เซเวอร์รัส สเนป

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ตัวละครในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์
เซเวอร์รัส สเนป
แอลัน ริกแมน แสดงเป็นสเนปใน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์
เซเวอร์รัส สเนป

Severus Snape
เพศ ชาย
สีผม ดำ
สีนัยน์ตา ดำ
บ้าน สลิธีริน
เชื้อสาย เลือดผสม
ภักดีต่อฝ่าย ดัมเบิลดอร์, ภาคีนกฟีนิกซ์, ลิลี่ พอตเตอร์
ผู้แสดงในภาพยนตร์ แอลัน ริกแมน (วัยผู้ใหญ่)
อเล็ค ฮอปกิ้นส์ (วัยรุ่น)
ปรากฏตัวครั้งแรกใน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์

เซเวอร์รัส สเนป (อังกฤษ: Severus Snape) เป็นตัวละครในหนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นอาจารย์วิชาสอนปรุงยาในเล่ม 1-5 และเป็นอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดในแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม ก่อนที่จะรับหน้าที่เป็นอาจารย์ใหญ่ในภาคสุดท้าย สเนปเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้เสพความตายของลอร์ดโวลเดอมอร์ แต่ได้หนีออกมาภักดิ์ดีต่อ อัลบัส ดัมเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนฮอกวอตส์ ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภาคีนกฟีนิกซ์ เขามีนิสัยเย็นชา ชอบเหน็บแนม และโหดร้ายในบางครั้ง ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม สเนปได้สังหารอัลบัส ดัมเบิลดอร์ และไปภักดิ์ดีต่อโวลเดอมอร์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามใน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต เขาได้ถูก นากินี งูยักษ์ของลอร์ดโวลเดอมอร์ฆ่าตาย อย่างไรก็ตาม แฮร์รี่ได้ค้นพบความจริงในท้ายที่สุดว่าสเนปเป็นคนดีและให้การช่วยเหลือเขามาโดยตลอด ซึ่งการสังหารดัมเบิลดอร์นั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นความตั้งใจและแผนการของดัมเบิลดอร์เอง อีกทั้งสเนปยังรักลิลี่ พอตเตอร์ แม่ของแฮร์รี่มาโดยตลอด ทำให้เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อปกป้องแฮร์รี่ พอตเตอร์ผู้เป็นลูกของคนที่เขารักนั่นเอง

ประวัติตามท้องเรื่อง[แก้]

สเนปเกิดในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1960 และเข้าเรียนในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 ถึงปี ค.ศ. 1978 และในปี ค.ศ. 1981 ก็ได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์สอนวิชาปรุงยาในฮอกวอตส์และได้เป็นอาจารย์ประจำบ้านสลิธีรินก่อนเหตุการณ์ในหนังสือเล่มที่หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1991 ต่อมาสเนปได้รับตำแหน่งอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดในปี 1996 และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในปีต่อมา สเนปเสียชีวิตในคืนวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 ด้วยวัย 38 ปี เขาถูกฆ่าโดย นากินี งูยักษ์ของลอร์ดโวลเดอมอร์ฆ่าตาย

เซเวอร์รัส สเนปใช้ชีวิตในวัยเด็กของเขาที่ตรอกช่างปั่นฝ้ายของเมืองโค้กเวิร์ธร่วมกับแม่ ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับลิลี่ พอตเตอร์ ผู้เป็นแม่ของแฮร์รี่ พอต สมัยที่เรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์และหลงรักลิลี่มานับแต่นั้น อย่างไรก็ตาม สเนปเองเป็นคนที่หลงใหลในศาสตร์มืดอย่างมาก ทำให้เขาและลิลี่ห่างเหินกันไปก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มผู้เสพความตายในท้ายที่สุด ในสมัยเรียน สเนปเคยใช้ฉายาแทนตัวเองว่า 'เจ้าชายเลือดผสม' โดยเขาได้ตั้งชื่อนี้ตามนามสกุลของ ไอรีน พรินซ์ ผู้เป็นแม่และสถานะทางสายเลือดของตนเอง ซึ่งเมื่อรวมคำว่า พรินซ์ (แปลว่า เจ้าชาย) เข้ากับสถานะเลือดผสมแล้วจึงได้ออกมาเป็นคำว่า เจ้าชายเลือดผสม นั่นเอง สเนปได้เขียนชื่อของเจ้าชายเลือดผสมและขั้นตอนลัดของการปรุงยาลงบนหนังสือปรุงยาขั้นสูงซึ่งได้ตกทอดมาถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ในภาคที่ 6 ทำให้แฮร์รี่สามารถปรุงยาได้อย่างยอดเยี่ยมและใช้คาถาเซกตรัมเซมปร้า ที่สเนปคิดค้นขึ้นมาได้

ตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 6 สเนปเป็นคนที่แฮร์รี่ไม่ไว้ใจมาโดยตลอดเนื่องจากท่าทีของเขาที่ดูมีอคติต่อตัวแฮร์รี่ ซึ่งต้นเหตุนั้นก็มาจากการที่แฮร์รี่มีหน้าตาและนิสัยคล้ายคลึงกับเจมส์ พอตเตอร์ผู้เป็นพ่อที่มักรังแกสเนปอยู่ตลอดในสมัยที่เรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์ ในตอนท้ายของเล่มที่ 6 สเนปได้สังหารดัมเบิลดอร์และหันไปภักดิ์ดีกับโวลเดอมอร์ ซึ่งโวลเดอมอร์เองก็รู้สึกเชื่อใจสเนปในฐานะสายลับสองหน้าของตน เขาจึงได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ในช่วงที่โวลเดอมอร์เรืองอำนาจ อย่างไรก็ตาม โวลเดอมอร์เชื่อว่าสเนปคือเจ้าของไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ ไม้กายสิทธิ์อันทรงพลังที่ดัมเบิลดอร์เคยครอบครอง ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าสเนปเพื่อหวังให้ไม้หันมารับใช้เขาได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนสิ้นใจ สเนปได้มอบความทรงจำของเขาให้แฮร์รี่ได้ดูผ่านอ่างเพนซิฟ ซึ่งแฮร์รี่ก็พบว่า แท้ที่จริงแล้ว สเนปคือคนที่ภักดิ์ดีต่อดัมเบิลดอร์มาโดยตลอด ดัมเบิลดอร์ได้วางแผนให้สเนปสังหารตนเพื่อให้โวลเดอมอร์ตายใจและให้สเนปได้แทรกซึมในกลุ่มผู้เสพความตาย แฮร์รี่ยังได้รับรู้อีกว่า สเนปยังคงรักลิลี่มาโดยตลอดและได้มีส่วนช่วยเหลือแฮร์รี่มาแล้วหลายครั้ง เพราะเขาต้องการปกป้องชีวิตของลูกชายของคนที่เขารักหมดหัวใจนั่นเอง

หลังจากจบสงครามที่ฮอกวอตส์ ความจริงของสเนปก็ได้รับการเปิดเผย ทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งของสงครามครั้งนี้ รูปภาพสเนปถูกนำไปติดตั้งไว้ในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์ร่วมกับภาพของอัลบัส ดัมเบิลเดอร์ และแฮร์รี่ก็ได้ตั้งชื่อลูกชายคนรองของเขาว่า อัลบัส เซเวอร์รัส พอตเตอร์ เพื่อเป็นการยกย่องต่อความกล้าหาญของอาจารย์ใหญ่ทั้งสองนั่นเอง