พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย
Friedrich Zweite Alt.jpg

พระปรมาภิไธย พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์ปรัสเซีย
ราชวงศ์ โฮเฮนซอลเลิร์น
ระยะครองราชย์ 1740 - 1786
รัชกาลก่อนหน้า พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย
รัชกาลถัดไป พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 แห่งปรัสเซีย
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 24 มกราคม 1712
สวรรคต 17 สิงหาคม 1786
พระราชบิดา พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย
พระราชมารดา โซฟี โดโรเทอาแห่งฮันโนเวอร์ สมเด็จพระราชินีแห่งปรัสเซีย
พระอัครมเหสี เจ้าหญิงอลิสซาเบ็ธคริสทีนแห่งบรันสวิค-บาเวิร์น

พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 (เยอรมัน: Friedrich II) หรือพระเจ้าฟรีดริชมหาราช (24 มกราคม ค.ศ. 1712 - 17 สิงหาคม ค.ศ. 1786) เป็นพระมหากษัตริย์ปรัสเซียในราชวงศ์โฮเฮนซอลเลิร์น ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1740 ถึงปี ค.ศ. 1786 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สามและพระองค์สุดท้ายของราชอาณาจักรปรัสเซีย[1] นอกจากนั้นก็ทรงดำรงตำแหน่งผู้คัดเลือกแห่งบรันเดนบูร์กในพระนามว่า “ฟรีดริชที่ 4” ต่อมาพระองค์ทรงได้รับพระนามว่า “พระเจ้าฟรีดริชมหาราช” และมีพระนามเล่นว่า “เจ้าฟริทซ์แก่” (der alte Fritz)

พระเจ้าฟรีดริชทรงมีความสนพระทัยทางศิลปะตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์และทรงพยายามหนีจาการควบคุมจากพระบิดาครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 พระราชบิดาทรงเข้มงวดจนได้รับสมญานามว่า “กษัตริย์ทหาร” เมื่อยังทรงพระเยาว์ฟรีดริชทรงถูกบังคับให้ดูการประหารชีวิตอย่างทารุณของพระสหายที่ทรงรู้จักกันมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในปีแรกทรงโจมตีราชอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการีและยึดครองบริเวณไซลีเซีย ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโปแลนด์ปัจจุบันซึ่งเป็นดินแดนยึดครองที่มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานในการขยายดินแดนของปรัสเซียและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ราชอาณาจักรปรัสเซีย ในบั้นปลายของชีวิตพระเจ้าฟรีดริชทรงรวมอาณาจักรต่าง ๆ ที่เคยเป็นราชรัฐเล็กของปรัสเซียเข้าด้วยกันรวมทั้งดินแดนที่ทรงได้มาจากการแบ่งแยกโปแลนด์

พระเจ้าฟรีดริชทรงเป็นผู้สนับสนุนการปกครองระบบที่มีพื้นฐานมาจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงภูมิธรรม ทรงติดต่อสื่อสารกับวอลแตร์ นักปรัชญาเป็นเวลาราวห้าสิบปี และมีความสนิทสนมกันมากแต่ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งโดยตลอด พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ๆ คือการปรับปรุงระบบการบริหารราชการและข้าราชการ และยังทรงสนับสนุนเสรีภาพของการนับถือศาสนา ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินและนักปรัชญา เมื่อสิ้นพระชนม์ร่างของพระองค์ถูกฝังอยู่ที่พระราชวังที่โปรดปรานที่วังซองส์ซูซิที่เมืองพอทสดัม เมื่อสิ้นพระชนม์ บัลลังก์ตกไปเป็นของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 พระราชนัดดาเพราะพระองค์เองไม่มีพระราชโอรส ฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 เป็นพระโอรสของเจ้าชายเอากุสท์ วิลเฮล์มแห่งปรัสเซีย พระอนุชาของพระเจ้าฟรีดริชเอง

เบื้องต้น[แก้]

พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ทรงพระราชสมภพที่กรุงเบอร์ลิน เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซียและพระนางโซฟี โดโรเทอา ในฐานะที่ทรงเป็น “กษัตริย์ทหาร” พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มทรงเสริมสร้างกองกำลังทัพปรัสเซียที่แข็งแกร่ง พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ที่เข้มงวดและอารมณ์ร้าย กล่าวกันว่าบางครั้งจะทรงใช้ไม้เท้าตีคนหรือทรงเตะสตรีตามถนน แต่พระชายามีพระอัทธยาศัยตรงกันข้าม ทรงมีกิริยาดีและเป็นผู้มีการศึกษาดี พระบิดาของพระนางโซฟี โดโรเทอาคือเจ้าชายเกออร์ก ผู้คัดเลือกแห่งฮันโนเวอร์และเป็นรัชทายาทของสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์แห่งบริเตนใหญ่ ต่อมาเมื่อพระราชินีนาถแอนน์สิ้นพระชนม์ เจ้าชายจอร์จก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งบริเตนใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1714

การเกิดของฟรีดริชเป็นที่ชื่นชมของพระอัยยิกาเพราะพระนัดดาสององค์แรกสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระเจ้าฟรีดริช วิลเลียมมีพระประสงค์ให้พระโอรสและธิดาได้รับการศึกษาอย่างคนสามัญ พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 จึงทรงได้รับการศึกษาจากมาดามมงท์เบลล์สตรีชาวฝรั่งเศสผู้ที่ต่อมาเป็นมาดามเดอโรคูล และฟรีดริชที่ 2 เองก็มีพระประสงค์ให้การศึกษาต่อพระโอรสและธิดาของพระองค์เองในอนาคต มาดามเดอโรคูลเป็นอูเกอโน (Huguenots) หรือชาวฝรั่งเศสผู้ที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งอาจจะทำให้มีอิทธิพลต่อฟรีดริชในการเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละบุคคลในการนับถือศาสนาก็ได้ ขณะที่ทรงศึกษาเล่าเรียนทรงเรียนภาษาฝรั่งเศสพร้อมกับภาษาเยอรมัน

พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มทรงศึกษามาในทางลัทธิคาลวิน แต่ทรงมีความระแวงว่ามิได้เป็นผู้ได้รับเลือกจริง และเพื่อเป็นการเลี่ยงปัญหาของความรู้สึกนั้น จึงทรงสั่งมิให้สอนพระโอรสเกี่ยวกับแนวคิดเทวลิขิต พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 เอง ไม่ทรงเคร่งครัดเรื่องศาสนาแต่ทรงนับถือลัทธิคาลวิน แม้ว่าจะขัดกับพระประสงค์ของพระบิดาก็ตาม แต่ไม่เป็นที่ทราบที่ทรงทำเช่นนั้นเป็นการทำเพื่อประท้วงพระราชบิดาหรือเป็นการที่มีความศรัทธาด้วยพระทัยจริงของพระองค์เอง [2]

มกุฎราชกุมาร[แก้]

ในปี ค.ศ. 1730 พระราชินีโซเฟีย โดโรเธียพยายามจัดงานแต่งงานคู่ระหว่างฟรีดริชกับเจ้าหญิงอมิเลีย โซเฟียแห่งบริเตนใหญ่ และวิลเฮ็ลมมินาแห่งเบย์รึธพระขนิษฐากับเจ้าชายเฟรดริค เจ้าชายแห่งเวลส์พระธิดาและโอรสในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งบริเตนใหญ่ แต่นายพลฟรีดริช ไฮน์ริช ฟอน เซ็คเค็นดอร์ฟ[1] (Friedrich Heinrich von Seckendorff) ราชทูตของออสเตรียประจำเบอร์ลินมีความระแวงในการพยายามเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรปรัสเซียและราชอาณาจักรบริเตนใหญ่จึงติดสินบนนายพลฟอนกรุมบเคาว์ (Field Marshal von Grumbkow) มุขมนตรีกระทรวงสงครามของปรัสเซีย และเบ็นจามิน ไรเค็นบาคราชทูตปรัสเซียประจำลอนดอน สองคนนี้จึงสร้างสถานะการณ์ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงระหว่างสองราชสำนัก ซึ่งทำให้พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 ทรงตั้งข้อเรียกร้องที่ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ไม่สามารถทำตามได้ เช่นปรัสเซียต้องการผนวกแคว้นจูลิชเหนือเมืองโคโลญในปัจจุบันและแคว้นเบิร์กทางตะวันออกเฉียงเหนือของโคโลญในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลทำให้ข้อเสนอในการแต่งงานระหว่างสองราชวงศ์เป็นอันล้มเหลวลงไป[3]

