เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ
เจ้าฟ้าเมืองน่าน
เจ้าผู้ครองนครน่าน
องค์ที่ 57 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
ราชาภิเษก29 สิงหาคม พ.ศ. 2331
ครองราชย์พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2353
รัชกาล25 ปี
ก่อนหน้าเจ้ามงคลวรยศ
ถัดไปเจ้าสุมนเทวราช
พระชายาเจ้านางคำน้อยราชเทวี
ชายาจำนวน 3 องค์
พระราชบุตร14 พระองค์
พระนามเต็ม
สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สมเด็จเจ้าฟ้าหลวงเมืองน่าน[1]
ราชวงศ์ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
พระบิดาพ่อเจ้าสุทธะ
พระมารดาแม่เจ้ากรรณิกา
พิราลัย23 มกราคม พ.ศ. 2353
กรุงเทพฯ

สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน องค์ที่ 57 และองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ หรือ เจ้าฟ้าน้อยอัตถะ[2] (พ.ศ. 2329 - 2359) เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหลวงเจ้าเมืองน่าน[3] เป็นราชบุตรของพ่อเจ้าสุทธะและแม่เจ้ากรรณิกา และเป็นพระปนัดดาของพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์ ได้ครองเมืองน่านสืบต่อจากพระยามงคลวรยศ ผู้เป็นพระมาตุลา (น้าชาย) และในปี พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานเลื่อนยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน

พระประวัติ[แก้]

เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ เป็นโอรสองค์เดียของเจ้าสุทธะกับนางกรรณิกา จากตระกูลเล้ม[4]

เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 58 และในปี พ.ศ. 2331 เดือน 9 ลง 13 ค่ำ เจ้าหลวงอัตถวรปัญโญ พระองค์ได้พา เจ้านาย ท้าว ขุนนาง ในราชสำนักนครน่าน ลงไปกราบทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ก็ทรงมีพระมหากรุณาโปรดฯ แต่งตั้ง เจ้าอัตถวรปัญโญให้เป็นเจ้าพระยาน่าน และในปี พ.ศ. 2347 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศ ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน ท่านได้เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่านได้ 5 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าท่านได้เสวยราชสมบัติเมืองน่าน 22 ปี ได้เป็นเจ้าเมืองน่าน ขึ้นกับพม่า อยู่เมืองเทิง 3 ปี และเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน ขึ้นกับกรุงรัตนโกสินทร์ 22 ปี รวมท่านได้เป็นเจ้าเมืองเทิง (เขตเมืองน่านในอดีต) และเจ้าผู้ครองนครน่าน 25 ปี

พิราลัย[แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ได้สนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี กระท้งถึงวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13 ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก พ.ศ. 2350 เวลา 3 ยาม 7 บาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุได้ 74 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2352 ปีกดซะง้า ไทยใต้ปีมะเมีย โทศก เดือน 12 ขึ้น 10 ค่ำ สมเด็จเจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ได้เสด็จลงไปมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังไม่ทันถึง สมเด็จเจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ก็เกิดประชวรโรคาพยาธิและถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2352 (นับเป็นปีปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2353) ยามใกล้รุ่ง และได้ถวายเพลิงพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ณ กรุงรัตนโกสินทร์[5]

พระชายา พระโอรส/ธิดา[แก้]

เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญมีพระโอรสิดาดังนี้[6]

ชายาองค์ที่ 1 เจ้านางคำน้อยเทวี ประสูติพระโอรส/ธิดา 5 พระองค์

  1. เจ้ามหายศ ภายหลังได้เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 59
  2. ถึงแก่กรรม
  3. แม่เจ้าประภาวดี
  4. แม่เจ้ามี
  5. แม่เจ้าหล้า

ชายาองค์ที่ 2 แม่เจ้าแว่น ประสูติพระโอรส/ธิดา 7 พระองค์

  1. แม่เจ้าศรีวรรณา
  2. เจ้าถงแก้ว
  3. เจ้าแสงเมือง
  4. เจ้าคำฦๅ
  5. เจ้าหนานมหาวงษ์ ภายหลังได้เป็น เจ้าอุปราช ถึงแก่กรรม ที่นครสวรรค์
  6. เจ้าสุริยไฮ้
  7. เจ้าหนานไชยา

