคยทรงได้รับบรรดาศักดิขุนนางเลย พระองค์มิทรงเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลสมเด็จพระราชินีอย่างใกล้ชิด แต่ยังเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเมืองคนสำคัญแทนลอร์ดเมลเบิร์นในฐานะบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำในชีวิตของพระองค์อีกด้วย

ในการทรงพระครรภ์แรกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เอ็ดเวิร์ด อ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งมีอายุ 18 ปีได้พยายามลอบปลงพระชนม์พระราชินีขณะทรงประทับรถม้าพระที่นั่งกับเจ้าชายอัลเบิร์ตในกรุงลอนดอน อ็อกซ์ฟอร์ดได้ยิงปืนออกไปสองครั้ง แต่กระสุนพลาดเป้าไปทั้งสองนัด เขาถูกพิจารณาว่าเป็นกบฏต่อชาติ แต่เขาได้รับการตัดสินให้พ้นความผิดเนื่องจากความวิกลจริต คำแก้ต่างของเขาเป็นที่สงสัยต่อหลายคน กล่าวคือ เขาอาจพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่มีหลายคนกล่าวว่าการวางแผนประทุษร้ายจากพวกปฏิรูปการเมืองอยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์ครั้งนี้ บางกลุ่มให้ข้อมูลว่าเป็นแผนการของกลุ่มสนับสนุนของกษัตริย์ เออร์เนส ออกัสตัสแห่งฮาโนเวอร์ ซึ่งทรงเป็นรัชทายาทอยู่ในขณะนั้น ทฤษฎีในการวางแผนประทุษร้ายเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสความรักชาติและความจงรักภักดีขึ้นภายในประเทศขึ้นมา

การลอบยิงไม่ได้มีผลกระทบต่อพระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีหรือพระครรภ์แม้แต่น้อย พระธิดาพระองค์แรกในเก้าพระองค์ของทั้งสองพระองค์ ซึ่งมีพระนามว่า วิกตอเรีย ประสูติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2380

เมื่อพรรควิกภายใต้การนำของเมลเบิร์นแพ้การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2381 และพรรคทอรี่ภายใต้การนำของพีลได้เข้ามารับหน้าที่แทน ก็ไม่มีเหตุการณ์กรณีห้องพระบรรทมเกิดขึ้นมาอีกครั้ง สมเด็จพระราชินีนาถยังคงมีพระราชหัตถเลขาโต้ตอบอย่างลับๆ กับลอร์ดเมลเบิร์น ซึ่งอิทธิพลของเขาค่อยๆ จางหายลงไปในขณะที่ของเจ้าชายอัลเบิร์ตเพิ่มมากขึ้น

ในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2385 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟเป็นครั้งแรก โดยเสด็จออกจากสถานีรถไฟสโลฟ (ใกล้กับปราสาทวินด์เซอร์) ไปยังสะพานบิช็อป ที่อยู่ใกล้กับแพดดิงตัน (ในกรุงลอนดอน) ด้วยตู้ขบวนพระที่นั่งพิเศษที่จัดถวายโดยบริษัท Great Western Railway ในครั้งนี้มีผู้โดยเสด็จพร้อมกับพระองค์คือ เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามี และ อิซามบาร์ด คิงด็อม บรูเนล วิศวกรของบริษัท

การลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียสามครั้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2385 ในวันที่ 29 พฤษภาคม ที่พระราชอุทยานเซนต์เจมส์ จอห์น ฟรานซิส (ซึ่งมีแนวโน้มว่าต้องการเรียกร้องความสนใจมากกว่า) ได้ยิงปืนไปที่พระราชินี (ซึ่งประทับในรถม้าพระที่นั่ง) แต่ถูกรวบตัวได้ทันควันโดยนายตำรวจชั้นสูงคนหนึ่งชื่อ วิลเลี่ยม เทรานซ์ ส่วนฟรานซิสได้ถูกตัดสินมีโทษฐานเป็นกบฏต่อชาติ แต่โทษตายของเขาได้ถูกลดหย่อนเหลือแค่การเนรเทศออกนอกประเทศตลอดชีวิต เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเห็นว่าความพยายามในการลอบปลงพระชนม์ได้รับแรงจูงใจจากการปล่อยตัวอ็อกซ์ฟอร์ดในปี พ.ศ. 2383 ในวันที่ 3 กรกฎาคม เพียงไม่กี่วันหลังจากฟรานซิสได้รับการหย่อนโทษ ก็มีเด็กวัยรุ่นชายอีกคนหนึ่งคือ จอห์น วิลเลียม บีนได้พยายามที่จะยิงสมเด็จพระราชินีนาถ แม้ว่าที่ปืนของเขาจะบรรจุด้วยกระดาษและยาสูบ การก่ออาชญากรรมของเขาก็ทำให้มีโทษถึงแก่ชีวิตได้ เจ้าชายอัลเบิร์ตซึ่งทรงเห็นว่าการลงโทษเช่นนี้ทารุณเกินไป จึงทรงสนับสนุนให้รัฐสภาออกพระราชบัญญัติการทรยศต่อชาติปี พ.ศ. 2385 (Treason Act of 1842) ซึ่งระบุว่าการเล็งปืนพกยังพระราชินี ลอบทำร้ายพระองค์ ขวางปาสิ่งของยังพระองค์ ผลิตปืนพกหรืออาวุธอันตรายใดๆ ต่อการปรากฏพระองค์ด้วยเจตนาให้พระองค์ตกพระทัย สามารถลงโทษได้ด้วยการจำคุกเป็นเวลาเจ็ดปีและการเฆี่ยนตี ดังนั้นบีน จึงได้รับโทษจำคุกเป็นเวลาสิบแปดเดือน อย่างไรก็ดี ทั้งตัวเขาและบุคคลอื่นที่ได้ละเมิดพระราชบัญญัติในอนาคตต่างก็ไม่ได้ถูกเฆี่ยนเลย