พระเจ้าฟรีดริชทรงมีความใกล้ชิดกับเจ้าหญิงวิลเฮ็ลมมินาพระขนิษฐาและทรงให้ความสนิทสนมด้วยจนต่อมาตลอดพระชนมายุ เมื่อพระเจ้าฟรีดริชมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาทรงมีความใกล้ชิดกับปีเตอร์ คาร์ล คริสตอล์ฟ คีธ เด็กรับใช้ของพระบิดา อายุราว 13 ปี เจ้าหญิงวิลเฮ็ลมมินาทรงบันทึกไว้ว่าสองคนสนิทสนมกันจนแยกจากกันแทบไม่ได้ และทรงกล่าวว่าคีธเป็นเด็กฉลาดเฉลียวแต่ไร้การศึกษา และรับใช้พระอนุชาด้วยความจงรักภักดีโดยการบอกกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่พระบิดาทรงทำ[4]

เมื่อฟรีดริชมีพระชนมายุได้ 18 พรรษาก็ทรงวางแผนหนีไปราชอาณาจักรบริเตนใหญ่พร้อมกับฮันส์ เฮอร์มันน์ ฟอน แคท[2] (Hans Hermann von Katte) และนายทหารรุ่นเล็กสองสามคน แต่เมื่อไปกันเกือบถึงมานไฮม์ โรเบิร์ต คีธพี่ชายของปีเตอร์ คีธเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างหนักถึงแผนการหนีจึงพยายามขอพระราชทานอภัยโทษจากพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1730[5] ฟรีดริชและแคทจึงถูกจับขังคุกที่คึสตริน และเพราะทั้งสองคนเป็นนายทหารที่พยายามหนีราชการจากราชอาณาจักรปรัสเซียไปราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มจึงถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นขบถต่อแผ่นดิน และทรงขู่ว่าจะประหารชีวิตฟรีดริช และทรงคิดที่จะบังคับให้ฟรีดริชสละความเป็นมงกุฏราชกุมารให้พระอนุชาเจ้าชายออกัสตัส วิลเลียม แห่งปรัสเซีย แต่การกระทำทั้งสองนี้อย่างเป็นการยากที่จะเสนอและได้รับกการอนุมัติจากสภาไรค์สตากแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[6] พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มจึงทรงตัดสินประหารชีวิตฮันส์ เฮอร์มันน์ ฟอน แคท โดยบังคับให้ฟรีดริชเฝ้าดูการตัดแบ่งร่างของ แคทเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1730

พระเจ้าฟรีดริชทรงได้รับพระราชทานพระอภัยโทษและถูกปล่อยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนและถูกปลดจากตำแหน่งทางทหาร[7] แทนที่จะกลับไปเบอร์ลินฟรีดริชตัดสินใจอยู่ที่คึสตรินต่อ และเริ่มศึกษาทางการปกครองและการบริหารการสงครามอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับกระทรวงการสงครามและอสังหาริมทรัพย์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ความขัดแย้งระหว่างพระราชบิดาและพระองค์เองค่อยผ่อนคลายลงเมื่อพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มเสด็จมาคึสตรินในปีต่อมา ฟรีดริชได้รับอนุญาตให้กลับไปเบอร์ลินเมื่อพระขนิษฐาเจ้าหญิงวิลเฮ็ลมมินาทรงเสกสมรสกับมาร์กราฟฟรีดริชแห่งบรันเด็นเบิร์ก-เบย์รึธแห่งนครรัฐเบย์รึธเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1731 หลังจากนั้นก็ทรงได้รับการอนุญาตให้กลับมาอยู่เบอร์ลินเป็นการถาวรเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732

พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มทรงมีความประสงค์จะให้ฟรีดริชแต่งงานกับแกรนด์ดัชเชสอลิสซาเบ็ธแห่งเม็คเล็นเบิร์ก-ชเวริน พระนัดดาของจักรพรรดินีแอนนาแห่งรัสเซียแต่แผนการถูกคัดค้านโดยเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย ฟรีดริชทรงเสนอการแต่งงานระหว่างพระองค์เองกับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการสละการเป็นมงกุฏราชกุมารของปรัสเซีย แต่เจ้าชายยูจีนกลับทรงชักจูงพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มให้เห็นควรว่าการแต่งงานระหว่างฟรีดริชกับอลิสซาเบ็ธคริสทีนแห่งราชวงศ์บรันสวิค-บาเวิร์น ผู้เป็นญาติทางราชวงศ์แฮ็บสเบิร์กผู้นับถือโปรเตสแตนต์จะเหมาะสมกว่า[8] เมื่อพระเจ้าฟรีดริชทรงทราบถึงข้อเสนอนี้ก็ทรงบรรยายในจดหมายถึงพระขนิษฐาว่า “ความรักและความเป็นมิตรระหว่างเราสองไม่มีทางเป็นไปได้”[4] และทรงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ก็ทรงเข้าพิธีเสกสมรสเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1733 หลังจากเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1740 ฟรีดริชก็ทรงกีดกันมิให้อลิสซาเบ็ธเข้าเฝ้าในราชสำนักที่พอทสดัม และทรงจัดให้อลิสซาเบ็ธอยู่ประทับที่วังเชินเฮาสเซ็น (Schönhausen Palace) ที่เบอร์ลิน และห้องชุดที่วังเบอร์ลิน (Berliner Stadtschloss) และมอบตำแหน่ง “เจ้าชายแห่งปรัสเซีย” ให้แก่พระอนุชาเจ้าชายออกัสตัส วิลเลียม แห่งปรัสเซีย ถึงแม้ว่าฟรีดริชจะทรงปฏิบัติเช่นนี้ต่ออลิสซาเบ็ธ อลิสซาเบ็ธก็ยังทรงมีความจงรักภักดีต่อพระองค์[9]

หลังจากกลับมาเบอร์ลินพระเจ้าฟรีดริชก็ได้รับตำแหน่งทางทหารแห่งกองทัพปรัสเซียกลับในฐานะพันเอกของกองโกลซ์ (Regiment von der Goltz) ประจำการอยู่ใกล้ๆ เนาเอินและนอยรุพพินในแคว้นบรันเด็นเบิร์ก เมื่อปรัสเซียส่งทหารไปช่วยออสเตรียระหว่างสงครามสืบราชบัลลังก์โปแลนด์ (War of the Polish Succession) พระเจ้าฟรีดริชทรงศึกษาการยุทธศาสตร์กับเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอยระหว่างการสู้รบกับฝรั่งเศสบนฝั่งแม่น้ำไรน์[10] ระหว่างสงครามพระเจ้าฟรีดริช วิลเลียมทรงอ่อนแอลงเพราะโรคข้อต่ออักเสบ ทรงยกปราสาทไรน์สเบิร์กเหนือเมืองนอยรุพพินให้ฟรีดริช ไรน์สเบิร์กกลายเป็นที่พบปะของนักดนตรี, นักแสดง, และศิลปิน ฟรีดริชใช้เวลาอ่านหนังสือ ดูละคร เขียนและเล่นดนตรี และมักจะกล่าวถึงระยะเวลานี้ว่าเป็นระยะเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ฟรีดริชทรงก่อตั้ง “กลุ่มเบยาร์ด” (Bayard Order) เพื่อถกเถียงเรื่องการยุทธศาสตร์กันกับเพื่อน โดยมักจะมีไฮน์ริค เอากุสต์ เดลา มอท โฟค (Heinrich August de la Motte Fouqué) เป็นประธานในการประชุม

งานเขียนของนิโคโล มาเคียเวลลี (Niccolò Machiavelli) เช่นเรื่อง “เจ้าชาย” (The Prince) เป็นงานที่ใช้เป็นแนวทางในการปกครองของพระมหากษัตริย์ในสมัยของฟรีดริช แต่ในปี ค.ศ. 1739 ฟรีดริชเขียน “ปฏิปักษ์ต่อมาเคียเวลลี” (Anti-Machiavel) — ซึ่งเป็นทฤษฏีการปกครองที่ตรงกันข้ามกับการสอนของมาเคียเวลลี หนังสือถูกพิมพ์โดยไม่บอกชื่อผู้ประพันธ์เมื่อปี ค.ศ. 1740 วอลแตร์นำไปเผยแพร่ที่อัมสเตอร์ดัมและได้รับความนิยมเป็นอันมาก[11] ชีวิตของฟรีดริชที่อุทิศให้ศิลปะมาจบลงเมื่อพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มสิ้นพระชนม์

เป็นกษัตริย์[แก้]

การขยายตัวของบรันเด็นเบิร์ก-ปรัสเซีย (ค.ศ. 1600-1795)
“การโจมตีของกองทหารปรัสเซีย” ใน ศึกโฮเฮนฟรีดเบิร์ก (Battle of Hohenfriedberg) โดย คาร์ล เริคลิง (Carl Röchling)
ศึกรอสบาค (Battle of Rossbach) ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ของพระเจ้าฟรีดริช

