แมคดอนเนลล์ดักลาส F/A-18 ฮอร์เน็ท
| F/A-18 ฮอร์เน็ท | |
|---|---|
F/A-18C ทร.สหรัฐ | |
| ข้อมูลทั่วไป | |
| ประเภท | เครื่องบินขับไล่พหุภารกิจ |
| ชาติกำเนิด | |
| บริษัทผู้ผลิต | แมคดอนเนลล์ดักลาส (1974–1997) และนอร์ธรอปคอร์ปอเรชัน (1974–1994) โบอิง (1997–2000) |
| สถานะ | ประจำการอยู่ |
| ผู้ใช้งานหลัก | กองทัพเรือสหรัฐ (อดีต) |
| จำนวนที่ผลิต | F/A-18A/B/C/D: 1,480 ลำ[1][1]: 186–7 |
| ประวัติ | |
| สร้างเมื่อ | 1974–2000 |
| เริ่มใช้งาน | 7 มกราคม 1983 (นย.สหรัฐ) 1 กรกฎาคม 1984 (ทร.สหรัฐ) |
| เที่ยวบินแรก | 18 พฤศจิกายน 1978 |
| ปลดประจำการ | 2019 (ทร.สหรัฐ) 2021 (ทอ.สหราชอาณาจักร) |
| พัฒนาจาก | YF-17 |
| สายการผลิต | CF-18 ฮอร์เน็ท |
| พัฒนาเป็น | F/A-18E/F ซูเปอร์ฮอร์เน็ท X-53 Active Aeroelastic Wing |
แมคดอนเนลล์ดักลาส F/A-18 ฮอร์เน็ท (McDonnell Douglas F/A-18 Hornet) เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจแบบสองเครื่องยนต์ ความเร็วเหนือเสียง ใช้งานได้ทุกสภาพอากาศ และสามารถขึ้นลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ทั้งเป็นเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีภาคพื้น จึงใช้ตัวย่อว่า F/A
F/A-18 ฮอร์เน็ท ถูกออกแบบโดยบริษัทแมคดอนเนลล์ดักลาสร่วมกับนอร์ธรอปคอร์ปอเรชัน โดยพัฒนามาจาก นอร์ธรอป YF-17 โมเดลที่แพ้การคัดเลือกให้กับ YF-16 ในโครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบาของกองทัพอากาศสหรัฐ แต่ต่อมา กองทัพเรือสหรัฐหยิบเอา YF-17 มาใช้ในโครงการเครื่องบินขับไล่อากาศนาวีและพัฒนาเป็น F/A-18 ขณะที่นาวิกโยธินสหรัฐก็ได้นำไปใช้งานเช่นกัน นอกจากนี้ ฮอร์เน็ทยังถูกใช้งานโดยกองทัพอากาศของหลายประเทศ
F/A-18 ถูกออกแบบมาให้มีความหลากหลายในการปฏิบัติภารกิจสูง ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย จอแสดงผลในห้องนักบิน และคุณลักษณะด้านอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในการบินที่มุมปะทะสูง เครื่องบินสามารถติดตั้งอาวุธได้หลายประเภท ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นเครื่องบินคุ้มกัน การป้องกันภัยทางอากาศ การข่มการป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก, การสกัดกั้น, การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด และการลาดตระเวนทางอากาศ ความหลากหลายและความเชื่อถือได้ทำให้ฮอร์เน็ท เป็นทรัพยากรสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐ
F/A-18 ฮอร์เน็ทเข้าประจำการในปี 1983 และเข้าร่วมปฏิบัติการรบครั้งแรกในการทิ้งระเบิดในลิเบียของสหรัฐในปี 1986 ต่อมามีบทบาทในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 และสงครามอิรักปี 2003 นอกจากนี้ F/A-18 ฮอร์เน็ท ยังเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาเป็น F/A-18E/F ซูเปอร์ฮอร์เน็ท ซึ่งเป็นรุ่นที่ขยายขนาดและออกแบบใหม่เพื่อแทนที่ฮอร์เน็ทรุ่นดั้งเดิมและ F-14 ทอมแคท ในกองทัพเรือสหรัฐ โดยฮอร์เน็ทรุ่นดั้งเดิมของกองทัพเรือถูกปลดประจำการทั้งหมดในปี 2019 หลังจากการประจำการของ F-35C ไลท์นิงทู
ปัจจุบัน ถึงแม้ฮอร์เน็ท A/B/C/D ถูกปลดประจำการจากกองทัพสหรัฐอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่แต่ยังคงประจำการในบางประเทศ ยังคงรองรับอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศรุ่นใหม่อย่าง AIM-9X จึงยังคงตอบโจทย์ในฐานะฝ่ายป้องกัน อีกทั้งยังเป็นเครื่องที่ดูแลซ่อมบำรุงง่าย แต่ไม่เหมาะใช้งานในฐานะฝ่ายรุก เนื่องจากขาดคุณสมบัติสเตลธ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ทำให้เสียเปรียบเมื่อเผชิญระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่หรือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ขึ้นไป
การพัฒนา
[แก้]ต้นกำเนิด
[แก้]กองทัพเรือสหรัฐเริ่มโครงการ VFAX เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจที่สามารถทดแทน A-4 สกายฮอว์ก, A-7 คอแซร์ทู, และ F-14 ทอมแคท ที่ยังเหลืออยู่ รวมถึงทำหน้าที่เสริมความสามารถให้กับ F-14 ทอมแคท ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1973 สภาคองเกรสได้กำหนดให้กองทัพเรือมุ่งหาเครื่องบินทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่า F-14 บริษัทกรัมแมนเสนอรุ่น F-14X ซึ่งเป็น F-14 แบบลดสเปก ขณะที่แมคดอนเนลล์ดักลาสเสนอรุ่นดัดแปลงของ F-15 สำหรับกองทัพเรือ แต่ทั้งสองแบบยังคงมีราคาสูงเกือบเท่า F-14 อยู่ดี