พระราชสกุล[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงอยู่ในราชวงศ์ฮาโนเวอร์ แม้บางคนจะให้ราชสกุล d'Este หรือ Welf กับพระองค์ แต่ก็มิทรงจำเป็นต้องใช้ราชสกุลเหล่านี้ (เชื้อสายพระองค์อื่นในราชวงศ์ฮาโนเวอร์ได้ใช้ราชสกุลฮาโนเวอร์ในประเทศอังกฤษ) ส่วนพระราชสวามีของพระองค์ทรงอยู่ในราชวงศ์แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธาและหลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ราชวงศ์นี้ได้ครองราชสมบัติอังกฤษด้วยตัวบุคคลคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชโอรสและรัชทายาทในราชบัลลังก์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของพวกผู้ดีและเชื้อพระวงศ์ ภรรยาจะไม่ได้รับการเป็นสมาชิกในบ้านของสามี แต่ยังคงเป็นของบ้านตนเองอยู่ ดังนั้นสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียจึงมิได้ทรงอยู่ในราชวงศ์แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ในฐานะทรงเป็นสตรีสมรสแล้ว นักวงศ์วานวิทยาได้กำหนดราชสกุลของพระองค์เป็น ฟอน เว็ตติน (von Wettin) ซึ่งอิงหลักฐานจากสำนักงานตราประจำราชตระกูลแห่งอังกฤษ (College of Arms) ดังนั้นบางครั้งพระองค์ทรงเป็นรู้จักว่า อเล็กซานดรินา วิกตอเรีย ฟอน เว็ตติน ราชสกุลเดิม ฮาโนเวอร์

ขณะที่เจ้าชายทรงอยู่ในราชวงศ์แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ราชวงศ์เยอรมันได้สืบเชื้อสายมาจากนสาขาของเจ้าชายเออร์เนสแห่งราชวงศ์เว็ตติน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงขอให้เจ้าพนักงานกำหนดหาสาขาของเจ้าชายอัลเบิร์ตและราชสกุลในการอภิเษกของพระองค์เองว่าเป็นอันใด หลังจากการตวจสอบบันทึกต่างๆ จากจดหมายเหตุในราชวงศ์แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา พวกเขารายงานว่าราชสกุลส่วนพระองค์ของพระราชสวามี ในฐานะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมาชิกพระองค์อื่นทั้งในสาขาของเจ้าชายเออร์เนสและเจ้าชายอัลเบิร์ต นั่นคือ เว็ตติน (หรือ ฟอน เว็ตติน) เอกสารต่างๆ ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียยังบันทึกถึงการไม่โปรดชื่อของราชสกุลนี้ไว้อีกด้วย

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 พระราชนัดดาของพระองค์ทรงศึกษาถึงประเด็นดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งเมื่อทรงเปลี่ยนชื่อราชสกุลและราชวงศ์เป็นวินด์เซอร์ในปี พ.ศ. 2460 สำนักงานตราประจำราชตระกูลได้แจ้งพระองค์ทรงทราบว่าราชสกุลเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงคือ เว็ตติน ในปี พ.ศ. 2501 พระบรมราชโองการตามคำแนะนำของคณะองคมนตรีได้ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจในปี พ.ศ. 2460 โดยการให้เชื้อสายในสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 บางพระองค์ใช้ชื่อราชสกุลเป็น เม้านท์แบ็ตเต็น-วินด์เซอร์ การให้ใช้ชื่อราชสกุลนี้ไม่ได้นำมาใช้กับเจ้าชายแห่งเวลส์และพระโอรสทั้งสองพระองค์ แต่แค่ใช้กับเชื้อสายพระองค์อื่นของสมเด็จพระราชินีนาถกับเจ้าชายฟิลิปที่ไม่ได้ขึ้นครองราชสมบัติเพียงเท่านั้น ตามตัวบทกฎหมายแล้ว องค์พระประมุขที่ครองราชย์"ทุกพระองค์"ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 เป็นต้นไปมีพระราชสกุล "วินด์เซอร์" แม้ว่าจะเสด็จพระราชสมภพในพระราชวงศ์หรือไม่ก็ตาม

การเมืองในยุควิกตอเรียตอนต้น[แก้]

คณะรัฐมนตรีของพีลต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการเลิกล้มกฎหมายข้าวโพด (ภาษีสินค้านำเข้าพวกธัญพืช) พวกพรรคทอรี่หลายๆ คน (ตอนนั้นก็เป็นที่รู้จักว่า พวกอนุรักษนิยม) คัดค้านการล้มเลิกกฎหมายดังกล่าว แต่ว่าพวกพรรคทอรี่ (หรือ "พวกพีลไลท์") และพวกพรรดวิกโดยส่วนมากสนับสนุนกฎหมายนี้ พีลได้ลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2389 หลังจากการเลิกล้มกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบไปอย่างหวุดหวิด และลอร์ด จอห์น รัสเซลล์ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีของรัสเซลล์เป็นพวกวิกแต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานต่อสมเด็จพระราชินีนาถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ก้าวร้าวต่อพระองค์คือ ลอร์ดพาล์มเมอร์สตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำการใดๆ โดยไม่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีและสมเด็จพระราชินีนาถอยู่บ่อยครั้ง

