เฟรเดอริก แบนติง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Fredrick banting.jpg

เฟรเดอริก แกร์นท์ แบนติง (อังกฤษ: Sir Frederick Grant Banting, KBE, MC, MD, FRSC - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 243421 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484) นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวแคนาดา แพทย์และผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการร่วมเป็นผู้ค้นพบอินซูลิน

แบนติงเกิดที่เมืองอัลลิสตัน ออนทาริโอ ประเทศแคนาดา หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโตเมื่อ พ.ศ. 2459 ได้เข้ารับราชการทหารหน่วยการแพทย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับไม้กางเขนระหว่างสงคราม หลังสงครามได้กลับประเทศและเข้ารับการฝึกหัดเป็นศัลยแพทย์กระดูกที่โรงพยาบาลเด็กในโทรอนโตระหว่างปี พ.ศ. 2462 - พ.ศ. 2463 และในฤดูร้อนปีนั้น แบนติงได้ไปทำงานเป็นแพทย์ในออนทาริโอ ในขณะที่กำลังอ่านบทความจากวารสารการแพทย์ เขาได้บันทึกความคิดเกี่ยวกับวิธีการแยกสารหลั่งภายในของตับอ่อน ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสำคัญมากที่จะช่วยให้การรักษาโรคเบาหวานที่ได้ผล ซึ่งในขั้นนี้เองที่ขั้นตอนทั้งหมดที่เคยทำกันมาเพื่อแยกสารเพื่อให้แก่คนไข้ล้มเหลวมาโดยตลอด ด้วยความที่แบนติงไม่ค่อยชอบการทำงานเป็นแพทย์ แต่มีความสนใจตื่นเต้นกับความคิดนี้มาก เขาจึงย้ายจากออนทาริโอไปโทรอนโตโดยได้เริ่มงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต เมือ่วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์จอห์น แมคลอยด์ แบนติงได้รับมอบนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งให้มาเป็นผู้ช่วย คือ ชาร์ล เบส

แบนติงได้ทำการทดลองอย่างหนัก โดยการผ่าตัดสุนัขเพื่อมัดท่อตับอ่อน เพื่อทำให้เกิดการฝ่อบางส่วนแล้วจึงตัดเอาตับอ่อนออกในสัปดาห์ต่อมา โดยหวังว่าตับอ่อนจะมีสารหลั่งที่สะอาด เข้มข้นและไม่ปนเปื้อน จากนั้นจะทำการสะกัดไปรักษาสุนัขที่ป่วยเป็นเบาหวานโดยการรักษาด้วยการลดน้ำตาลในเลือดเพื่อดูว่าจะได้ผลหรือไม่

หลายเดือนต่อมา ดูเหมือนว่าวิธีการของแบนติงจะได้ผลเนื่องจากเขาสามารถทำให้สุนัขมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการลดระดับน้ำตาลในเลือดลง และได้รีบรายงานให้แมคลอยด์ได้รับทราบ ยังมีข้อสงสัยว่าวิธีของแบนติงยังหยาบและไม่ได้ผลจริง ต่อมา จากการเข้าลงมือร่วมวิจัยโดยตรงของแมคลอยด์และนักเคมีชื่อเจมส์ คอลลิบ พบว่าการใช้ตับอ่อนของสุนัขได้ผลในทางปฏิบัติ จึงย้ายไปทำกับลูกวัวและวัว เทคนิคการผูกท่อตับอ่อนถูกยกเลิกไป หันมาใช้วิธีสะกัดที่ได้ผลดีในตับธรรมดาที่ไม่ต้องมัดท่อ และเรียกสารที่สะกัดได้นี้ในระหว่าง พ.ศ. 2464-2465 ว่า "อินซูลิน"

การกระทำนี้ได้รับการสรรเสิญว่าเป็นความก้าวหน้าสูงสุดในยุคนั้น ไม่เพียงการค้นพบเพียงอินซูลิน แต่ยังสามารถทำการผลิตเป็นจำนวนมากในเวลานับได้เป็นเดือนเท่านั้น เรียกได้ว่าสามารถช่วชีวิตคนนับล้านทั่วโลกที่ป่วยจากโรคต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวานซึ่งไม่สามารถรักษาและพยากรณ์โรคในขณะนั้นได้ทันที ผู้ป่วยจากปัญหาการเผาผลาญไขมันและโปรตีนซึ่งนำไปสู่การตาบอดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สามารถรับการรักษาได้ตั้งแต่เริ่มเป็นโรค

แบนติง และ แมคลอยด์ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ แบนติงได้แบ่งเงินรางวัลให้เบสท์ เพราะเชื่อว่าเบสท์สมควรได้รับรางวัลมากกว่าแมคลอยด์ ผู้ซึ่งต่อมาก็ได้แบ่งเงินรางวัลให้แก่คอลลิบด้วยเช่นกัน แบนติงได้สร้างความปลาบปลื้อให้แก่ชาวแคนาดาเป็นอันมาก เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลกให้แก่แคนาดา รัฐบาลแคนาดาได้การสนับสนุนเงินวิจัยแก่แบนติงไปตลอดชีวิต ในปี พ.ศ. 2477 พระเจ้าจอร์จ ที่ 5 แห่งอังกฤษ ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นเซอร์แก่แบนติงเป็น เซอร์ เฟรเดอริก แบนติง

