AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์
| AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ | |
|---|---|
| ชนิด | อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ |
| ชาติกำเนิด | |
| บทบาท | |
| ประจำการ | 1956-ปัจจุบัน |
| ประวัติการผลิต | |
| ผู้ผลิต | แนมโม เรย์เธียน ฟอร์ด แอโรสเปซ โลรัล คอร์เปอเรชั่น |
| ราคาต่อหน่วย | 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| ข้อมูลจำเพาะ | |
| มวล | 91 กิโลกรัม |
| ความยาว | 2.85 เมตร |
| เส้นผ่าศูนย์กลาง | 127 มม. |
| ความยาวระหว่างปลายปีก | 630 มม. |
กลไกการจุดชนวน | พลังแม่เหล็ก (แบบเก่า) อินฟาเรด (AIM-9L เป็นต้นไป) |
| เครื่องยนต์ | จรวดเชื้อเพลิงแข็ง |
พิสัยปฏิบัติการ | 1-35 กิโลเมตร |
| ความเร็วสูงสุด | มัค 2.5 |
ระบบนำวิถี | อินฟราเรด |
ฐานยิง | อากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ |
AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ (AIM-9 Sidewinder) เป็นอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศที่โด่งดังและใช้แพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตก เข้าประจำการครั้งแรกกับกองทัพเรือสหรัฐในปี 1956 และกองทัพอากาศสหรัฐในปี 1964 จุดเด่นของมันคือเป็นมิสไซล์ที่ทั้งเก่าแก่ ราคาถูก และประสบความสำเร็จสูงมาก แม้เวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ แต่รุ่นพัฒนาล่าสุดก็ยังคงเป็นอาวุธมาตรฐานของกองทัพอากาศค่ายตะวันตก[1] อีกทั้งยังมีการลอกแบบโดยสหภาพโซเวียตจนเกิดเป็นรุ่น K-13 (รหัสนาโต้ AA-2 “Atoll”)
พัฒนาการของไซด์ไวน์เดอร์เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 ก่อนจะออกมาเป็นระบบชี้นำของจรวด Zuni ในช่วงต้นทศวรรษ 1950[2][3] จุดเด่นคือการออกแบบแบบแยกส่วน ทำให้สามารถอัปเกรดหัวติดตามเป้าและมอเตอร์รุ่นใหม่ เช่น AIM-9C ที่ใช้การนำวิถุด้วยเรดาร์กึ่งแอกทีฟ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานของมิสไซล์ AGM-122 Sidearm
รุ่นแรก ๆ ของไซด์ไวน์เดอร์ใช้ได้เฉพาะการไล่ยิงจากท้ายเป้าหมาย และถูกใช้มากในสงครามเวียดนาม แต่มีอัตราความสำเร็จต่ำ เช่นรุ่น AIM-9E ที่ยิงถูกเป้าเพียง 8% จนต้องพัฒนารุ่น AIM-9L (Lima) ที่มีขีดความสามารถล็อกเป้าได้จากทุกทิศทาง รุ่นนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในสงครามฟอล์กแลนด์เมื่อปี 1982 และปฏิบัติการ Mole Cricket 19 ในเลบานอน การพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่องทำให้ไซด์ไวน์เดอร์ยังคงอยู่รอดเหนือกว่ามิสไซล์รุ่นใหม่ที่ตั้งใจออกมาแทน เช่น AIM-95 แอไจล์ และ SRAAM
จนถึงปัจจุบัน ไซด์ไวน์เดอร์ยังคงเป็นมิสไซล์อากาศสู่อากาศที่ใช้งานแพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตก มีการผลิตกว่า 110,000 ลูกทั้งในสหรัฐและอีก 27 ประเทศ แม้จะถูกใช้จริงในการรบเพียงไม่ถึง 1% ของจำนวนที่ผลิต แต่ก็สามารถทำลายข้าศึกได้มากกว่า 270 ลำ[4] นอกจากนี้ยังถูกผลิตภายใต้ลิขสิทธิ์ในหลายประเทศ เช่น สวีเดน และยังคงเป็นอาวุธที่อยู่คู่กับการรบทางอากาศมาจนถึงปัจจุบัน
ไซด์ไวน์เดอร์คือคำศัพท์หมายถึงงูหางกระดิ่ง ซึ่งใช้อินฟราเรดในการหาความร้อนจากตัวเหยื่อ
AIM-9X ไซด์ไวน์เดอร์
