นิลส์ รือแปร์ ฟินเซิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นิลส์ รือแปร์ ฟินเซิน Nobel prize medal.svg
Niels ryberg.jpg
เกิด15 ธันวาคม ค.ศ. 1860
ทอร์สเฮาน์ หมู่เกาะแฟโร
เสียชีวิต24 กันยายน ค.ศ. 1904 (43 ปี)
โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก
รางวัลรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ (ค.ศ. 1903)

นิลส์ รือแปร์ ฟินเซิน (เดนมาร์ก: Niels Ryberg Finsen; 15 ธันวาคม ค.ศ. 1860 – 24 กันยายน ค.ศ. 1904) เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ชาวไอซ์แลนด์/หมู่เกาะแฟโร/เดนมาร์ก ใน ค.ศ. 1903 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์เนื่องจาก "ให้ไว้เพื่อความระลึกถึงการอุทิศตนของท่านในวิธีการรักษาโรค โดยเฉพาะโรค lupus vulgaris โดยการใช้รังสีแสงเข้มข้นอันเป็นการเปิดทางใหม่ในความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์"[1]

ประวัติ[แก้]

นิลส์ ฟินเซินเกิดที่ทอร์สเฮาน์ หมู่เกาะแฟโร เป็นบุตรคนที่ 2 จาก 4 คนของฮันเนส สไตน์กริม ฟินเซิน (Hannes Steingrim Finsen) ซึ่งเป็นสมาชิกตระกูลชาวไอซ์แลนด์ซึ่งย้อนประวัติได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 และโยแฮเนอ โฟร์มัน (Johanne Formann) ซึ่งถือกำเนิดและเติบโตที่ไอซ์แลนด์[2] ครอบครัวของเขาได้ย้ายจากไอซ์แลนด์ไปยังทอร์สเฮาน์ใน ค.ศ. 1858 เพราะบิดาของเขาได้รับตำแหน่งที่หมู่เกาะแฟโร ใน ค.ศ. 1864 เมื่อนิลส์มีอายุได้ 4 ปี มารดาของเขาเสียชีวิต และบิดาของเขาแต่งงานใหม่กับลูกพี่ลูกน้องของโยแฮเนอชื่อ เปียร์กีเตอ เคียร์สตีเนอ โฟร์มัน (Birgitte Kirstine Formann) และมีลูกด้วยกัน 6 คน ใน ค.ศ. 1871 บิดาของนิลส์ได้เป็นข้าหลวง (Amtmand) ของหมู่เกาะแฟโร นิลส์ ฟินเซินได้รับการศึกษาชั้นต้นในเมืองทอร์สเฮาน์ จน ค.ศ. 1874 เขาได้ศึกษาที่โรงเรียนประจำ Herlufsholm ที่เดนมาร์ก ที่ซึ่งพี่ชายของเขา โอลาฟ ฟินเซิน กำลังศึกษาอยู่ นิลส์ปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้ยากตรงข้ามกับโอลาฟ ดังจะเห็นจากข้อความของครูใหญ่ที่กล่าวถึงนิลส์ว่าเป็น "เด็กชายที่จิตใจดีแต่ขาดทักษะและความกระตือรือร้น" อันตรงข้ามกับการทำงานและการวิจัยของนิลส์ในเวลาต่อมา เนื่องจากผลการเรียนของเขาไม่ดีจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเก่าของบิดาของเขา คือ Lærði skólinn ในเรคยาวิกใน ค.ศ. 1876 ซึ่งผลการเรียนของเขาดีขึ้นอย่างมาก

ศึกษาด้านแพทยศาสตร์[แก้]

ใน ค.ศ. 1882 นิลส์ ฟินเซินย้ายไปยังโคเปนเฮเกนเพื่อศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และสำเร็จการศึกษาใน ค.ศ. 1890 หลังจากเรียนจบเขาได้เป็นนักชำแหละ (prosector) ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน หลังจากนั้น 3 ปีเขาลาออกและอุทิศตนเพื่อการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ใน ค.ศ. 1898 ฟินเซินได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Knight of the Order of Dannebrog ใน ค.ศ. 1899

สถาบันฟินเซิน (Finsen Institute) ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1896 โดยนิลส์ ฟินเซินเป็นผู้อำนวยการ ซึ่งต่อมาได้รวมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และในปัจจุบันคือห้องปฏิบัติการวิจัยมะเร็งที่เชี่ยวชาญด้านการสลายโปรตีน

ฟินเซินเป็นที่รู้จักด้านทฤษฎีการบำบัดด้วยแสง (phototherapy) ซึ่งกล่าวว่าความยาวคลื่นของแสงมีผลดีทางด้านการแพทย์ งานเขียนที่สร้างชื่อเสียงคือ Finsen Om Lysets Indvirkninger paa Huden (ผลกระทบของแสงต่อผิวหนัง) ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1893 และ Om Anvendelse i Medicinen af koncentrerede kemiske Lysstraaler (การใช้รังสีแสงเคมีเข้มข้นในทางการแพทย์) ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1896 ผลงานดังกล่าวได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมัน และตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสในชื่อ La Photothérapie ผลงานในช่วงบั้นปลายชีวิตคืองานวิจัยผลของเกลือ โดยศึกษาผลของอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1904 ชื่อ En Ophobning af Salt i Organismen (การสะสมของเกลือในสิ่งมีชีวิต) [2]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ใน ค.ศ. 1889 นิลส์ ฟินเซิน หมั้นกับอิงเงอบอร์ก บัลสเลฟ (Ingeborg Balslev; 1868–1963) และแต่งงานเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1892 ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1880 สุขภาพของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ เขามีปัญหาด้านหัวใจและท้องมานและอ่อนแรง แม้อาการเจ็บป่วยจะรบกวนร่างกายแต่จิตใจของเขายังคงเข้มแข็ง แม้บั้นปลายชีวิตเขาต้องนั่งรถเข็นเขาก็ยังอุทิศตนเพื่อการแพทย์อย่างมากมาย

อนุสรณ์[แก้]

สถาบันฟินเซินที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนตั้งชื่อขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน และที่เมืองทอร์สเฮาน์มีอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงฟินเซิน เช่น ถนนสายหลักสายหนึ่งของเมืองตั้งชื่อตามท่าน อนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงฟินเซินซึ่งออกแบบโดยรูดอล์ฟ เทกเนอร์ (Rudolph Tegner) สร้างขึ้นที่โคเปนเฮเกนใน ค.ศ. 1909 มีลักษณะเป็นผู้ชายและมีผู้หญิง 2 คนพิงอยู่กำลังเอื้อมขึ้นไปยังท้องฟ้า อนุสาวรีย์ดังกล่าวมีชื่อว่า Mod lyset (มุ่งสู่แสงสว่าง) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงหลักทฤษฎีของฟินเซินว่าแสงสว่างสามารถรักษาโรคได้[3]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]