ในช่วงฤดูร้อนปีเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหม เจมส์ อาร์. ชเลซิงเงอร์ จึงสั่งให้กองทัพเรือทำการประเมินเครื่องบินที่เคยเข้าแข่งขันในโครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา (LWF) ของกองทัพอากาศ ซึ่งได้แก่ YF-16 และ YF-17 ทั้งนี้ การแข่งขันของกองทัพอากาศเน้นเครื่องบินขับไล่สำหรับกลางวันโดยไม่รวมขีดความสามารถด้านการโจมตี ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 1974 คณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้โยกงบประมาณจำนวน 34 ล้านดอลลาร์ จากโครงการ VFAX ไปสู่โครงการใหม่ชื่อ NACF ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีที่พัฒนาในโครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา (LWF) ของกองทัพอากาศ
YF-17 ถูกออกแบบใหม่
[แก้]แม้ว่า YF-16 เคยชนะการแข่งขันโครงการ LWF ของกองทัพอากาศสหรัฐ แต่กองทัพเรือกลับไม่มั่นใจว่าเครื่องบินขับไล่แบบเครื่องยนต์เดี่ยวและล้อขึ้นลงแคบอย่าง F-16 จะสามารถดัดแปลงสำหรับปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ง่ายและคุ้มค่า จึงปฏิเสธข้อเสนอรุ่นดัดแปลง Vought Model 1600 และในวันที่ 2 พฤษภาคม 1975 กองทัพเรือได้ประกาศเลือก YF-17 เป็นพื้นฐานของเครื่องบินใหม่
เนื่องจากโครงการ LWF ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด VFAX กองทัพเรือจึงมอบหมายให้แมคดอนเนลล์ดักลาสและนอร์ธอร์ปพัฒนาเครื่องบินใหม่โดยใช้หลักการจาก YF-17 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1977 รัฐมนตรีทบวงทหารเรือประกาศว่าเครื่องบินลำใหม่นี้จะได้รับชื่อว่า F-18 “ฮอร์เน็ท” ตามลักษณะความคล่องแคล่วของ "แมลงต่อ" และเพื่อสืบทอดชื่อจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Hornet
นอร์ธอร์ปจับมือแมคดอนเนลล์ดักลาส ฝ่ายแรกผลิตส่วนกลางและท้ายลำตัว ส่วนหางดิ่ง และเป็นผู้พัฒนาเวอร์ชันภาคพื้นดิน F-18L สำหรับตลาดส่งออก ส่วนแมคดอนเนลล์ดักลาสผลิตปีก หางตรึง และส่วนหัวลำตัว รวมทั้งทำการประกอบขั้นสุดท้าย และเป็นผู้รับเหมาหลักสำหรับรุ่นใช้งานทางทะเล F-18 รุ่นต้นแบบ) ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่จาก YF-17 เพื่อรองรับการใช้งานบนเรือ เช่น เสริมความแข็งแรงโครงเครื่องและหางเกี่ยว เพิ่มปีกพับ ชุดยิงจากแคทาพัลต์ และล้อหน้าเป็นคู่ เพิ่มความจุเชื้อเพลิงกว่า 2,000 กก. ขยายปีกและหางตรึง ขยายลำตัวท้าย และติดตั้งเครื่องยนต์แบบแยกมุมออก การเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่มน้ำหนักขึ้นราว 10,000 ปอนด์ แต่แลกมาด้วยสมรรถนะที่เหมาะสมกับกองทัพเรือ ระบบควบคุมถูกแทนที่ด้วย fly-by-wire ดิจิทัลสำรองเผื่อขัดข้อง 4 ชั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในเครื่องบินรบสายการผลิต อายุโครงเครื่องถูกออกแบบไว้ 6,000 ชั่วโมงบิน
แต่เดิมแล้ว กองทัพเรือสหรัฐมีแผนจัดหาจำนวน 780 เครื่องในสามรุ่นย่อย คือ F-18A (ขับไล่ที่นั่งเดี่ยว), A-18A (โจมตีที่นั่งเดี่ยว) และ TF-18A (สองที่นั่ง) ต่อมาหลังการปรับปรุงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสถานีบรรทุกอาวุธ A-18A และ F-18A จึงรวมกันเป็น F/A-18A ในปี 1980 และ TF-18A ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น F/A-18B อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1984
F-18L ของนอร์ธรอป
[แก้]F-18L ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องบินขับไล่สำหรับการส่งออก โดยปรับจาก F/A-18A ให้เป็นรุ่นที่ไม่ต้องเสริมความแข็งแรงเพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ทำให้มีน้ำหนักเบากว่า F/A-18A ราว 3,490 กิโลกรัม และมีสมรรถนะที่ดีกว่า น้ำหนักที่ลดลงมาจากการใช้ระบบล้อที่ง่ายกว่า การตัดกลไกพับปีก และลดความจุเชื้อเพลิง แม้จะมีการปรับลดเหล่านี้ F-18L ยังมีชิ้นส่วนเหมือนกับ F/A-18 ถึง 71% และระบบสำคัญกว่า 90% เช่น เรดาร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบต่อต้านการรบกวนต่อมาได้มีการพัฒนา F/A-18L รุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับ F/A-18A ของกองทัพเรือสหรัฐ โดยยังคงเป็นเครื่องบินภาคพื้นดิน แต่เพิ่มสมรรถนะด้วยปีกไม่พับที่แข็งแรงขึ้น ความสามารถบรรทุกอาวุธเพิ่มจาก 13,700 เป็น 20,000 ปอนด์ มีจุดติดตั้งอาวุธ 11 ตำบลมากกว่า F/A-18A และสามารถติดตั้งจรวด AIM-7 Sparrow หรือ Skyflash ที่รางปลายปีกได้ ทั้งยังเสริมความทนทานให้รองรับแรงกดได้ 9g เทียบกับ 7.5g ของ F/A-18A