ก่อนที่พระเจ้าฟรีดริชจะขึ้นครองราชย์นักปรัชญาชอง เลอ รองด์ ดาแลมแบร์ต (Jean le Rond d'Alembert) กล่าวกับพระองค์ว่า “นักปรัชญาและนักการศึกษาทั้งแผ่นดินต่างพากันเฝ้ามองพระองค์ เพราะเห็นว่าพระองค์จะเป็นผู้นำในการปกครองตามแผนของพวกเขา” แต่ปรัชญาการปกครองแตกต่างกับความเป็นจริงของสถานะการณ์ทางการเมือง เมื่อพระเจ้าฟรีดริชขึ้นครองราชย์ในฐานะ “พระมหากษัตริย์แห่งปรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 1740 ปรัสเซียประกอบด้วยแคว้นเล็กแคว้นน้อยรวมทั้งแคว้นคลีฟส์, แคว้นมาร์ค, และเรเวนสเบิร์กทางตะวันตกของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์; แคว้นบรันเด็นเบิร์ก, แคว้นวอร์พอมเมิร์น, และ ฟาร์เทอร์พอมเมอราเนียทางตะวันออกของอาณาจักร; และอดีตแคว้นปรัสเซียนอกอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ใกล้พรมแดนของจักรภพโปแลนด์-ลิธูเอเนีย ทรงใช้พระนามว่า “พระเจ้าแผ่นดินในปรัสเซีย” เพราะเป็นดินแดนที่เป็นของปรัสเซียทางประวัติศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ. 1772 จึงทรงประกาศพระองค์เองได้ว่าเป็น “พระเจ้าแผ่นดินแห่งปรัสเซีย” เมื่อทรงรวมแคว้นต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรปรัสเซีย

สงคราม[แก้]

จุดประสงค์ของพระเจ้าฟรีดริชคือการปรับปรุงและรวมแคว้นต่างๆ ที่อยู่คนละทิศละทางของปรัสเซียเข้าด้วยกัน แต่ข้าศึกที่สำคัญที่สุดของพระองค์คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย ผู้เป็นผู้ปกครองดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรปในฐานะพระ จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1806 พระเจ้าฟรีดริชทรงสร้างปรัสเซียให้เป็นมหาอำนาจที่ใหญ่เป็นลำดับที่ห้าของยุโรปจากเงินจำนวนไม่มากนักในพระคลังที่พระราชบิดาสะสมไว้

พระเจ้าฟรีดริชทรงหมายตาบริเวณไซลีเซียซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโปแลนด์ในปัจจุบัน จึงไม่ทรงยอมลงนามใน “กฎการสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย ” (Pragmatic Sanction of 1713) ซึ่งเป็นกฤษฏีกาที่ออกโดยสมเด็จพระจักรพรรดิชาร์ลที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่ระบุให้มาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียพระราชธิดามีสิทธิในการสืบราชสมบัติออสเตรียต่อจากพระองค์ นอกจากนั้นฟรีดริชก็ยังทรงกังวลว่าพระเจ้าออกัสตัสที่ 3 แห่งโปแลนด์และอีเล็คเตอร์แห่งแซ็กโซนีว่าจะเข้ามาเป็นพันธมิตรกับไซลีเซีย จึงทรงรุกรานไซลีเซียในปีเดียวกันกับที่ทรงขึ้นครองราชย์ โดยทรงใช้ข้ออ้างจากสนธิสัญญา ที่ค่อนข้างเงื่อมงำจากปี ค.ศ. 1537 ระหว่างราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์นและราชวงศ์ไพอาสต์ แห่งบรเซ็กซึ่งระบุว่าส่วนหนึ่งของไซลีเซียจะกลับมาเป็นของแคว้นบรันเด็นเบิร์กถ้าราชวงศ์ไพอาสสิ้นสุดลง สงครามไซลีเซียครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1740 ถึงปี ค.ศ. 1742 เป็นการริเริ่มสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) ระหว่างปี ค.ศ. 1740 ถึงปี ค.ศ. 1748 พระเจ้าฟรีดริชได้รับชัยชนะต่อบริเวณไซลีเซียยกเว้นบริเวณไซลีเซียของออสเตรีย ออสเตรียพยายามยึดไซลีเซียคืนใน สงครามไซลีเซียครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1744 ถึงปี ค.ศ. 1745 แต่ไม่สำเร็จ พระเจ้าฟรีดริชทรงบังคับให้ออสเตรียปฏิบัติตามสัญญาสงบศึกเดิมของสงครามไซลีเซียครั้งที่ 1 การยึดดินแดนไซลีเซียทำให้ปรัสเซียขยายอำนาจการปกครองในบริเวณ แม่น้ำโอเดอร์

ในปี ค.ศ. 1756 ราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งออสเตรีย และ ราชวงศ์บูร์บองแห่งฝรั่งเศสซึ่งแต่เดิมเคยเป็นศัตรูกันหันมาเป็นพันธมิตรกันตาม “การปฏิรูปการทูต” (Diplomatic Revolution) เพื่อต่อต้านพระเจ้าฟรีดริชผู้ที่ตัดสินใจรุกรานก่อน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1756 กองทัพของพระองค์ก็ข้ามพรมแดนและรุกรานราชอาณาจักรแซ็กโซนี ซึ่งเป็นการเริ่มสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) ระหว่างปี ค.ศ. 1756 ถึงปี ค.ศ. 1763 ในสงครามนั้นพระเจ้าฟรีดริชทรงต้องต่อสู้กับพันธมิตรออสเตรีย, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, แซ็กโซนี และสวีเดน ส่วนพันธมิตรของพระองค์ก็มีเพียงอังกฤษและแคว้นฮาโนเวอร์ แต่ก็ทรงสามารถรักษาปรัสเซียไว้ได้แม้จะถูกรุกรานบ่อยครั้ง การสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของสมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งรัสเซียซึ่งเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์ของราชวงศ์บรันเด็นเบิร์ก” ทำให้พันธมิตรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปรัสเซียสลายตัวลง พระเจ้าฟรีดริชจึงทรงสามารถรักษาดินแดนไซลีเซียไว้ได้แต่มิได้ได้ดินแดนเพิ่มเติมจากสนธิสัญญาฮูเบอร์ทัสเบิร์ก (Treaty of Hubertusburg) ความสามารถที่ทรงรักษาไซลีเซียไว้ได้จากสงครามสองครั้งทำให้พระเจ้าฟรีดริชกลายเป็นวีรบุรุษทั่วดินแดนที่พูดภาษาเยอรมัน

เมื่อมีพระชนมายุมากขึ้นก็ทรงเข้าทำสงครามสืบราชบัลลังก์บาวาเรีย (War of the Bavarian Succession) ซึ่งเป็นสงครามย่อย ในปี ค.ศ. 1778 ซึ่งทรงยุติความพยายามของออสเตรียที่จะแลกเปลี่ยนเนเธอร์แลนด์ของออสเตรียกับบาวาเรีย เมื่อสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พยายามทำเช่นนั้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1784 พระเจ้าฟรีดริชทรงก่อตั้ง “แนวร่วมผู้ครองเยอรมัน” (Fürstenbund) และทรงถือพระองค์ว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติภาพของชาวเยอรมันซึ่งตรงกันข้ามกับภาพพจน์สมัยต้นเมื่อทรงเป็นผู้รุกรานแฮ็บสเบิร์ก

พระเจ้าฟรีดริชมักจะทรงนำกองทัพด้วยพระองค์เอง ม้าที่ทรงใช้ในการศึกต่างๆ ถูกยิงตายไปด้วยกันทั้งสิ้นหกตัว เป็นที่ชื่นชมกันว่าทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ผู้มีอัจฉริยะที่สุดโดยเฉพาะการใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “oblique order” ศึกที่เด่นที่สุดที่ทรงได้รับชัยชนะในสนามรบก็ได้แก่ “ศึกโฮเฮ็นฟรีดเบิร์ก”, “ศึกรอสบาค” และ “ศึกลูเท็น” แต่ที่สำคัญกว่าความสามารถทางยุทธวิธีคือการที่ทรงสามารถป้องกันการรวมตัวกันของประเทศที่มีอำนาจมากกว่าไม่ให้สามารถรุกรานและยึดอาณาจักรปรัสเซียได้สำเร็จ

ผู้ที่ซาบซึ้งในความสำคัญของพระองค์ทางด้านนี้มากที่สุดก็คือสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศสผู้ซึ่งถือว่าพระเจ้าฟรีดริชเป็นผู้มีอัจฉริยะที่สุดในทางการใช้ยุทธวิธีในประวัติศาสตร์[12] หลังจากที่จักรพรรดินโปเลียนทรงได้รับชัยชนะเมื่อ ค.ศ. 1807 ก็เสด็จไปเยี่ยมอนุสรณ์ของพระเจ้าฟรีดริชที่พอทสดัมและทรงกล่าวกับนายทหารของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลาย, ถ้าผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ข้าพเจ้าก็ไม่มายืนอยู่ที่นี่”[13]

การแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่หนี่ง[แก้]

จักรภพโปแลนด์-ลิธูเอเนียหลังการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่หนี่งเมื่อปี ค.ศ. 1772

เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 2 แห่งรัสเซียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1762 หลังจากที่ทรงสั่งสังหารพระสวามีพระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 แคทเธอรีนทรงเป็นปฏิปักษ์เต็มตัวต่อปรัสเซียขณะที่พระเจ้าฟรีดริชก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันต่อรัสเซีย และทรงเดินทัพข้ามพรมแดนจักรภพโปแลนด์-ลิธูเอเนียระหว่างสงครามเจ็ดปีโดยไม่มีการต่อต้าน แม้ว่าประมุขทั้งสองพระองค์จะไม่ลงรอยกันแต่ก็ได้ทรงลงนามในสัญญาพันธมิตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1764 ซึ่งประกันการยึดครองของปรัสเซียในไซลีเซียเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับความสนับสนุนของปรัสเซียต่อรัสเซียในการต่อสู้กับจักรวรรดิออตโตมัน ผู้ที่พระราชินีนาถแคทเธอรีนหมายจะให้เป็นผู้ครองโปแลนด์คือสตานิสสลอว์ เอากุสต์ โปเนียเทาสกี (Stanisław August Poniatowski) ผู้ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์โปแลนด์ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

พระเจ้าฟรีดริชทรงมีความกังวลเมื่อพระราชินีนาถแคทเธอรีนทรงมีบทบาทสำคัญต่อการประชุมรัฐสภาเร็พนิม (Repnin Sejm) เมื่อปี ค.ศ. 1767 ผลจากการประชุมมีความกระทบกระเทือนต่อออสเตรียและจักรวรรดิออตโตมัน เมื่อสงครามรัสเซีย-ตุรกี (Russo-Turkish War) ระหว่างปี ค.ศ. 1768 ถึงปี ค.ศ. 1774 เกิดขึ้นพระเจ้าฟรีดริชทรงหนุนหลังพระราชินีนาถแคทเธอรีน--แต่ด้วยความไม่เต็มใจ--เป็นจำนวนเงิน 300,000 รูเบิลเพราะไม่ทรงต้องการให้รัสเซียมีความแข็งแกร่งขึ้นจากการยึดครองดินแดนของจักรวรรดิออตโตมัน นอกจากนั้นก็ยังทรง กลับไปเป็นพันธมิตรกับจักรพรรดิโจเซฟและเว็นเซล อันทอน กราฟ คอนิทซ์อัครเสนาบดีออสเตรีย ราวปี ค.ศ. 1731 พระเจ้าฟรีดริชทรงส่งพระราชสารถึงนายพลดูบิสลาฟ โนมาร์ ฟอน แน็ทซเมอร์แห่งปรัสเซีย เสนอการผนวกดินแดนปรัสเซียโปแลนด์เพื่อสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้นให้แก่ทางตะวันออกของราชอาณาจักรปรัสเซีย[14]

ระหว่างฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1770 ถึงปี ค.ศ. 1771 เจ้าชายเฮนรีพระอนุชาของพระเจ้าฟรีดริชทรงไปประจำที่ราชสำนักปรัสเซียที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในฐานะผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าฟรีดริช เมื่อออสเตรียผนวกเมืองสิบสามเมืองในบริเวณเซ็พส์ (Szepes) เมื่อปี ค.ศ. 1769 พระราชินีนาถแคทเธอรีนและนายพลไอวาน เชอร์นิชยอฟที่ปรึกษาประจำพระองค์ทรงแนะนำกับเจ้าชายเฮนรีว่าปรัสเซียก็ควรจะผนวกดินแดนบางส่วนของโปแลนด์เช่นบริเวณวาร์เมีย (Warmia) เพื่อเป็นการตอบโต้ เมื่อทรงทราบข้อเสนอของพระราชินีนาถแคทเธอรีนจากพระอนุชาพระเจ้าฟรีดริชก็ทรงเสนอการแบ่งแยกดินแดนบริเวณริมพรมแดนของโปแลนด์ระหว่างออสเตรีย, ปรัสเซีย และรัสเซีย คอนิทซ์นายกรัฐมนตรีออสเตรียเสนอโต้มาว่าปรัสเซียควรผนวกดินแดนของโปแลนด์และคืนดินแดนไซลีเซียที่พระเจ้าฟรีดริชยึดไป แต่ไม่ทรงยอมรับข้อเสนอนั้น

หลังจากที่รัสเซียยึดครองแคว้นต่างๆ ในบริเวณแม่น้ำดานูบแล้ว เจ้าชายเฮนรีก็ทรงแนะนำพระเจ้าฟรีดริชและจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ว่าการสร้างความสมดุลทางอำนาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าแบ่งแยกจักรภพโปแลนด์-ลิธูเอเนียออกเป็นสามส่วนแทนที่จะให้รัสเซียยึดดินแดนของออตโตมัน ในการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1772 พระเจ้าฟรีดริชทรงยึดดินแดนของโปแลนด์ส่วนที่เรียกว่า “ปรัสเซียหลวง” (Royal Prussia) เกือบทั้งหมดซึ่งรวมเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 20,000 ตารางไมล์พร้อมกับประชากร 600,000 คนซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดในสามส่วนที่แบ่งแยก[15] แต่ดินแดนใหม่ทางตะวันตกที่ได้รับมาเป็นบริเวณที่รวมปรัสเซียตะวันออกกับบรันเด็นเบิร์กและฮินเทอร์พอมเมิร์นซึ่งทำให้ปรัสเซียมีอำนาจการปกครองบริเวณปากแม่น้ำวิสทูรา แม้กระนั้นมาเรียเทรีซาก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแบ่งแยกครั้งนี้ จนพระเจ้าฟรีดริชทรงกล่าวเยาะว่า “ทรงกันแสงแต่ก็ทรงฉวย”[16]

เมื่อได้ดินแดนใหม่มาแล้วพระเจ้าฟรีดริชก็ทรงปรับปรุงระบบโครงสร้างต่างๆ ทางการบริหารรัฐบาล ระบบการบริหารและกฎหมายของโปแลนด์ก็ถูกแทนที่โดยระบบของปรัสเซีย การปรับปรุงรวมไปถึงระบบการศึกษาโดยการสร้างโรงเรียน 750 โรงเรียนระหว่างปี ค.ศ. 1772 ถึงปี ค.ศ. 1775[17] ครูที่สอนก็มีทั้งโปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิก และยังสนับสนุนให้ครูและนักบริหารพูดได้ทั้งภาษาเยอรมันและโปลิช นอกจากนั้นพระเจ้าฟรีดริชก็ยังทรงตั้งนโยบายให้ผู้สืบราชบัลลังก์ปรัสเซียเรียนภาษาโปลิชด้วย นโยบายซึ่งได้ทำต่อกันมาในราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์นมาจนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิพระเจ้าฟรีดริชที่ 3เมื่อทรงตัดสินใจไม่ให้พระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2เรียน[17]

แม้พระเจ้าฟรีดริชจะทรงปรับปรุงสิ่งต่างๆในดินแดนใหม่ แต่กระนั้นก็ยังทรงดูแคลนประชาชนในดินแดนที่ทรงยึดครองโดยเฉพาะกับเจ้าผู้ครองนครของโปแลนด์ (“szlachta”) และทรงบันทึกว่าโปแลนด์มี “รัฐบาลที่แย่ที่สุดในยุโรปนอกไปจากรัฐบาลออตโตมัน”[16] ทรงถือว่าปรัสเซียตะวันตกเป็นดินแดนที่ไม่มีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับอาณานิคมแคนาดาภายใต้การปกครองของอังกฤษ[18] และทรงเปรียบเทียบชาวโปแลนด์อย่างดูแคลนว่าเป็นชาว “อิโรคอยส์” ซึ่งเป็นชาวอเมริกันอินเดียนเผ่าหนึ่ง[16] ในจดหมายถึงเจ้าชายเฮนรีพระเจ้าฟรีดริชทรงกล่าวว่า ในการได้ดินแดนมานั้นก็มีประโยชน์ทั้งทางการเมืองและทางการเงิน แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่อิจฉาเมื่อใครถามเมื่อไปเยี่ยมทางตะวันตกของปรัสเซีย ก็จะตอบว่าสิ่งที่เห็นที่ปรัสเซียตะวันตกก็มีเพียงต้นสน, ทุ่งและชาวยิว แต่จะอย่างไรก็ตามก็ยังทรงกล่าวว่าเป็นดินแดนยังมีอะไรที่จะต้องปรับปรุงอีกมากเพราะเป็นดินแดนที่ไม่มีระบบ ไม่มีแผนและสภาพบ้านเมืองก็เป็นที่น่าสมเพช[19] พระเจ้าฟรีดริชทรงเชิญชาวเยอรมันเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อปรับปรุงดินแดนต่างๆ ทึ่ปรัสเซียเข้ายึดครอง[17] เจ้าหน้าที่เยอรมันเองก็ดูถูกดูแคลนชาวโปแลนด์[18] พระเจ้าฟรีดริชมีพระสหายเป็นชาวโปแลนด์บ้างเช่นอิกนาซี คราซิคิ ซึ่งทรงขอให้สถาปนามหาวิหารเซนต์เฮดจวิกในปี ค.ศ. 1773

การปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย[แก้]

พระเจ้าฟรีดริชมหาราช

พระเจ้าฟรีดริชทรงเปลี่ยนสภาพปรัสเซียจากประเทศที่ล้าหลังมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและการเมืองที่มั่นคง การยึดดินแดนไซลีเซียเป็นการเพิ่มดินแดนที่มีวัตถุดิบสำหรับการอุตสาหกรรมให้แก่ปรัสเซีย ทรงปกป้องการอุตสาหกรรมด้วยการตั้งภาษีที่สูงและส่งเสริมระบบการค้าภายใน ทรงขุดคลองรวมทั้งคลองระหว่างแม่น้ำวิสทูราและโอเดอร์, ที่ใดที่เป็นที่หนองก็ทรงสั่งให้ถมและแปรสภาพเพื่อให้เป็นที่ทำการเพาะปลูกได้, ทรงส่งเสริมให้มีการปลูกพืชพันธ์ใหม่เช่นมันฝรั่งและหัวเทอร์นิพเป็นต้น[3]

พระเจ้าฟรีดริชทรงเห็นว่าการแปรสภาพที่ดินที่เคยเป็นหนองมาก่อนบริเวณโอเดอร์ว่าเป็นดินแดนที่ได้มาอย่างสันติภาพ[18] ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสพระเจ้าฟรีดริชทรงจัดระบบการเก็บ “ภาษีอากรทางอ้อม” (indirect taxes) เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกไปจากภาษีทางตรง พระเจ้าฟรีดริชทรงจ้างโยฮันน์ เอิร์นส ก็อทซเคาว์สกีเพื่อส่งเสริมโฆษณาทางการค้าและเพื่อแข่งกับฝรั่งเศสรวมทั้งการเพิ่มลูกจ้างโรงงานทำไหมขึ้นเป็น 1,500 คน นอกจากนั้นยังทรงทำตามคำแนะนำในการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ และการจำกัดการนำสินค้าเข้า ในปี ค.ศ. 1763 เมื่อก็อทซเคาว์สกีล้มละลายระหว่างสมัยเศรษฐกิจล้มเหลวของยุโรปที่เริ่มที่อัมสเตอร์ดัม พระเจ้าฟรีดริชทรงซื้อโรงงานเครื่องกระเบื้อง KPM ของก็อทซเคาว์สกีแต่ไม่ทรงยอมซึ้อภาพเขียน

ในรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริชผลของสงครามเจ็ดปีและการได้ดินแดนไซลีเซียมีผลต่อการเศรษฐกิจของปรัสเซีย การหมุนเวียนของเงินที่ลดค่าลงทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น เพื่อการวางค่าของเงินใหม่ทรงเสนอกฤษฏีกาการผลิตเหรียญกษาปณ์ปี ค.ศ. 1763 ซึ่งทำให้ค่าของเงินคงตัวขึ้นและเป็นที่ยอมรับกันในการจ่ายค่าภาษีให้เท่ากับค่าของเงินก่อนสงคราม วิธีการปฏิรูปค่าของเงินของพระเจ้าฟรีดริชมีผลให้ประมุขของยุโรปต่างๆ หันมาใช้วิธีของพระองค์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศของตนเอง ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการขาดแคลนเงินสำเร็จรูป[20]

พระเจ้าฟรีดริชทรงปรับปรุงระบบราชการซึ่งจนกระทั่งปี ค.ศ. 1760 เป็นหน้าที่ของอาดัม ลุดวิก ฟอน บลูเม็นทอลรัฐมนตรีกระทรวงการสงครามและเศรษฐกิจ โยฮาคิมผู้เป็นหลานรับหน้าที่ต่อมาและเป็นรัฐมนตรีตลอดรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริชและต่อมา ระบบการศึกษาของปรัสเซียถือกันว่าเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในยุโรป นอกจากนั้นยังทรงสั่งยกเลิกการลงโทษโดยการทรมาน

เสรีนิยมในการนับถือศาสนา[แก้]

โดยทั่วไปพระเจ้าฟริดริคทรงสนับสนุนเสรีนิยมในการนับถือศาสนารวมทั้งการอนุญาตให้พระเยซูอิดเป็นครูในไซลีเซีย, วาร์เมีย, และเน็ทซ์หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 14ทรงสั่งหยุดยั้งลัทธินี้ พระเจ้าฟริดริคทรงมีความสนพระทัยในความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นครูเยซูอิด, ประชาชนอูเกอโนท์, พ่อค้าชาวยิว, นายธนาคาร และโดยเฉพาะผู้ที่มาจากสเปน มีพระประสงค์ที่จะผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไปปรับปรุงบริเวณต่างในปรัสเซียในสาขาที่ทรงเห็นว่าควรจะปรับปรุง แม้พระเจ้าฟริดริคทรงมีความสามารถในทางปฏิบัติแต่ไม่ทรงอยู่เหนือความมีอคติที่ทรงมีต่อประชาชนบางกลุ่ม เช่นที่เห็นได้จากงานเขียน “Testament politique” ว่า:

“ข้าพเจ้าเห็นว่าเรามีชาวยิวอยู่กันในเมืองมากเกินไป ชาวยิวเหล่านี้เป็นที่ต้องการในบริเวณพรมแดนเพราะบริเวณเหล่านั้นฮิบรูเท่านั้นที่ทำการค้าขายได้ ในทันที่ชาวยิวย้ายจากชายแดน, ชาวยิวก็ไม่มีประโยชน์, อยู่กันเป็นก๊ก, ติดต่อการค้าขายกันด้วยเล่ห์กลต่างๆ ซึ่งเป็นผลเสียต่อชาวเมืองผู้นับถือศาสนาคริสต์และพ่อค้า ข้าพเจ้าไม่เคยลงโทษผู้ใดจากกลุ่มนี้หรือกลุ่มอื่นๆ; แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อที่จะไม่ให้จำนวนประชากรกลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขี้น”[21]

ชาวยิวบริเวณพรมแดนโปแลนด์จึงมีอาชีพในการทำมาค้าขายโดยได้รับความคุ้มครองและการสนับสนุนจากพระเจ้าฟริดริคและประชาชนปรัสเซีย ความสำเร็จในการรวมชาวยิวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยพระเจ้าฟริดริคจะเห็นได้จากบทบาทของเกอร์ซัน ฟอน ไบลคเรอเดอร์, นายธนาคารชาวยิวในการสนับสนุนทางการเงินให้แก่ออตโต ฟอน บิสมาร์คเพื่อช่วยในการรวมตัวของจักรวรรดิเยอรมัน[22]

การสนับสนุนเสรีนิยมในการนับถือศาสนาของพระเจ้าฟริดริคอาจจะมีเหตุผลนอกเหนือไปจากเหตุผลทางปรัชญา แต่เป็นผลทางการเมืองเพื่อความก้าวหน้าของปรัสเซีย เพราะขณะที่ยุโรปยังจำได้ถึงการรุกรานของจักรวรรดิออตโตมันในคริสต์ศตวรรษที่ 17, พระเจ้าฟริดริคทรงกล่าวว่า “ศาสนาทุกศาสนาเท่าเทียมกันและดี และตราบเท่าที่ปฏิบัติโดยผู้มีความซื่อตรงและโดยผู้ที่ต้องการเพิ่มดินแดน, ไม่ว่าจะเป็นชาวตุรกี หรือชนนอกศาสนา, เราจะสร้างสุเหร่าและวัดให้”[23]

สถาปัตยกรรม[แก้]

ด้านใต้หรือด้านสวนและ “corps de logis” ของวังวังซองส์ซูซิ

พระเจ้าฟรีดริชทรงสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ หลายแห่งในกรุงเบอร์ลินซึ่งส่วนใหญ่ยังคงตั้งอยู่ในปัจจุบัน เช่นโรงอุปรากรเบอร์ลิน, หอสมุดหลวง (ปัจจุบันเป็นหอสมุดแห่งรัฐเบอร์ลิน), มหาวิหารเซนต์เฮ็จวิก และวังเจ้าชายเฮ็นรี (ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยฮัมโบลท์แห่งเบอร์ลิน) แต่พระองค์ทรงชอบใช้เวลาที่พระราชวังฤดูร้อนที่พอทสดัมมากกว่า ซึ่งเป็นที่ทรงสร้างวังซองส์ซูซิซึ่งเป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรมโรโคโคแบบทางเหนือของเยอรมัน “Sanssouci” แปลมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า “ไกลกังวล” เป็นที่ที่ทรงใช้หลบพระองค์จากสังคม

