เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงโทะชิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงโทะชิ
Princess Aiko cropped 1 Crown Prince Naruhito Crown Princess Masako and Princess Aiko 20160801.jpg

พระนาม ไอโกะ
พระอิสริยยศ เจ้าหญิงโทะชิ
ฐานันดรศักดิ์ ไนชินโน
ราชวงศ์ ญี่ปุ่น
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2544 (15 ปี)
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
พระบิดา เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
พระมารดา เจ้าหญิงมะซะโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น

เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงโทะชิ (ญี่ปุ่น: 敬宮愛子内親王 Toshi-no-miya Aiko Naishinnō ?; 1 ธันวาคม พ.ศ. 2544) เป็นพระธิดาพระองค์เดียวในเจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น กับเจ้าหญิงมะซะโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น และเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ กับสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ[1]

พระประวัติ[แก้]

เจ้าหญิงไอโกะประสูติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ณ โรงพยาบาลสำนักพระราชวัง เวลา 14:43 น. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในเจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น กับเจ้าหญิงมะซะโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น[2][3] เมื่อแรกประสูติมีความยาวพระวรกาย 49.6 เซนติเมตร และน้ำหนัก 3,103 กรัม และประสูติกาลขณะที่พระชนกมีพระชนมายุ 41 ปี และพระชนนีมีพระชนมายุ 37 ปี เบน ฮิลส์ (Ben Hills) นักข่าว ผู้เขียนหนังสือเจ้าหญิงมะซะโกะ : นักโทษแห่งบัลลังก์เบญจมาศ (Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne) ระบุว่าเจ้าหญิงมะซะโกะทรงพระครรภ์เจ้าหญิงไอโกะด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย[4]

มกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีทรงตั้งพระนามพระธิดาด้วยพระองค์เอง (ปรกติจะได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระจักรพรรดิ) โดยนำมาจากคำสอนของเม่งจื๊อ นักปรัชญาชาวจีน ความว่า

"ผู้ที่ให้ความรักก็จะได้ความรักตอบ ผู้ที่ให้ความเคารพก็จะได้ความเคารพตอบ" (人者人恆之,人者人恆之。)

พระนาม "ไอโกะ" (愛子) ประกอบด้วยตัวคันจิสองตัวคือ "ความรัก" () กับ "เด็ก" () รวมกันมีความหมายว่า "บุคคลอันเป็นที่รัก"[5] ส่วนพระอิสริยยศ "เจ้าหญิงโทะชิ" (敬宮 toshi-no-miya) มีความหมายว่า "บุคคลผู้ควรแก่การเคารพ"[5]

พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับปฐมวัย ณ โรงเรียนกะกุชูอิง เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2549[6] ก่อนออกจากระดับปฐมวัยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551[7] ทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ณ สถานศึกษาเดิมในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 แล้วเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2557[8] ปัจจุบันทรงศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนมัธยมศึกษาตอนปลายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2560[2][9]

ขณะเจ้าหญิงไอโกะมีพระชันษา 8 ปี ทรงสนพระทัยด้านการทรงพระอักษรตัวคันจิ, อักษรวิจิตร, การกระโดดเชือก, ทรงเปียโน, ทรงไวโอลิน และการเขียนกวีนิพนธ์[10]

ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 เจ้าหญิงไอโกะทรงประทับอยู่ในวังไม่ยอมเสด็จไปโรงเรียน เนื่องจากการกลั่นแกล้ง (bully) ของพระสหายร่วมชั้น[11][12] ภายหลังเจ้าหญิงไอโกะจึงเสด็จไปโรงเรียนในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 อย่างมีข้อจำกัด เจ้าหน้าที่ประจำพระราชวังอธิบายว่าได้มีการจำกัดจำนวนพระสหายร่วมชั้นของเจ้าหญิง เจ้าหญิงไอโกะจะเสด็จไปโรงเรียนพร้อมกับเจ้าหญิงมะซะโกะพระชนนีตามคำแนะนำของแพทย์ประจำพระราชสำนักมกุฎราชกุมาร[13][14]