แต่ความร่วมมือระหว่างสองบริษัทกลับมีปัญหาจากการแข่งขันการขายในตลาดต่างประเทศ นอร์ธรอปเชื่อว่าแมคดอนเนลล์ดักลาสนำเทคโนโลยี F-18L ไปใช้กับ F/A-18 ที่เสนอขายต่างประเทศ เกิดการฟ้องร้องกันตั้งแต่ปี 1979 จนถึงปี 1985 จึงได้มีการยุติคดี โดยแมคดอนเนลล์ดักลาสจ่ายเงินชดเชย 50 ล้านดอลลาร์ และได้สิทธิ์ขาย F/A-18 ในตลาดส่งออก ข้อตกลงใหม่นี้กำหนดให้แมคดอนเนลล์ดักลาสเป็นผู้รับเหมาหลัก ส่วนนอร์ธรอปเป็นผู้รับเหมาช่วง ผลิตส่วนท้ายลำตัวฮอร์เน็ท รุ่น A/B จนถึง ซูเปอร์ฮอร์เน็ท ในเวลาต่อมา ขณะที่โครงการ F-18L ค่อย ๆ ถูกยกเลิก และตลาดส่วนใหญ่ตกเป็นของ F-16 และ F/A-18 ส่วน F-20 ไทเกอร์ชาร์ค ของนอร์ธรอปไม่เข้าสู่สายการผลิต
การออกแบบ
[แก้]F/A-18 เป็นเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจแบบสองเครื่องยนต์ ปีกกึ่งกลางลำตัว ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัวสูงและรองรับภารกิจที่หลากหลาย จุดเด่นสำคัญมาจากอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักที่ดี ระบบควบคุมการบิน fly-by-wire ดิจิทัล ที่มีความแม่นยำ และส่วนขยายโคนปีกด้านนำ (LERX) ซึ่งช่วยสร้างกระแสการไหลวน เพิ่มแรงยกและการควบคุมแม้ในมุมโจมตีสูง ปีกทรงสี่เหลี่ยมคางหมูมุมกวาด 20 องศา มีแผงด้านนำและแฟลปเต็มช่วง ด้านท้ายมีแฟลปแบบซิงเกิลสลอตและ aileron เต็มสปาน หางดิ่งเอียงออกด้านนอกพร้อมหางเสถียรขนาดใหญ่และแฟลปท้ายปีกที่ทำหน้าที่เป็น flaperon ทำให้ Hornet รักษาสมรรถนะในมุมโจมตีสูงได้ดีมาก NASA ยังได้นำ F/A-18 มาทดลองในโครงการ HARV โดยติดตั้ง thrust vectoring เพื่อพิสูจน์ความสามารถการควบคุมที่มุมโจมตีถึง 65–70 องศา ซึ่งเป็นระดับที่เครื่องบินรบทั่วไปทำไม่ได้

ฮอร์เน็ทเป็นหนึ่งในเครื่องบินรุ่นแรกที่ใช้จอแสดงผลมัลติฟังก์ชัน (MFD) ทำให้นักบินสามารถสลับบทบาทจากขับไล่เป็นโจมตีทันที เพิ่มความยืดหยุ่นทางยุทธวิธี นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องบินกองทัพเรือลำแรกที่ติดตั้งระบบบัสข้อมูลแบบดิจิทัล (multiplex bus) ทำให้ง่ายต่อการบูรณาการและการอัปเกรดอุปกรณ์ในอนาคต ฮอร์เน็ทยังถูกออกแบบให้ บำรุงรักษาง่ายและทนทาน เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าอย่าง F-14 และ A-6 โดยมีความขัดข้องต่ำกว่าสามเท่า แต่ใช้เวลาซ่อมบำรุงเพียงครึ่งเดียว
เครื่องยนต์ General Electric F404 แม้แรงขับไม่สูงที่สุด แต่มีชื่อเสียงด้านความทนทานและความน่าเชื่อถือ สามารถทำงานต่อเนื่องได้แม้เผชิญสภาพการบินยากลำบาก และมีโอกาสเกิดอาการดับเครื่องยนต์หรือหยุดทำงานกลางอากาศน้อยมาก จุดเด่นอีกประการคือการถอดเปลี่ยนสะดวก โดยทีมช่างเพียง 4 คนสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ได้ภายใน 20 นาที เครื่องบินยังทำความเร็วได้สูงสุด มัค 1.8 ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต ระบบช่องลมของ F/A-18 ใช้แบบ fixed pitot intake คล้าย F-16 ซึ่งง่ายและใช้การซ่อมบำรุงน้อย ต่างจากช่องลมแบบปรับเรขาคณิตของ F-4, F-14 และ F-15 แม้จะด้อยกว่าด้านประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมาก แต่แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือและความเรียบง่าย ผลการศึกษาของนาวิกโยธินสหรัฐในปี 1989 ระบุว่า เครื่องบินที่นั่งเดียวมีความเหมาะสมกับการรบอากาศ-สู่อากาศ ขณะที่รุ่นสองที่นั่งเหมาะกับภารกิจโจมตีซับซ้อนภายใต้การต่อต้านหนาแน่นและสภาพอากาศเลวร้าย โดยมีลูกเรือสองนายช่วยแบ่งภาระงาน
ประวัติการใช้งาน
[แก้]สหรัฐอเมริกา
[แก้]เข้าประจำการ
[แก้]แมกดอนเนลล์ ดักลาสได้ผลิตF/A-18Aลำแรกในวันที่ 13 กันยายน 2521[2] มันทำการบินครั้งแรกในวันที่ 18 พฤศจิกายน[2]
ในเดือนมีนาคม 2522 ร้อยโทจอห์น แพดเจทท์ได้กลายเป็นนักบินกองทัพเรือคนแรกที่บินF/A-18[3] จากนั้นF/A-18Aจำนวน 9 ลำและF/A-18Bจำนวน 2 ลำถูกนำไปพัฒนาระบบการบิน

ฮอร์เน็ทเริ่มเข้าประจำการในฝูงบินมากมายรวมทั้งในกองนาวิกโยธินเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2526[2] และในฝูงบินของกองทัพเรือในเดือนมีนาคม 2526 เพื่อเข้าแทนที่F-4 A-7Eตามลำดับ[4] รายงานตอนแรกจากกองบินนั้นเป็นที่น่าพอใจ มันระบุว่าฮอร์เน็ทเชื่อถือได้และแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามันอย่างมากนั้นก็คือF-4[1]