ในปี พ.ศ. 2392 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงฝากคำติเตียนกับลอร์ดรัสเซลล์ โดยทรงอ้างว่าพาล์มเมอร์สตันได้ส่งแถลงการณ์ทางราชการต่างๆ ไปยังประมุขต่างประเทศโดยที่พระองค์ไม่ทรงรับรู้ด้วย พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงการคัดค้านอยู่หลายครั้งในปี พ.ศ. 2393 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อถึงปี พ.ศ. 2394 ลอร์ดพาล์มเมอร์สตันได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยในตอนนั้นเขาได้ประกาศความเห็นชอบของรัฐบาลอังกฤษต่อการก่อรัฐประหารของประธานาธิบดี หลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ตในประเทศฝรั่งเศสโดยไม่ได้ปรึกษากับนายกรัฐมนตรีมาก่อนล่วงหน้า

ในช่วงเวลาที่รัสเซลล์เป็นนายกรัฐมนตรียังได้เห็นถึงการทำให้สมเด็จพระราชินีนาถทรงทุกข์โดยส่วนตัว ในปี พ.ศ. 2392 ก็มีผู้ชายชาวไอริชที่ตกงานและอารมณ์หงุดหงิดที่ชื่อว่า วิลเลี่ยม แฮมิลตัน พยายามทำให้สมเด็จพระราชินีนาถทรงตกพระทัยโดยการยิงปืนบรรจุดินปืนขณะที่รถม้าพระที่นั่งดำเนินไปตามถนน Constitution Hill ในกรุงลอนดอน แฮมิลตันมีโทษตามพระราชบัญญัติปี พ.ศ. 2385 โดยยอมรับว่าได้กระทำผิดและรับโทษสูงสุดด้วยการถูกเนรเทศออกนอกประเทศเป็นเวลาเจ็ดปี

ในปี พ.ศ. 2393 สมเด็จพระราชินีทรงได้รับการบาดเจ็บเมื่อพระองค์ทรงถูกจู่โจมจากโรเบิร์ต เพท ที่คาดว่าเป็นอดีตทหารในกองทัพที่วิกลจริต ในขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถทรงประทับมาในรถม้าพระที่นั่ง เขาตีพระองค์ด้วยปืน ทำให้พระมาลาหลุดกระเด็นออกมาและทำให้พระองค์มีอาการฟกช้ำ ต่อมาเพทได้ถูกสอบสวนพิจารณาคดี เขาได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีความวิกลจริตเลยและได้รับโทษเช่นเดียวกับแฮมิลตัน

ไอร์แลนด์[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในวัยดรุณีทรงตกหลุมรักประเทศไอร์แลนด์ โดยทรงเลือกที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่เมืองคิลลาร์เนย์ ในมณฑลเคอร์รี่ ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการที่ทำให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นแนวหน้าเมืองหนึ่งของศตวรรษที่ 19 ความรักในเกาะไอร์แลนด์ของพระองค์เข้ากันได้กับควาบอบอุ่นแบบไอริชช่วงแรกต่อสมเด็จพระราชินีนาถในวัยดรุณี เมื่อปี พ.ศ. 2388 ไอร์แลนด์ประสบกับปัญหามันฝรั่งเหี่ยวแห้งที่ทำให้ชาวไอริชเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่งล้านคนมากกว่าสี่ปีและอีกล้านคนได้อพยพออกนอกประเทศไป ในการตอบสนองปัญหาที่ต่อมาได้เรียกว่า "ความอดอยากมันฝรั่งในไอร์แลนด์" (Irish Potato Famine) สมเด็จพระราชินีนาถทรงบริจาคเงินส่วนพระองค์ (จำนวน 5000 ปอนด์สเตอริง) ให้กับชาวไอริชที่หิวโหย

นโยบายต่างๆ ของลอร์ดรัสเซลล์ได้รับการตำหนิอยู่บ่อยครั้งในเรื่องการทำให้ความอดอยากอย่างรุนแรงเลวร้ายมากขึ้นไปอีก ทำให้ชาวไอริชหนึ่งล้านคนต้องเสียชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบในด้านลบต่อชื่อเสียงของสมเด็จพระราชินีนาถในประเทศไอร์แลนด์

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นผู้สนับสนุนเข้มแข็งต่อชาวไอริช พระองค์ทรงสนับสนุนความแย้ง Maynooth Grant และได้ทรงทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขณะเสด็จเยือนประเทศไอร์แลนด์ด้วยการเสด็จไปเยี่ยมโรงเรียนสอนศาสนา

การเสด็จเยือนไอร์แลนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในปี พ.ศ. 2392 ได้จัดขึ้นอย่างเป็นเฉพาะกิจโดยลอร์ดคลาเร็นดอน ซึ่งเป็นผู้ว่าราชแห่งไอร์แลนด์ หัวหน้ากลุ่มบริหารของอังกฤษที่พยายามจะดึงความสนใจจากเรื่องความอดอยากและทำให้นักการเมืองอังกฤษตื่นตัวกับเรื่องความตึงเครียดของวิกฤติดังกล่าวในไอร์แลนด์โดยผ่านการเสด็จมาของสมเด็จพระราชินีนาถ ถึงแม้จะมีผลกระทบด้านลบในเรื่องความอดอยากต่อชื่อเสียงของสมเด็จพระราชินีนาถ พระองค์ก็ยังทรงเป็นที่นิยมชมชอบอย่างเพียงพอสำหรับพวกชาตินิยมในการจบการประชุมพรรคด้วยการร้องเพลง God Save the Queen