ดนตรี, ศิลปะ และการศึกษา[แก้]

“ดนตรีขลุ่ยที่วังซองส์ซูซิ” โดยเอดอลฟ ฟอน เม็นเซล (Adolph von Menzel), ค.ศ. 1852, แสดงพระเจ้าฟรีดริชทรงฟลุตในห้องดนตรีที่วังซองส์ซูซิ

พระเจ้าฟรีดริชทรงเป็นนักขลุ่ยที่มีพรสวรรค์ ทรงเขียนดนตรีโซนาตาทั้งหมดราวร้อยชิ้นสำหรับฟลุตและซิมโฟนีอีกสี่ชิ้น กล่าวกันว่าทรงเขียน “การเดินสวนสนามของโฮเฮ็นฟรีดเบิร์ก” (Hohenfriedberger Marsch) ด้วยพระองค์เองเพื่อฉลองชัยชนะจาก “ศึกโฮเฮ็นฟรีดเบิร์ก” ในสงครามไซลีเซียครั้งที่ 2 นักดนตรีประจำราชสำนักก็มี คาร์ล ฟิลลิป เอ็มมานูเอล บาค (Carl Philip Emmanuel Bach), โยฮันน์ โยฮาคิม ควันทซ์ และฟรันซ์ เบร็นดา (Franz Benda) หลังจากโยฮันน์ เซบาสเตียน บาคเข้าเฝ้าพระเจ้าฟรีดริชเมื่อปี ค.ศ. 1747 ที่พอทสดัมก็กลับมาเขียน “ดนตรีเทิดทูน” (The Musical Offering)

พระเจ้าฟรีดริชเป็นพระเจ้าแผ่นดินนักปรัชญาเช่นเดียวกับจักรพรรดิมาร์คัส ออเรลิอัสแห่งจักรวรรดิโรมัน ทรงเป็นสมาชิกของสมาคม Freemasons ในปี ค.ศ. 1738 ซึ่งเป็นเวลาใกล้กับยุคภูมิปัญญา และทรงมีความชื่นชมในตัวนักคิดวอลแตร์ผู้ที่ทรงมีการติดต่อด้วยเกือบตลอดชีวิต

พระเจ้าฟรีดริชทรงเชิญให้ โจเซฟ หลุยส์ ลากรานจ์ (Joseph-Louis Lagrange) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์มาทำงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์ปรัสเซียต่อจากเล็นนาร์ด อูเลอร์ (Leonhard Euler) นักเขียนนักปรัชญาคนอื่นๆ ต่างก็สนใจในราชสำนักของปรัสเซียเช่น ฟรานเชสโก อัลการอตตี (Francesco Algarotti), ชอง-แบ็พทิสต์ เดอ โบแยร์, มาค์ควิสแห่งอาจองส์ (Jean-Baptiste de Boyer, Marquis d'Argens), จูเลียง โอฟเฟรย์ เดอ ลา เมท์ทรี (Julien Offray de La Mettrie) และปิแอร์ หลุยส์ โมเปอร์ทุยส์ (Pierre Louis Maupertuis) อิมมานูเอิล คานท์พิมพ์งานเขียนทางศาสนาที่เบอร์ลินซึ่งเป็นงานที่พิมพ์ที่อื่นในยุโรปไม่ได้เพราะจะถูกสั่งห้าม

นอกจากภาษาเยอรมันซึ่งเป็นภาษาแม่แล้วพระเจ้าฟรีดริชยังทรงพูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส และ อิตาเลียนได้ด้วย นอกจากนั้นยังทรงเข้าใจภาษาละติน, ภาษากรีกทั้งสมัยโบราณและสมัยใหม่ และภาษาฮิบรู แต่ทางวัฒนธรรมโปรดวัฒนธรรมฝรั่งเศส และไม่โปรดภาษาเยอรมันซึ่งรวมไปทั้งวรรณคดีและวัฒนธรรมของเยอรมันด้วย ทรงอธิบายกับนักเขียนชาวเยอรมันว่าการเขียนภาษาเยอรมันเต็มไปด้วยการใช้ “วงเล็บซ้อนวงเล็บ, และมักจะพบคำกิริยาตอนล่างสุดของหน้าซึ่งทั้งประโยคต้องขึ้นอยู่กับคำนั้น”[24] คำวิจารณ์ของพระองค์ทำให้นักเขียนเยอรมันพยายามสร้างความประทับใจให้พระองค์โดยการเขียนวรรณกรรมในภาษาเยอรมันเพื่อพิสูจน์คุณค่าของภาษา นักรัฐศาสตร์หลายคนรวมทั้งไฮนริช ฟรีดริช คาร์ล ไรคสฟรายแฮร์ ฟอน และ ซุม ชไตน์ (Heinrich Friedrich Karl Reichsfreiherr vom und zum Stein) ได้รับแรงบันดาลใจจากความสามารถในการเป็นรัฐบุรุษของพระเจ้าฟรีดริช โยฮันน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเทเขียนสดุดีพระเจ้าฟรีดริชระหว่างที่ไปเยี่ยมสตราสเบิร์กว่า:

“Well we had not much to say in favour of the constitution of the Reich; we admitted that it consisted entirely of lawful misuses, but it rose therefore the higher over the present French constitution which is operating in a maze of lawful misuses, whose government displays its energies in the wrong places and therefore has to face the challenge that a thorough change in the state of affairs is widely prophesied. In contrast when we looked towards the north, from there shone Friedrich, the Pole Star, around whom Germany, Europe, even the world seemed to turn…”[25]

รสนิยมทางเพศ[แก้]

พระเจ้าฟรีดริชมหาราช

นักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าพระเจ้าฟรีดริชอาจจะทรงเป็นผู้รักเพศเดียวกัน, ผู้รักทั้งสองเพศ หรือ ผู้ละเว้นจากการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (celibacy) แต่ที่ทราบแน่นอนคือไม่ทรงมีความสนใจในพระชายา และความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับฮันส์ เฮอร์มันน์ ฟอน แคทเป็นที่สันนิษฐานกันโดยทั่วไปในราชสำนักปรัสเซียว่าเป็นความสัมพันธ์ในทางโรแมนติค

เมื่อฟรีดริชยังทรงพระเยาว์ทรงได้รับการเลี้ยงอย่างทารุณโดยพระราชบิดาที่ทรงทำการลงโทษหรือดูแคลนพระองค์ต่อหน้าธารกำนัล เมื่อพระชนม์มายุได้ 18 พรรษาก็ไม่อาจจะทรงทนได้ต่อไปจึงได้ทรงวางแผนหนีไปอังกฤษกับแคท พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มทรงมีความสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสองคนอยู่แล้วเมื่อทราบแผนการหนีจึงทรงจับทั้งสองคนและสั่งให้ประหารชีวิตแคทนอกหน้าต่างคุกของฟรีดริช ฟรีดริชได้แต่กรรแสงและส่งจูบให้แคทและทรงขอโทษ แต่แคทตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องขอโทษกระหม่อมหรอกพะย่ะค่ะ” และกล่าวว่ายอมถวายชีวิตต่อพระองค์ด้วยความยินดี กล่าวแล้วแคทก็คุกเข่าลงให้ลงโทษ ฟรีดริชทรงสิ้นพระสติและเพ้อไปสองวันหลังจากนั้น[26].

หลังจากที่แคทเสียชีวิตพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มก็บังคับให้ฟรีดริชเสกสมรสกับเจ้าหญิงอลิสซาเบ็ธคริสทีนแห่งบรันสวิค-บาเวิร์น เมื่อพระเจ้าฟรีดริช วิลเลียมสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 1740 ฟรีดริชก็แยกจากพระชายา แต่ก็มิได้เกลียดผู้หญิงเพราะทรงมีความสัมพันธ์กับสตรีสองคนเมื่อยังทรงอายุได้ไม่มาก และทรงมีความสนิทสนมกับพระขนิษฐา แต่กระนั้นฟรีดริชก็เกือบจะไม่มีอะไรผูกพันกับพระชายาและไม่ทรงพอพระทัยในการแต่งงานทางการเมืองซึ่งทรงถือว่าเป็นการแทรกแซงของออสเตรียซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1701 ฟรีดริชและอลิสซาเบ็ธคริสทีนไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน เมื่อพระชนมายุมากขึ้นเสด็จไปเยี่ยมพระชายาอย่างเป็นทางการปีละครั้ง[27].