ฝูงบินผาดโผนบลู แองเจิลของกองทัพเรือสหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้F/A-18 ฮอร์เน็ทในปี 2529[2] เมื่อมันเข้ามาแทนที่A-4 สกายฮอว์ค บลู แองเจิลใช้F/A-18Aและบีในงานแสดงและงานอื่นๆ นักบินบลู แองเจิลต้องมีชั่วโมงบิน 1,350 ชั่วโมงและมีใบรับรองจากเรือบรรทุกเครื่องบิน แบบบีที่มีสองที่นั่งใช้เพื่อบุคคลสำคัญหรือทำการแสดงปกติได้หากจำเป็น
เข้าสู้รบ
[แก้]F/A-18 ทำการรบครั้งแรกในเดือนเมษายน 2529 เมื่อฝูงบินจากเรือยูเอสเอส คอรัล ซีทำภารกิจต่อสู้กับการป้องกันทางอากาศของลิเบียในปฏิบัติการไพรรีไฟร์ (Operation Prairie Fire) และเข้าโจมตีเมืองเบนกาซิของลิเบีย[1]
ในสงครามอ่าวครั้งแรก F/A-18 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ สองลำถูกทำลายและสูญเสียนักบิน[1] ในวันที่ 17 มกราคม 2534 ในวันแรกของสงคราม นาวาตรีสกอตต์ สไปเชอร์ถูกยิงตกและถูกแจ้งว่าสูญหาย F/A-18 Eลำที่บินโดยเรือโทโรเบิร์ต ดิวเยอร์ (ถูกแจ้งว่าถูกสังหารแต่ไม่พบศพ) สูญหายในทางเหนือของอ่าวเปอร์เซียหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในอิรัก
นักบินF/A-18 ได้ชื่อจากการสังหารสองครั้งในช่วงสงครามอ่าว ทั้งสองครั้งเป็นเครื่องมิก-21[5] ในวันแรกของสงครามนักบินจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เรือโทนิก มอนกิลโลและนาวาตรีมาร์ค ฟ็อกซ์ถุกส่งออกจากเรือ|ยูเอสเอส ซาราโตกาในทะเลแดงเพื่อเข้าทิ้งระเบิดสนามบินในทางใต้ของอิรัก ในขณะเดินทางพวกเขาพบว่ามิก-21 กำลังเข้ามาทางพวกเขา ฮอร์เน็ทยิงมิกสองลำตกและกลับเข้าสู่การทิ้งระเบิดก่อนกลับสู่เรือซาราโตกา[2][4] ความสามารถในการอยู่รอดของฮอร์เน็ทถูกทดสอบเมื่อฮอร์เน็ทถูกยิงใส่เครื่องยนต์ทั้งสองและบินเป็นระยะทาง 201 กิโลเมตรกลับฐาน มันถูกซ่อมแซมและบินได้Eกครั้งภายในไม่กี่วัน ตลอดสงครามอ่าวF/A-18 ทำการบิน 4,551 ครั้งโดยมี 10 ลำที่ได้รับความเสียหายและรวมทั้งสองลำที่ถูกยิงตก[6]
เมื่อA-6 อินทรูเดอร์ถูกปลดประจำการในปี 2534 บทบาทของมันถูกแทนที่ด้วยF/A-18 มันได้แสดงความหลากประโยชน์และความช่าเชื่อถือของมันในปฏิบัติการดีเซิร์มสตอร์มด้วยการยิงเครื่องบินรบของข้าศึกตกและตามาด้วยการทิ้งระเบิดใส่ศัตรูด้วยเครื่องบินลำเดิม มันได้ทำลายสถิติของอากาศยานในเรื่องการใช้ประโยชน์ ความน่าเชื่อถือ และการดูแลรักษา
ทั้งF/A-18A/ซีของกองทัพเรือและF/A-18A/ซี/ดีของนาวิกโยธินถูกใช้งานต่อในปฏิบัติการเซาท์เธิร์นวอชท์และเหนือบอสเนียและคอซอวอในปี 2533 ฮอร์เน็ตของกองทัพเรือสหรัฐฯ ทำการบินในปฏิบัติการเอ็นดัวริงฟรีดอม ทั้งF/A-18A/ซี และF/A-18E/เอฟที่ใหม่กว่าถูกใช้ในปฏิบัติการปลดปล่อยอิรัก F/A-18Cหนึ่งลำตกเพราะยิงกันเองโดยขีปนาวุธเอ็มไอเอ็ม-104 เพเทรียตและEกสองลำชนกันเหนืออิรักเมื่อปี 2548 ในเดือนมกราคม 2550 F/A-18E/F-ซูเปอร์ฮอร์เน็ทสองลำของกองทัพเรือชนกันกลางอากาศและตกลงในอ่าวเปอร์เซีย[7]
เข้าประจำการนอกสหรัฐฯ
[แก้]ถึงแม้ว่าอากาศยานของกองทัพเรือนั้นจะขายไม่ดีนักในการส่งออก แต่F/A-18 ก็ถูกซื้อและเข้าประจำการในหลายๆ ประเทศ ฮอร์เน็ทรุ่นส่งออกนั้นจะคล้ายคลึงกับแบบของสหรัฐฯ เนื่องมาจากว่าไม่มีลูกค้ารายใดที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน แบบที่ส่งออกนั้นจึงไม่มีระบบลงจอดสำหรับภารกิจดังกล่าวและทางกองทัพอากาศออสเตรเลียก็นำส่วนยึดกับแท่นส่งออก[1] ยกเว้นของแคนาดา ลูกค้าทุกรายซื้อฮอร์เน็ทผ่านทางกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการการขายแต่ก็ต้องประสบกับการขาดทุน แคนาดาได้สั่งซื้อโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิต
ออสเตรเลีย
[แก้]กองทัพอากาศออสเตรเลียได้ซื้อF/A-18Aจำนวน 57 ลำและF/A-18Bสองที่นั่งสำหรับการฝึกจำนวน 18 ลำ โดยมีในประจำการทั้งหมด 71 ลำและสูญเสียไป 4 ลำ[8] F/A-18 ลำแรกถูกส่งให้กับกองทัพอากาศในวันที่ 29 ตุลาคม 2527[2] ทางกองบินคาดหวังว่าจะถูกปลดประจำการใน 2558 และถูกแทนที่ด้วยF-35 ไลท์นิ่ง 2[9][10]
มีสามทางเลือกที่ถูกพิจารณาในการแทนที่เครื่องมิราจ 3 ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ทางเลือกได้แก่F-15 Eเกิล F-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอน และF/A-18 แบบใหม่ F-15 ถูกมองข้ามเพราะรุ่นที่ถูกนำเสนอนั้นไม่สามารถทำการโจมตีทางพื้นดินได้ F-16 ถูกมองว่าไม่เหมาะเพราะมีเครื่องยนต์เดียว ผลที่ตามมาก็คือออสเตรเลียทำสัญญาในเดือนตุลาคม 2524 เครื่องบินสองลำแรกถูกผลิตขึ้นในสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือนำไปประกอบในออสเตรเลีย การส่งเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2528 และเดือนพฤษภาคม 2533 ความแตกต่างระหว่างของออสเตรเลียกับของสหรัฐฯ คือ
- การนำส่วนที่ใช้ยึดกับแท่นส่งบนเรือบรรทุกเครื่องบินออก
- เพิ่มความถี่วิทยุ
- ระบบประเมินข้อมูลที่ด้อยกว่าของออสเตรเลีย
- เครื่องบันทึกวิดีโอและเสียงที่พัฒนา
- ที่นั่งที่แตกต่าง
- ใช้ระบบลงจอดธรรมดาแทนระบบลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน[11]
ใน 2544 ออสเตรเลียวางกำลังเครื่องบินสี่ลำที่ฐานทัพอากาศไดโก การ์เซียเพื่อทำหน้าที่ป้องกันในปฏิบัติการร่วมกับรัฐบาลร่วมที่ต้องการจัดการกับกลุ่มตาลิบันในอัฟกานิสถาน ในปี 2546 ฝูงบินหมายเลข 75 ใช้F/A-18 จำนวน 14 ลำในกาตาในสวนหนึ่งของปฏิบัติการฟอลโคเนอร์และเครื่องบินเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ในตอนที่บุกอิรัก[12]
แคนาดา
[แก้]
แคนาดาเป็นลูกค้าส่งออกรายแรกของฮอร์เน็ทเพื่อเข้าแทนที่ซีF-104 ซีF-101 วูดู และซีF-116 ฟรีดอม แคนาดาได้สั่งซื้อรุ่นเอจำนวน 98 ลำและรุ่นบีจำนวน 40 ลำ
ในปี 2534 แคนาดานำCF-18 จำนวน 26 เครื่องเข้าร่วมสงครามอ่าวโดยตั้งฐานอยู่ที่กาตา ในเดือนมิถุนายน 2542 CF-18 จำนวน 18 ลำเข้าสู่ฐานทัพอากาศที่เอเวียโน่ประเทศอิตาลีและพวกมันได้ทำหน้าที่ทั้งอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นในยูโกสลาเวีย
เครื่องบินเผชิญกับโครงการพัฒนาเพื่อการใช้งานที่นานขึ้นถึงปี 2563[1] เป็นการพัฒนาF-18AและF-18Bให้กลายเป็นF/A-18Cและดี CF-18 มีจำนวนทั้งสิ้น 80 ลำ ประกอบด้วยแบบที่นั่งเดียว 62 ลำและสองที่นั่ง 18 ลำที่ถูกเลือกเข้าโครงการพัฒนา เมื่อถึงปี 2546 แคนาดามีทั้งหมด 123 ลำในประจำการและสูญเสียไป 15 ลำ[13]
ฟินแลนด์
[แก้]กองทัพอากาศฟินแลนด์ได้วั่งซื้อF-18C/ดีจำนวน 64 ลำ การส่งเริ่มในวันที่ 7 มิถุนายน 2538 ฮอร์เน็ทได้เข้ามาแทนที่มิก-21และซาอับ 35 ดราเคน เครื่องบินลำหนึ่งถูกทำลายในการชนกลางอากาศในปี 2544[2] F-18CEกลำที่ได้รับความเสียหายถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นF-18D
F-18Cของฟินแลนด์ยังมีระบบป้องกันการรบกวนที่เรียกว่าเอเอสพีเจ (Airborne-Self-Protection-Jammer) กองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อมาได้ติดตั้งระบบดังกล่าวที่เรียกว่าเอแอลคิว-165 ในเครื่องซูเปอร์ฮอร์เน็ต ฮอร์เน็ทของฟินแลนด์ถูกใช้เพื่อป้องกันเท่านั้น
ฟินแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนระบบมากมายของF-18 มีทั้งหมวกแบบเอชเอ็มเอส (helmet mounted sights) หน้าจอแสดงแบบใหม่ และเซ็นเซอร์ ฮอร์เน็ท 63 ลำใช้อาวุธโจมตีภาคพื้นดินอย่างAGM-154ซี เจซอว์ การพัฒนายังรวมทั้งการใช้ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศแบบAIM-9 เอกซ์ ไซด์ไวน์เดอร์และAIM-120ซี-7 แอมแรม การพัฒนานี้มีมูลค่าประมาณ 1-1.6 พันล้านยูโรและวางแผนงานว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2558 หลังจากพัฒนาเครื่องบินจะอยู่ประจำการจนถึงปี 2568[14][15]
คูเวต
[แก้]กองทัพอากาศคูเวตมีF/A-18CและF/A-18Dจำนวน 39 ลำในปี 2551[16] อากาศยานเหล่านี้ถูกสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนการเข้าบุกอิรักในเดือนสิงหาคม 2533 การส่งเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2534[2] F/A-18C/ดีถูกแทนที่ด้วยA-4เคยู สกายฮอว์ค
มาเลเซีย
[แก้]กองทัพอากาศมาเลเซียมีF/A-18Dจำนวน 9 ลำ[17] กองทัพอากาศแบ่งการสั่งซื้อระหว่างF/A-18 และมิโคยัน มิก-29[18]
สเปน
[แก้]กองทัพอากาศสเปนได้สั่งซื้อEF-18Aจำนวน 60 ลำและEF-18Bจำนวน 12 ลำ ("E"ย่อมาจากคำว่า"España"ที่แปลว่าของสเปน) ต่อมาชื่อได้ถูกเปลี่ยนเป็นซี.15 และซีE.15 โดยกองทัพอากาศสเปน[13] การส่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2528[2] ปัจจุบันเครื่องบินทั้งหมดถูกพัฒนาเป็นF-18A+/บี+ ใกล้เคียงกับF/A-18C/ดี
ใน 2548 สเปนได้รับF/A-18Aจำนวน 24 ลำที่เคยเป็นของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยมีทางเลือกเพิ่มEกหก หกลำแรกถูกส่งในเดือนธันวาคม 2548 ก่อนหน้าการส่งพวกมันถูกดัดแปลงด้วยเครื่องยนต์เอฟ404 และการดัดแปลงที่ทางสเปนเป็นผู้เรียกร้อง พวกมันเป็นส่วนเกินส่วนแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ฮอร์เน็ทของสเปนทำงานในทุกภาพอากาศและทั้งกลางวันกลางคืน ในสงครามในแต่ละฝูงบินที่แนวหน้าจะมีบทบาทหลักของตนเอง การเติมเชื้อเพลิงจะทำหน้าที่โดยเคซี-130เอชและโบอิง 707ทีที