ชายาองค์ที่ 3 แม่เจ้าขอดแก้ว ไม่มีประสูติพระโอรส/ธิดา

ชายาองค์ที่ 4 แม่เจ้าขันแก้ว ประสูติพระโอรส/ธิดา 2 พระองค์

  1. เจ้าอนันตยศ ภายหลังได้เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 ปรากฏพระนามว่าเจ้าอนันตวรฤทธิเดช
  2. แม่เจ้าต่อม

พระกรณียกิจ[แก้]

ด้านบ้านเมือง[แก้]

  1. พ.ศ. 2343 นอกจากนี้ยังให้ขุดเหมืองฝายสมุนขึ้น เพื่อชักน้ำจากลำน้ำสมุน ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองน่านมาใช้ ที่บริเวณชานเมือง ทำให้เมืองน่านมีน้ำใช้ตลอดปี
  2. พ.ศ. 2343 - 2344 ให้มีการบูรณะซ่อมแซมกำแพงเมือง และตัวเมืองน่านขึ้นใหม่ และกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่านเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2344

ด้านศาสนา[แก้]

เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ พระองค์เป็นเจ้าเมืองที่เป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า จึงปรากฏเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์ที่ สามเณรน้อยสองรูปพบผอบลอยอยู่เหนือปากถ้ำบริเวณแม่น้ำน่าน เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ก็โปรดให้อัญเชิญแห่เข้ามาในเวียงนครน่าน แล้วจัดการอบรมสมโภชเป็นการยิ่งใหญ่ ครั้นในปี พ.ศ. 2351 จึงอัญเชิญลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ กรุงเทพฯ ดังปรากฏในจารึกอักษร (ค) จาฤกแผ่นศิลาว่าด้วยพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่านจารึกไว้ดังนี้ (สะกดตามต้นฉบับ)