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ 1870 และ 1880 ความชื่นชอบในระบอบกษัตริย์ได้เสื่อมถอยลงอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งมาจากสมเด็จพระราชินีนาถทรงปฏิเสธที่จะเสด็จเยือนไอร์แลนด์เพื่อไปในการคัดค้านการตัดสินใจของเทศบาลเมืองดับลินที่จะไม่ร่วมแสดงความยินดีกับการอภิเษกสมรสของเจ้าชายแห่งเวลส์กับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก และการประสูติของเจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ พระโอรสองค์โตของทั้งสองพระองค์

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงปฏิเสธความกดดันอันซ้ำซากจากนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการไอร์แลนด์และแม้แต่สมาชิกในพระราชวงศ์ต่างๆ มากมายในการสร้างพระราชฐานในประเทศไอร์แลนด์ ลอร์ดมิเดิลตัน อดีตหัวหน้าพรรคสหภาพแรงงานของไอร์แลนด์ ซึ่งเขียนบันทึกความทรงจำในปี พ.ศ. 2473 เรื่อง Ireland: Dupe or Heroine? (ไอร์แลนด์ การหลอกลวงหรือความกล้าหาญ) โดยบรรยายว่าการตัดสินใจดังกล่าวของพระองค์ถึงว่าเป็นหายนะแก่ระบอบกษัตริย์และการปกครองของอังกฤษในประเทศไอร์แลนด์

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเสด็จเยือนประเทศไอร์แลนด์เป็นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2443 เพื่อทรงขอให้ชายชาวไอริชเข้าร่วมในกองทัพบกอังกฤษและสู้รบในสงครามบัวร์ครั้งที่สอง พวกฝ่ายค้านชาตินิยมต่อการเสด็จมาเยือนไอร์แลนด์ของพระองค์นำโดยอาร์เธอร์ กริฟฟิธ ที่ได้ก่อตั้งองค์กรหนึ่งที่ชื่อว่า Cumann na nGaedheal (ภาษาไอร์แลนด์ สมาคมแห่งชาวเกลส์) เพื่อรวมตัวกันคัดค้าน ในอีกห้าปีต่อมา กริฟฟิธได้ใช้ความคุ้นเคยต่างๆ ที่สร้างในช่วงการรณรงค์ต่อต้านการเสด็จเยือนไอร์แลนด์ของสมเด็จพระราชินีนาถเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบใหม่ที่เรียกว่า Sinn Fein

การเป็นหม้าย[แก้]

เจ้าชายพระราชสวามีสิ้นพระชนม์ด้วยโรคไทฟอยด์[5]อย่างที่สงสัยกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2404 ได้สร้างความโทมนัสอย่างแสนสาหัสให้กับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียซึ่งได้ทรงตกอยู่ในสภาพการไว้ทุกข์กึ่งถาวรและฉลองพระองค์เป็นสีดำตลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงการปรากฏองค์ในที่สาธารณะและไม่ค่อยเสด็จเข้ากรุงลอนดอนในอีกหลายปีต่อมา การหลบพระองค์จากสาธารณชนทำให้มีพระนามเรียกเล่นๆ ว่า "แม่หม้ายแห่งวินด์เซอร์" พระองค์ทรงเห็นเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ที่ทรงใช้ชีวิตวัยเยาว์อย่างไม่รอบคอบและเหลวไหลไร้สาระ เป็นต้นเหตุของการสิ้นพระชนม์ของพระชนก

สมเด็จพระราชินีนาถทรงพึ่งพามหาดเล็กชาวสก็อตชื่อ จอห์น บราวน์ เพิ่มมากขึ้น ถึงกับได้มีการกล่าวอ้างว่าทรงมีความสัมพันธ์แบบชู้สาวหรือการอภิเษกสมรสแบบเงียบๆ เกิดขึ้น แต่ทั้งสองข้อหาเป็นเพียงแค่การทำให้เสียชื่อเสียง ย่อหน้าหนึ่งในบทความของเปโตรเนลลา ไวแอ็ต ในหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ (ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549) กล่าวว่า วูดโรว์ ไวแอ็ต ซึ่งเป็นบิดาของเธอได้พบกับเอลิซาเบธ โบวส์-ลีออน พระราชชนนีในสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในทศวรรษที่ 1980 และเสด็จมาที่บ้านเพื่อรับประทานพระกระยาหารกลางวันและค่ำอยู่เป็นประจำ ครั้งหนึ่งของการรับประทานอาหารการสนทนาดำเนินมาถึงเรื่องของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียกับจอห์น บราวน์ พระราชชนนีก็ทรงอ้างว่าพระองค์ทรงพบเอกสารในหอจดหมายเหตุของพระราชวงศ์ที่ปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งในนั้นเขียนไว้ว่าทั้งสองคนได้อภิเษกกัน เมื่อทรงถามพระองค์ว่าทรงทำเช่นไรกับการค้นพบเอกสารฉบับนั้น พระองค์ตรัสตอบว่าพระองค์ได้ทรงเผามันทิ้งไป

สมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้บันทึกคำสารภาพที่คิดเอาเองขณะมีอาการตรีทูตของบาทหลวงประจำพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถ ซึ่งเขาได้ยอมรับกับนักการเมืองคนหนึ่งว่าเขาได้เป็นประธานในการอภิเษกสมรสอย่างลับๆ ระหว่างสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียกับจอห์น บราวน์ นักประวัติศาสตร์แค่เพียงบางคนก็เชื่อความน่าเชื่อถือของสมุดบันทึกเล่มนี้ อย่างไรก็ดี พระศพของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียได้วางลงอยู่ในพระศพ โดยมีของที่ระลึกสองชุดวางไว้บนพระศพตามความต้องการของพระองค์ ขวามือของพระองค์จะมีเสื้อคลุมของเจ้าชายอัลเบิร์ตตัวหนึ่งวางอยู่ ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นเส้นผมของบราวน์วางไว้คู่กับรูปภาพของเขา ข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการอภิเษกสมรสทำให้พระองค์มีพระนามเรียกเล่นๆ อีกอย่างหนึ่งว่า "นางบราวน์"

การปลีกพระองค์อยู่โดดเดี่ยวจากสาธารณชนทำให้ความนิยมในระบอบกษัตริย์เสื่อมถอยลงอย่างมาก และแม้กระทั่งผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวของพวกสนับสนุนการเป็นสาธารณรัฐเพิ่มขึ้นไปด้วย แม้ว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ก็มิได้ทรงมีบทบาทในการปกครองมากเท่าใดนัก ยังคงหลบซ่อนพระองค์อยู่ในพระราชฐานอย่างปราสาทบัลมอรัลในสก็อตแลนด์ หรือ ตำหนักออสบอร์น บนเกาะไวท์ ในขณะนั้นรัฐสภาก็ได้การผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 19 คือ พระราชบัญญัติการปฏิรูปปี พ.ศ. 2410 (Reform Act 1867) ออกมา ลอร์ดพาล์มเมอร์สตันค้ดค้านการปฏิรูปการเลือกตั้งอย่างชนิดหัวชนฝา แต่สมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของเขาหมดลงหลังจากถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2408 ซึ่งเอิร์ลรัสเซลล์ (ซึ่งเป็นลอร์ด จอห์น รัสเซลล์ ในอดีต) ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน จากนั้นก็เป็นลอร์ดดาร์บี้ ซึ่งในสมัยการเป็นนายกรัฐมนตีของเขาก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติการปฏิรูปออกมาเป็นผลสำเร็จ

ปลายพระชนม์ชีพ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2430 สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ก็ได้จัดงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษกในกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์ทรงครองราชสมบัติครบรอบปีที่ห้าสิบในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2430 โดยมีการจัดงานเลี้ยงพระกระยาหารซึ่งกษัตริย์และเจ้าชายจากราชวงศ์ในยุโรป 50 พระองค์ทรงได้รับเชิญมา แม้ว่าพระองค์จะมิทรงตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีการวางแผนไว้อย่างเปิดเผยโดยพวกต่อสู้เพื่ออิสรภาพชาวไอริชที่จะระเบิดมหาวิหารเวสต์มินส์เตอร์ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถเสด็จไปร่วมในงานขอบคุณพระเจ้า การลอบปลงพระชนม์ครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันว่า "The Jubilee Plot" (แผนลอบสังหารในงานกาญจนาภิเษก) วันต่อมาพระองค์ทรงประทับในขบวนเสด็จ ซึ่งมาร์ค ทเวนได้กล่าวไว้ว่า "ทอดยาวไปสุดสายตาตลอดสองข้างฝั่ง" ในช่วงเวลานั้นสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นองค์พระมุขอังกฤษที่เป็นที่นิยมอย่างสูงสุด

พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในงานพระราชพิธีพัชราภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2440

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียก็ต้องทรงอดทนกับสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของวิลเลี่ยม เอวาร์ต แกลดสโตนอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2435 หลังจากพระราชบัญญัติปกครองตนเองของไอร์แลนด์ของเขาไม่ได้รับคะแนนเสียง เขาจึงลาออกไปในปี พ.ศ. 2437 แล้วมีผู้มารับหน้าที่แทนคือ ลอร์ดโรสเบอรี่ ซึ่งสังกัดพรรคเสรีนิยมที่สนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยม แล้วมีผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ ลอร์ดซอลส์เบอรี่ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจวบจนกระทั่งสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2439 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงแซงหน้าสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 ในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระประมุขที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ สก็อตแลนด์ และสหราชอาณาจักร พระองค์จึงทรงประสงค์ให้เลื่อนการเฉลิมฉลองของประชาชนแบบพิเศษต่างๆ ออกไปถึงปี พ.ศ. 2440 พร้อมพระราชพิธีพัชราภิเษกของพระองค์ นายโจเซฟ แชมเบอร์เลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคมได้เสนอว่าพระราชพิธีพัชราภิเษกควรจะจัดให้เป็นการเฉลิมฉลองทั่วจักรวรรดิอังกฤษ

