พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม)
ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม, เจ้าเมืองมหาสารคาม
ก่อนหน้า อุปฮาด (เถื่อน รักษิกจันทร์)
ถัดไป หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 2401
เมืองร้อยเอ็ด
เสียชีวิต 2461
เมืองมหาสารคาม
คู่สมรส อาชญาแม่ศรีสุมาลย์
ศาสนา ศาสนาพุทธ

มหาอำมาตย์ตรี พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) (พ.ศ. ๒๔๐๑ - พ.ศ. ๒๔๖๑) กรมการพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จและที่ปรึกษาราชการเมืองมหาสารคาม อดีตเจ้าเมืองวาปีปทุมคนสุดท้าย (องค์ที่ ๒) อดีตเจ้าเมืองมหาสารคามคนสุดท้าย (องค์ที่ ๔)[1] อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคาม ผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามท่านแรก นายอำเภอวาปีปทุมท่านแรก รวมถึงมีศักดิ์เป็นบุตรเขยและหลานลุงของพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด) เจ้าเมืองมหาสารคามคนแรก อนึ่ง พระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นต้นสกุลและได้รับพระราชทานนามสกุล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลหัวเมืองอีสานที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

ราชตระกูล[แก้]

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีนามเดิมว่า เจ้าอุ่น หรือ ท้าวอุ่น เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นบุตรในเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) หรือท้าวพานทอง เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองมหาสารคาม อดีตอัคร์ฮาดเมืองมหาสารคาม เป็นพระนัดดาในเจ้าอุปฮาช (ภู) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองร้อยเอ็ด กับญาแม่ปทุมมา[2] เป็นพระปนัดดาในเจ้าราชวงษ์ (หล้า) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองร้อยเอ็ด ญาแม่ปทุมมาผู้เป็นย่าของพระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นพี่สาวร่วมพระมารดากับพระพิชัยสุริยวงศ์ (ท้าวตาดี) หรือเจ้าโพนแพงเจ้าเมืองโพนพิสัย ต้นราชตระกูลสืบเชื้อสายมาจากเจ้าแก้วมงคล (แก้วบรม) ปฐมราชวงศ์เจ้าจารย์แก้ว ซึ่งเป็นเจ้านายจากราชวงศ์ล้านช้างผู้สร้างเมืองท่งศรีภูมิ ท้าวอุ่นได้สมรสเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ กับอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (อาชญานางศรีสุมา) ธิดาองค์สุดท้องในพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ รวิวงศ์สุรชาติประเทศราชธำรงรักษ์ ศักดิ์กิติยศเกรียงไกรศรีพิชัยเทพวรฤทธิ์ พิศนุพงศ์ปรีชาสิงหบุตรสุวัฒนา นคราภิบาลชาญพิชัยสงคราม (กวด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง กับอาชญานางแดง หรือญาแม่โซ่นแดง ธิดาหลวงโภคา (จีนนอก) เมืองมหาสารคาม อนึ่ง ในบันทึกหลวงอภิสิทธ์สารคาม (ดี) บันทึกประวัติเมืองมหาสารคามของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และบันทึกประวัติศาสตร์ภาคอีสานและเมืองมหาสารคามของนายบุญช่วย อัตถากร กล่าวว่า เจ้าอุปฮาช (บัวทอง) บิดาในพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้พาผู้คนจำนวนหนึ่งแยกไปตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านลาด ริมลำน้ำชี ปัจจุบันคือบ้านลาดพัฒนา ตำบลเกิ้ง]] อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม และได้เคยเสนอให้ตั้งเป็นเมืองมหาสารคามแห่งแรกด้วย ฝ่ายท้าวมหาชัย (กวด) ไม่เห็นด้วย เจ้าอุปฮาช (บัวทอง) จึงตั้งเป็นเมืองต่างหากจากเมืองมหาสารคาม ห่างจากบ้านกุดนางใยที่ตั้งเมืองมหาสารคามประมาณ ๒๐๐ เส้น[3]

พี่น้อง[แก้]

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีพี่น้องทั้งหมด ๗ ท่าน คือ[4]

การศึกษา[แก้]

เมื่อครั้งท้าวอุ่นมีอายุ 4 ขวบ ได้ติดตามเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) ผู้เป็นพระบิดาลงไปกรุงเทพมหานครด้วยเรื่องราชการงานเมือง ต่อมาได้เล่าเรียนหนังสือไทย ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ตามธรรมเนียมเจ้านายหัวเมืองลาวที่มักส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาวิชาการปกครองจากราชสำนักสยาม เมื่อศึกษาหนังสือไทยจนอายุได้ 16 ปี ราว พ.ศ. 2412 - 2419 จึงได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมและรับแต่งตั้งเป็นมหาดเล็กหลวงในพระราชสำนักพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ท้าวอุ่นเป็นผู้มีความรู้หลากหลายสาขา และสามารถพูดภาษาอังกฤษใช้ได้ ภายหลังเมื่อเจ้าอุปฮาช (บัวทอง) ป่วยหนัก ท้าวอุ่นจึงขอกลับจากกรุงเทพมหานครมาดูแลพระบิดา และได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดเหนือ หรือวัดมหาชัย เมืองมหาสารคาม ซึ่งเป็นวัดที่พระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด), นางเจริญราชเดช (อาชญาแม่โซ่นแดง), คณะกรมการเมืองท้าวเพี้ยเมืองมหาสารคาม และพระครูสุวรรณดี ร่วมกันสร้างขึ้นแต่เมื่อครั้งตั้งเมืองมหาสารคาม

