เจ้ามหาพรหมสุรธาดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้ามหาพรหมสุรธาดา
เจ้านครน่าน
เจ้ามหาพรหมสุรธาดา.jpg
เจ้าผู้ครองนครน่าน
องค์ที่ 64 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
ราชาภิเษก11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462
ครองราชย์11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474
รัชกาล11 ปี 279 วัน
พระอิสริยยศเจ้าประเทศราช
ก่อนหน้าพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช
ถัดไปยกเลิกตำแหน่ง
พระชายาเจ้านางศรีโสภา (ชายาเอก)
เจ้านางบัวทิพย์
เจ้านางศรีคำ
พระราชบุตร9 คน
พระนามเต็ม
เจ้ามหาพรหมสุรธาดา นันทบุราธิวาศวงศ์ บรมราชประสงค์สฤษดิรักษ์ นิตยสวามิภักดิ์อาชวาศัย ประสาสนนัยวิจิตร กิติคุณาดิเรก เอกโยนกมหานคราธิบดี เจ้านครน่าน
ราชสกุลณ น่าน สายที่ 3
ราชวงศ์ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
พระบิดาเจ้าอนันตวรฤทธิเดช
พระมารดาแม่เจ้าขอดแก้วเทวี
ประสูติ17 ตุลาคม พ.ศ. 2389
เจ้ามหาพรหม
พิราลัย17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 (84 ปี)

มหาอำมาตย์โท นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 และองค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ (17 ตุลาคม พ.ศ. 2389 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474) และทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายแห่งเมืองนครน่าน ทรงป็นพระโอรสในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 และเป็นพระอนุชาต่างเจ้ามารดากับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63

พระประวัติ[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยมหาพรหม ประสูติ ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองน่าน เมื่อวันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2389 (แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย จ.ศ. ๑๒๐๘) ทรงเป็นพระโอรสองค์โตในเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 ประสูติแต่แม่เจ้าขอดแก้วราชเทวี (ชายาองค์ที่ 2) และทรงมีพระโสทรขนิษฐา 1 องค์ คือ เจ้านางยอดมโนลา[1] ครั้นเมื่อมีชนมายุได้ 17 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษา ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร โดยมี พระสังฆราชนันทชัย เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปี พ.ศ. 2407 ได้ลาสิกขาออกเป็นคฤหัสถ์ ช่วยงานราชการของพระบิดาตลอดมา ครั้นมีชนมายุได้ 20 ปี ได้วิวาหมงคลเสกสมรสกับเจ้านางศรีโสภา พระธิดาในพระยาวังขวา (เจ้าคำเครื่อง ณ น่าน) กับแม่เจ้าอุสา ผู้เป็นมารดา เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ทรงมีพระโอรสพระธิดากับเจ้านางศรีโสภา รวมทั้งสิ้น 8 พระองค์ ทรงพระโอรส 6 พระองค์ และพระธิดา 2 พระองค์

พระอิสริยยศและบรรดาศักดิ์[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ , บรรดาศักดิ์ และพระยศทางทหาร ดังนี้

พระอิสริยยศและบรรดาศักดิ์[แก้]

  1. เมื่อปี พ.ศ. 2433 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าน้อยมหาพรหม ขึ้นเป็น เจ้าราชบุตร นครเมืองน่าน
  2. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 [2]ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ เจ้าราชบุตร (น้อยมหาพรหม) เจ้าราชบุตร นครเมืองน่าน ขึ้นเป็น เจ้าราชวงศ์ นครเมืองน่าน
  3. เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2443 [3]ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ เจ้าราชวงศ์ (น้อยมหาพรหม) เจ้าราชวงศ์ นครเมืองน่าน ขึ้นเป็น เจ้าอุปราช นครเมืองน่าน และทรงดำรงตำแหน่งเสนามหาดไทยจังหวัดน่าน
  4. เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2461 [4] ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลตรี เจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม) เจ้าอุปราชนครเมืองน่าน รั้งตำแหน่ง เจ้าผู้ครองนครน่าน
  5. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462 [5]ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยยศและบรรดาศักดิ์ เจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม) เจ้าอุปราชนครเมืองน่าน ขึ้นเป็น เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้รับการเฉลิมพระนามว่า เจ้ามหาพรหมสุรธาดา นันทบุราธิวาศวงศ์ บรมราชประสงค์สฤษดิรักษ์ นิตยสวามิภักดิ์อาชวาศัย ประสาสนนัยวิจิตร กิติคุณาดิเรก เอกโยนกมหานคราธิบดี เจ้านครน่าน