ศุภมัศดุ ๒๓๕๑ นาคสังวัจฉรอาสุขมาสศุกปักษ์ฉะดฤษถีสุริยวารกาลปริเฉท กำหนด พระบาทสมเด็จพระบรมธรรมิกกะราชาธิราชรามาธิบดี ศรีวิสุทธิคุณวิบูลยปรีชา ฤทธิราเม ศวรราช บรมนารถบรมบพิตร์พระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอนันตวิริยาทิโพธาภิรัต ผ่าน สมบัติณกรุงเทพทวาวดีศรีอยุทธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ เสด็จออกณพระที่นั่งบุษบก มาลามหาจักรพรรดิ์พิมานโดยสถานอุตราภิมุข พร้อมด้วยพระบรมวงษาเสนาพฤฒามาตย์ราชมนตรี กระวีชาติ์ประโรหิตาจารย์ เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทโดยอันดับ จึงพระยามหาอำมาตยาธิบดี พิริยพาหะ ผู้ว่าที่สมุหนายก กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า เจ้าฟ้าเมืองน่านบอกลงมาว่า ณ วันเดือนเก้า แรมสิบสองค่ำ ปีมโรง สัมฤทธิศก พระบรมสารีริกธาตุกระทำพระอิทธิปาฏิหาร บันดาลไหซึ่งใส่พระธาตุ นั้นให้ผุดขึ้นมาลอยวนอยู่หลังน้ำ ตรงปากถ้ำน้ำน่านใต้ด่านบ้านแผก สามเณรสององค์ลงไปดูนาวาท่าน้ำแลไป สำคัญใจว่าผลฟักลอยอยู่ ลงเรือไปดูเห็นเปนไหเคลือบเขียวสอาด จึงยกขึ้นสู่นาวาพาเข้ามาบอกพระสงฆ์ช่วยกันเปิดดู เห็นกล่องเงินใหญ่ใส่พระธาตุ ๒๓๕ พระองค์ กับ พระพุทธรูปแก้วเงินทอง ๒๗๒ องค์ ทั้งเครื่องสักการบูชามีรูปช้างม้า ต้นไม้คนโท ผอบแผ่นเงินทอง กล่องเข็มจอกใส่พลอยทุกสิ่ง สรรพเครื่องวิจิตร์ด้วยสุวรรณหิรัญรัตน์ประดับอยู่ในไห พระสงฆ์สามเณรจึงช่วยกันอัญเชิญพระบรมธาตุไปไว้ที่ควร ชวนกันทำสักการบูชา พอเจ้าฟ้าเมืองน่านล่องลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แจ้งว่าเจ้าสามเณรได้พระบรมธาตุเปนมหัศจรรย์ หามีสำคัญอาราม ใกล้น้ำชำรุดซุดพังไม่ พระบรมธาตุกระทำพระปาฏิหารให้ปรากฏดังนี้ ด้วยเดชะพระบารมีพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้าเมืองน่านจึงอัญเชิญพระบรมธาตุใส่เรือขนานแห่ลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย ครั้นได้ทรงฟังทรงพระปิติโสมนัศ จึงมีพระราชโองการมาพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เสวกามาตย์ราชมนตรีแต่งที่แลเครื่องสักการบูชา แห่พระบรมธาตุขึ้นมาจากเรือ เชิญสถิตย์เหนือพระแท่นในพระที่นั่งมหาจักรพรรดิ์พิมาน พร้อมด้วยการสมโภชโสรดสรง ทรงถวายเครื่องสักการบูชา แล้วให้ประชุมธรรมธราชาติ์ราชบัณฑิตย์ทั้งปวง มีสมเด็จพระสังฆราชเปนประธาน เลือกจัดพระธาตุได้ต้องพระบารมีศรีสัณฐานต้องด้วยอย่างเปนพระบรมสารีริกธาตุแท้ ๔๙ พระองค์ เหลือนั้นเปนธาตุพระอรหันต์ ๑๘๖ พระองค์ ทรงเชิญพระบรมธาตุใส่ในพระโกษฐ ให้เสด็จอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนสาศดาราม กิติศัพท์ก็ปรากฏทั่วทุกประชาชนชาติ์ เกิดประสาทศรัทธาเลื่อมไส เกลื่อนกล่นกันมากระทำสักการบูชา บ้างถวายหิรัญวัตถาลังการเครื่องประดับ จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระบรมสาริริกธาตุกระทำพระพุทธอิทธิปาฏิหารมาแต่เมืองน่านครั้งนี้ เปนศุภศิริสวัสดิ์มหัศจรรย์นัก ซึ่งจักประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ ณวัดพระศรีรัตนสาสดารามนั้น ไปภายน่าเครื่องสรรพสักการบูชา แห่งทายกเก่าใหม่กับเครื่องพุทธบูชา ซึ่งอุทิศไว้ในพระแก้วมรกฎก็จะบริคนกล่นเกลื่อนกันเข้าหาควรไม่ แลพระชินราชกับพระชินศรีซึ่งอยู่ ณ เมืองศุโขทัยนั้น ต้องแดดฝนตรากตรำคร่ำคร่าเพลิงป่าเผา แตกพัง หาผู้จะรักษาทำนุบำรุงไม่ ให้อาราธนาลงมาปฏิสังขรณ์ พระลักษณสิ่งใดมิต้องด้วยพระพุทธลักษณให้ช่างซ่อมแปลงแต่งให้ต้องด้วยพระอัตถกถาบาฬี บัดนี้ก็สำเร็จแล้วจักเชิญพระบรมธาตุไปบรรจุไว้ ในองค์พระพุทธรุปจึงจะควร ในปีมโรงสัมฤทธิศกนั้น เมื่อได้ศุภสวัสดิฤกษ์ ทรงพระกรุณาให้อัญเชิญพระบรมธาตุในพระราชวัง ๔๑ พระองค์ กับพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน ๒๓๕ พระองค์ ทรงสรงพระสุคนธ์วารีเสร็จเสด็จเหนือพระยานุมาศ ให้ตั้งพลพยุหกระบวนแห่เปนขนัด พร้อมด้วยเครื่องสูงแล ราชวัตร์ฉัตร์ธงผ้าธงประฎาก พิณพาทย์แตรสังข์ดุริยางค์ดนตรี ประโคมแห่ลงไปณวัดพระเชตุพลวิมลมังคราราม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาอุสาหเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงบรรจุพระบรมธาตุ ในพระราชวังเข้าไว้ในพระชินศรีแต่ ๓๐ พระองค์ แล้วเชิญพระชินศรีสถิตย์ที่พุทธาอาศน์ในพระวิหาร ด้านทักษิณทิศ สนองพระองค์ดุจทรงสถิตย์ นั่งเสวยผลศุขฌานสมาบัติภายใต้ร่มไม้จิกแทบขอบสระมุจลินท์ แล้วเชิญพระบรมธาตุในพระราชวัง ๑๑ พระองค์นั้นบรรจบกับพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน เข้ากัน ๖๐ พระองค์ กับทั้งให้ใส่เครื่องสักการบูชาเก่าใหม่ทรงบรรจุไว้ในองค์พระชินราช เชิญขึ้นสถิตย์เหนือวิจิตรบวรพุทธาอาศน์ในพระวิหารด้านประจิมทิศไว้เปนที่เจดียถานให้เปนที่สักการบูชา สนองพระองค์ดุจทรงนั่งตรัสพระธรรมเทศนา พระธรรมจักป์ปวัตนสูตร์ปโปรดปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้ง ๕ ในอิสีปตนมฤคทายวัน จึงเชิญธาตุพระอรหันต์ ๑๘๖ พระองค์ ใส่ในพระโกษแก้ว ๕ ใบ ทรงบรรจุไว้ ในองค์พระปัญจวัคคียภิกษุสาวกทั้ง ๕ แล้วทรงพระกรุณาให้จัดช่วยคนเปนข้าพระบรมธาตุครัวหนึ่ง ๖ คน เปนเงิน ๗ ชั่ง แลเงินซึ่งทายกบูชามาแต่เมืองน่านมีอยู่แต่ชั่งสิบตำลึง เงินบูชาณกรุงสามชั่งหกตำลึงหาพอไม่ จึงทรงพระราชศรัทธาให้เอาเงินตราณท้องพระคลัง เพิ่มเข้าอีก ๒ ชั่ง ๔ ตำลึง เข้ากันเปนเงิน ๗ ชั่ง ช่วยถ่ายชายหญิงได้หกคนเปนค่าพระบรมธาตุ สำหรับอภิบาลรักษาไวยาวัจจกร เพื่อจะให้พระบรมธาตุเจดีย์ถาวรวัฒนาการถ้วน ๕ พันพรรษา ให้เปนหิตานุหิตประโยชน์แก่อมรเทพามนุษย์ กระทำสักการบูชาไปภายน่า แล้วทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลนี้ให้ไปถึงผู้ศรัทธาสร้างพระพุทธปฏิมากรทั้งผู้บรรจุพระบรมธาตุนี้ไว้ แลให้ทั่วไปแก่สรรพสัตว์ในอนันตจักรวาฬ จงเปนปัจจัยแก่พระปรมาภิเศกสมโพธิญาณ ในอนาคตกาลโน้นเถิดฯ[7]