นอกจากการออกศึกแล้วพระเจ้าฟรีดริชก็ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ที่วังซองส์ซูซิที่พอทสดัมซึ่งเป็นวังที่โปรดปรานที่สุดที่สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1745 ถึงปี ค.ศ. 1747 เพื่อเป็นที่สำหรับความสำราญส่วนพระองค์ ในบริเวณวังมีวัดเฟร็นดชิพซี่งเป็นที่สำหรับสิ่งยั่วยวนสำหรับผู้รักเพศเดียวกันของกรีกโบราณ การตกแต่งรวมทั้งภาพของเทพโอเรสเทสและเทพไพลาเดสผู้เป็นเทพที่มีความสนิทสนมกับเทพโอเรสเทส และเทพอื่นๆ [28].

วังซองส์ซูซิเป็นที่ประทับที่พระเจ้าฟรีดริชทรงใช้รับรองแขกพิเศษส่วนพระองค์โดยเฉพาะวอลแตร์ผู้ที่ทรงขอให้มาอยู่กับพระองค์ในฐานะคนรักเมื่อปี ค.ศ. 1750 พระเจ้าฟรีดริชทรงติดต่อกับวอลแตร์เป็นเวลาถึง 50 ปีด้วยความสัมพันธ์ทั้งทางปัญญาและทางเพศ แต่ความสัมพันธ์เมื่อพบกันมักจะเป็นความสัมพันธ์ที่รุนแรงเต็มไปด้วยการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง วอลแตร์เกลียดความเป็นทหารของพระเจ้าฟรีดริช และพระเจ้าฟรีดริชผู้ที่วอลแตร์บรรยายว่าเป็น “lovable whore” ก็ไม่ชอบวิธีที่วอลแตร์ชอบพูดจาแทะเล็มแล้วถอย การโจมตีของวอลแตร์ต่อพระสหายนักเขียนคนหนึ่งของพระเจ้าฟรีดริชทำให้วอลแตร์ไม่เป็นที่ต้อนรับในปรัสเซีย เมื่อวอลแตร์กลับมาถึงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1753 ก็พิมพ์หนังสือโดยไม่ออกนามชื่อ “ชีวิตส่วนพระองค์ของกษัตริย์ปรัสเซีย” ซึ่งเปิดเผยความเป็นผู้รักร่วมเพศของฟรีดริชและผู้รักร่วมเพศคนอื่นๆ ในราชสำนักปรัสเซีย พระเจ้าฟรีดริชก็ไม่ทรงตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ไม่นานหลังจากนั้นวอลแตร์และพระเจ้าฟรีดริชก็กลับคืนดีกันตามเดิมและเขียนจดหมายติดต่อกันตามที่เคยทำมา แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้พบปะกันอีกหลังจากนั้น[29]

เมื่อพระชนมายุมากขึ้นพระเจ้าฟรีดริชก็ยิ่งทรงกลายเป็นคนสันโดษมากขึ้น หลังจากที่ผู้ที่ใกล้ชิดเสียชีวิตกันไปหมด พระเจ้าฟรีดริชสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 74 พรรษาหลังจากที่ประชวรเป็นเวลานาน ในบั้นปลายทรงมีเค้านทชาวอิตาเลียนซึ่งทรงให้รางวัลโดยการแต่งตั้งให้เป็นทูต[30]

นักประวัติศาสตร์บางคนไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานทางรสนิยมทางเพศที่กล่าวมาโดยกล่าวว่างานเขียนของพระองค์แสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อพระองค์มากกว่าผู้หญิง ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส Dieudonné Thiébault[ต้องการอ้างอิง] ประกาศว่าพระเจ้าฟรีดริชมีสนมอยู่ที่นอยรูพิน โยฮันน์ จอร์จ ฟอน ซิมเมอร์มันนายแพทย์ประจำพระองค์อ้างว่าทรงกระจายข่าวลือว่าทรงเป็นผู้รักเพศเดียวกันเพื่อมิให้ประชาชนทราบว่าอวัยวะทางเพศของพระองค์ได้รับความเสียหายจากการผ่าตัดที่ช่วยให้พระองค์รอดชีวิตจากกามโรค[31] นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ คลาร์คสรุปว่า “เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ - และไม่จำเป็น - ที่จะต้องสร้างประวัติทางการเพศของพระองค์; พระองค์อาจจะไม่ทรงมีความสัมพันธ์ทางเพศไม่ว่ากับใครและเพศใดหลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์, หรืออาจจะก่อนหน้านั้นก็ได้ แต่ถ้าไม่ทรงทำ, ก็ทรงพูด; บทสนทนาของข้าราชสำนักปรัสเซียก็มักจะเต็มไปด้วยความยั่วยวนทางความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน”[32]

บั้นปลาย[แก้]

หลุมศพของพระเจ้าฟรีดริชวังซองซูซี

ในบั้นปลายของชีวิตพระเจ้าฟรีดริชกลายเป็นผู้อยู่อย่างสันโดษมากขึ้น ในแวดวงพระสหายที่ซองซูซีก็เสียชีวิตกันไปแต่ก็มิได้ทรงหาใครแทน และเมื่อมีพระชนมายุมากขึ้นก็ยิ่งทรงมองเห็นข้อเสียของระบบต่างๆ มากขึ้นซึ่งทำให้เสนาบดีและผู้รับใช้มีความอัดอั้นตันใจ ประชาชนชาวเบอร์ลินก็จะพากันมาชื่นชมถวายพระพรเมื่อเสด็จออกไปชนบท แต่พระเจ้าฟรีดริชก็มิได้มีความยินดียินร้ายกับความรู้สึกชื่นชมของประสกนิกรเท่าใดนัก ทรงหันมาให้ความสนใจต่อสุนัขเกรย์ฮาวนด์ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงแทนที่[33] และทรงเรียกสุนัขของพระองค์เป็นการล้อเลียนว่าเป็น “มาควิสเดอ ปองปาดูร์” ของพระองค์ ซึ่งถอดมาจากมาดาม เดอ ปองปาดูร์[34] พระเจ้าฟรีดริชสิ้นพระชนม์บนพระเก้าอี้ในห้องทรงพระอักษรที่วังซองส์ซูซีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1786

พระเจ้าฟรีดริชมีพระประสงค์ที่จะให้ฝังร่างของพระองค์ใกล้กับสุนัขเกรย์ฮาวนด์บนเนินไร่องุ่นภายในบริเวณวังซองส์ซูซี แต่พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2พระนัดดากลับทรงสั่งให้ตั้งไว้ใกล้กับที่เก็บพระศพของพระราชบิดาที่วัดที่พอทสดัมแทนที่ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2แท่นที่ฝังพระศพของทั้งพระเจ้าฟรีดริช และพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 ถูกย้ายไปไว้ในหลุมหลบภัยใต้ดิน และต่อมาในเหมืองใต้ดินใกล้เมืองเบิร์นโรดเพื่อป้องกันจากการถูกระเบิด ในปี ค.ศ. 1945 กองทัพสหรัฐย้ายพระศพไปวัดอลิสซาเบ็ธที่มาร์เบิร์ก และต่อมาที่ปราสาทโฮเฮนโซลเลิร์นใกล้เมืองเฮ็คคิงเง็น หลังจากการรวมตัวระหว่างเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก ร่างของพระเจ้าฟรีดริชก็ถูกไปฝังที่มอโซเลียมไคเซอร์ฟรีดริชในเชิร์ชออฟพีสที่วังซองส์ซูซี

ในโอกาสครบรอบสองร้อยห้าปีของการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าฟรีดริชก็มีการถกเถียงกันอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ถึงความเหมาะสมว่าควรจะจัดเป็นงานของประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะในการที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีส่วนก่อสงครามหลายครั้งและทรงมาถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทั้งโดยนาซีเยอรมนีและโดยประเทศเยอรมนีตะวันออกต่อมา แต่ถึงจะมีการประท้วงบ้างแต่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1991 โลงพระศพของพระเจ้าฟรีดริชคลุมด้วยธงปรัสเซียพร้อมด้วยกองทหารเกียรติยศก็ได้ตั้งให้ประชาชนเข้าถวายการสักการะที่วังซองส์ซูซี ตกกลางคืน ร่างของพระองค์ก็ถูกนำไปฝังบนเนินไร่องุ่นภายในบริเวณวังซองซูซีตามพระราชประสงค์สุดท้ายโดยปราศจากพิธีรีตองและภายในเวลากลางคืน -- “... Im übrigen will ich, was meine Person anbetrifft, in Sans Souci beigesetzt werden, ohne Prunk, ohne Pomp und bei Nacht...” (ค.ศ. 1757)

มรดก[แก้]