พระยศพลเรือน[แก้]

  • วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2454 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "อำมาตย์เอก" [6]
  • เมื่อปี พ.ศ. 2460 ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น มหาอำมาตย์โท

พระยศทหาร[แก้]

  • วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2448 [7]ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็น นายพันโทพิเศษ ในกรมทหารราบที่ 18
  • ปี พ.ศ. 2454 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็น นายพันเอกพิเศษ ในกรมทหารราบที่ 18
  • ปี พ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็น นายพลตรีพิเศษ ในกรมทหารราบที่ 18

พระยศเสือป่า[แก้]

  • ปี พ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเสือป่าเป็น นายกองเอกเสือป่า ในกองเสือป่าจังหวัดน่าน

ราชองครักษ์พิเศษ[แก้]

  • วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง นายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน เป็น "ราชองครักษ์พิเศษ"[8]

พิราลัย[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 (เวลา 16:00 น.) ณ คุ้มหลวงเมืองนครน่าน ด้วยพระโรคชรา สิริพระชนมายุได้ 85 ปี[9] ทรงปกครองเมืองนครน่านรวมระยะเวลา 11 ปี 279 วัน

การพระราชทานเพลิงศพ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์โท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ เสด็จแทนพระองค์ พร้อมด้วยเจ้าพนักงานภูษามาลา กรมสนมพลเรือน ในการพระราชทานเพลิงศพ เจ้ามหาพรมสุรธาดา โดยพระราชทานโกศโถประกอบศพ มีฐานตั้งรองโกศ 1 ชั้น พร้อมด้วยเครื่องอิสริยยศ ฉัตรเบญจาตั้ง 4 คัน มีประโคมกลองชะนะ 10 จ่าปี 1 ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 (นับตามสากลเป็น พ.ศ. 2475) ครั้นถึงวันที่ 3 มีนาคม เวลาบ่าย จึงได้พระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงดอนชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน[10]

พระโอรส พระธิดา[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ทรงมีพระชายา 3 องค์ และพระโอรสพระธิดา รวมทั้งสิ้น 9 องค์ (อยู่ในราชสกุล ณ น่าน สายที่ 3) มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

  • ชายาที่ 2 แม่เจ้าบัวทิพย์ ชายา ประสูติพระโอรส 3 องค์ ได้แก่
    1. เจ้าธาดา (นามเดิม : เจ้าแก้วพรหมา ณ น่าน)
    2. เจ้าเมืองพรหม (นามเดิม : เจ้าขี้หมู ณ น่าน)
    3. เจ้าสุรพงษ์ (นามเดิม : เจ้าจันต๊ะคาด ณ น่าน)
  • ชายาที่ 3 แม่เจ้าศรีคำ ชายา ประสูติพระโอรสพระธิดา 2 องค์ ได้แก่
    1. เจ้าสนิท หรือ เจ้านิด ณ น่าน
    2. เจ้าลัดดา ณ น่าน (นามเดิม : เจ้านางหมัดคำ ณ น่าน)

พระกรณียกิจที่สำคัญ[แก้]

ด้านสาธารณสุข[แก้]

  • เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2461 เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งสภากาชาดสยาม หรือ สภากาชาดไทยในปัจจุบัน โดยได้บริจาคเงินจำนวน 3,000 บาท ให้แก่สภากาชาดสยาม
  • เมื่อปี พ.ศ. 2468 เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 พร้อมด้วย เจ้าราชวงศ์ (เจ้าสุทธิสาร ณ น่าน) เจ้าราชวงศ์เมืองนครน่าน และเหล่าเจ้านายบุตรหลานได้ร่วมกันสร้างโอสถสภาขึ้นที่จังหวัดนครน่าน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 (ผู้เป็นพระเชษฐาต่างพระมารดา) กระทรวงมหาดไทยได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงอนุโมทนาในส่วนกุศลสาธารณประโยชน์ในคร้งนี้ด้วย