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เจ้าหญิงไอโกะประชวรจากอาการพระปับผาสะอักเสบ[15] และช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ทรงขาดเรียนเนื่องทรงอ่อนเพลียจากทรงพระอักษรเตรียมสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย[2]

การสืบราชบัลลังก์[แก้]

เจ้าหญิงไอโกะ (กลาง) และสมาชิกพระราชวงศ์ญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2556
เจ้าหญิงไอโกะ (ขวา) และพระชนกและพระชนนีในปี พ.ศ. 2559

หลังการประกาศใช้กฎมนเทียรบาลญี่ปุ่น พ.ศ. 2490 มีการลดจำนวนพระราชวงศ์ญี่ปุ่นเป็นอันมาก เหลือเพียงเจ้านายที่สืบสันดานจากจักรพรรดิไทโชสามารถเสวยราชย์ได้[16] แต่มิอนุญาตให้เจ้านายฝ่ายในเสวยราชสมบัติ ถ้าหากมีการแก้กฎมนเทียรบาล เจ้าหญิงไอโกะจะเป็นองค์รัชทายาทอันดับที่ 2 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีการหยิบยกถึงเรื่องนี้หลายครั้ง[3][17]

ข้อถกเถียง[แก้]

การประสูติการของเจ้าหญิงไอโกะ ทำให้เกิดวิกฤตการสืบราชสมบัติของญี่ปุ่นเนื่องจากไม่มีเจ้านายรุ่นใหม่ที่เป็นเพศชาย ฝ่ายหน้าที่ยังทรงพระชนม์ล้วนมีพระชันษาสูง ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในญี่ปุ่นว่าควรแก่กาลแล้วที่จะแก้ไขกฎมนเทียรบาล พ.ศ. 2490 ที่ระบุว่าว่าผู้สืบราชสมบัติจะต้องเป็นบุตรคนโตเพศชายเท่านั้น (Agnatic primogeniture) เปลี่ยนเป็นผู้สืบราชสมบัติจะเป็นบุตรคนโตไม่ว่าเป็นหญิงหรือชายก็ได้ (Absolute primogeniture) และญี่ปุ่นมีประวัติการสืบราชสมบัติของจักรพรรดินีถึงแปดพระองค์ โดยได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกพระราชวงศ์ที่มีเชื้อเจ้าทางฝ่ายบิดา นักวิชาการบางส่วนอธิบายว่าการครองราชย์ของจักรพรรดินีเป็นการครองประเทศเพียงชั่วคราวเท่านั้น[17] แต่การสืบราชสมบัติผ่านทางฝ่ายมารดาเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21[16] คือจักรพรรดินีเก็มเม และสืบราชสมบัติโดยพระราชธิดาคือจักรพรรดินีเก็นโช[18]

วันที 25 ตุลาคม พ.ศ. 2548 รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีการเสนอให้สิทธิแก่บุตรคนโตไม่ว่าเพศหญิงหรือชายสำหรับการสืบราชสมบัติ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2549 จุนอิชิโร โคะอิซุมิ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ประจำปีเพื่อแก้ไขข้อถกเถียงดังกล่าว โคะอิซุมิได้ให้คำสัญญาที่จะเสนอร่างกฎหมายแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้เจ้านายที่เป็นสตรีขึ้นครองราชสมบัติได้ แต่นายโคะอิซุมิมิได้กำหนดเวลาในการออกกฎหมาย และมิได้ให้รายละเอียดของเนื้อหาแต่อย่างใด

การประสูติกาลของฝ่ายหน้า[แก้]

ข้อเสนอที่จะอนุญาตให้สตรีครองราชสมบัติได้นั้นถูกเลื่อนออกไป หลังจากการประกาศของสำนักพระราชวังว่าเจ้าหญิงคิโกะ พระชายาในเจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายอะกิชิโนะ พระอนุชาในมกุฎราชกุมาร ทรงพระครรภ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ภายหลังจึงได้ประสูติกาลเจ้าชายฮิซะฮิโตะแห่งอะกิชิโนะเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นรัชทายาทลำดับที่สามและเป็นเจ้านายฝ่ายหน้าพระองค์ล่าสุดในรอบ 41 ปีของญี่ปุ่น[17][19]