อนุสาวรีย์ของพระเจ้าฟรีดริชที่อุนเตอร์เด็นลินเด็น, เบอร์ลิน

พระเจ้าฟรีดริชเป็นรัฐบุรุษของเยอรมนีและทางตอนเหนือของยุโรปผู้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อความคิดทางชาตินิยมแบบโรแมนติคเป็นที่นิยมกันในเยอรมนีพระเจ้าฟรีดริชก็เป็นที่ชื่นชมของของนักชาตินิยม ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 พระเจ้าฟรีดริชก็ถูกกล่าวว่าเป็นผู้มาก่อนการสร้างความแข็งแกร่งทางทหารของเยอรมนีและปรัสเซียซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของ ออตโต ฟอน บิสมาร์คในการรวมตัวของจักรวรรดิเยอรมัน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการขยายอำนาจของเยอรมนีระหว่างก่อนหน้าและสงครามโลกครั้งที่สอง

พระองค์ไม่ทรงเหมือนพระมหากษัตริย์ในสมัยเดียวกันเพราะไม่ทรงเชื่อในทฤษฎีที่ว่าอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็น “อำนาจจากพระเจ้าในการเป็นกษัตริย์” Divine Right of Kings ซึ่งเป็นทฤษฎีสนับสนุนอำนาจสูงสุดของพระเจ้าแผ่นดิน และไม่ทรงนิยมเสื้อผ้าสมัยนิยมของฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ. 1750 ถึงปี ค.ศ. 1795 ที่ออกไปทางหรูหราเกินเลย แต่มักจะทรงเครื่องแบบทหารเก่าๆ แทนที่ ทรงเชื่อว่ามงกุฏเป็นหมวกที่กันฝนไม่ได้ และทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็น “คนรับใช้หมายเลขหนึ่งของรัฐ” แต่จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ทรงเรียกพระเจ้าฟรีดริชว่า “the evil man in Sans Souci” สงครามกับออสเตรียทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อ่อนแอลงแต่กลับเพิ่มดินแดนและความมีหน้ามีตาให้แก่ปรัสเซียซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการการรวมตัวของเยอรมนีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยบิสมาร์ค พระเจ้าฟรีดริชเป็นทั้งนักปรัชญาผู้ปราดเปรื่องและขณะเดียวกันก็เป็นนักการทหารที่ไม่มีความปราณี พระเจ้าฟรีดริชทรงเป็นผู้ที่ทำให้ราชอาณาจักรปรัสเซียซึ่งเดิมเป็นอาณาจักรที่ไม่มีความสำคัญเท่าใดให้กลายมาเป็นมหาอำนาจหนึ่งของยุโรปโดยการปฏิรูป, สงครามและการยึดดินแดนจากโปแลนด์

ทอมัส แบบบิงตัน มาคอเลย์ (Thomas Babington Macaulay, 1st Baron Macaulay) กวีชาวอังกฤษกล่าวถึงพระเจ้าฟรีดริชว่า:

“ถ้าพระองค์ไม่ทรงได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่เท่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช, จูเลียส ซีซาร์ หรือ นโปเลียนมหาราช, ถ้าในสนามรบพระองค์ไม่ทรงได้รับความพอใจในความสำเร็จเท่าจอห์น เชอร์ชิลล์, ดยุ้คแห่งมาร์ลเบรอที่ 1 และดยุคแห่งเวลลิงตัน, แต่พระองค์ก็ทรงให้ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ของความสามารถและการแก้ปัญหาที่เป็นผลในการสร้างอำนาจสูงสุดในสถานะการณ์ที่ไม่เป็นใจที่สุดทีไม่มีใครที่จะสามารถเปรียบเทียบได้”[35]

บรรพบุรุษ[แก้]

ฟรีดริช วิลเฮล์ม
อีเล็คเตอร์แห่งบรานเดนบวร์ก
 
หลุยส์ เฮ็นเรียตแห่งออเรนจ์-นาซอ
 
 
เอิร์นเนสต์ ออกัสตัส
อีเล็คเตอร์แห่งบรันสวิค-เลินเบิร์ก
 
โซเฟีย
แห่งฮาโนเวอร์
 
 
จอร์จ วิลเลียม
ดยุ้คแห่งบรันสวิค-เลินเบิร์ก
 
เอเลเนอร์ เดสเมียร์ โดลบรูส
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฟรีดริช ที่ 1
แห่งปรัสเซีย
 
 
 
โซเฟีย ชาร์ลอต
แห่งฮาโนเวอร์
 
 
 
จอร์จที่ 1
แห่งบริเตนใหญ่
 
 
 
โซเฟีย โดโรเธีย
แห่งเซลล์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โซเฟีย โดโรเธีย
แห่งฮาโนเวอร์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย
ก่อนหน้า พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ถัดไป
พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 2leftarrow.png สมเด็จพระราชาแห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย
(พ.ศ. 2283 - พ.ศ. 2329)
2rightarrow.png พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1


อ้างอิง[แก้]

  1. Frederick was the third and last "King in Prussia"; beginning in 1772 he used the title "King of Prussia"
  2. MacDonogh, p. 35
  3. Reiners, p. 33
  4. 4.0 4.1 Crompton
  5. MacDonogh, p. 63
  6. Reiners, p. 41
  7. Reiners, p. 52
  8. Reiners, p. 63
  9. Reiners, p. 69
  10. Reiners, p. 71
  11. MacDonogh, p. 125
  12. Koch, p. 126
  13. Koch, p. 160
  14. MacDonogh, p. 78
  15. Reiners, p.250
  16. 16.0 16.1 16.2 Ritter, p. 192
  17. 17.0 17.1 17.2 Koch, p. 136
  18. 18.0 18.1 18.2 David Blackbourn. "Conquests from Barbarism": Interpreting Land Reclamation in 18th Century Prussia. Harvard University. Accessed 24 May 2006
  19. MacDonogh, p. 363
  20. W. O. Henderson. Studies in the economic policy of Frederich the Great. Cass. London, 1963.
  21. MacDonogh, p. 347
  22. Stern, p. 19
  23. In the heart of Berlin's history (from the Hertie School of Governance website. Retrieved 13 October 2007)
  24. MacDonogh, p. 370
  25. Koch, p. 138
  26. N. Mitford, Frederick the Great, New York, 1970
  27. L. Reiners, Friedrich the Great, New York, 1960
  28. J.D. Steakley, Sodomy in Enlightenment Prussia, Journal of Homosexuality, 16, 1/2 (1988): 163-175
  29. S.W. Henderson, Friedrich the Great of Prussia: A Homophile Perspectice, Gai Saber,1,1 (1977): 46-54.
  30. Sean Henry in Who's who in Lesbian and Gay History, (Ed Wotherspoon and Aldrich), London, 1990.
  31. Snyder, pp. 132-136
  32. Clark, p. 188
  33. Ritter, p. 200
  34. MacDonogh, p. 366
  35. Essay on Frederic the Great, Essays vol. 5 (1866) Hurd and Houghton

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Asprey, Robert B. (1986). Frederick the Great: the Magnificent Enigma. New York: Ticknor & Fields, 326. ISBN 0-89919-352-8. Also published by the History Book Club with a foreword by Dennis E Showalter and an ISBN 0 965 067937 [1]
  • Clark, Christopher (2006). Iron Kingdom: The Rise and Downfall of Prussia 1600–1947. Cambridge: * Belknap Press of Harvard, 776. ISBN 0-674-02385-4.
  • Crompton, Louis (2003). Homosexuality and Civilization. Cambridge: Belknap Press of Harvard. ISBN 0-674-01197-X.
  • Hubatsch, Walther (1975). Frederick the Great of Prussia: Absolutism and Administration. London: Thames and Hudson, 302.
  • Koch, H. W. (1978). A History of Prussia. New York: Barnes & Noble Books, 326. ISBN 0-88029-158-3.
  • Lavisse, Ernest; translated from French by Mary Bushnell Coleman (1892). The Youth of Frederick the Great. Chicago: S.C. Griggs and Company.
  • MacDonogh, Giles (2001). Frederick the Great: A Life in Deed and Letters. New York: St. Martin's Griffin, 436. ISBN 0-312-27266-9.
  • Mitford, Nancy (1970). Frederick the Great. London: Hamish Hamilton, 264. ISBN 0-14-003653-9.
  • Reiners, Ludwig; Translated and adapted from the German by Lawrence P. R. Wilson (1960). Frederick the Great, a Biography. New York: G. P. Putnam & Sons, 304.
  • Ritter, Gerhard (1974). Frederick the Great: A Historical Profile. Berkeley: University of California Press, 207. ISBN 0-520-02775-2.
  • Snyder, Louis (1971). Frederick the Great. Englewood Cliffs: Prentice-Hall, 182. ISBN 0-13-330605-4.
  • Stern, Fritz (1979). Gold and Iron: Bismarck, Bleichröder, and the Building of the German Empire. New York: Vintage Books, 620. ISBN 0-394-74034-3.


  1. Detail taken from a copy of Magnificent Enigma published by History Book Club in 1999 (USA)