เซลมัน แวกส์มัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
เซลมัน แวกส์มัน
เกิด เซลมัน อับราฮัม แวกส์มัน
22 กรกฎาคม ค.ศ. 1888(1888-07-22)
โนวาไพรลูกา เขตเคียฟ จักรวรรดิรัสเซีย
เสียชีวิต 16 สิงหาคม ค.ศ. 1973 (85 ปี)
วูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
เชื้อชาติ อเมริกัน (หลัง ค.ศ. 1916)
สาขา ชีวเคมี, จุลชีววิทยา
ศิษย์เก่า
รางวัลที่ได้รับ

เซลมัน อับราฮัม แวกส์มัน (อังกฤษ: Selman Abraham Waksman; 22 กรกฎาคม ค.ศ. 188816 สิงหาคม ค.ศ. 1973) เป็นนักชีวเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายยิว เกิดที่เขตเคียฟ จักรวรรดิรัสเซีย[1] (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) เป็นบุตรของยาคอบ แวกส์มันและเฟรเดีย ลอนดอน[2] แวกส์มันย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1910 และได้รับสัญชาติอเมริกันในอีก 6 ปีต่อมา เขาเรียนปริญญาตรีสาขาเกษตรศาสตร์และปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์ที่วิทยาลัยรัตเจอส์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยรัตเจอส์) ระหว่างเรียนปริญญาโท แวกส์มันทำงานเป็นผู้ช่วยยาคอบ กูเดล ลิปมันที่สถานีทดลองการเกษตรนิวเจอร์ซีย์ ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ แวกส์มันเรียนจบปริญญาเอกสาขาชีวเคมีที่นั่นในปี ค.ศ. 1918

ต่อมาแวกส์มันกลับไปทำงานที่ภาควิชาชีวเคมีและจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยรัตเจอส์ ที่นั่นทีมของเขาค้นพบยาปฏิชีวนะหลายชนิด เช่น สเตรปโตมัยซิน, นีโอมัยซิน, แด็กทิโนมัยซิน, แคนซิซิดิน โดยเฉพาะสเตรปโตมัยซินและนีโอมัยซินที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อหลายชนิด สเตรปโตมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่ใช้รักษาวัณโรค ในปี ค.ศ. 1942 แวกส์มันคิดคำว่า antibiotic เพื่อใช้อธิบายสารที่ได้จากเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้[3][4] ในปี ค.ศ. 1951 เขาจัดตั้งมูลนิธิด้านจุลชีววิทยาและจัดตั้งสถาบันจุลชีววิทยาแวกส์มัน ปีต่อมาแวกส์มันได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์สำหรับการค้นพบสเตรปโตมัยซิน[5] โดยได้รับการประท้วงจากอัลเบิร์ต ชวาตซ์ ผู้ร่วมค้นพบแต่ไม่ได้รับรางวัลด้วย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการรางวัลโนเบลแจ้งว่าชวาตซ์ในตอนนั้นเป็นเพียงผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่น[6] ปัญหาการเป็นผู้ค้นพบสเตรปโตมัยซินระหว่างแวกส์มันและชวาตซ์นำไปสู่การฟ้องร้องในเวลาต่อมา[7] แวกส์มันยอมตกลงกับชวาตซ์ โดยให้ค่าชดเชยต่าง ๆ และสิทธิ์เป็นผู้ร่วมค้นพบสเตรปโตมัยซินแก่ชวาตซ์[8][9]

ด้านชีวิตส่วนตัว แวกส์มันแต่งงานกับเดบอราห์ บี. มิตนิกในปี ค.ศ. 1916[10] มีบุตรด้วยกัน 1 คน แวกส์มันเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973 ที่เมืองวูดส์โฮล ประเทศสหรัฐอเมริกา[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Foundation and Its History". waksman-foundation.org (No further authorship information available). http://www.waksman-foundation.org/html/foundation_history.html. เรียกข้อมูลเมื่อ January 11, 2007. 
  2. "Selman A. Waksman - Biographical". http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/medicine/laureates/1952/waksman-bio.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 November 2016. 
  3. Sanjai Saxena, Applied Microbiology
  4. SA Waksman (1947). "What Is an Antibiotic or an Antibiotic Substance?". Mycologia 39 (5): 565–569. JSTOR 3755196. PMID 20264541. doi:10.2307/3755196. 
  5. "The Nobel Prize in Physiology or Medicine 1952". http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/medicine/laureates/1952/. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 November 2016. 
  6. Pringle, Peter (June 11, 2012). "Notebooks Shed Light on a Discovery, and a Mentor's Betrayal". The New York Times. สืบค้นเมื่อ June 11, 2012. 
  7. "The Schatz v. Waksman Lawsuit – 1950". scc.rutgers.edu. http://www2.scc.rutgers.edu/njh/SciANDTech/Waksman/schatz.htm. 
  8. Veronique Mistiaen (2 November 2002). "Time, and the great healer". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 17 August 2013. 
  9. "Dr. Schatz Wins 3% of Royalty; Named Co-Finder of Streptomycin; Key Figures in Streptomycin Discovery Suit". New York Times. 30 December 1950. สืบค้นเมื่อ 17 August 2013. 
  10. "Selman Abraham Waksman". http://www.encyclopedia.com/people/medicine/medicine-biographies/selman-abraham-waksman. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 November 2016. 
  11. "Selman A. Waksman". http://www.nndb.com/people/590/000129203/. เรียกข้อมูลเมื่อ 20 November 2016. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]