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2550 ชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นได้ประกาศยกเลิกข้อเสนอที่จะแก้กฎมนเทียรบาล จึงคาดว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อให้เจ้าหญิงไอโกะสืบราชสมบัติ[17]

พระกรณียกิจ[แก้]

วันที่ 5 เมษายน 2559 เจ้าหญิงไอโกะทรงเยี่ยมชมนิทรรศการพิเศษครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-อิตาลี ณ พิพิธภัณฑ์โตเกียว[20]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Maygar, James; Ujikane, Keiko (July 13, 2016). "Japan Emperor, Symbol of National Unity, Said to Seek Abdication". Bloomberg News. สืบค้นเมื่อ 2 February 2017. 
  2. 2.0 2.1 2.2 "เจ้าหญิงไอโกะทรงฉายรูปกับแมวน้อย โอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 15 ปี". ข่าวสดออนไลน์. 1 ธันวาคม 2559. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  3. 3.0 3.1 "เจ้าชายนารุฮิโตะ ว่าที่จักรพรรดิองค์ใหม่ของญี่ปุ่น". บีบีซีไทย. 10 มิถุนายน 2560. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  4. "หนังสือใหม่เปรย “เจ้าหญิงมาซาโกะ” ดุจ ‘นักโทษแห่งบัลลังก์เบญจมาศ’". MGR Online. 19 มกราคม 2550. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  5. 5.0 5.1 Colin Joyce (2001-12-08). "Japan's princess named 'one who loves others'". The Daily Telegraph, 8 December 2001. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/japan/1364705/Japans-princess-named-one-who-loves-others.html.
  6. Japan's Princess Aiko, 4, starts kindergarten. redOrbit. April 10, 2006. Retrieved December 2, 2009.
  7. Princess Aiko finishes kindergarten. The Japan Times. March 16, 2009. Retrieved December 1, 2009.
  8. http://www.japantimes.co.jp/news/2017/04/08/national/princess-aiko-enters-high-school/
  9. "เจ้าหญิงไอโกะเสด็จเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย". กรุงเทพธุรกิจ. 9 เมษายน 2560. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  10. Princess Aiko celebrates 8th birthday. The Mainichi Daily News. December 1, 2009. Retrieved December 1, 2009.
  11. "Japan princess 'bullied by boys'". BBC News. 5 March 2010. 
  12. "เจ้าหญิงไอโกะ ไม่เสด็จไปรร. เพราะถูกเพื่อนแกล้ง". MGR Online. 6 มีนาคม 2553. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  13. "Princess Aiko returns to school". The Japan Times (Tokyo). 2 May 2010. 
  14. ชนานันท์ (24 มกราคม 2558). "ฟ้าหลังฝนของเจ้าหญิง". แพรวดอตคอม. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  15. Demetriou, Danielle (3 November 2011). "Japan's Princess Aiko suffering from pneumonia". Daily Telegraph (London). 
  16. 16.0 16.1 "Life in the Cloudy Imperial Fishbowl," The Japan Times. 27 March 2007.
  17. 17.0 17.1 17.2 17.3 "ราชวงศ์ญี่ปุ่นเผชิญภาวะหดตัว เสี่ยงไร้รัชทายาทสำรองในอนาคต". บีบีซีไทย. 20 พฤษภาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  18. Ponsonby-Fane, Richard. (1959). The Imperial House of Japan, p. 56.
  19. "“เจ้าชายฮิซาฮิโตะ” รัชทายาทลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงฉลองวัยครบ 10 ปี". มติชนออนไลน์. 6 กันยายน 2559. สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2560. 
  20. "Japan-Italy diplomatic relations 150th anniversary special exhibition". สืบค้นเมื่อ 13 May 2016. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]