ถวายช้างเผือก[แก้]

  • เมื่อปี พ.ศ. 2468 ได้พบช้างสีประหลาดที่เขตเมืองนครน่าน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานกรมช้างต้นและกรมศิลปากรขึ้มาตรวจลักษณะพบว่าเป็นช้างในลักษณะจำพวกอัฐคช 8 ชื่อว่า "ดามหัศดินทร"[13]

ด้านบ้านเมือง[แก้]

สาธารณประโยชน์[แก้]

แจ้งความมา ณ วันที่ ๒๗ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๑

ด้วยได้รับใบบอกพระเจ้าผู้ครองนคร แลเค้าสนามหลวงนครน่าน ที่ ๖/๑๒๕๓ ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๓๑ ว่าสพานลำน้ำบั้วซึ่งได้สร้างขึ้นครั้งก่อนนั้นเปนอันสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รียบร้อย ด้วยเหตุที่ลำน้ำบั้วกว้างขวางมาก ปลายสพานด้านใต้ยังตกอยู่ใน ลำห้วยต่ำกว่าระดับถนน ครั้นถึงฤดูน้ำๆ ยังท่วมอยู่ มหาชนสัญจรไป มาไม่สดวก สพานนี้ก็เปนสพานสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งเปนทางร่วมมาบรรจบกัน หลายทาง เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๓๑ อำมาตย์เอก เจ้าอุปราช (น้อยมหาพรหม) เจ้าอุปราช นครเมืองน่าน และเสนามหาดไทย นครเมืองน่าน ได้ว่าเหมาช่างลงมือทำสพานต่อตามรูปเดิม กว้าง ๒ วา ยาว ๑ เส้น ๓ วา สูงจากพื้น ๔ วา ๑ คืบ ใช้ไม้จริง รวมทั้งสพานเดิมยาว ๒ เส้น ๙ วา ๒ ศอกสูงเท่ากัน แล้วเสร็จเปนเงิน ๑,๕๔๓ บาท รวมทั้งเงินที่ ได้ออกทรัพย์สร้างครั้งก่อนเปนเงิน ๙,๙๔๓ บาทถ้วน แลได้เปิดให้มหาชนสัญจรไปมาเปนสาธารณประโยชน์ แต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๓๑ แล้ว อำมาตย์เอก เจ้าอุปราช มีความยินดีขอพระราชทานอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงมหาดไทยได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ว่าการที่ อำมาตย์เอก เจ้าอุปราช เสนามหาดไทยนครน่าน มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์จัดการต่อสพานข้ามลำน้ำบั้วให้สำเร็จเรียบร้อย ให้มหาชนสัญจรไปมาเปนสาธารณประโยชน์นั้น นับว่าเปนการกุศล ต้องด้วยพระราชนิยม ทรงอนุโมทนาในส่วนกุศลนี้

— ศาลาว่าการมหาดไทย

แจ้งความมาณวันที่ ๒๗ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๑
( ลงนาม ) พระยามหาอำมาตย์

ราชปลัดทูลฉลอง เซ็นแทน

การสร้างท่าอากาศยานน่าน[แก้]

  • ในปี พ.ศ. 2458 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อซื้อเครื่องบินให้แก่กองทัพอากาศ[14] จำนวน 1 ลำ ซึ่งต่อมาพระองค์มีพระประสงค์จะชมเครื่องบินลำที่พระองค์ซื้อให้แก่กองทัพอากาศ จึงได้นำความปรึกษากับอำมาตย์เอกพระวรไชยวุฒิกรณ์ ปลัดมณฑลพายัพ เพื่อจัดสร้างสนามบินขึ้น เมื่อพระวรไชยวุฒิกรณ์เห็นชอบแล้ว จึงได้เกณฑ์แรงงานราษฎรทำการถากถางโค่นต้นไม้บริเวณตำบลหัวเวียงเหนือเพื่อสร้างสนามบินขึ้น โดยใช้เวลาในการสร้างประมาณ 3 ปีเศษ จึงแล้วเสร็จ และทางกองทัพอากาศจึงได้นำเครื่องบินแบบ “เบเก้” จำนวน 3 ลำ รวมทั้งลำที่เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ได้ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อให้ บินจากกองทัพอากาศดอนเมืองถึงสนามบินน่านสำเร็จและลงอย่างปลอดภัย ครั้นเมื่อเครื่องบินได้กลับไปแล้วก็มิได้ใช้สนามบินนี้อีก คงปล่อยทิ้งไว้และได้รับการบำรุงรักษาตามสมควร

