ข้ามไปเนื้อหา

แมคดอนเนลล์ดักลาส F-15E สไตรค์อีเกิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล)
F-15E สไตรค์อีเกิล
F-15E ทอ.สหรัฐในตะวันออกกลาง
ข้อมูลทั่วไป
ประเภทขับไล่พหุภารกิจและโจมตีภาคพื้น
ชาติกำเนิด สหรัฐ
บริษัทผู้ผลิตแมคดอนเนลล์ดักลาส (1985–1997)
โบอิง (1997–2017)
สถานะประจำการอยู่
ผู้ใช้งานหลักกองทัพอากาศสหรัฐ
จำนวนที่ผลิต435 ลำ (F-15E/I/S/K/SG)[N 1]
ประวัติ
สร้างเมื่อ1985–2017
เริ่มใช้งาน1988[2][3]
30 กันยายน 1989 (IOC)[4]
เที่ยวบินแรก11 ธันวาคม 1986; 39 ปีก่อน (1986-12-11)
พัฒนาจากF-15 อีเกิล
พัฒนาเป็นF-15EX อีเกิลทู

แมคดอนเนลล์ดักลาส F-15E สไตรค์อีเกิล (McDonnell Douglas F-15E Strike Eagle) เป็นเครื่องบินขับไล่และโจมตีภาคพื้นในทุกสภาพอากาศของสหรัฐ พัฒนามาจากเครื่องบิน F-15 อีเกิล ของบริษัทแมคดอนเนลล์ดักลาส เดิมทีออกแบบในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้โครงการเครื่องบินขับไล่ทวิภารกิจ (Dual-Role Fighter) เพื่อให้สามารถปฏิบัติการโจมตีระยะไกลด้วยความเร็วสูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องบินคุ้มกันหรือเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ลักษณะที่สังเกตได้ของ F-15E เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง F-15A/B/C ได้แก่ ลายพรางที่เข้มกว่า ถังเชื้อเพลิงเสริมแบบแนบลำตัว ชุดอุปกรณ์นำร่องและอินฟาเรดชี้เป้ากลางคืนระดับบินต่ำ (LANTIRN) ที่ติดบริเวณหลังช่องดูดอากาศเข้าเครื่องยนต์ และห้องนักบินสองที่นั่งเรียงกัน

เครื่องบินรุ่นนี้บินทดสอบครั้งแรกในปี 1986 และยังคงผลิตต่อโดยบริษัทโบอิ้งหลังจากควบรวมกับแมคดอนเนลล์ ดักลาสในปี 1997 มันกลายเป็นกำลังหลักของกองทัพอากาศสหรัฐ สำหรับภารกิจโจมตีและขัดขวางในช่วงปลายสงครามเย็น เข้ามาแทนที่ F-111 อาร์ดวาร์ก และถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารหลายสมรภูมิ เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย และลิเบีย โดยทำหน้าที่ตั้งแต่การโจมตีลึกใส่เป้าหมายสำคัญ การบินลาดตระเวนคุ้มกันทางอากาศ ไปจนถึงการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ปัจจุบัน F-15E ถูกส่งออกไปยังหลายประเทศ และยังคงถูกใช้งานในกองทัพอากาศสหรัฐฯ คาดว่าจะประจำการต่อไปจนถึงทศวรรษ 2030 โดยมีรุ่นพัฒนาต่อยอดที่ทันสมัยกว่าในชื่อ F-15EX อีเกิลทู ซึ่งยังคงผลิตอยู่ในปัจจุบัน

การพัฒนา

[แก้]

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2524 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้แจ้งให้ทราบถึงโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่เพื่อมาสิ่งที่จะมาแทนที่F-111 อาร์ดวาร์ก คอนเซปท์คืออากาศยานที่สามารถทำภารกิจเข้าไปในแดนข้าศึกได้โดยปราศจากการสนับสนุนโดยเครื่องบินขับไล่คุ้มกันหรือการเข้ารบกวนสัญญาณ เจเนรัลไดนามิกส์เสนอF-16XLในขณะที่แมคดอนเนลล์ดักลาสเสนอแบบหนึ่งของ F-15 อีเกิล ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็เห็นด้วยกับ F-15E สไตรค์อีเกิลของแมคดอนเนลล์ ดักลาส[4]

ต้นแบบ F-15Eของแมคดอนเนลล์ดักลาส

การบินครั้งแรกของ F-15E เกิดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2529[4] F-15Eลำแรกได้ถูกส่งให้กับกองบินที่ 405 ที่ฐานทัพอากาศลุคในเดือนเมษายนพ.ศ. 2531 "สไตรค์อีเกิล"ได้ปฏิบัติการครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2532 ที่ฐานทัพอากาศเซย์เมอร์ จอห์นสันในทางเหนือของแคโรไลน่า[4]

แบบที่แตกต่างของ F-15E ได้ถูกสร้างขึ้นให้กับอิสราเอล F-15I) เกาหลี F-15K) ซาอุดิอาระเบีย F-15S) และสิงคโปร์ F-15SG)

F-15Eลำแรกขณะทำการบิน

F-15Eจะถูกพัฒนาด้วยเรดาร์แบบเรย์ธีออน APG-63 หลังจากปีพ.ศ. 2550 มันประกอบด้วยหน่วยประมวลผลของAPG-79 ที่ใช้ใน F/A-18E/F ซูเปอร์ฮอร์เน็ทพร้อมกับเสาอากาศของAPG63(วี)3 ที่ใช้กับ F-15ซี[5] เรดาร์ถูกคาดว่าจะเริ่มพัฒนาในพ.ศ. 2551[6]

ขณะที่ F-15C/D ส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยF-22 แร็พเตอร์ แต่ก็ไม่มีการแทนที่ของ F-15E สไตรค์อีเกิลเป็นแบบล่าสุดของ F-15 และมีความแข็งแกร่งกว่ารุ่นอื่นก่อนหน้าถึงเท่าตัว F-15Eถูกคาดหวังว่าจะยังคงประจำการอยู่ถึงพ.ศ. 2568[7] กองทัพอากาศในปัจจุบันกำลังมองหาเครื่องบินทิ้งระเบิดยุคใหม่ เป็นรุ่นที่ต้องเหนือกว่าสไตรค์อีเกิล แบบเอของ F-35 ไลท์นิงทู ซึ่งคาดการว่าในที่สุดจะมาแทนที่อากาศยานจู่โจมมากมายอย่างF-16 และเอ-10 สามารถเข้ามาทำบทบาทของ F-15Eได้อีกด้วย

การออกแบบ

[แก้]
F-15E สไตรค์อีเกิลร่อนลงในอังกฤษในงานแสดงเมื่อพ.ศ. 2551

ความสามารถในการทำภารกิจโจมตีในแดนลึกของ F-15E แตกต่างจากจุดประสงค์ของต้นแบบ F-15 เพราะ F-15 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินขับไล่เหนือชั้น[8] อย่างไรก็ตามโครงสร้างต้นแบบนั้นก็ได้พิสูจน์ถึงความหลากประโยชน์ซึ่งมากพอที่จะเป็นเครื่องบินขับไล่ ขณะที่ถูกออกแบบสำหรับโจมตีภาคพื้นดิน F-15Eก็มีความร้ายกาจในการโจมตีแบบอากาศสู่อากาศของ F-15 มาด้วย และสามารถป้องกันตัวเองได้จากอากาศยานของข้าศึก[9]

ต้นแบบของ F-15E เป็นการดัดแปลงของ F-15B ที่มีสองที่นั่ง F-15E ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ที่นั่งด้านหลังมีไว้เพื่อนักบินที่จะควบคุมระบบอาวุธ นักบินตำแหน่งนี้จะใช้จอจำนวนมากเพื่อแสดงข้อมูลจากเรดาร์ เซ็นเซอร์อินฟราเรด สถานะอาวุธและข้าศึก เป้าหมายและใช้แผนที่อิเลคทรอนิคเพื่อใช้ในการนำทาง เครื่องควบคุมจะถูกใช้เพื่อเลือกข้อมูลของเป้าหมายใหม่ จอแสดงสามารถย้ายจากจอหนึ่งไปอีกจอหนึ่งได้โดยเลือกจากเมนูในหน้าจอตัวเลือก มันไม่เหมือนกับเจ็ทสองที่นั่งรุ่นก่อนๆ (อย่างF-4 แฟนทอมทู และF-14 ทอมแคท) ซึ่งผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังจะขาดการควบคุมการบิน แต่ที่นั่งหลังของ F-15Eนั้นจะมีคันบังคับที่ทำให้นักบินควบคุมอาวุธสามารถทำการบินได้หากจำเป็นถึงแม้ว่าจะลดการมองเห็นลง[10]