สวิตเซอร์แลนด์
[แก้]กองทัพอากาศสวิตเซอร์แลนด์ได้ซื้อแบบซี 26 ลำและแบบดี 8 ลำ แบบดีลำหนึ่งสูญเสียในการตก[13] การส่งเริ่มขึ้นในวันที่ 25 มกราคม 2539[2]
ในท้ายปี 2550 สวิตเซอร์แลนด์ได้ขอโครงการพัฒนาF/A-18C/ดี เพื่อขยายระยะการใช้งานของF/A-18C/ดี ในเดือนตุลาคม 2551 กองบินฮอร์เน็ทของสวิตมีเที่ยวบิน 50,000 เที่ยวบิน[19]
ประเทศที่อาจใช้งาน
[แก้]F/A-18CและF/A-18Dถูกพิจารณาโดยกองทัพเรือฝรั่งเศสในช่วงปี 2523 สำหรับการนำไปใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน[20] และEกครั้งในปี 2533 สำหรับใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์[21]
ออสเตรเลีย[22] ชิลี[1] สาธารณรัฐเชค[22] ฮังการี,[22] ฟิลิปปินส์[22] โปแลนด์[22] และสิงคโปร์[1] ประเมินฮอร์เน็ทแต่ก็ไม่ได้ซื้อมัน ไทยได้สั่งซื้อฮอร์เน็ทแบบซีและดีแต่ด้วยปัญหาการเงินของเอเชียในปลาย 2533 ทำให้การสั่งซื้อถูกยกเลิก[1]
F-18แอลสำหรับกรีซก็ไม่ได้ถูกผลิตในปี 2523 และถูกเลือกโดยกองทัพอากาศกรีซ แต่ทางรัฐบาลของกรีซก็เลือกF-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอนและมิราจ 2000 แทน[23]
แบบต่าง ๆ
[แก้]A-บี
[แก้]F/A-18Aเป็นแบบที่นั่งเดียวและF/A-18Bนั้นเป็นแบบที่สองที่นั่ง พื้นที่สำหรับห้องนักบินที่มีสองที่นั่งได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของอุปกรณ์และลดเชื้อเพลิงภายในลงไป 6% ฮอร์เน็ทสองที่นั่งมีความสามารถในการต่อสู้ที่เหมือนเดิม แบบบีนั้นใช้สำหรับการฝึกเป็นหลัก
ซี/ดี
[แก้]F/A-18Cเป็นแบบที่นั่งเดียวและF/A-18Dเป็นแบบสองที่นั่ง แบบดีสามารถนำไปใช้ฝึกหรือเป็นเครื่องบินโจมตีในทุกสภาพอากาศ แบบดีที่มีสองที่นั่งมีที่นั่งสำหรับนักบินผู้ช่วยที่จะควบคุมระบบอาวุธต่างๆ แบบดีนั้นใช้โดยนาวิกโยธินสหรัฐฯ สำหรับการโจมตีในตอนกลางคืน[24][25]
F/A-18Cและดีเป็นผลจากการพัฒนาในปี 2530[2] ที่รวมทั้งการพัฒนาเรดาร์ ระบบการบิน และความสามารถในการบรรทุกขีปนาธแบบใหม่อย่างAIM-120 แอมแรมและAGM-65 มาเวอร์ริก[4] และAGM-84 ฮาร์พูน การพัฒนายังรวมทั้งรบบดีดตัวของมาร์ตินเบเกอร์และเครื่องป้องกันคลื่นรบกวน เรดาร์ภาคพื้นดินทำให้นักบินสามารถหาเป้าหมายในสภาพที่ยากลำบากได้
นอกจากนี้ แบบดี 60 ลำถูกทำให้มีความสามารถโจมตีตอนกลางคืน[24] สิ่งเหล่านี้ก็คือเซ็นเซอร์แบบเอทาร์ส (ATARS) ในตำแหน่งเดียวกับปืน[26]
ด้วยการเริ่มในปี 2535 เครื่องยนต์ที่เพิ่มสมรรถนะแบบเอฟ404-จีE-402 ทำให้มันมีแรงขับคงที่สูงสุดเพิ่มขึ้นEก 10% จากเครื่องยนต์ปกติของฮอร์เน็ท[27] ตั้งแต่ปี 2536 เลเซอร์หาระยะแบบเอเอเอส-38A-ไนท์ฮอว์คได้ถูกเพิ่มเข้าไปทำให้มันสามารถหาเป้าเองได้ เลเซอร์ดังกล่าวทำให้ฮอร์เน็ทมีความสามารถในการโจมตีเป้าหมายที่มีเลเซอร์จากอากาศยานลำอื่นเป็นผู้ชี้เป้า[28]
การสร้างF/A-18Cสิ้นสุดลงในปี 2542 ในปี 2543 F/A-18Dลำสุดท้ายถูกส่งให้กับนาวิกโยธินสหรัฐฯ[2]
E/F-ซูเปอร์ฮอร์เน็ท
[แก้]
F/A-18Eแบบที่นั่งเดียวและF/A-18F-ซูเปอร์ฮอร์เน็ทแบบสองที่นั่งได้ใช้ชื่อและการออกแบบจากF/A-18 แต่โดยรวมแล้วก็ถูกออกแบบใหม่ ซูเปอร์ฮอร์เน็ทมีโครงสร้างใหม่ 25% ส่วนหน้าของเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์จีE เอฟ414 ที่ทรงพลังกว่า และระบบการบินที่ยอดเยี่ยม อากาศยานในปัจจุบันกำลังอยู่ในการผลิตและจะถูกส่งมอบให้กับ 22 ฝูงบิน EA-18จี โกรว์เลอร์เป็นF/A-18Aฟสองที่นั่งสำหรับสงครามอิเล็คทรอนิคซึ่งมันจะมาแทนที่EA-6 พราว์เลอร์A-6บี พราว์เลอร์ของกองทัพเรือ
แบบอื่นๆ ของสหรัฐฯ
[แก้]- F-18 (อาร์)
- รุ่นนี้เป็นรุ่นเสนอสำหรับการสอดแนม มันมีทั้งเซ็นเซอร์ที่เข้ามาแทนปืนขนาด 20 ม.ม. ต้นแบบสองลำแรกทำการบินในเดือนสิงหาคมพ.ษ. 2527 อย่างไรก็ตามแบบดังกล่าวก็ไม่ถูกผลิต[26]
- อาร์F-18D
- รุ่นนี้เป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับสอดแนมที่ถูกเสนอให้กับกองนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในช่วงกลางถึงปลายปี 2523 มันมีเรดาร์พิเศษ ระบบถูกยกเลิกหลังจากขาดงบประมาณในปี 2531 ความสามารถนี้ถูกนำไปใช้กับF/A-18D (อาร์ซี) ในเวลาต่อมา[26]
- ทีF-18A
- รุ่นของF/A-18Aแบบสองที่นั่งสำหรับการฝึก ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นF/A-18B[29]
- F-18 เอชเออาร์วี
- เป็นเครื่องบินที่นั่งเดียวสำหรับนาซ่า[30]