รับเสด็จรัชกาลที่ 7 คราวประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ[แก้]

- เมื่อวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2469 ทางการได้จัดพิธีทูลพระขวัญขึ้น โดยปลูกพลับพลาทองบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายในพร้อมด้วยพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้านายในมณฑลพายัพตลอดจนอาณาประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชนกูล สมุหเทศาภิบาล กราบบังคมทูลเบิกกระบวนแห่พิธีทูลพระขวัญแล้ว จึงถึงกระบวนเครื่องพระขวัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีเจ้านายฝ่ายเหนือฟ้อนนำขบวน ประกอบด้วย เจ้าแก้วนวรัฐฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 เป็นผู้นำพานทองพระขวัญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าจามรี ภริยาเจ้าแก้วนวรัฐ นำพานทองพระขวัญทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระบรมราชินี บายศรีและโต๊ะเงินเครื่องเสวย เจ้านาย ณ เชียงใหม่ยกขึ้นไปตั้งหน้าพระเก้าอี้ที่ประทับทั้ง 2 พระองค์ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา, เจ้าจามรี, เจ้ามหาพรหมสุรธาดา, เจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ทำพิธีทูลพระขวัญขึ้นบนพลับพลานั่งหน้าพระที่นั่งตามลำดับแล้ว เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 ซึ่งมีพระชนมายุอาวุโสที่สุดเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูบเชิญพระขวัญ

ในขบวนฟ้อนแห่เครื่องทูลเชิญพระขวัญมีเจ้าผู้ครองนครและเจ้านายฝ่ายเหนือนำหน้าขบวนเครื่องทูลเชิญพระขวัญ มีรายพระนามและรายนาม ดังนี้