มุมมองด้านใต้เครื่องของ F-15E สไตรค์อีเกิลตอนที่กางล้อออก

เพื่อขยายระยะทำการของมัน F-15Eจึงมีถังเชื้อเพลิงที่ติดอยู่กับส่วนลำตัวของเครื่องบิน มันจะลดแรงฉุดได้มากกว่าถังเชื้อเพลิงที่มักอยู่ใต้ท้องแบบบเก่า พวกมันจะบรรจุเชื้อเพลิงได้ 2,800 ลิตรและมีจุดติดตั้งอาวุธทั้งหมดหกจุด อย่างไรก็ตามมันไม่เหมือนกับถังเชื้อเพลิงแบบเก่า ถังเชื้อเพลิงใหม่นี้ไม่สามารถปลดออกได้ดังนั้นการเพิ่มระยะทำการจึงต้องแลกด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ถังที่คล้ายคลึงกันสามารถติดตั้งบน F-15ซี/ดีและรุ่นอื่นๆ ได้ และกองทัพอากาศอิสราเอลใช้ทางเลือกนี้กับเครื่องบินขับไล่แบบ F-15 เช่นเดียวกับ F-15Iของพวกเขา แต่มีเพียง F-15Eของสหรัฐฯ เท่านั้นที่ใช้ถังเชื้อเพลิงแบบใหม่นี้

ระบบการต่อสู้ของสไตรค์อีเกิลผสมผสานกับทุกระบบตอบโต้ของเครื่องบินที่รวมทั้งเรดาร์เตือนภัย ตัวรบกวนเรดาร์ เรดาร์ และเครื่องปล่อยพลุแฟร์ ทั้งหมดล้วนสัมพันธ์กับระบบการต่อสู้เพื่อสร้างการป้องกันที่ครอบคลุมต่อการตรวจจับและการติดตาม

ระบนำทางใช้ไจโรสโคปแบบเลเซอร์เพื่อดูตำแหน่งของเครื่องอย่างตอ่เนื่องและให้ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์กลางและระบบอื่นๆ ที่รวมทั้งแผนที่ดิจิทัลในทั้งสองห้องนักบิน

มุมมองจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงแสดงให้เห็นห้องนักบินของ F-15E

ระบบเรดาร์แบบ APG-70 ทำให้ลูกเรือสามารถระบุเป้าหมายยนพื้นดินได้จากระยะไกล จุดเด่นหนึ่งของระบบนี้คือหลังจากตรวจพบเป้าหมายบนพื้นแล้ว นักบินสามารถแช่ภาพนิ่งนั้นเอาไว้ได้ขณะที่เปลี่ยนเข้ารูปแบบอากาศสู่อากาศเพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางอากาศ ในขณะที่ใช้อาวุธอากาศสู่พื้นนักบินจะสามารถตรวจพบ จับเป้า และเข้าปะทะเป้าหมายทางอากาศได้ในขณะที่นักบินควบคุมระบบอาวุธจัดการกับเป้าหมายเบื้องล่าง

ระบบนำร่องระดับความสูงต่ำและอินฟราเรดจับเป้าในตอนกลางคืนจะถูกติดตั้งอยู่ใต้เครื่องยนต์ มันทำให้เครื่องสามารถบินในระดับความสูงต่ำได้ในตอนกลางคืนและในสภาพอากาศใดๆ ก็ตามเพื่อโจมตีเป้าหมายบนพื้นด้วบอาวุธที่มีความแม่นยำ ระบบนี้ทำให้ F-15Eมีความแม่นยำในทั้งตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนและในสภาพอากาศที่แย่ ในตอนกลางคืนภาพวิดีโอจากระบบนี้สามารถฉายขึ้นบนหน้าจอห้องนักบินได้ มันจะให้ภาพที่คล้ายกับภาพที่นักบินเห็นในตอนกลางวัน

ส่วนของระบบนำทางจะบรรจุเรดาร์ภูมิประเทศซึ่งทำให้นักบินบินเครื่องได้อย่างปลอดภัยในระบบความสูงที่ต่ำมากๆ ได้ ระบบนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับนักบินอัตโนมัติได้อีกด้วย นอกจากนี้ส่วนดังกล่าวยังบรรจุระบบอินฟราเรดด้านหน้าซึ่งถูกฉายขึ้นบนจอห้องนักบินซึ่งใช้ในตอนกลางคืนหรือปฏิบัติการล่องหน

ส่วนจับเป้าจะบรรจุตัวระบุเลเซอร์และระบบติดตามซึ่งระบุศัตรูที่ต้องทำลายในระยะไกลถึง 16 กิโลเมตร เมื่อระบบติดตามเริ่มทำงานข้อมูลการจับเป้าจะถูกส่งอย่างอัตโนมัติไปยังอินฟราเรดขีปนาวุธของอากาศสู่อากาศหรือระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ส่วนนี้จะถูกติดตั้งอยู่ข้างใต้เครื่องยนต์ด้านซ้าย

สำหรับภารกิจอากาศสู่พื้น F-15Eสามารถบรรจุส่วนใหญ่ในคลังแสงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ มันยังสามารถติดอาวุธเป็นAIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ AIM-7 สแปร์โรว์ และ AIM-120 แอมแรมสำหรับการป้องกันตนเอง (ถึงแม้ว่าสไตรค์อีเกิลจะมีความสามารถในการต่อสู้ทางอากาศเหมือนกับตระกูลอีเกิล มันก็ไม่ค่อยถูกมอบหมายให้ทำภารกิจตอ่สู้ทางอากาศ) เช่นเดียวกับ F-15ซี สไตรค์อีเกิลยังสามารถติดตั้งปืนเอ็ม61เอ1ของเจเนรัล อิเลคทริคขนาด 20 ม.ม.ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกับอากาศยานข้าศึกและเป้าหมายภาคพื้นที่บอบบาง

ประวัติการใช้งาน

[แก้]

สหรัฐอเมริกา

[แก้]

ปฏิบัติการดีเซิร์ทชีลด์และดีเซิร์ทสตอร์ม

[แก้]
F-15Eหลายเครื่องจอดอยู่ในขณะปฏิบัติการดีเซิร์ทชีลด์

F-15E ถูกใช้งานเมื่ออิรักบุกเข้าคูเวตในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 ฝูงบินรบที่ 335 "ชิฟส์" และฝูงบินรบที่ 336 "ร็อกเกทเทียร์ส" ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมสำกรับการเคลื่อนพลหนึ่งสัปดาห์หลังจากการเข้าบุก ฝูงบินรบที่ 336 เริ่มเที่ยวบินของพวกเขาไปที่ฐานทัพอากาศซีบในโอมาน ถึงแม้ว่าภารกิจจะพร้อมแต่ F-15Eก็ยังไม่สามารถบรรทุกอาวุธที่จำเป็นเพื่อตอบโต้กับการโจมตีของอิรักที่อาจเกิดขึ้นในซาอุดิอาระเบีย พวกมันสามารถบรรทุกได้แค่เพียงระเบิกมาร์ค 84 และมาร์ค 82 เท่านั้น ระเบิดแบบกลุ่มเป็นอาวุธประจำเมื่อโจมตียานพาหนะและทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ได้รับการทดสอบอย่างเต็มที่ ในช่วงการฝึกในโอมาน F-15Eหนึ่งลำของฝูงบินที่ 336 ตกในวันที่ 30 กันยายนในการต่อสู้จำลองกับจากัวร์ จีอาร์1 ของกองทัพอากาศส่งผลให้นักบินและผู้ควบคุมอาวุธเสียชีวิต ในเดือนธันวาคม F-15Eสองฝูงบินถูกย้ายเข้าใกล้อิรักและถูกใช้งานที่ฐานทัพอากาศอัลคาจในซาอุดิอาระเบีย

ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2534 F-15Eจำนวน 24 ลำได้โจมตีที่ตั้งของขีปนาวุธสกั๊ดห้าแห่งในทางตะวันตกของอิรักและทำภารกิจจัดการที่ตั้งสกั๊ดยังคงดำเนินไปตลอดคืนด้วยการโจมตีระลอกที่สองที่ประกอบด้วย F-15Eจำนวน 24 ลำในสงคราม F-15Eได้บินภารกิจล่าในตอนกลางคืนเหนืออิรักตะวนตกโดยตามหาเครื่องยิงสกั๊ดเคลื่อนที่ซึ่งเป็นภัยต่อประเทศเพื่อนบ้าน เครื่องยิงสกั๊ดดังกล่าวนั้นหายากมาก หากเครื่องอี-8 จอย์นท์สตาร์สหาเป้าหมายพบสกั๊ดดัวกล่าวก็อาจถูกทำลายจนหมดเมื่อ F-15Eมาถึง ด้วยการทิ้งระเบิดแบบสุ่มในบริเวณต้องสงสัย F-15Eก็หวังว่ามันจะสามารถขัดขวางทหารอิรักที่องหาจุดยิงได้