แบบสำหรับส่งออก
[แก้]- F-18แอล
- รุ่นนี้เป็นF/A-18 ฮอร์เน็ทขนาดเบาที่ตั้งฐานบินบนบก มันถูกออกแบบเป็นเครื่องบินรบชั้นยอดแบบที่นั่งเดียวและอากาศยานโจมตีภาคพื้นดิน เดิมทีมันถูกประกอบโดยนอร์ธรอปให้เป็นรุ่นส่งออกของF/A-18 ฮอร์เน็ท F-18แอล มีขนาดเบากว่าเนื่องมาจากการนำเอาอุปกรณ์การลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินออก ถึงกระนั้นลูกค้าก็เลือกที่จะซื้อฮอร์เน็ทแบบธรรมดามากกว่าและF-18แอลก็ไม่เคยเข้าสู่การผลิต[1]
- (A- F/A-18A/บี
- (A- F/A-18A: เป็นรุ่นหนึ่งที่นั่งที่สร้างให้กับกองทัพอากาศออสเตรเลีย
- (A- F/A-18B: เป็นรุ่นฝึกที่มีสองที่นั่งที่สร้างให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ
- "F/A-18A" เป็นรุ่นดั้งเดิมของบริษัท มันถูกประกอบขึ้นในออสเตรเลียโดยบริษัทแอโรสเปซเทคโนโลยีตั้งแต่ปี 2528 จนถึง 2533 ด้วยอุปกรณ์ที่ผลิตโดยแมคดอนเนลล์ดักลาส ความแตกต่างระหว่าง (A- F/A-18A/บีและF/A-18A/บีของสหรัฐฯ ก็คือของออสเตรเลียนั้นไม่มีที่ยึดกับเครื่องส่งบนเรือบรรทุกเครื่องบิน มันถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์สำหรับภาคพื้นดินแทน ฮอร์เน็ทของออสเตรเลียได้เข้าโครงการพัฒนามากมาย โครงการนี้เรียกว่า ฮัค (Hornet Upgrade) โครงการนี้ครั้งแรกได้พัฒนาF/A-81ซีของออสเตรเลีย โครงการพัฒนาครั้งที่สองและปัจจุบันได้พัฒนาระบบการบินของทั้งกองบิน
- CF-18A : เป็นรุ่นหนึ่งที่นั่งที่ผลิตให้กับกองทัพอากาศของแคนาดา กองทัพของแคนาดาเรียกมันว่าCF-188A-ฮอร์เน็ท
- CF-18B : เป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับการต่อสู้และการฝึกที่สร้างให้กับกองทัพแคนาดา ทางการกองทัพแคนาดาเรียกมันว่าCF-188บี ฮอร์เน็ท

- EF-18 ฮอร์เน็ท
- EF-18A: เป็นรุ่นหนึ่งที่นั่งของกองทัพอากาศสเปน ทางกองทัพอากาศสเปนเรียกมันว่าซี.15
- EF-18B: เป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับการฝึกของกองทัพอากาศสเปน กองทัพอากาศสเปนเรียกมันว่าซีE.15
- KAF-18 ฮอร์เน็ท
- KAF-18C: เป็นรุ่นหนึ่งที่นั่งของกองทัพอากาศคูเวต
- KAF-18D: เป็นรุ่นสองที่นั่งสำหรับการฝึกของกองทัพอากาศคูเวต
- F-18C/ดี ฮอร์เน็ท
- กองทัพอากาศฟินแลนด์ใช้F/A-18C/ดี ฮอร์เน็ท ฮอร์เน็ทแบบดีสองลำแรกถูกผลิตโดยแมคดอนเนลล์ดักลาส[31] F-18Cแบบที่นั่งเดียว 57 ลำถูกประกอบโดยบริทพาเทียในฟินแลนด์[32]
- F-18C/ดี ฮอร์เน็ท
- สวิตเซอร์แลนด์ใช้F-18C/ดี[33] F-18 ของสวิซเดิมที่ไม่มีความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินจนกระทั่งมีการเพิ่มฮาร์ดแวร์ใหม่เข้าไป
ประเทศผู้ใช้งาน
[แก้]
- กองทัพอากาศออสเตรเลียมีF/A-18Aจำนวน 55 ลำและF/A-18Bจำนวน 16 ลำในปี 2551[34]
- กองทัพอากาศฟินแลนด์มีF-18Cจำนวน 55 ลำและF-18Dจำนวน 7 ลำอยู่ในประจำการเมื่อ 2551[34]
- กองทัพอากาศคูเวตมีF/A-18Cจำนวน 28 ลำและF/A-18Dจำนวน 7 ลำในประจำการเมื่อปี 2551[34]
- กองทัพอากาศมาเลเซียมีF/A-18Dจำนวน 8 ลำในประจำการเมื่อ 2551[34]
- กองทัพอากาศสเปน
- กองทัพอากาศสวิซมีF/A-18Cจำนวน 26 ลำและF/A-18Dจำนวน 7 ลำในประจำการเมื่อ 2551[34]
รายละเEยด F-18 ฮอร์เน็ท
[แก้]
- ผู้สร้าง: บริษัท แมคดอนเนลล์ดักลาส และ นอร์ธรอป ปัจจุบันอยู่ในการผลิตของโบอิง (สหรัฐอเมริกา)
- ประเภท: เจ๊ตขับไล่ครองความเป็นจ้าวอากาศ ที่นั่งเดียว ประจำเรือบรรทุกอากาศยาน
- เครื่องยนต์: เทอร์โบแฟน เยเนอรัล Eเล็คตริค F-404-จีE-402 ให้แรงขับเครื่องละ 11,000 ปอนด์ และ 17,750 ปอนด์ เมื่อสันดาปท้าย 2 เครื่อง
- กางปีก: 11.43 เมตร
- ความยาว : 17.1 เมตร
- ความสูง : 4.7 เมตร
- พื้นที่ปีก : 37.16 ตารางเมตร
- ความเร็วสูงสุด: 1.8 มัค ที่ระยะสูง 40,000 ฟุต
- รัศมีทำการรบ: 770 กิโลเมตร
- เพดานบินรบ: 50,000 ฟุต
- พิสัยบิน:กว่า 2,017 กิโลเมตร
- น้ำหนักรวมปกติ: 15,230 กิโลกรัม
- น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด: 19,960 กิโลกรัม
- อาวุธ :ปืนใหญ่อากาศ เอ็ม 61 ขนาด 20 มม. 6 ลำกล้อง 1 กระบอก พรัอมกระสุน 540 นัด
- อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ: AIM-7 F-สแปโรว์ ที่ใต้ปีกและลำตัว
- ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ: AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ ที่ปลายปีก
- ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น: AGM-65 มาเวอร์ริก AGM-88 ฮาร์ม AGM-154
- อาวุธต่อต้านเรือรบ: AGM-84 ฮาร์พูน