อ้างอิงจาก พระราชวิจารณ์ จดหมายเหตุความทรงจำ หมวดอักษร (ค) จาฤกแผ่นสิลาว่าด้วยพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. [1] ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๐ เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง หน้าที่ 145
  2. พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ : ๑๔. ตำนานเมืองน่าน
  3. https://db.sac.or.th/inscriptions/uploads/file/929_1.pdf
  4. ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน, หน้า 111
  5. พระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชจักรีวงศ์ที่มีต่อพสกนิกรชาวน่าน
  6. ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน, หน้า 112
  7. พระราชวิจารณ์ จดหมายเหตุความทรงจำ อักษร (ค), จาฤกแผ่นสิลา-ว่าด้วยพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน. จาฤกแผ่นสิลาว่าด้วยพระบรมธาตุมาแต่เมืองน่าน, 24 มิถุนายน ร.ศ. 128,
บรรณานุกรม
  • ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2461. 210 หน้า.
  • ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา (2477). "พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔". ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2561. Check date values in: |accessdate=, |date= (help) [ที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค)
ก่อนหน้า เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ถัดไป
พระยามงคลยศประเทศราช 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครน่าน
(พ.ศ. 2353 - พ.ศ. 2368)
2rightarrow.png พระยาสุมนเทวราช