ในวันแรกของสงครามกลุ่มของสไตรค์อีเกิลถูกไล่ล่าโดยมิก-23จำนวน 3 ลำและมิก-29จำนวน 2 ลำและมีโอกาสสองครั้งสำหรับ F-15Eที่จะทำแต้มด้วยการสังหารข้าศึก F-15Eหนึ่งลำไล่ล่ามิก-92 และพยายามเข้าปะทะแต่ก็ยากที่จะจับเป้าความร้อนจากมิก-29 เพื่อทำการยิงAIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ ขีปนาวุธถูกยิงในที่สุดแต่ก็พลาดเป้า ในเวลาเดียวกับ F-15Eหลายลำพยายามเข้าปะทะมิก-29 ลำหนึ่งแต่ความผิดพลาดและโชคร้ายทำให้พวกเขาพลาดอีกครั้ง F-15Eลำหนึ่งบินผ่านเจ็ทของอิรักและเข้าโจมตีแต่นักบินก็ลังเลที่จะยิงเพราะเขาไม่รู้ว่าลูกหมู่ของเขาอยู่ที่ไหนและเขาก็หาตำแหน่งสำหรับขีปนาวุธไซด์ไวน์เดอร์ไม่ได้ ไม่นานหลังจากนั้นขีปนาวุธไร้ที่มาถูกปล่อยในบริเวณและไม่นานหลังจากนั้นมิกก็ตกลงสู่พื้นเมื่อนักบินอิรักเข้าปะทะกับ F-15E มิก-29 อีกลำถูกยิงตกโดยลูกหมู่ของตัวเองและ F-15Eถูกเข้าใกล้โดยมิก-29 อีกลำแต่นักบินเลือกที่จะไม่เข้าปะทะเมื่อF-14 ทอมแคทของกองทัพเรือกำลังเข้ามาร่วม[11][12]

ในคืนของวันที่ 18 มกราคมในขณะการโจมตีพีโทรลออยล์และโรงงานลูบริแคนท์ใกล้กับบาสราห์ F-15Eหนึ่งลำถูกยิงตกและนักบินทั้งสองเสียชีวิต ลูกเรือ F-15Eบรรยายภารกิจนี้ว่าเป็นภารกิจที่ยากและอันตรายที่สุดในสงครามเพราะมันถูกป้องกันด้วยเอสเอ-3 เอสเอ-6 เอสเอ-8 และโรแลนด์เช่นเดียวกับป้อมต่อต้านอากาศยาน สองคืนต่อมา F-15S ลำที่สองและลำสุดท้ายถูกยิงตกโดยเอสเอ-2 ของอิรัก ลูกเรือรอดชีวิตและสามารถหลบหนีการจับกุมได้หลายวันและพบกับอากาศยานของรัฐบาลร่วมสองลำ แต่ทีมกู้ภัยก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาได้เนื่องจากนักบินคนหนึ่งไม่สามารถระบุตัวได้ทางวิทยุ นักบินทั้งสองถูกจับโดยอิรักในเวลาต่อมา[13].

ถึงแม้ว่าเหยื่อของ F-15Eจะหลุดมือไป สไตรค์อีเกิลสี่ลำก็ได้ทำลายเจ็ทของอิรัก 18 ลำที่ทัลลิล แต่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์โชคของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อ F-15ลำหนึ่งทำแต้มแรกด้วยการสังหารฆ่าศึกทางอากาศสู่อากาศโดยเหยื่อคือเอ็มไอแอล เอ็มไอ-24 การโจมตีเกิดขึ้นจากการขอความช่วยเหลือจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ เมื่อเฮลิคอปเตอร์ห้าลำของอิรักปรากฏตัวขึ้น หัวหน้าฝูง F-15E ได้เป้าของเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังปล่อยทหาอิรักจึงยิงGBU 10 หลังจากนั้น 30 วินาทีลูกเรือของ F-15Eก็คิดว่าระเบิดพลาดเป้าและนักบินก็กำลังใช้ไซด์ไวน์เดอร์แทน แต่ทันใดนั้นเองเฮลิคอปเตอร์ก็กลายเป็นไอ หน่วยปฏิบัติการพิเศษคาดว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวอยู่สูง 800 ฟุตในตอนที่ระเบิดขนาด 910 กิโลกรัมพุ่งชนมัน[14] แต่การสังหารจากอากาศสู่อากาศยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2544 พวกเขาพยายามที่จะโจมตีเฮลิคอปเตอร์ลำอื่นๆ แต่การทิ้งระเบิดของพันธมิตรก็เริ่มขึ้นรอบ F-15Eดังนั้นนักบินจึงต้องตัดสินใจที่จะออกมาจากบริเวณดังกล่าว[11]

F-15E ขึ้นเครื่องจากฐานทัพ

F-15E สไตรค์อีเกิลยังคงตามล่าขีปนาวุธสกั๊ดต่อในช่วงสงครามและเข้าโจมตีเป้าหมายที่ป้องกันแน่นหนาในอิรัก พวกมันยังมีภารกิจลับที่พยายามสังหารซัดดัม ฮุสเซนโดยทิ้งระเบิดใส่สถานที่ที่เชื่อว่าประธานาธิบดีของอิรักหลบซ่อนแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อสงครามทางพื้นดินเข้าใกล้ขึ้น F-15Eเริ่มโจมตีรถถังของอิรักและยานเกราะบรรทุกทหารในคูเวต

หลังจาก 42 วันที่ทรหดของ F-15E การหยุดยิงก็เกิดขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 เขตห้ามบินทางตอนเหนือและตอนใต้ของอิรักถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินของอิรักคุกคามรัฐบาลร่วม ถึงกระนั้นเฮลิคอปเตอร์ของอิรักก็เข้าโจมตีค่ายอพยพเคอร์ดิชในทางตอนเหนือของอิรัก F-15Eที่ดูแลเขตห้ามบินมองดูอย่างช่วยเหลือไม่ได้เมื่อพลเมือง 600 คนในหมู่บ้านชามชามัลถูกโจมตีโดยเฮลิคอปเตอร์ เนื่องจากว่า F-15Eไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการยิงพวกเขาจึงต้องบินด้วยความเร็วสูงเข้าใกล้เฮลิคอปเตอร์โดยหวังว่าแรงลมจะทำให้ใบพัดของพวกมันขัดข้อง พวกเขายังยิงเลเซอร์เข้าใส่ห้องนักบินของอิรักโดยจะทำให้นักบินตาบอด เทคนิคดังกล่าวไม่ได้ผลแต่เทคนิคแรกได้ทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งตก ไม่นานผู้นำของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็ตระหนักถึงกิจกรรมเหล่านี้และสั่งให้ F-15Eห้ามบินต่ำกว่า 10,000 ฟุต F-15Eให้การสนับสนุนในปฏิบัติการโพรไวด์คอมฟอร์ทและปฏิบัติการโพรไวด์คอมฟอร์ท 2 [15]

ปฏิบัติการเซาท์เธิร์นวอชท์และนอทเธิร์นวอชท์

[แก้]
F-15Eเหนืออิรักในปีพ.ศ. 2542 ในปฏิบัติการนอทเธิร์นวอชท์

หลังจากเขตห้ามบินสองแห่งในดีเซิร์ทสตอร์มถูกสร้างขึ้นเหนืออิรักและถูกดูแลโดยอากาศยานของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเป็นหลัก F-15Eจากฝูงบินรบที่ 494 "แบล็คแพนเธอร์" วางพลในตุรกีในพ.ศ. 2536 และ 253 ฝูงบินรบที่ 492 "แมดแฮทเทอร์" วางพลในพ.ศ. 2538 2539 และ 2540 F-15Eได้ทำการรบในทศวรรษถัดไปหลังจากนี้ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2536 กำลังขนาดเล็กโจมตีเป้าหมายอิรักซึ่งได้ละเมิดกฎการหยุดยิง ไม่กี่วันต่อมา F-15Eจำนวนสิบลำได้มีส่วนร่วมในการโจมตีอีกครั้ง[16] ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสนับสนุนปฏิบัติการทั้งสองเพื่อป้องกัน เนื่องมาจากสไตรค์อีเกิลสามารถบรรทุกอาวุธได้หลากหลายเข้าทำภารกิจมันจึงทำให้ลูกเรือ F-15Eมีความยืดหยุ่น F-15Eทำงานภายใต้การควบคุมของเอแวคส์ (AWACS) และลูกเรือสามารถรับภารกิจทางอากาศและบินอย่างไร้แผนเพื่อเข้าโจมตีเป้าหมายอิรัก

อีกสามปีถัดมาความรุนแรงในเขตห้ามบินก็ลดลงเมื่อกองกำลังอิรักเริ่มถอนตัวและในปีพ.ศ. 2540 ตุรกีได้ตกลงร่วมปฏิบัติการนอทเธิร์นวอชท์และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพได้ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ปฏิบัติการดีเซิร์มฟอกซ์ถูกตั้งขึ้นเมื่ออิรักปฏิเสธนโยบายลดการผลิตอาวุธ

ในวันที่ 28 ธันวาคม F-15Eสามลำแต่ละลำทิ้งระเบิดGBU-12 สองลำยิงถูกฐานเรดาร์ของเอสเอ-3 F-15Eลำอื่นทิ้งระเบิดลูกหนึ่งถูกที่ตั้งบัญชาการขีปนาวุธเอสเอ-3 และลำลำอื่นก็ถูกเป้าเช่นเดียวกัน F-15E ลำอื่นในหมู่บินสี่ลำไม่ได้ทิ้งระเบิดใดๆ เนื่องจากไม่ได้การระบุตำแหน่งของเป้าหมายที่ชัดเจน

หลังจากดีเซิร์ทฟอกซ์อิรักได้รุกล้ำเขตห้ามบินและ F-15Eก็ถูกมอบหมายให้ตอบโต้ เพียงแค่ในปฏิบัติการนอทเธิร์นวอชท์อาวุธถูกใช้อย่างมาก ในวันที่ 24 มกราคมและ 26 มกราคม พ.ศ. 2542 F-15Eใช้AGM-130และ GBU-15 เพื่อจัดการกับฐานยิงขีปนาวุธแซมในทางเหนือของอิรัก [17]

F-15Eเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับงานยากที่สุดในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับF-16 F-15Eมักโจมตีฐานเก็บยุทธภัณฑ์ ที่ควบคุมและบัญชาการ และอาวุธต่อต้านอากาศยาน F-15E ยังเข้ารบในการลาดตระเวนเหนืออิรักและยังทำงานร่วมกับเครื่องบินอื่นๆ อย่าง F-15 F/A-18 และอีเอ-6B-โพรว์เลอร์ของกองทัพเรือเช่นเดียวกับF-16 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ


ปฏิบัติการดีนายไฟลท์และปฏิบัติการอัลไลด์ฟอร์ซ

[แก้]
ไฟล์:Aviano F-15.jpg
F-15E ไสตรค์อีเกิลนำเครื่องขึ้นจากฐานทัพอากาศเอเวียโน่ในอิตาลีเพื่อทำการสนับสนุนปฏิบัติการอัลไลด์ฟอร์ซของนาโต้ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2542

ปฏิบัติการดีนายไฟลท์ (Operation Deny Flight) เป็นการบังคับใช้เขตห้ามบินของสหประชาชาติเหนือบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเมื่อสถานการณ์ในบอลข่านเลวร้ายลงในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2536 หลังจากที่สภาความปลอดภัยของยูเอ็นได้ลงมติห้ามทั้งเครื่องบินและเครื่องบินปีกหมุนเข้ามาในเขตดังกล่าวนอกเสียจากได้รับการอนุญาตโดยยูเอ็น F-15Eจากฝูงบินรบที่ 492 และ 494 วางพลที่เอเวียโน่ในอิตาลี ในปลายปีพ.ศ. 2536 สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงและนาโต้ได้สั่งการ F-15Eเข้าโจมตีเซอร์เบียโดยมีเป้าหมายเป็นสนามบินอับดิน่าในโครเอเทีย F-15Eจำนวนแปดลำติดอาวุธเป็นGBU-12 ได้เข้าโจมตีเอสเอ-6 ภารกิจถูกยกเลิกกลางคันเมื่อ F-15Eไม่สามารถทำการโจมตีได้เนื่องมาจากความเข้มงวดของกฎในการเข้าปะทะ[18] ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น F-15Eถูกส่งไปทำลายที่ตั้งของเอสเอ-2 สองแห่งซึ่งได้เปิดฉากยิงใส่ซีแฮร์ริเออร์ของกองทัพเรือ[19] ภารกิจส่วนใหญ่ของ F-15Eเป็นการเข้าโจมตีแนวหลังข้าศึกโดยห้ามมีการต่อสู้แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องทำการยิง ในเดือนสิงหาคมพ.ศ. 2538 ฝูงบินรบที่ 90 ได้เข้าร่วมกับฝูงบิน F-15Eอื่นๆ อีกสองสองฝูงบิน ฝูงบินรบที่ 492 และ 494 ทำการบินเช่นนี้กว่า 2,500 ครั้งตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการดีนายไฟลท์ และ 2,000 ครั้งเป็นของฝูงบินรบที่ 492 เนื่องมาจากพวกเขาถูกวางพลนานกว่าฝูงบินที่ 494 ในวันที่ 30 และ 31 สิงหาคม F-15Eได้เข้าโจมตียานเกราะและเสบียงของเซอร์เบียรอบๆ ซาราเจโวด้วยGBU-10 และGBU-12 ในวันที่ 5 กันยายนมีการทิ้งGBU-12 เพิ่มและสี่วันหลังจากนั้นGBU-15 ถูกทิ้งเป็นครั้งแรกของ F-15Eและในที่สุดก็มีอีก 9 ลูกถูกทิ้งลงใส่เป้าหมายป้องกันทางอากาศและกองกำลังบอสเนียน-เซิร์บรอบๆ บันจา ลูคา[19]

ในพ.ศ. 2542 ปฏิบัติการอัลไลด์ฟอร์ซ (Operation Allied Force) ถูกเริ่มขึ้นหลังจากการย้ายออกของโคโซวาร์ หลังจากที่รัฐบาลเซอร์เบียปฏิเสธคำเตือนสุดท้ายของนาโต้ปฏิบัติการดังกล่าวก็เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมพ.ศ. 2542 F-15Eจำนวน 26 ลำจากฝูงบินรบที่ 492 และ 494 มุ่งเน้นไปที่การโจมตีครั้งแรกในสงครามต่อกรกับที่ตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ป้อมปืนต่อต้านอากาศยาน และสถานีเรดาร์เตือนภัยของเซิร์บ[20] สไตรค์อีเกิลเหล่านี้วางพลที่เอเวียโน่เช่นเดียวกับที่ลาเคนฮีธในสหราชอาณาจักร มีเพียงสไตรค์อีเกิลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำภารกิจสนับสนุนระยะใกล้ซึ่งเป็นความคิดใหม่ในปลายปีพ.ศ. 2533 แต่ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในทั้งกองกำลังทางอากาศ F-15E F-16 และเอ-10)[21]ภารกิจส่วนใหญ่จะกินเวลา 7.5 ชั่วโมงและรวมทั้งการเติมเชื้อเพลิงทางอากาศสองครั้ง และ F-15Eจะทำภารกิจผสมระหว่างอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นดังนั้นพวกเขาจึงสามารถบินทั้งการลาดตระเวนทางอากาศและจากนั้นก็ทำการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายก่อนที่จะบินกลับฐาน[21]

ภัยที่ร้ายแรงที่สุดต่ออากาศยานพันธมิตรก็คือรถยิงขีปนาวุธแซม ลูกเรือ F-15Eจะระวังต่อภัยคุกคามนี้อย่างมากเนื่องจากในอดีตมีอากาศยานมากมายถูกยิงตกเพราะมันและที่ดังที่สุดก็คือเครื่องF-117 ไนท์ฮอว์ก ที่ถูกยิงตกในสงคราม เมื่อภัยคุกคามมีมากขึ้นหรืออาวุธพิเศษเป็นที่ต้องการ AGM-130 ก็ถูกใช้เพื่อทำลายเป้าหมายจากระยะปลอดภัย[22] มันถูกใช้เพื่อจัดการมิก-29 สองลำที่จอดอยู่อย่างได้ผล AGM-130 เป็นอาวุธที่แพงอย่างมากและถูกใช้ต่อเป้าหมายพิเศษหรือเมื่อลูกเรือต้องการควบคุมอาวุธของพวกเขาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น ผู้ควบคุมอาวุธสามารถนำทางอาวุธเข้าสู่เป้าหมายหรือแม้กระทั่งยกเลิกและเปลี่ยนทางให้มันตกห่างจากผู้คนหากเป้าหมายนั้นอยู่ใกล้กับบริเวณชุมชนมากเกินไป ลูกเรือของนาโต้ถูกห้ามยิงใส่สิ่งก่อสร้างดังกล่าว F-15Eลำหนึ่งที่ติดอาวุธเป็นAGM-130 ได้ทำลายสะพานก่อนที่รถไฟขนส่งผู้โดยสารจะผ่านเข้ามา มันส่งผลให้พลเมืองเสียชีวิต 14 ราย ในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2542 ซโลโบดัน มิโลเซวิคได้สั่งถอนกำลังออกจากคอซอวอ

ปฏิบัติการเอ็นดัวริงฟรีดอม

[แก้]
F-15E สไตรค์อีเกิลบินเหนืออัฟกานิสถานในการสนับสนุนปฏิบัติการเมาท์เท่นไลออนในปี 2549

หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ฝูงบินรบที่ 391 "เดอะโบลด์ไทเกอร์ส" ได้ออกจากฐานทัพอากาศอาเมด อัล วาเยอร์ในคูเวต 31 วันก่อนหน้า หน่วยดังกล่าวได้ถูกวางกำหนดการให้เข้าร่วมปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์แต่ตอนนี้กำลังเข้าสนับสนุนปฏิบัติการเอ็นดัวริงฟรีดอม (Operation Enduring Freedom) ในช่วงการโจมตีแรก F-15Eพบกับกองกำลังต่อต้านเล็กน้อย เสบียงของกลุ่มตาลิบัน ฐานฝึกและถ้ำของกลุ่มอัลกออิดะห์เป็นเป้าหมายหลัก ทั้งAGM-130 และGBU-15ถูกนำมาใช้และนี่เป็นประสบการณ์รบครั้งแรกของGBU-15[23] GBU-24 และGBU-28 ถูกใช้จัดการเป้าหมายที่แน่นหนา ศูนย์บัญชาการ และทางเข้าถ้ำ F-15Eมักจะทำงานคู่กับF-16ซี ภายในไม่กี่สัปดาห์เป้าหมายเกือบทั้งหมดถูกทำลายและมันเริ่มยากที่จะหาเป้าหมายที่มีค่า ตาลิบันใช้ขีปนาวุธเคลื่อนย้ายได้แบบเอสเอ-7 และเอฟไอเอ็ม-92 สติงเกอร์ซึ่งดูเหมือนไม่อันตรายต่ออากาศยานของสหรัฐฯ ตราบใดที่พวกเขาบินสูงกว่า 7,000 ฟุตและที่ตั้งของขีปนาวุธแซมที่อยู่ใกล้เมืองอย่างมาซาร์ ไอ ชาริฟและบาแกรมก็ถูกทำลายไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ ดังนั้นสภาพแวดล้อมจึงมีความอันตรายน้อยมาก[24]

ภายในสามสัปดาห์อากาศยานเริ่มบินภารกินสนับสนุนให้กับกองกำลังภาคพื้นดินที่ซึ่ง F-15E มักใช้ระเบิด MK-81 และGBU-12 แต่ก็ยังมีอาวุธแบบอื่นร่วมด้วย[24] เป้าหมายที่ตกเป็นเป้าบ่อยที่สุดในช่วงท้ายสงครามก็คือผู้คน ยานพาหนะและขบวนรถ และไม่ใช่ว่ามีเพียงระบบเบิดเท่านั้นที่ถูกใช้ F-15Eยังใช้ปืนกลในหลายครั้งเช่นกัน[25] ในช่วงสามเดือนในปฏิบัติการเอ็นดัวริงฟรีดอม ลูกเรือสี่นายของฝูงบินรบที่ 391 ได้ทำการบินที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ มันกินเวลา 15.5 ชั่วโมงและ 9 ชั่วโมงใช้ไปกับบริเวณเป้าหมาย F-15Eสองลำเข้าโจมตีศูนย์บัญชาการของตาลิบันสองแห่ง อาคารสองแห่งที่คาดว่าเป็นที่หลบภัยของนักรบตาลิบัน และที่กั้นถนนของตาลิบัน F-15Eเติมเชื้อเพลิง 12 ครั้งในภารกิจครั้งนี้[26] ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2546 ฝูงบินรบที่ 391ถูกส่งกลับบ้านและฝูงบินรบที่ 335 เข้าทำหน้าที่แทน ฝูงบินรบที่ 391 ยังทำการบินเข้าเขตศัตรูแปดครั้งต่อวันในช่วงที่พวกเขาวางพล ฝูงบินรบที่ 391 โดดเด่นด้วยการใช้บีแอลยู-118/บีเป็นครั้งแรกในการต่อสู้ มันถูกใช้เพื่อจัดการกับนักรบตาลิบันที่ซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์

F-15E สไตรค์อีเกิลจากฝูงบินรบที่ 391 ที่ฐานบินบาแกรมในอัฟกานิสถานกำลังปล่อยเป้าล่อความร้อนในขณะทำภารกิจสนับสนุนเหนืออัฟกานิสถานในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ความโดดเด่นอื่นนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคมเมื่อกลุ่มของ F-15Eเข้าสนับสนุนในยุทธการเทือกเขาโรเบิร์ต F-15Eทำการบินครั้งแรกในภารกิจเข้าสนับสนุนระยะใกล้สำหรับ"เท็กซัส 14" โดยทำลายจุดสังเกตการณ์ของตาลิบัน 16 นาทีต่อมา"มาโค 30" ตกอยู่ภายใต้การยิงของปืนครกและ F-15Eมุ่งเข้าตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ต่อมาก็พบว่าทหารที่ทำการติดต่อกับ F-15Eนั้นไม่ใช้ผู้ควบคุมทางอากาศแต่เป็นนาวี ซีล และทีมกำลังค้นหาMH-47E ชีนุกที่ถูกซุ่มโจมตีในหุบเขาซาอาห์ ไอ คอท[27] อย่างไรก็ตาม F-15Eได้ทิ้งระเบิดGBU-12 แต่หน่วยซีลก็ยังคงถูกยิงเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ไปทางตะวันตกทำให้สองนายบาดเจ็บและหนึ่งนายเสียชีวิต ระเบิดลูกที่สองถูกทิ้งแต่เนื่องมาจากพิกัดที่ผิดพลาดทำให้ระเบิดพลาดเป้า[27] ในขณะทำการสนับสนุนทีมซีลMH-47 ลำหนึ่งที่บรรทุกทีมช่วยเหลือถูกยิกตกโดยอาร์พีจี[28]

ตลอดทั้งหมดนี้ F-15Eเพียงเพิ่งเติมเชื้อเพลิงเสร็จและถูกมอบหมายให้ทำงานกับ"เท็กซัส 14" ทีมที่สามบนเทือกเขา F-15Eทิ้งระเบิดGBU-12 ไปสิบเอ็ดลูกเพื่อช่วยเหลือกองกำลังภาคพื้น ไม่นาน F-15Eได้ทำการสนับสนุนผู้รอดชีวิตจากMH-47 ที่ถูกยิงตกซึ่งพบศัตรูหากไป 75 เมตรจากตำแหน่งของพวกเขา สไตรค์อีเกิลไม่สามารถใช้ระเบิดได้ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ปืน พวกเขาใช้เฮลิคอปเตอร์ที่ตกเป็นจุดอ้างอิงและเริ่มทำการยิง[28] สไตรค์อีเกิลลำหนึ่งต้องกลับไปเติมเชื้อเพลิงและ F-15Eเพียงลำเดียวคุยกับเอแวกส์ (AWACS) เพื่อเรียกให้อากาศยานลำอื่นเข้ามาทำการยิงในตำแหน่งดังกล่าว กลุ่มของF-16 จากฝูงบินรบที่ 18 มาถึงและทำหน้าที่ ไม่นานพวกเขาก็ตัดสินใจว่าต้องทิ้งระเบิดเนื่องจากทั้งสไตรค์อีเกิลและฟอลคอนหมดกระสุน F-15Eได้รับคำสั่งให้กลับฐานโดยเอแวกส์แต่พวกเขาสามารถสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นและกลับฐานทันทีหลังจากนั้น หลังจากที่มีปัญหากับวิทยุและอาวุธที่ไม่สามารถทำการทิ้งระเบิดได้ F-15Eก็ทำการทิ้งGBU-12 หนึ่งลูกและขออนุญาตทิ้งระเบิดที่เหลือแต่ก็ถูกสั่งให้บินกลับอัล จาเบอร์ในคูเวต[29]

ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 F-15Eหนึ่งลำที่ถูกเรียกให้ทำการสนับสนุนระบะใกล้ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของคาจากิในอัฟกานิสถานได้ทิ้งระเบิดผิดใส่กองกำลังของอังกฤษและสังหารพลทหารไปสามนาย[30]

ปฏิบัติการปลดปล่อยอิรัก

[แก้]
เส้นลมวนที่ปลายปีของ F-15Eสามารถมองเห็นได้ในขณะผละจากการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในปฏิบัติการปลดปล่อยอิรัก

ในปลายปีพ.ศ. 2545 ความตึงเครียดในอาวุธของอิรักเพื่อขึ้นและไม่นานกลุ่มบินที่ 4 ที่ฐานทัพอากาศเซร์เมอร์ จอห์นสันในนอร์ทแคโรไลนาก็ได้รับคำสั่งให้เตรียม F-15Eอย่างน้อยหนึ่งฝูงบินให้พร้อมในการเข้าวางพลในอ่าวเปอร์เซีย ฝูงบินรบที่ 336 ถูกเลือกให้วางพลครั้งแรกที่ฐานบินอัล ยูดีอิดในกาต้า ในระหว่างวันที่ 11 มกราคมและ 17 มกราคมอากาศยานจำนวน 24 ลำถูกวางพลและการเตรียมพร้อมก็เริ่มขึ้นซึ่งมีการร่วมจากฝ่ายซาอุดิอาระเบีย ฝูงบินรบที่ 336 ยังไม่ขึ้นบินจนกระทั่งวันที่ 27 มกราคมเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ และกาต้าสรุปปัญหาทางการเมืองและอนุญาตให้ทำการบินได้ในที่สุด[31] F-15Eเริ่มทำการบินในการเข้าสนับสนุนปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์ ส่วนใหญ่เป็นการตรวจตราและสอดแนมเช่นเดียวกับภารกิจ"สไตรค์แฟมิเลียไรซ์เซชั่น" (Strike Familiarization) ซึ่งโดยพื้นฐานหมายถึงลูกเรือจะบินภารกิจจำลองพร้อมกับเป้าหมายที่เป็นไปได้ในอิรัก และหากจำเป็นพวกเขาก็สามารถเข้าโจมตีได้พร้อมกับทำตามกฎของการเข้าปะทะ ทำงานร่วมกับเอแวกส์ และทำการบินเหนือเขตของศัตรู[31] ในปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์ F-15Eได้เข้าโจมตีเป้าหมายส่วนใหญ่ในทางตอนใต้และตะวันตกของอิรัก เรดาร์ สถานีวิทยุ ที่ตั้งเครื่องมือสื่อสาร เป้าหมายที่เป็นผู้นำ และตำแหน่งป้องกันทางอากาศ ในคืนหนึ่ง F-15Eจำนวนสี่ลำได้ทิ้งระเบิดGBU-24 ใส่ศูนย์บัญชาการของริพับลิกันการ์ดในบาสราห์ในขณะที่ฝูงบินสี่ลำอีกเที่ยวบินหนึ่งได้เข้ากวาดล้างฐานป้องกันทางอากาศอีกแห่งด้วยGBU-10O[32]

มุมมองด้านหลังของ F-15E

เมื่อสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ฝูงบินรบที่ 336 ได้รับลูกเรือเพิ่มซึ่งประกอบด้วยนักบินและผู้ควบคุมอาวุธ 150 นาย พวกเขาหลายคนถูกเกณฑ์มาจากฝูงบินที่ไม่ได้วางพลในเซย์เมอร์ จอห์นสันและฝูงบินรบที่ 391 นั่นแปลว่า F-15E หนึ่งลำมีลูกเรือประจำสี่นาย[32] ในต้นเดือนมีนาคมทหารและอากาศยานจากฝูงบินรบที่ 335 ถูกวางพลและเข้าร่วมกับฝูงบินรบที่ 336 ที่อัล ยูดีอิด เป้าหมายหนึ่งในตอนสิ้นสุดของปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์คือการเข้าจัดการการป้องกันทางอากาศและเรดาร์เตือนภัยของอิรักที่อยู่ใกล้กับชายแดนจอร์แดนเพื่อให้F-16 และเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษสามารถเข้าปฏิบัติการในจอร์แดนได้เลยเมื่อสงครามเริ่มต้น ที่มั่นของเรดาร์และสถานีวิทยุมากมายถูกโจมตีในทางตะวันตกของอิรักใกล้กับสนามบิน"H3" ในช่วงปฏิบัติภารกิจเหล่านี้เจ็ทของรัฐบาลร่วมต้องเจอกับปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาดหนัก[33]

วันเวลาที่แน่นอนในการเริ่มสงครามของ F-15Eนั้นไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากความเข้มงวดของกฎของการเข้าปะทะ เมื่อF-117 ไนท์ฮอว์คได้ทิ้งระเบิดเหนือแบกแดดในวันที่ 19 มีนาคมใส่บ้านที่เชื่อกันว่าซัดดัม ฮุสเซนอาศัยอยู่ F-15Eได้ทิ้งระเบิด GBU-28 รอบๆ สนามบิน H3 และ F-15Eลำอื่นๆ เข้าโจมตีส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์ และเมื่อขีปนาวุธโทมาฮอว์คพุ่งขึ้นสู่ทางเหนือของแบกแดด F-15Eก็กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่อิรักเพื่อเข้าสนับสนุนปฏิบัติการเซาธ์เทิร์นวอชท์ ในัวนที่ 20 มีนาคม F-15Eได้ทิ้งระเบิดAGMจัดการการสื่อสาร สิ่งก่อสร้างบัญชาการ และเป้าหมายผู้นำในแบกแดดแต่ก็มีส่วนน้อยที่พลาดเป้าหมาย อาวุธถูกเชื่อว่าได้รับผลกระทบจาก EA-6B พราวเลอร์ที่ทำการรบกวนสัญญาณในบริเวณใกล้เคียง[34] F-15Eมักทำงานควบคู่กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ทำหน้าที่ลึกเข้าไปในอิรัก ภารกิจเหล่านี้มีความเฉพาะตัวสูงและมีเพียงนักบิน F-15Eที่ผ่านศึกเท่านั้นที่จะมีส่วนร่วมในภารกิจเช่นนี้ F-15Eมักจะบินเป็นวงกลมรอบบริเวณและหน่วยปฏิบัติการพิเศษจะกำกับสไตรค์อีเกิลให้จัดการกับเป้าหมายในบริเวณดังกล่าว ในบางครั้งลูกเรือของ F-15Eจะใช้ปืนยิงกราดใส่เป้าหมายอย่างรถที่ดูเหมือนเป็นภัยต่อหน่วยทีมปฏิบัติการพิเศษเพราะเป้าหมายอาจอยู่ใกล้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษเกินไปที่จะใช้ระเบิดได้

F-15Eของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในปฏิบัติการปลดปล่อยอิรักในเดือนเมษายนพ.ศ. 2547

ในัวนที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2546 นักบิน F-15E หนึ่งนายได้ทำผิดพลาดและทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์เข้าใส่ที่ที่เชื่อว่าเป็นฐานขีปนาวุธพื้นสู่อากาศทำให้สังหารจ่าโดนัลด์ โอคส์ จ่าทอดด์ รอบบินส์ และจ่าสิบเอกแรนดัลล์ เอา เรห์นและทำให้ทหารอีกห้านายบาดเจ็บ[35]

ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2546 F-15Eลำหนึ่งที่บินโดยร้อยเอกเอริก "บูท" ดาสและวิลเลี่ยม "ซอลตี้" วัทกินส์ได้ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายรอบๆ ทิกริทเมื่อพวกเขาตก[36] พวกเขาได้รับเหรียญกล้าหาญในวันก่อนที่จะเสียชีวิตและได้รับเหรียญเพอร์เพิลฮาร์ท[37]

ในสงคราม F-15Eได้รับชื่อเสียงด้วยการทำลาย 60% ของกองกำลังทั้งหมดของอิรักหรือริพับลิกันการ์ด พวกมันยังทำแต้มด้วยมิก 65 ลำที่จอดอยู่บนพื้น[33] และได้ทำลายจุดสำคัญในการป้องกันทางอากาศและสิ่งก่อสร้างการสื่อสารซึ่ง F-15Eได้บินลึกเข้าไปในบริเวณที่มีการป้องกันเป็นอย่างดีของแบกแดด ในสงคราม F-15Eได้ทำงานร่วมกับเจ็ทอื่นๆ ที่วางพลในอัล ยูดีอิดที่รวมทั้ง F/A-18 ฮอร์เน็ท ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย F-16 และF-117 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และF-14 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ อากาศยานทั้งหมดใช้ F-15Eเพื่อหาและระบุเป้าหมายให้พวกเขา รวมทั้งB-1 แลนเซอร์ B-52 F/A-18 AV-8B และF-14 ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ

ในช่วงกลางพ.ศ. 2546 ฝูงบินรบที่ 335 และ 336 ถูกส่งกลับบ้าน ฝูงบินรบที่ 494 ถูกวางพลที่อัล ยูดีอิดเพื่อใช้สไตรค์อีเกิลต่อไป

ผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สหรัฐฯ

[แก้]

F-15Iถูกใช้งานโดยกองทัพอากาศอิสราเอลในฝูงบินหมายเลข 69 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้F-4แฟนทอม F-15Iทำภารกิจต่อสู้ครั้งแรกในเลบานอนเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2542 อากาศยานดังกล่าวได้สามารถบรรทุกขีปนาวุธอินฟราเรดแบบAIM-9แอลและไพธอน และขีปนาวุธนำวิถีด้วยเรดาร์แบบAIM-7 สแปร์โรว์และAIM-120 แอมแรม ขีปนาวุธไพธอนสามารถทำมุมได้ 90 องศาโดยที่นักบินจะใช้หมวกที่สวมอยู่เพื่อทำการเล็ง สำหรับเป้าที่อยู่ไกลเกิน 37 ก.ม.ก็จะใช้ได้ทั้งAIM-7 หรือAIM-120

ในพ.ศ. 2542 อิสราเอลได้ประกาศความตั้งใจที่จะเพื่ออากาศยานต่อสู้และ F-15Iก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตามอาจเป็นไปได้ที่สัญญาจะลงกับF-16ไอที่เป็นรุ่นใหม่ของไฟท์ติ้งฟอลคอน

แบบต่างๆ

[แก้]

F-15I

[แก้]
F-15Iของกองทัพอากาศอิสราเอลจากฝูงบินแฮมเมอร์หมายเลข 69 กำลังผละจากการรับเชื้อเพลิงในการทดสอบในพ.ศ. 2547

F-15I ถูกใช้โดยกองทัพอากาศอิสราเอลที่ซึ่งมันถูกเรียกว่าราอัม (Ra'am - רעם) ที่แปลว่า"พายุ" มันเป็นอากาศยานจู่โจมภาคพื้นดินแบบสองที่นั่งโดยมีเครื่องยนต์แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ F-100-พีดับบลิว-229 สองเครื่องยนต์และมีพื้นฐานมาจาก F-15E

หลังจากสงครามอ่าวซึ่งเมืองของอิสราเอลถูกโจมตีโดยขีปนาวุธสกั๊ดที่ยิงมาจากอิรัก ทางรัฐบาลอิสราเอลตัดสินว่าต้องการอากาศยานจู่โจมพิสัยไกล ในปีพ.ศ. 2536 อิสราเอลได้ประกาศขอข้อมูลจากบริษัทอากาศยานใดๆ ก็ตามที่สนใจที่จะทำการผลิตเครื่องบินรบใหม่ให้กับอิสราเอล

ล็อกฮีดมาร์ตินได้เสนอรุ่นใหม่ของF-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอนและแมคดอนเนลล์ ดักลาสได้เสนอทั้ง F/A-18 ฮอร์เน็ท และ F-15E ในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2537 รัฐบาลอิสราเอลได้ประกาศว่าพวกเขาตั้งใจที่จะทำการซื้อ F-15Eจำนวน 21 ลำ แบบของ F-15Eนั้นถูกดัดแปลงให้ตรงกับความต้องการของอิสราเอลที่รวมทั้งหมวกพิเศษที่เรียกว่าแดช (DASH) และถูกตั้งชื่อใหม่ว่า F-15I ในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 รัฐบาลสหรัฐฯ มอบ F-15Iมากถึง 25 ลำให้กับอิสราเอล ในเดือนพฤศจิกายนปี 2538 อิสราเอลได้ซื้อ F-15Iเพิ่มอีก 4 ลำจนเต็มข้อจำกัดของสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงของ F-15I

[แก้]
F-15

I ราอัม (ภาษาฮิบบริวแปลว่า พายุ) คล้ายคลึงกับ F-15Eอย่างมากแต่ F-15Iนั้นมีระบบการบินแบบพิเศษตามความต้องการของอิสราเอล เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในตอนทำภารกิจกลางคืน F-15Iจึงมีตัวจับเป้าที่แม่นยำซึ่งถูกออกแบบมาให้กับ F-15ของอิสราเอล ระบบดังกล่าวด้อยกว่าแบบแลนเทิร์น (LANTIRN ) ที่ใช้โดย F-15E ดังนั้นเมื่อสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอให้อิสราเอลซื้อแลนเทิร์นพวกเขาจึงรับมัน การซื้อนี้ทำให้ F-15Iสมบูรณ์ในตอนกลางคืนด้วยแลนเทิร์นที่เพิ่มเข้ามา หลังจากการดัดแปลงเหล่านี้ F-15Iก็เกือบเหมือนกับ F-15E ความแตกต่างเดียวระหว่าง F-15Eกับ F-15Iก็คือ F-15Iไม่มีตัวรับเรดาร์เตือนภัย ทางอิสราเอลได้ติดตั้งเครื่องมือดังกล่าวเอง ส่วนที่หายไปของ F-15Iถูกแทนที่ด้วยระบบอิเลคทรอนิคที่เรียกว่าอีลิสร่า เอสพีเอส-211 คอมพิวเตอร์หลักและระบบจีพีเอส/ไอเอ็นเอสยังถูกติดตั้งเข้าไปด้วย เซ็นเซอร์ของมันทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอและหมวกซึ่งทำให้นักบินทั้งสองมีระบบจับเป้าที่มีประสิทธิภาพซึ่ง F-15Eไม่มี ระบบที่ล้ำหน้าของราอัมยังมีทั้งเรดาร์แบบAPG-70 ที่สามารถให้แผนที่ภูมิประเทศได้ ภาพที่คมชัดของAPG-70 ไม่ต้องพึ่งสภาพอากาศและแสง ทำให้มันสามารถหาเป้าหมายที่ยากจะพบได้ ตัวอย่างเช่น มันสามารถหาแท่นยิงขีปนาวุธ รถถัง และอาคารได้แม้แต่ในสภาพอากาศที่ไม่เป็นมิตร อย่าง หมอกที่หนาทึบ ฝนตกหนัก หรือในคืนที่มืดมิด

F-15K

[แก้]
F-15Kของเกาหลีใต้กำลังเข้าเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องเคซี-135 สตราโตแทงค์เกอร์

F-15K สแลมอีเกิล' (เกาหลี: F-15K 슬램이글) เป็น F-15Eที่ดัดแปลงซึ่งถูกสั่งและกำลังถูกส่งให้กับกองทัพอากาศเกาหลี

ในปีพ.ศ. 2545 กองทัพอากาศเกาหลีได้เลือก F-15Kเข้าโครงการเครื่องบินขับไล่F-เอ็กซ์หลังจากมีการแข่งขันอย่างดุเดือดของเครื่องบินรบอีกสี่แบบคือ F-15Kจากโบอิง แดสซอล ราเฟลจากแดสซอล-เบอกวท ยูโรไฟท์เตอร์ไทฟูน และซู-35จากซุคฮอย อากาศยานทั้งหมด 40 ลำถูกสั่งซื้อพร้อมการส่งในปีพ.ศ. 2548[38]

F-15

Kมีจุดเด่นมากมายที่ F-15Eไม่มี อย่าง อินฟราเรดค้นหาและติดตาม ระบบหมวกเชื่อมต่อ และเรดาร์เอเอ็น/APG-63(วี)1 นอกจากนี้ F-15Kยังสามารถใช้อาวุธได้มากมาย อย่าง ขีปนาวุธโจมตีพื้นดินจากระยะห่างและAGM-84H เครื่องยนต์เจเนรัลอิเลคทริค F110-GE-129 ให้แรงขับ 29,400 ปอนด์สองเครื่อง

ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551 รัฐบาลเกาหลีได้ประกาศการซื้อหมู่ที่สองของ F-15K จำนวน 21 ลำที่มีมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งสินค้ากำหนดไว้ในระหว่างปีพ.ศ. 2553 และ 2555 มันไม่เหมือนกับ F-15K กลุ่มแรก กลุ่มที่สองนี้จะใช้เครื่องยนต์แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ เอฟ100-พีดับบลิว-229 เครื่องยนต์ 64 เครื่องจะถูกสร้างโดยซัมซุงเทควินภายใต้สิขสิทธิ เกาหลีเสริมว่าเครื่องยนต์ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับF-16[39][40]

F-15S

[แก้]

F-15S เป็นแบบหนึ่งของ F-15E ที่ส่งให้กับกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย มันเกือบเหมือนกับ F-15Eของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และความแตกต่างอย่างเดียวก็คือเรดาร์เอเอ็น/APG-70 ในเดือนตุลาคมพงศ. 2550 เจเนรัลอิเลคทริคได้ประกาศทำสัญญากับซาอุดิอาระเบียสำหรับเครื่องยนต์ F110-GE-129ซีที่ทำให้กับ F-15S ในสัญญาที่มีมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์[41]

F-15SG

[แก้]

F-15SG' (อดีตคือ F-15T) เป็นแบบหนึ่งของ F-15E ถูกสั่งซื้อเป็นหลักโดยกองทัพอากาศสิงคโปร์ หลังจากช่วงเจ็ดปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่อีกห้าแบบที่อยู่ภายใต้การพิจารณา F-15SGถูกเลือกในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2548[42]

F-15SGมีความคล้ายคลึงกับ F-15Kที่ขายให้กับเกาหลีใต้แต่แตกต่างตรงเรดาร์APG-63(วี)3 ที่พัฒนาโดยเรย์ธีออน F-15SG มีขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์เจเนรัลอิเลคทริค F110-GE-129 ให้แรงดัน 29,400 ปอนด์

ในระหว่างที่กระบวนการ F-35 ไลท์นิงทู ของล็อกฮีดมาร์ตินดำเนินไป กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้สั่งซื้ออากาศยานอีก 12 ลำพร้อมกับอีก 8 ลำเพื่อมาแทนที่เอ-4เอสยูแบบเดิมของพวกเขา การซื้อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ที่นำมาแทนที่ที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเป็นการสั่งซื้อที่แพงที่สุดของกองทัพอากาศสิงคโปร์