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จลงจากช้างพระที่นั่งแล้ว หมอช้างพระที่นั่งกราบบังคม 3 ครั้ง เสด็จพระราชดำเนินจากเกยขึ้นสู่พลับพลาทอง มีเจ้านายผู้หญิงโปรยข้าวตอกดอกไม้นำเสด็จเพื่อความเป็นสิริมงคล คือ หม่อมเจ้าหญิงฉัตรสุดา ในพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน กับเจ้าบุษบง ณ ลำปาง บุตรีในเจ้าบุญวาทวงศ์มานิตฯ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 โปรยนำเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนเจ้าวงศ์จันทร์ ณ เชียงใหม่ บุตรีเจ้าราชบุตรกับเจ้าแววดาว บุตรีเจ้าราชวงศ์ โปรยนำเสด็จสมเด็จพระบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ประทับพระที่นั่งบนพลับพลาทอง ทอดพระเนตรกระบวนแห่ช้างหลวงเดินผ่านถวายตัว เมื่อเดินผ่านหน้าพลับพลาแล้วเลี้ยวไปเข้าเกยศาลารัฐบาลทางด้านเหนือ ฝ่ายพวกฟ้อนสำหรับต้อนรับของหลวงซึ่งจัดไว้ 4 คน ก็ออกฟ้อนรับที่หน้าพลับพลา ได้แก่ หม่อมเจ้าฉัตรสุดา ในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน,เด็กหญิงอรอวบ บุตรีพระยาเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์,เจ้าแววดาว บุตรีเจ้าราชบุตรและเจ้าอุบลวรรณา บุตรีเจ้าบุรีรัตน์ เจ้านายชายหญิง เมื่อฟ้อนมาถึงหน้าพลับพลาแล้วจึงนั่งลงถวายบังคม เจ้านายผู้ชายเดินขึ้นนั่งบนพลับพลาที่พื้นลดทางขวาที่ประทับ เจ้านายผู้หญิงเดินขึ้นไปนั่งบนพลับพลาที่พื้นลดทางซ้ายที่ประทับ จากนั้นเจ้าแก้วนวรัฐนำพานทองพระขวัญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าจามรีภริยา เจ้าแก้วนวรัฐ นำพานทองพระขวัญทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายสมเด็จพระบรมราชินี แล้วเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน จึงเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูลเชิญพระขวัญ ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่นั้น ทางราชการได้จัดเตรียมการรับเสด็จที่วัดพระสิงห์ ซึ่งสร้างปะรำพิธีขนาดใหญ่บริเวณด้านเหนือของวิหาร ส่วนด้านหน้าของพระวิหารจะปลูกปะรำไว้สำหรับข้าราชการนั่งเฝ้า ภายในวิหารหลวงยกอาสน์สำหรับให้พระสงฆ์นั่ง 200 รูป ส่วนวัดต่าง ๆ ที่จะเสด็จประพาสรวมถึงกำแพงเมืองซึ่งมีหญ้ารกรุงรังอยู่นั้น ก็ให้มีการแผ้วถางโดยมีหลวงพิศาลอักษรกิจ นายอำเภอช่างเคิ่ง (แม่แจ่ม) เป็นเจ้าหน้าที่ ส่วนการทำถนนไปวัดเจ็ดยอด และวัดกู่เต้านั้น ก็ให้มีการแผ้วถางบริเวณข่วงสิงห์ ข่วงช้างเผือกตลอดจนปรับปรุงถนนห้วยแก้ว โดยมีเจ้าราชสัมพันธ์ นายอำเภอบ้านแม (สันป่าตอง) กับนายสนิท เจตนานนท์เป็นเจ้าหน้าที่ ในการทำถนนแยกจากถนนลำพูนไปยังโรงพยาบาลโรคเรื้อนแมคเคน มีนายอั๋น เขียนอาภรณ์ ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอสารภีเป็นเจ้าหน้าที่ ส่วนการแต่งพื้นที่บริเวณศาลารัฐบาล บริเวณโรงช้าง และโรงเรียนตัวอย่าง (โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย) มีนายแดง ลิลิต นายอำเภอสะเมิง เป็นเจ้าหน้าที่

ที่มา : จดหมายเหตุเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือและเจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๖๙

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ ดังนี้

เหรียญราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงได้รับพระราชทานเหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ ดังนี้

พ.ศ. 2436 Silver Jubilee Medal (Thailand).png เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา (ร.ศ.)

สถานที่อันเนื่องมาจากพระนาม[แก้]

  1. ถนนมหาพรหม

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๐ เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง
  2. ราชกิจานุเบกษา, เสด็จออกแขกเมืองประเทศราช เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรขุนนาง เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓
  4. ราชกิจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่องแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองจังหวัดน่านแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรเจ้าผู้ครองนคร เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๒
  6. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระบรมราชโองการ พระราชทานยศแก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๔
  7. ราชกิจจานุเบกษา, ส่งสัญญาบัตรทหารบกไปพระราชทาน เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๘
  8. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกรมราชองครักษ์ เรื่อง .. ตั้งราชองครักษ์พิเศษ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
  9. ราชกิจานุเบกษา,ข่าวถึงพิราลัย เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔
  10. ราชกิจานุเบกษา, พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๔
  11. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, ตอนที่ 35 เล่ม 23, 25 พฤศจิกายน ร.ศ. 125, หน้า 893
  12. แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  13. "ดามหัศดินทร" อาภรณ์สำหรับช้างต้นคู่พระบารมี[ลิงก์เสีย]
  14. แจ้งความกระทรวงกลาโหม เจ้าอุปราชให้เงิน ๙,๐๐๐ บาทสำหรับซื้อเครื่องบิน
  15. พิธีทูลพระขวัญ รับเสด็จ ร.7 ประพาสเมืองเชียงใหม่
  16. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๙
  17. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายหน้า) เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑
  18. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔
  19. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญฝ่ายหน้า เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙
ก่อนหน้า เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถัดไป
พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64
และองค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์

(พ.ศ. 2462 - พ.ศ. 2474)
2rightarrow.png ยกเลิกตำแหน่ง
ผู้สืบตระกูล: เจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน)