เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ
เจ้าฟ้าเมืองน่าน
เจ้าผู้ครองนครน่าน
องค์ที่ 57 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
ราชาภิเษก19 สิงหาคม พ.ศ. 2331
ครองราชย์19 สิงหาคม พ.ศ. 2331 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2353
รัชกาล22 ปี 88 วัน
ก่อนหน้าเจ้ามงคลวรยศ
ถัดไปเจ้าสุมนเทวราช
พระชายาเจ้านางคำน้อยราชเทวี
ชายาจำนวน 3 องค์
พระราชบุตร14 พระองค์
พระนามเต็ม
สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สมเด็จเจ้าฟ้าหลวงเมืองน่าน[1]
ราชวงศ์ราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์
พระบิดาพ่อเจ้าสุทธะ
พระมารดาแม่เจ้ากรรณิกา
พิราลัย15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2353
กรุงเทพฯ

สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ หรือ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 และองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าน้อยอัตถะ[2] ทรงเป็นราชบุตรพระองค์เดียวในพ่อเจ้าสุทธะและแม่เจ้ากรรณิกา และเป็นพระปนัดดาของพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์ ได้ครองเมืองน่านสืบต่อจากพระยามงคลยศประเทศราช ผู้เป็นพระมาตุลา (น้าชาย) และในปี พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนพระเกียรติยศขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน[3]

พระประวัติ[แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยอัตถะ ประสูติ ณ เมืองเทิง ทรงเป็นราชบุตรพระองค์เดียวของพ่อเจ้าสุทธะและแม่เจ้ากรรณิกา เจ้านางจากตระกูลไทลื้อ[4]ทรงเป็น พระนัดดา(หลานปู่/ย่า)ของเจ้าไชยราชากับแม่เจ้านางเทพ และทรงเป็นพระภาติยะ (หลานลุง)ในเจ้าพระยาอริยวงศ์หวั่นท๊อก เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 52 และทรงเป็นพระปนัดดา(เหลน)ในพระเจ้าหลวงติ๋นมหาวงศ์ ปฐมเจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงได้ขึ้นราชย์สมบัติเมืองน่านสืบต่อจาก พระยามงคลวรยศ เจ้านครเมืองน่าน ผู้เป็นพระมาตุลา (น้าชาย) ในปี พ.ศ. 2329

ต่อมาในปี พ.ศ. 2331 เดือน 9 ลง 13 ค่ำ เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่าน พระองค์ได้นำเจ้านายบุตรหลานแสนท้าวขุนนางในราชสำนักเมืองน่านลงไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 1 ณ กรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา เมื่อนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา เจ้าอัตถวรปัญโญ ขึ้นเป็น เจ้าพระยาอัตถวรปัโญ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน องค์ที่ 57 (พ.ศ. 2331 - พ.ศ. 2354)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนอิสริยยศ เจ้าพระยาอัตถวรปัญโญ ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน

สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2353 ครั้งที่เสด็จลงมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พร้อมกับเจ้านายบุตรหลานแสนท้าวขุนนางในราชสำนักเมืองน่าน รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองเมืองน่าน 25 ปี (ทรงดำรงอิสริยยศ สมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน 5 ปี , เจ้าพระยาน่าน 17 ปี และทรงได้เป็นเจ้าเมืองน่านภายใต้การปกครองของพม่า ที่ตั้งอยู่เมืองเทิง (เขตเมืองน่านในอดีต) 3 ปี รวมระยะเวลา 25 ปี)

พิราลัย[แก้]

เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ได้สนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี กระทั่งถึงวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13 ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก พ.ศ. 2352 เวลา 3 ยาม 7 บาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต สิริพระชนมพรรษาได้ 74 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2352 ปีกดซะง้า ไทยใต้ปีมะเมีย โทศก เดือน 12 ขึ้น 10 ค่ำ เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ได้เสด็จลงไปมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังไม่ทันถึง เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ก็เกิดประชวรโรคาพยาธิและถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2352 (นับเป็นปีปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2353) ยามใกล้รุ่ง และได้ถวายเพลิงพระศพเจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ณ กรุงรัตนโกสินทร์[5]

พระชายา พระโอรส พระธิดา[แก้]

สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ทรงมีพระชายา 4 องค์ และพระโอรส พระธิดา รวม 14 พระองค์ มีรายพระนามตามลำดับ ดังนี้[6]

ชายาองค์ที่ 1 เจ้านางคำน้อยอัครเทวี (เชื้อสายเจ้านายเมืองเชียงคำ เป็นพระธิดาใน พระยาหาญ เจ้าเมืองเชียงคำ) ประสูติพระโอรส/ธิดา 5 พระองค์ ดังนี้

  1. เจ้ามหายศ ภายหลังเป็น พระเจ้ามหายศ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 59
  2. ถึงแก่กรรม
  3. แม่เจ้าประภาวดี
  4. แม่เจ้ามี
  5. แม่เจ้าหล้า

ชายาองค์ที่ 2 แม่เจ้าแว่นเทวี (เชื้อสายเจ้านายเมืองเชียงแสน) ประสูติพระโอรส/ธิดา 7 พระองค์ ดังนี้

  1. แม่เจ้าศรีวรรณา
  2. เจ้าถงแก้ว
  3. เจ้าแสงเมือง
  4. เจ้าคำฦๅ
  5. เจ้ามหาวงษ์ ภายหลังได้เป็น เจ้าวังขวา เมืองน่าน แล้วเลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าอุปราช เมืองน่าน พิราลัย ณ เมืองนครสวรรค์
  6. เจ้าสุริยไฮ้
  7. เจ้าหนานไชยา

ชายาองค์ที่ 3 แม่เจ้าขอดแก้วเทวี ไม่มีประสูติกาล

ชายาองค์ที่ 4 แม่เจ้าขันแก้วเทวี (เชื้อสายเจ้านายเมืองเชียงแขง เป็นพระธิดาใน เจ้าฟ้าแว่น เจ้าฟ้าเมืองเชียงแขง) ประสูติพระโอรส/ธิดา 2 พระองค์ ดังนี้

  1. เจ้าอนันตยศ ภายหลังเป็น พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62
  2. แม่เจ้าต่อม

พระกรณียกิจ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2331 หลังจากที่ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ก็ได้กราบบังคมทูลลากลับบ้านเมือง ในครั้งนั้นเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ยังมิได้เข้าไปอยู่ในตัวเมืองน่านเนื่องจากคัวเมืองน่านยังรกร้างอยู่ จึงได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น บ้านติ๊ดบุญเรือน ที่เมืองแก้ว (อำเภอนาน้อย) และที่เมืองพ้อ (อำเภอเวียงสา)

ด้านบ้านเมือง[แก้]

  1. พ.ศ. 2343 นอกจากนี้ยังให้ขุดเหมืองฝายสมุนขึ้น เพื่อชักน้ำจากลำน้ำสมุน ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองน่านมาใช้ ที่บริเวณชานเมือง ทำให้เมืองน่านมีน้ำใช้ตลอดปี
  2. พ.ศ. 2343 - 2344 ให้มีการบูรณะซ่อมแซมกำแพงเมือง และตัวเมืองน่านขึ้นใหม่ และกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่านเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2344
  3. พ.ศ. 2347 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ได้นำกำลังของเมืองน่าน ร่วมกับเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง ช่วยเหลือกองทัพจากกรุงเทพฯ เพื่อไปตีเมืองเชียงแสนและขับไล่พม่าให้ออกไปจากแผ่นดินล้านนาได้สำเร็จ

ด้านศาสนา[แก้]

1. สร้างพระพุทธรูปทันใจ ณ หัวขัวมุง

ในปี พ.ศ. 2331 ครั้นเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ได้รับพระราชทานให้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองน่าน เมื่อมาถึงยังเมืองน่านพระองค์จึงได้โปรดให้สร้าง พระพุทธรูปทันใจ ณ บริเวณหัวขัวมุงฝ่ายเหนือ[7]

2. บูรณปฏิสังขรณ์ยอดฉัตรองค์พระธาตุแช่แห้ง

ในปี พ.ศ. 2332 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้แผ้วถางและทําความสะอาดวัดพระธาตุแช่แห้ง พร้อมกันนั้นได้โปรดให้บูรปฏิสังขรณ์ ฉัตรยอดองค์พระธาตุแช่แห้งด้วย

3. บูรณปฏิสังขรณ์พระประธานในวิหารหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง

ในปี พ.ศ. 2335 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 พร้อมทั้งพระสงฆ์ทั้งปวงมีครูบาวัดพระธาตุแช่แห้งเป็นประธาน ได้เล็งเห็นถึงพระประธานในพระวิหารหลวงเกิดชํารุดทรุดโทรม จึงพากันบูรณปฏิสังขรณ์และลงรักปิดทองใหม่

4. สร้างพระธาตุ วัดนาราบ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอําเภอนาน้อย จังหวัดน่าน)

ในปี พ.ศ. 2335 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้สร้างพระธาตุ ที่วัดนาราบ อําเภอนาน้อย ขึ้น ในการนั้นได้ทรงบรรจุพระบรมธาตุ 4 องค์ พระอรหันตธาตุ 11 องค์ พระพุทธรูปทองคํา 1 องค์พระพุทธรูปเงิน 1 องค์ สถิตย์ ณ ปราสาทบนเรือสําเภาเงิน พระธาตุองค์นี้เสร็จสมบูรณ์และทําการเฉลิมฉลองในปี พ.ศ. 2336

5. สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดนาน้อย

ในปี พ.ศ. 2336 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 พร้อมด้วยพระบิดา พระมารดา พระอรรคราชา พระโอรส พระธิดา ทรงโปรดให้หมื่นสรีสัพพะช่างและอาจารย์อุ่นเป็นนายช่างหล่อ พระพุทธรูป ณ วัดนาน้อย อําเภอนาน้อย ปัจจุบันประชาชนทั่วไปขนานนามว่า พระเจ้าทองทิพย์

6. สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีบุญเรือง อําเภอภูเพียง

ในปี พ.ศ. 2336 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 พร้อมด้วยราชวงศ์และข้าราชบริพาร ทรงโปรดให้ อาจารย์อุ่นเป็นนายช่างปั้นหุ่นเศียร พระพุทธรูป ณ วัดศรีบุญเรือง อําเภอภูเพียง

7. บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุแช่แห้งและวิหารพระเจ้าทันใจ

ในปี พ.ศ. 2336 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้ ซ่อมแซมองค์พระธาตุแช่แห้งและพระวิหารพระเจ้าทันใจที่ถูกต้นสําโรงล้มฟาดใส่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2335

8. สร้างปราสาทหอธรรม ณ เวียงสา

ในปี พ.ศ. 2338 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้สร้างปราสาทหอธรรมขึ้น ณ เวียงสา มีความสูงตั้งแต่พื้นดินถึงยอดประมาณ 18 เมตร ในการนั้นได้นําพระอรหันตธาตุ 20 องค์ พระพุทธรูปแก้ว 1 องค์ บรรจุในอาคารดังกล่าวด้วย

9. บูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพลูแช่ ณ เมืองงั่ว (ปัจจุบันอยู่ในเขตอําเภอนาน้อย จังหวัดน่าน)

ในปี พ.ศ. 2338 ได้เกิดเทพสังหรณ์ในเมืองงั่ว (อําเภอนาน้อย) นัยยะว่าเทวดาต้องการให้ทําการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพลูแช่ อันชํารุดทรุดโทรม ครั้งนั้นเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 จึงโปรดให้ พระยามงคลวรยศ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 56 ผู้เป็นพระมาตุลา (น้าชาย) นําคณะศรัทธาประชาชนทําการบูรณะ ครั้นเสร็จเสด็จพระองค์จึงเสด็จไปยกฉัตร

10. สร้างหีบพระธรรม วัดบุญยืน อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ในปี พ.ศ. 2338 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 พร้อมทั้งสวาธุเจ้าทิพพาลังการ เป็นประธานในการสร้างหีบพระธรรม ซึ่งหีบใบนี้มีความวิจิตรงดงาม อย่างมาก มีลักษณะเป็นหีบทรงลุ้ง ฝาตัด ฐานปัทม์ สลักภาพนูนต่ำและปั้นรักประดับ แสดงภาพเล่าเรื่องสิริจุฑามณชาดก ซึ่งเป็นหนึ่งใน ปัญญาสชาดก

11. สร้างวัดบุญยืน (ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน) ณ เวียงสา

ในปี พ.ศ. 2341 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ได้เสด็จประพาสเวียงป้อ (เวียงสา) ทรงเห็นว่าวัดบุญยืน มีความคับแคบไม่อาจขยายให้กว้างขวางได้ ประกอบกับเจ้าอาวาสขณะนั้น คือ พระอธิการนาย (ครูบานาย) และราษฎรได้เห็นพ้องต้องกันด้วย ดังนั้น เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ จึงให้ย้ายวัดมาสร้างใหม่ห่างจากวัดเดิมประมาณ 3 เส้น ทางด้านทิศเหนือบนฝั่งขวาของลำน้ำน่าน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2329 บริเวณที่ตั้งของวัดนั้น มีป่าไม้สักที่สมบูรณ์ จึงใช้ไม้สักสร้างวิหาร กุฎิสงฆ์ และศาสนวัตถุอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และได้พระราชทานนามวัดใหม่แห่งว่า ..วัดป่าสักงาม .. ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2343 ได้โปรดให้หมื่นศรีสรรพช่างก่อสร้างพระวิหาร โดยมีความกว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร และสร้างพระพุทธรูปปางประทับยืน เป็นพระประธานในวิหาร หันพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือ มีขนาดความสูง 8 ศอก หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อวัดป่าสักงาม มาเป็น “วัดบุญยืน” ตามลักษณะพระพุทธธูป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน

12. บูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระธาตุแช่แห้ง

ในปี พ.ศ. 2345 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้ทําการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุแช่แห้ง เช่น ขยายกําแพงทางด้านทิศใต้ขององคพระธาตุ สร้างซุ้มประตู และปิดนรูปเทวดาไว้ บริเวณ 4 มุม เป็นต้น

13. สร้างพญานาค ทางขึ้นวัดพระธาตุแช่แห้ง

ในปี พ.ศ. 2349 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นโดยการนั้นเกณฑ์คนจํานวน 400 คน ก่อสร้างพญานาค 2 ตัว ซึ่งมีความ ยาว 68 วา สูง 4 ศอก หัวพญานาคนั้นสูงจากพื้นดินขึ้นไป 10 ศอก ณ เชิงดอยวัดพระธาตุแช่แห้ง ในปี พ.ศ. 2349 ขึ้นเป็นครั้งแรก การก่อสร้างพญานาคดังกล่าวให้เวลาประมาณ 1 ปีเศษ จึงแล้วเสร็จ และได้เฉลิมฉลองขึ้นในราวเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450

14. ทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมธาตุแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ในปี พ.ศ. 2351 ได้มีการพบไหบรรจุพระบรมธาตุพร้อมด้วยเครื่องบูชา โดยสามเณร 2 รูป รูปหนึ่งชื่อสามเณรอริยะ อีกรูปหนึ่งชื่อสามเณรประหญา ณ บริเวณท่าน้ําบ้านท่าแฝก เมื่อทรงทราบจึงจัดหาเครื่องบูชาเพิ่มเติมแล้ว จึงนําลงมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปัจจุบัน พระบรมธาตุดังกล่าวได้ประดิษฐานอยู่ในองค์ พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร” วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

15. สร้างพระไตรปิฎก (หอธรรม) บริเวณคุ้มหลวง

ในปี พ.ศ. 2371 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 โปรดให้สร้างหอพระไตรปิฎก ขึ้นบริเวณคุ้มหลวงประดับประดาด้วยรูปปั้นกินรี นกยูง และรูปต้นไม้ ภายในอาคารประดับตกแต่งด้วยการลงรักปิดทอง ทั้งนี้ยังโปรดให้รวบรวมคัมภีร์ใบลานจากที่ต่างๆ มาเก็บรักษาไว้ยังหอนี้ด้วย

ราชตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๐ เรื่อง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ให้แต่งไว้สำหรับบ้านเมือง หน้าที่ 145
  2. พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ : ๑๔. ตำนานเมืองน่าน
  3. ราชวงศปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน (ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช)
  4. ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน, หน้า 111
  5. พระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชจักรีวงศ์ที่มีต่อพสกนิกรชาวน่าน
  6. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน, หน้า 112
  7. ข้อมูลวิชาการ หออัตลักษณ์นครน่าน ตอนที่ 4 ด้านศาสนา ความเชื่อ ประเพณีและวัฒนธรรมของนครน่าน
บรรณานุกรม
  • ประชุมพงษาวดารภาคที่ 10 เรื่องราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่าน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2461. 210 หน้า.
  • ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา (2477). "พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔". ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2561. Check date values in: |accessdate=, |date= (help) [ที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค)
ก่อนหน้า เจ้าฟ้าหลวงอัตถวรปัญโญ ถัดไป
พระเจ้ามงคลวรยศ 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57
และองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์

(พ.ศ. 2331 - พ.ศ. 2353)
2rightarrow.png พระเจ้าสุมนเทวราช