ดังนั้นนายกรัฐมนตรีของอาณานิคมที่ปกครองตนเองต่างๆ พร้อมกับครอบครัวได้รับเชิญให้มาร่วมในงานฉลอง ในขบวนเสด็จที่สมเด็จพระราชินีนาถทรงเข้าร่วมประกอบด้วยกองทหารจากอาณานิคมและดินแดนในปกครองอังกฤษแต่ละแห่ง พร้อมกับทารที่ส่งมาจากเจ้าครองรัฐหรือหัวหน้าดินแดนของอินเดีย (ซึ่งขึ้นกับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย จักรพรรดินีแห่งอินเดีย) การเฉลิมฉลองพระราชพิธีพัชราภิเษกก็ได้เป็นโอกาสที่แสดงถึงความรักอันท่วมท้นอย่างมากต่อสมเด็จพระราชินีนาถในวัย 70 พรรษาเศษ ซึ่งในขณะนั้นได้ประทับอยู่บนรถเข็น

นักประวัติศาสตร์บางคนคิดว่าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงฉลองพระองค์สีขาวในพระราชพิธีพัชราภิเษกเพียงเท่านั้น ถึงแม้จะมิทรงสีดำอย่างที่ทรงฉลองพระองค์มาตลอดเวลาตั้งแต่การสิ้นพระชนม์ของพระราชสวามี

ช่วงปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย สหราชอาณาจักรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามบัวร์ครั้งที่สอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นจากพระองค์ ชิวิตส่วนพระองค์ก็ทรงพบกับความโทมนัสอยู่หลายครั้ง รวมถึงการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสทั้งสองพระองค์คือ เจ้าชายอัลเฟรด ดยุคแห่งแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา (ซึ่งก็คือ ดยุคแห่งเอดินเบอระ) และเจ้าชายเลโอโพลด์ ดยุคแห่งออลบานี และพระราชธิดาคือ เจ้าหญิงอลิซ (ต่อมาคือ แกรนด์ดัชเชสพระชายาแห่งเฮสส์) และพระราชนัดดาสามพระองค์คือ เจ้าชายอัลเบิร์ต วิกเตอร์ ดยุคแห่งคลาเรนซ์ เจ้าชายอัลเฟรดแห่งเอดินเบอระและแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา และเจ้าชายคริสเตียน วิกเตอร์แห่งชเลสวิก-โฮลชไตน์ การปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านพิธีการต่อประชาชนครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2442 เมื่อเสด็จไปในการวางฐานหินสำหรับอาคารหลังใหม่ของพิพิธภัณฑ์เคนซิงตันใต้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต

สวรรคต[แก้]

ตามธรรมเนียมที่ได้ทรงปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่การเป็นหม้าย สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงใช้เวลาในวันคริสต์มาสที่ตำหนักออสบอร์น (เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงออกแบบไว้) อยู่บนเกาะไวท์ พระองค์เสด็จสวรรคตในที่แห่งนั้นด้วยอาการเส้นพระโลหิตแตกในสมองเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2444 สิริพระชนมพรรษา 81 พรรษา ขณะใกล้สวรรคตได้มีพระราชโอรส ซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปและสมเด็จพระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี พระราชนัดดาพระองค์ใหญ่เสด็จมาเฝ้า พระราชโอรสของพระองค์ได้ยกพระศพลงในโลง ซึ่งฉลองพระองค์สีขาวและผ้าคลุมหน้าอภิเษกสมรสอย่างที่มีพระประสงค์เอาไว้ งานพระราชพิธีศพมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และหลังจากตั้งพระศพไว้ให้ประชาชนเคารพเป็นเวลาสองวัน พระศพของพระองค์ถูกฝังลงเคียงข้างเจ้าชายอัลเบิร์ตในสุสานหลวงฟร็อกมอร์ ปราสาทวินด์เซอร์[6] เนื่องจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียมิโปรดงานพิธีศพสีดำ กรุงลอนดอนจึงประดับประดาด้วยระย้าที่เป็นสีม่วงและสีขาว ที่จริงแล้วเมื่อพระศพฝังลงในสุสานหลวงฟร็อกมอร์แล้ว หิมะก็เริ่มตกลงมาทำให้พื้นดินกลายเป็นสีขาว ซึ่งทำให้แนวคิดเรื่องงานพิธีศพของพระองค์สมบูรณ์แบบ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงครองสิริราชสมบัติรวมทั้งสิ้นหกสิบสามปี เจ็ดเดือน สองวัน ซึ่งเป็นรัชกาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ

การสืบราชบัลลังก์[แก้]

เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงสืบราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 การเสด็จสวรรคตของพระองค์ทำให้การปกครองของราชวงศ์ฮาโนเวอร์สิ้นสุดลงในสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ ส่วนสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงอยู่ในราชวงศ์แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ซึ่งสืบทอดมาจากพระชนกคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต

พระราชอิสริยยศ[แก้]

  • พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2380: สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรียแห่งเคนต์ (Her Royal Highness Princess Victoria of Kent)
  • พ.ศ. 2380 - พ.ศ. 2444: สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (Her Majesty The Queen)

และในบางโอกาส นอกสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และเกี่ยวกับประเทศอินเดีย

  • พ.ศ. 2419 - พ.ศ. 2444: สมเด็จพระบรมราชินี-จักรพรรดินีนาถ (Her Imperial Majesty The Queen-Empress)

พระราชโอรสและธิดา[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่ พระราชสันตติวงศ์ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย

มรดกตกทอด[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นพระประมุขสมัยใหม่พระองค์แรกของประเทศอังกฤษ พระประมุของค์ก่อนๆ ทรงเป็นผู้เข้าไปมีบทบาทอย่างแท้จริงในกระบวนการปกครองบ้านเมือง ความต่อเนื่องของการปฏิรูปด้านกฎหมายต่างๆ ทำให้เห็นถึงอำนาจของสภาสามัญเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาขุนนางและสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะบทบาทขององค์ประมุขกลายเป็นสัญลักษณ์มากขึ้น นับตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นต้นมา องค์พระประมุข "ทรงมีสิทธิจะได้รับคำปรึกษา มีสิทธิจะแนะนำ และมีสิทธิจะตักเตือน" ตามคำกล่าวของวอลเตอร์ เบจฮอต นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ

ในฐานะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นทางสัญลักษณ์มากกว่าทางการเมือง มันก็แสดงถึงการมุ่งเน้นอย่างแข็งขันถึงคุณค่าของครอบครัวและศีลธรรมจรรยา ตรงข้ามกับเรื่องอื้อฉาวส่วนบุคคล ทางการเงินหรือทางเพศ ซึ่งได้เกี่ยวข้องกับสมาชิกคนก่อนๆ ในราชวงศ์ฮาโนเวอร์และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมัวหมอง รัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียได้สร้างแนวความคิดในการเป็น"สถานบันพระมหากษัตริย์แบบครัวเรือน"ให้กับประเทศอังกฤษซึ่งชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสามารถร่วมอยู่ได้

ในทางระหว่างประเทศ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นบุคคลที่สำคัญโดดเด่น ไม่ใช่เพียงแค่ภาพพจน์หรืออิทธิพลของอังกฤษอันผ่านทางจักรวรรดิ แต่ยังมาจากความเชื่อมโยงของครอบครัวทั่วทั้งพระราชวงศ์ต่างๆ ในทวีปยุโรป ก็ทำให้มีพระนามเรียกเล่นแบบรักใคร่ว่า "พระอัยยิกาแห่งยุโรป" ตัวอย่างของสภาวะดังกล่าวสามารถเห็นได้จากความจริงที่ว่าพระประมุขสามพระองค์หลักที่ประเทศของพระองค์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในสงครามโลกครั้งที่ 1โดยอยู่คนละฝ่ายเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียหรืออภิเษกสมรสกับหนึ่งในพระราชนัดดาของพระองค์ พระราชโอรสและธิดาแปดในเก้าองค์ทรงอภิเษกสมรสกับสมาชิกในพระราชวงศ์ต่างๆ ของยุโรป ส่วนอีกพระองค์ที่เหลือคือ เจ้าหญิงหลุยส์ ทรงอภิเษกสมรสกับข้าหลวงใหญ่แห่งแคนาดาคนแรก

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นพาหะของโรคเฮโมฟีเลียที่เป็นที่รู้จักพระองค์แรกในเชื้อสายกษัตริย์ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นพาหะได้อย่างไร มันอาจจะเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ของเชื้ออสุจิ เพราะพระชนกของพระองค์มีพระชนมายุห้าสิบสองพรรษาเมื่อทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าดยุคแห่งเคนต์มิใช่พระชนกที่แท้จริงของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และที่จริงเป็นพระธิดาของเซอร์ จอห์น คอนรอย ซึ่งเป็นราชเลขานุการส่วนพระองค์และชู้รักนามกระฉ่อนชาวไอริชของพระชนนี ขณะมีหลักฐานบางอย่างในการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างดัชเชสกับคอนรอย (พระองค์ทรงอ้างกับดยุคแห่งเวลลิงตันว่าทรงเห็นเหตุการณ์ระหว่างทั้งสองด้วยพระองค์เอง) แต่ประวัติทางการแพทย์ของคอนรอยก็ไม่แสดงถึงหลักฐานการเป็นโรคเฮโมฟีเลียในครอบครัวของเขา หรือได้รับเชื้อผ่านมาทางสายผู้ชายในครอบครัวเลย

มันน่าจะเป็นไปได้อย่างมากว่าพระองค์ทรงได้รับโรคเฮโมฟีเลียมาจากพระชนนี แม้ว่าจะไม่พบประวัติการเป็นโรคดังกล่าวในราชวงศ์ของพระชนนี สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียมิได้ทรงเป็นโรคเฮโมฟีเลีย แต่ทรงถ่ายทอดไปยังไปยังเจ้าหญิงอลิซและเจ้าหญิงเบียทริซในฐานะพาหะของโรค และเจ้าชายเลโอโพลด์ทรงได้รับผลกระทบจากโรคนี้อย่างเต็มที่ บุคคลซึ่งรับเคราะห์จากโรคเฮโมฟีเลียอันโด่งดังที่สุดในพระราชสันตติวงศ์ของพระองค์เป็นพระราชปนัดดา พระนามว่า แกรนด์ดยุคอเล็กซิส มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย อย่างไรก็ดี เชื้อสายของโรคเฮโมฟีเลียในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียน่าจะสูญสิ้นไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีสาขาที่เป็นโรคนี้หลงเหลืออยู่ในราชวงศ์สเปน แต่ในปี พ.ศ. 2550 โรคเฮโมฟีเลียยังมิได้เกิดขึ้นมาให้เห็นเลย