งานวิจัยในกองทัพและชีวิตในช่วงท้าย[แก้]

การรุ่งเรืองของนาซีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาอาวุธต่างๆ ทั้งเพื่อการป้องกันและการโจมตี แบนติงได้เข้าทำงานวิจัยในกองทัพ ได้ร่วมการพัฒนาและสร้างชุดนักบินและการผลิตอาวุธชีวภาพ รวมเชื้อแอนแทรกซ์ ซึ่งไม่มีความชัดเจนในหลักฐาน

ระหว่างการทำงาน แบนติงไม่ใคร่พอใจกับวงการแพทย์ในขณะนั้นนัก และได้เข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มศิลปินเพื่อปลดปล่อยความวุ่นวายใจที่ได้รับจากการทำงานด้านการแพทย์ ภาพเขียนของแบนติงที่หลงเหลืออยู่มีความคล้ายคลึงมากกับศิลปินกลุ่มนี้ คือ "กลุ่มเจ็ด" (Goup of Seven) ซึ่งเป็นกลุ่มจิตรกรภาพเขียนภูมิทัศน์ที่โด่งดังของแคนาดา

แบนติงแต่งงานสองครั้งและมีบุตรชายหนึ่งคน จากการแต่งงานครั้งแรก

แบนติงเสียชีวิตจากเครื่องบินลาดตระเวณทิ้งระเบิดล็อกฮีดที่เขาโดยสารไปตกหลังจากบินขึ้นไม่นานเพื่อเดินทางไปอังกฤษเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 วัตถุประสงค์ในการเดินทางในครั้งนั้นไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเพื่ออะไร แต่เชื่อกันว่า แบนติงพยายามไปร้องขอให้เพื่อนร่วมงานในอังกฤษใช้อาวุธชีวภาพเป็นที่พึ่งสุดท้ายในกรณีที่เยอรมันบุกเข้าโจมตีเกาะอังกฤษ อีกกระแสหนึ้งกล่าวว่า แบนติงปรารถนาใคร่ออกรบในแนวหน้า แต่ไม่ได้รับการยินยอมจากรัฐบาลเพราะว่างานวิจัยในแนวหลังสำคัญกว่า

ศพของแบนติงได้รับการฝังไว้ที่สุสานเมาท์พลีแซนท์ โทรอนโต

มรดก[แก้]

ภาพเขียนสีน้ำมันของเซอร์เฟรเดอริก แบนติง พ.ศ. 2468 โดย ไทบอร์ โพลยา

ชื่อเสียงของแบนติงยังคงขจรขจายเป็นอมตะจากชุด "ปาฐกถาแบนติง" ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานของโลกมาบรรยายทุกๆ ปี มีการสร้างโรงเรียนมัธยมจำนวนมากกระจายไปทั่วแคนาดาโดยใช้ชื่อ "แบนติง" มีการสร้างพิพิธภัณฑ์แบนติง ณ บริเวณเครื่องบินตก มีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตแบนติงบนดวงจันทร์

ในปี พ.ศ. 2537 เฟรเดอริก แบนติงได้รับการบรรจุชื่อไว้ใน "หอเกียรติยศด้านการแพทย์แห่งแคนาดา" ได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 10 ของชาวแคนาดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยอับดับที่ 4 และในการลงคะแนนเลือกผู้ยิ่งใหญ่ดังกล่าวได้มีการพูดถึงการจัดตั้งบ้านฟาร์มของแบนติงในชนบทเนื่อที่ประมาณ 250 ไร่ ให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเมืองนิวเทคัมเชที่บ้านฟาร์มนี้ตั้งอยู่ได้เสนอมอบเงิน 1 ล้านดอลลร์ให้แก่สมาคมประวัติศาสตร์ออนทาริโอซึ่งได้ที่ดินมาจากหลานชายผู้ล่วงลับของแบนติง เพื่อให้มูลนิธิเซอร์เฟรเดอริก แบนติงใช้จัดทำเป็นค่ายเด็กผู้ป่วยเบาหวาน แต่พบว่าสมาคมประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ขายบ้านฟาร์มนี้ให้แก่ผู้พัฒนาบ้านจัดสรรไปแล้วด้วยเงิน 2 ล้านดอลลาร์ 5 เมื่เดือนก่อนหน้านั้นไปแล้ว

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ได้มีการสำรวจทั่วแคนาดาเพื่อลงคะแนนทางานค้นคว้าที่ยิ่งใหญ่ 10 อันดับของแคนาดา ปรากฏว่า อินซูลิน มาเป็นอันดับหนึ่ง

อ้างอิง[แก้]

  • The Discovery of Insulin by Michael Bliss, University of Chicago Press, 1982, ISBN 0-226-05897-2.
  • Banting as an Artist by A.Y. Jackson, Ryerson Press, 1943.
  • Discoverer of Insulin - Dr. Frederick G. Banting by I.E. Levine, New York: Julian Messner, 1962.
  • Frederick Banting by Margaret Mason Shaw, Fitzhenry & Whiteside, 1976, ISBN 0-88902-229-1.
  • Sir Frederick Banting by Lloyd Stevenson, Ryerson Press, 1946.
  • Banting's miracle; the story of the discoverer of insulin by Seale Harris, Lippincott, 1946.
  • Elixir by Eric Walters, Puffin Canada, 2005, ISBN 0-14-301641-5.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]