[แก้]AIM-9X ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงของตระกูลไซด์ไวน์เดอร์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จุดเด่นสำคัญคือการใช้ระบบนำวิถีแบบภาพถ่ายอินฟาเรด (IIR) ที่สามารถสร้างภาพความร้อนของเป้าหมายได้อย่างละเอียด ทำให้มิสไซล์สามารถจำแนกและติดตามเป้าหมายได้แม้ท่ามกลางมาตรการตอบโต้ เช่น การใช้แฟลร์เพื่อหลอกสัญญาณอินฟราเรด ร่วมกับ Thrust Vectoring Control (TVC) หรือระบบบังคับทิศทางแรงขับ ซึ่งเพิ่มความคล่องตัวและความสามารถในการเลี้ยวอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ AIM-9X มีความได้เปรียบอย่างมากในสถานการณ์การรบแบบด็อกไฟต์
นอกจากนี้ AIM-9X ยังรวมเทคโนโลยีที่ทำให้นักบินใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น จอภาพและศูนย์เล็งแบบติดหมวก (HMSD) นักบินเพียงแค่หันศีรษะไปยังทิศทางของเป้าหมาย มิสไซล์ก็สามารถจับเป้าและยิงได้ อีกทั้งยังมีระบบล็อกเป้าหลังยิง (LOAL) ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นปรับปรุงอย่าง Block II และแผนการพัฒนาต่อไปใน Block III ยังเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงข้อมูลและระยะยิง ทำให้ไซด์ไวน์เดอร์ไม่เพียงแต่คงความเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของโลกตะวันตก หากแต่ยังคงรักษาบทบาทสำคัญในยุทธวิธีการรบทางอากาศในอนาคตอีกด้วย
รุ่นย่อย
[แก้]- AIM-9A รุ่นทดสอบ
- AIM-9B รุ่นแรกที่วางตลาด หัวค้นชนิดอินฟราเรดแบบง่าย ล็อกได้เฉพาะความร้อนจากท้ายเครื่องยนต์ข้าศึก
- AIM-9C รุ่นนำวิถีเรดาร์กึ่งแอกทีฟ ตั้งใจใช้กับ F-8 แต่อัตราความสำเร็จต่ำ จึงเลิกผลิต
- AIM-9D/G/H พัฒนาต่อจาก 9B ระยะยิงไกลขึ้น หัวค้นมีความไวกว่า
- AIM-9L หัวค้นได้รับพัฒนาให้ยิงข้าศึกได้จากทุกทิศ ไม่จำกัดแค่จากด้านท้ายลำ
- AIM-9M เพิ่มระบบป้องกันการถูกรบกวนอินฟราเรด ระบบขับดันมีควันน้อยกว่า
- AIM-9X รุ่นที่เปลี่ยนมาใช้หัวค้นชนิดภาพถ่ายอินฟาเรด (IIR) แบ่งเป็นหลายบล็อก
- Block I มีระบบปรับทิศทางแรงขับ รองรับหมวกเล็งเป้า JHMCS
- Block II เพิ่มเดต้าลิงก์แบบสองทิศทาง และระบบล็อกเป้าหลังยิง (LOAL)
- Block II+/III อยู่ระหว่างพัฒนา ปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระยะยิงไกลขึ้นอย่างน้อย 50%
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Babcock, Elizabeth (September 1999). Sidewinder Invention and Early Years. The China Lake Museum Foundation.
The Air Force subsequently procured Sidewinder AIM-9B missiles for its hottest tactical and strategic aircraft, p. 21
- ↑ Military Technology (August 2008). "News Flash". World Defence Almanac: The Balance of Military Power. Heilsbachstraße, Bonn-Germany: Mönch Publishing Group. 32 (8): 93–96. ISSN 0722-3226.
"Alliant Techsystems and RUAG Aerospace have signed a teaming agreement to provide full-service and upgrade support of the AIM-9P-3/4/5 Sidewinder family of IR-guided short-range air-to-air missiles.
- ↑ "Air Weapons: Beyond Sidewinder". www.strategypage.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 February 2010. สืบค้นเมื่อ 2 February 2010.
- ↑ "Raytheon AIM-9 Sidewinder". www.designation-systems.net. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 February 2010. สืบค้นเมื่อ 2 February 2010.