ในปี พ.ศ. 2550 องค์พระประมุของค์ปัจจุบันและอดีตพระประมุขในราชวงศ์ต่างๆ ของทวีปยุโรปที่ทรงสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียคือ สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักร (พระราชสวามี) สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งนอร์เวย์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดน สมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสเปน สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งกรีซ (ถูกปลดออกจากราชบัลลังก์) และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งโรมาเนีย (ถูกปลดออกจากราชบัลลังก์) แล้วยังมีผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์แห่งเซอร์เบีย รัสเซีย ปรัสเซียและเยอรมนี แซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา ฮาโนเวอร์ เฮสส์ และบาเดินที่ล้วนเป็นพระราชสันตติวงศ์ของพระองค์ด้วยเช่นกัน

เกร็ดความรู้เล็กน้อย[แก้]

  • 510 บุคคลแรกในรายชื่อของสายลำดับการสืบราชบัลลังก์อังกฤษในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
  • พระเป็นพระอัยยิกาเมื่อพระชนมพรรษา 39 พรรษา และพระปัยยิกาเมื่อพระชนมพรรษา 59 พรรษา
  • พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพยาวนานกว่าพระราชโอรสและธิดาสามในเก้าพระองค์ ในอีกเจ็ดเดือนจะเป็นพระองค์ที่สี่ (คือ เจ้าหญิงวิกตอเรีย พระวรราชกุมารี พระราชธิดาองค์โต ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยมะเร็งในกระดูกสันหลังเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2444 สิริพระชนมายุ 60 พรรษา)
  • พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพยาวนานกว่าพระราชนัดดาสิบเอ็ดในสี่สิบสองพระองค์
  • พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพยาวนานกว่าพระราชปนัดดาสามในแปดสิบแปดพระองค์
  • ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 มีพระราชปนัดดาซึ่งยังทรงพระชนม์ชีพพระองค์สุดท้ายของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย คือ เค้านท์ คาร์ล โยฮัน เบอร์นาด็อต (ประสูติ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2459 ขณะนี้มีพระชนมายุ 93 พรรษา)
  • สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นพระราชินีนาถแห่งแคนาดาพระองค์แรกโดยทางพฤตินัย ดินแดนในปกครองแห่งแคนาดา (The Dominion of Canada) ได้สถาปนาขึ้นมาในช่วงรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทำให้เป็นพระประมุขแห่งแคนาดาพระองค์แรก
  • สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเป็นพระราชินีนาถแห่งออสเตรเลียพระองค์แรกในทางพฤตินัยจากการรวมตัวเป็นสหพันธรัฐเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2444 จนกระทั่งถึงการเสด็จสวรรคตของพระองค์ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2444
  • การกระทำสิ่งแรกหลังจากเสวยราชสมบัติแล้วคือ การย้ายพระแท่นบรรทมออกจากห้องของพระชนนี
  • ในทุกวันเป็นเวลาสี่สิบปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายพระราชสวามี สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงรับสั่งให้วางฉลองพระองค์ต่างๆ ของเจ้าชายใหม่ทุกครั้งบนพระแท่นบรรทมในห้องชุดของพระองค์ที่ปราสาทวินด์เซอร์
  • สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเริ่มประเพณีการสวมชุดสีขาวของเจ้าสาวในวันแต่งงาน ก่อนหน้าการอภิเษกสมรสของพระองค์ เจ้าสาวจะใส่ชุดที่สวยที่สุดโดยไม่มีสีที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ
  • ในปี พ.ศ. 2403 พระองค์เป็นพระประมุขอังกฤษพระองค์แรกที่ทรงฉายพระรูป โดยช่างภาพคือ โจเบซ เอ็ดวิน มายาล
  • พระองค์ทรงแซงหน้าสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 พระอัยกาธิราชในฐานะที่เป็นพระประมุขอังกฤษซึ่งมีพระชนม์ชีพยืนยาวที่สุดเมื่อมีพระชนมพรรษา 81 พรรษา 240 วันเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2444 เพียงสามวันก่อนการเสด็จสวรรคต
  • พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพสามในสี่ส่วนเป็นสมเด็จพระราชินีนาถ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดของประมุขอังกฤษพระองค์ใดๆ นับแต่การคืนสู่ระบอบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2103
  • เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามีทรงนำต้นคริสต์มาสเข้ายังราชสำนักและก็ไม่ช้าได้กลายเป็นต้นแบบนำไปใช้แก่พสกนิกรของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
  • พระองค์ทรงถนัดพระหัตถ์ซ้ายและทรงได้ถ่ายทอดพันธุกรรมการถนัดมือซ้ายไปสู่พระราชสันตติวงศ์อีกหลายพระองค์ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ พระมหากษัตริย์ในอนาคตอีกด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. The Life and Times of Queen Victoria by Dorothy Marshall, p. 16.
  2. The Life and Times of Victoria by Dorothy Marshall, p. 60.
  3. Ibid.
  4. Ibid, p. 76.
  5. อนุสรณ์แห่งรักบันลือโลก 24 มิ.ย. 50 - 17:09 ไทยรัฐ
  6. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ VICTORIA

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 2leftarrow.png UK Arms 1837.svg
สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักร
(ราชวงศ์ฮาโนเวอร์)

(20 มิถุนายน ค.ศ. 183722 มกราคม ค.ศ. 1901)
2rightarrow.png สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล 2leftarrow.png Star-of-India-gold-centre.svg
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย
(1 พฤษภาคม ค.ศ. 187622 มกราคม ค.ศ. 1901)
2rightarrow.png ว่าง