- สามารถติดตั้งอาวุธได้ถึง 9 ตำแหน่ง คือ ปลายปีก 2 แห่ง ใต้ปีก 4 แห่ง และ ใต้ลำตัว 3 แห่ง รวมเป็นน้ำหนัก 6,215 กิโลกรัม
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Jenkins, Dennis R. (April 2002). F/A 18 Hornet: A Navy Success Story (ภาษาอังกฤษ). McGraw-Hill Education. ISBN 978-0-07-140037-4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "Jenkins" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 F/A-18 Hornet Milestones เก็บถาวร 2011-07-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Boeing, accessed 2007-03-17.
- ↑ Jenkins 2000, p. 29.
- 1 2 3 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อFedAmSci - ↑ Miller, David. The Illustrated Directory of Modern Weapons. St. Paul, Minnesota: MBI Publishing Company, 2002. ISBN 0-7603-1346-6.
- ↑ Jenkins 2000, p. 72.
- ↑
- ↑ Crick, Darren. "ADF Aircraft Serial Numbers RAAF A21 McDonnell Douglas F/A-18A/B Hornet". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-10-18. สืบค้นเมื่อ 31 December 2006.
- ↑ Nelson, Brendan (2007-02-01). "Joint Strike Fighter". Media Release. Defence Ministers & Parliamentary secretary. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-07-30. สืบค้นเมื่อ 2008-07-04.
- ↑ Nelson, Brendan (2007-03-06). "$6 Billion to maintain Australia's regional air superiority". Media Release. Defence Ministers & Parliamentary secretary. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-03-05. สืบค้นเมื่อ 2008-07-04.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-06-05. สืบค้นเมื่อ 2009-03-01.
- ↑ Holmes, Tony (2006). "RAAF Hornets at War". Australian Aviation. Canberra: Phantom Media (January/February 2006/No. 224): 38. ISSN 0813-0876.
- 1 2 3 Senior, Tim. F/A-18 Hornet, The AirForces Monthly book of, AirForces Monthly, 2003. ISBN 0-946219-69-9.
- ↑ "Helsingin Sanomat". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-02-13. สืบค้นเมื่อ 2009-03-01.
- ↑ Helsingin Sanomat
- ↑ Kuwait Air Force เก็บถาวร 2016-03-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, milaviapress.com.
- ↑ "Boeing Delivers Malaysian Hornets on Schedule". Boeing. 1997-09-09. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-09-30. สืบค้นเมื่อ 2008-07-04.
- ↑ http://www.faqs.org/abstracts/Business-international/Mix-and-match-Russia-and-US-split-order-for-combat-aircraft.html
- ↑ "Swiss Hornets reach 50,000 flight hours milestone". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-10-19. สืบค้นเมื่อ 2009-03-04.
- ↑ Tillman Barrett MiG Master: Story of the F-8 Crusader (second edition). Annapolis, Maryland: Naval Institute Press, 1990. ISBN 0-87021-585-X.
- ↑ Donald, David. Carrier Aviation Air Power Directory. London: AIRtime Publishing Inc, 2001, p. 122. ISBN 1-880588-43-9.
- 1 2 3 4 5 "Philippine Pilots Complete F/A-18 HORNET Flight Evaluation", McDonnell Douglas, 11 December 1996.
- ↑ "F/A-18 E/F FOR GREECE? - Key Publishing Ltd Aviation Forums". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-02-21. สืบค้นเมื่อ 2009-03-04.
- 1 2 Jenkins 2000, pp. 64-66.
- ↑ fa18hornet wiki
- 1 2 3 Jenkins 2000, pp. 66-70.
- ↑ Donald, David. "Boeing F/A-18 Hornet". Warplanes of the Fleet. AIRtime Publishing Inc, 2004. ISBN 1-880588-81-1.
- ↑ Jenkins 2000, pp. 61-62, 156.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อJenkins_p19 - ↑ Jenkins 2000, pp. 49-52.
- ↑ Jenkins 2000, pp. 100-101.
- ↑ Karivalo, Perttu: Tomcat vs. Hornet: An Air Forces Monthly Special, p. 68. Key Publishing Ltd, 2003.
- ↑ Nicholls, Mark: Tomcat vs. Hornet: An Air Forces Monthly Special, p. 78. Key Publishing Ltd, 2003.
- 1 2 3 4 5 6 7 "Directory: World Air Forces", Flight International, 11-17 November 2008.
- ↑ อภิวัตน์ โควินทรานนท์,อากาศยาน1979ฉบับเครื่องบิน,เอวิเอชั่น ออบเซิร์ฟเวอร์,กรุงเทพ,2522