กระทรวงกลาโหมของสิงคโปร์ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เลือกการซื้อ F-15SGเพิ่มอีก 8 ลำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเดิมที่ทำไว้เมื่อปี 2548 พร้อมกับการซื้อนี้มีการสั่งซื้อเพิ่มอีสี่ลำทำให้มีเครื่องบินขับไล่ในรายการทั้งสิ้น 24 ลำ[43] การเปิดตัวครั้งแรกจอง F-15SGเกิดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551 การส่ง F-15SGจะเริ่มในไตรมาสที่สามของปี 2551 จนถึง 2554[44]

แบบนำเสนอ

[แก้]

F-15F อีเกิล' เป็นสไตรค์อีเกิลหนึ่งที่นั่งที่ถูกนำเสนอซึ่งเดิมทีมาจาก F-15 ซาอุดิอาระเบียได้สั่งซื้อ F-15F จำนวน 24 ลำพร้อมกับแบบสองที่นั่งเพื่อการฝึกแต่ก็ไม่เคยถูกสร้าง[45]

F-15H สไตรค์อีเกิล' เป็น F-15Eรุ่นส่งออกให้กับกรีซในช่วงพ.ศ. 2533 ซึ่งถูกเลือกโดยกระทรวงกลาโหมและกองทัพอากาศของกรีซ[46] แต่รัฐบาลได้เลือก F-15แบบใหม่และมิราจ 2000-5 แทน[47]

ประเทศผู้ใช้งาน

[แก้]
ประเทศผู้ใช้งาน F-15E สไตรค์อีเกิล
F-15E สไตรค์อีเกิลจากฝูงบินรบที่ 90 อยู่บนทางวิ่งที่ฐานทัพอากาศแอนเดอร์สันบนเกาะกวม
 อิสราเอล
กองทัพอากาศอิสราเอลมี F-15I "ราอัม" 25 เครื่อง
 เกาหลีใต้
กองทัพอากาศเกาหลีได้รับ F-15K "สแลมอีเกิล" 40 เครื่อง (รวมทั้งสูญเสียในอุบัติเหตุ 1 ลำ) จากทั้งหมด 61 เครื่องในรายการสั่งซื้อในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551[48]
 ซาอุดีอาระเบีย
กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียใช้ F-15S จำนวน 72 เครื่อง
 สิงคโปร์
กองทัพอากาศสิงคโปร์สั่งซื้อ F-15SG จำนวน 24 เครื่อง
 สหรัฐ
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้งาน F-15E จำนวน 224 เครื่องในประจำการ

รายละเอียดของ F-15E สไตรค์อีเกิล

[แก้]
F-15Eขณะซ่อมบำรุงแสดงให้เห็นปืนกลแกทลิ่งเอ็ม61 วัลแคนที่ถอดฝาครอบออก
  • ลูกเรือ 2 นาย
  • ความยาว 19.4 เมตร
  • ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสอง 13.05 เมตร
  • ความสูง 5.63 เมตร
  • พื้นที่ปีก 56.5 ตารางเมตร
  • น้ำหนักตัวเปล่า 14,300 กิโลกรัม
  • น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน 36,700 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์สันดาปของแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ เอฟ100-229 สองเครื่องยนต์ ให้แรงขับดัน 29,000 ปอนด์ในแต่ละเครื่อง
  • ความเร็วสูงสุด 3,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป (2.5 มัคขึ้นไป)
  • พิสัยในการขนส่ง 3,900 กิโลเมตรพร้อมกับถังเชื้อเพลิงทั้งนอกและใน
  • เพดานบินทำการ 60,000 ฟุต
  • อัตราการไต่ระดับ 50,000 ฟุตต่อนาที
  • อาวุธ
F-15Eปล่อยพลุในขณะทำการบินเหนืออัฟกานิสถานในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Davies 2002, p. 90.
  2. Splendid Vision, Unswerving Purpose: Developing Air Power for the United States Air Force During the First Century of Powered Flight, Dept. of the Air Force (18 March 2003), p. 253.
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ 88service
  4. 1 2 3 4 James R. Ciborski. The F-15 Eagle: A Chronology เก็บถาวร 2007-09-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. History Office, Aeronautical Systems Center, Air Force Materiel Command, Wright-Patterson AFB, Ohio. June 2002.
  5. F-15e.html "Raytheon claims AESA upgrade contract for F-15E", Flightglobal.com, 1 November 2007.
  6. "Boeing Selects Raytheon to Provide AESA Radar for U.S. Air Force F-15E Strike Eagles", Boeing, 1 November 2007.
  7. Making the Best of the Fighter Force เก็บถาวร 2008-09-15 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Air Force magazine, March 2007.
  8. Dr Richard P. Hallion. A Troubling Past:Air Force Fighter Acquisition since 1945 เก็บถาวร 2016-10-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Airpower Journal. Winter 1990.
  9. Jenkins 1998, p. 35-36.
  10. Davies 2003, pp. 63-36.
  11. 1 2 "Tim Bennett's War" เก็บถาวร 2012-03-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Air Force magazine online, January 1993.
  12. Davies 2005, Chapter Two - Desert Shield and Desert Storm, pp. 17-24.
  13. Davies 2005, Chapter Two - Desert Shield and Desert Storm, pp. 25.
  14. Davies 2005, Chapter Two - Desert Shield and Desert Storm, pp. 29-30.
  15. Davies 2005, Chapter Two - Desert Shield and Desert Storm, pp. 30-31.
  16. Davies 2005, Chapter Three - No-Fly Zones, p. 33.
  17. Davies 2005, Chapter Three - No-Fly Zones, p. 35-36.
  18. Davies 2005, Chapter Four - Deny Flight and Allied Force, pp. 43.
  19. 1 2 Davies 2005, Chapter Four - Deny Flight and Allied Force, p. 44.
  20. Davies 2005, Chapter Four - Deny Flight and Allied Force, p. 46.
  21. 1 2 Davies 2005, Chapter Four - Deny Flight and Allied Force, p. 47.
  22. Davies 2005, Chapter Four - Deny Flight and Allied Force, p. 59.
  23. Davies 2005. Chapter Five - Afghan Rebels, p. 63.
  24. 1 2 Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 64.
  25. Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 65.
  26. Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 68-69.
  27. 1 2 Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 72.
  28. 1 2 Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 73.
  29. Davies 2005, Chapter Five - Afghan Rebels, p. 76.
  30. "Outcry as 'friendly fire' kills three UK soldiers" เก็บถาวร 2007-08-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. The Telegraph. 25 August 2007.
  31. 1 2 Davies 2005, Chapter Six - Operation Iraqi Freedom, p. 77-78.
  32. 1 2 Davies 2005, Chapter Six - Operation Iraqi Freedom, p. 80.
  33. 1 2 Davies 2005, Chapter Six - Operation Iraqi Freedom, p. 82.
  34. Davies 2005, Chapter Six - Operation Iraqi Freedom, p. 83.
  35. Dao, James. A Trail of Pain From a Botched Attack in Iraq in 2003. The New York Times, 15 April 2005.
  36. Das and Watkins เก็บถาวร 2017-06-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Unofficial Arlington National Cemetery page.
  37. Das Given Posthumous Awards Former Amarilloan honored in death เก็บถาวร 2011-06-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Air Force Times via Ammarillo Globe-News, 18 August 2003.
  38. F-15K’s First Flight Successful, Defense Industry Daily, 7 March 2005.
  39. Yonhap News, served by Naver
  40. Boeing F-15K Eagle เก็บถาวร 2020-03-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Flug Revue, 5 May 2008.
  41. "General Electric Aerospace article". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-04-24. สืบค้นเมื่อ 2009-02-20.
  42. F-15t.html "Singapore finally opts for F-15T", Flight International, 13 September 2005.
  43. Singapore Exercises Option for Additional F-15SGs เก็บถาวร 2020-02-23 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Singapore Ministry of Defence, October 22, 2007.
  44. "Boeing Rolls Out 1st F-15SG to Singapore", Boeing, 3 November 2008.
  45. http://www.aerospaceweb.org/aircraft/bomber/f15e/ - McDonnell Douglas (now Boeing) F-15E Eagle Fighter Bomber
  46. F-16.net - Thirty new F-16 block 52+ aircraft for Greece
  47. เก็บถาวร 2008-10-24 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน AeroWorldNet(tm) - Greece Buys 50 F-16s and 15 Mirage 2000s [May 3, 1999]
  48. Duk-kun, Byun. "Air Force receives last shipment of F-15K fighter jet", Yonhap News, 8 October 2008.
  1. Number built for F-15E= 237,[1] F-15I= 25,[1] F-15S= 72,[1] F-15K= 61, F-15SG= 40; total= 435
อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "N" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="N"/> ที่สอดคล้องกัน