เป็นเจ้าเมือง[แก้]

ใน พ.ศ. 2419 ท้าวอุ่นได้รับแต่งตั้งเป็นที่ ท้าวโพธิสาร หลังจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเมืองวาปีปทุมและเมืองโกสุมพิสัยขึ้น ต่อมาใน พ.ศ. 2425 ท้าวโพธิสาร (อุ่น) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นที่ พระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์ที่ ๒ ต่อจากพระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์แรก[5] ราชทินนามที่พิทักษ์นรากรนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คล้องจองกับราชทินนามที่สุนทรพิพิธ ของพระสุนทรพิพิธ (เสือ) เจ้าเมืองโกสุมพิสัยองค์แรก ซึ่งตั้งเมืองขึ้นพร้อมกัน

ในปี พ.ศ. 2432 เจ้าอุปฮาชผู้รักษาราชการเมืองสุวรรณภูมิ มีใบบอกกล่าวโทษมาถึงเมืองมหาสารคาม เมืองสุรินทร์ และเมืองศรีสะเกษ ว่าแย่งเอาเขตของเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งเป็นเมือง เฉพาะเมืองมหาสารคามนั้นถูกกล่าวหาว่าขอเอาบ้านนาเลาตั้งเป็นเมืองวาปีปทุม เจ้าแผ่นดินสยามได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงนครจำปาศักดิ์และข้าหลวงอุบลราชธานีทำการไต่สวนว่ากล่าวในเรื่องนี้ แต่เมืองเหล่านี้ได้ตั้งมานานแล้วรื้อถอนไม่ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองวาปีปทุมเป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามต่อไปตามเดิม โดยมิได้โยกย้ายออกจากหนองแซงแต่ประการใด

พ.ศ. 2435 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายรองชิต (เลื่อง ณ นคร) และจมื่นศรีบริรักษ์ มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคามและเมืองร้อยเอ็ดเป็นครั้งแรก โดยตั้งที่ทำการอยู่ ณ เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2437 ทางการได้โอนเมืองชุมพลบุรีจากเมืองสุรินทร์มาขึ้นแก่เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2440 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ขึ้นเพื่อวางระเบียบแบบแผนการปกครองท้องถิ่นให้เรียบร้อย เวลานั้นมณฑลอีสานยังมิได้จัดการปกครองให้เป็นไปอย่างมณฑลอื่น ต่อมา พ.ศ 2443 พระเจริญราชเดช (ฮึ่ง หรือ ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคามองค์ที่ ๒ ได้ถึงแก่กรรมลง ทางเมืองมหาสารคามจึงตั้งให้พระอุปฮาช (เถื่อน รักษิกจันทร์) รักษาราชการแทนเจ้าเมือง ทางราชการได้ยุบเมืองชุมพลบุรีเป็นอำเภอ แล้วโอนกลับไปขึ้นเมืองสุรินทร์ตามเดิม อีกทั้งทรงโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งหัวเมืองมณฑลอีสานออกเป็นบริเวณ 5 บริเวณ โดยให้เมืองมหาสารคามขึ้นแก่บริเวณร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคามได้จัดการแบ่งเขตเมืองตั้งขึ้นเป็นอำเภอคือ อำเภออุทัยสารคาม อำเภอประจิมสารคาม ส่วนเมืองวาปีปทุม และเมืองโกสุมพิสัย นั้นยังคงให้เป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามตามเดิม และได้ให้เปลี่ยนเป็นอำเภอในปีนี้เช่นเดียวกัน[6]

ต่อมา พ.ศ. 2444 หลังจากฝ่ายสยามได้ยุบเมืองวาปีปทุมลงเป็นอำเภอแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุม ให้มาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคาม แทนพระสิทธิศักดิ์สมุทเขต (บุษย์) ที่ถึงแก่กรรมไปก่อนหน้า ฝ่ายพระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้สร้างโฮงที่ประทับหรือหอโฮงการสำหรับสำเร็จราชการเมืองขึ้นที่เมืองมหาสารคาม และนับเป็นโฮงเจ้าเมืองหลังที่ ๓ ของเมืองมหาสารคาม ชาวบ้านเรียกว่า โฮงญาพ่อหลวง เป็นอาคารไม้โบราณขนาดใหญ่ ๒ ชั้นทาสีแดง ตั้งอยู่เยื้องกับโฮงญาหลวงเฒ่า ซึ่งเป็นโฮงที่ประทับหรือหอโฮงการของพระเจริญราชเดช (ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคามองค์ก่อน[7]

พ.ศ. 2446 สยามได้ยุบตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการเมืองมหาสารคามลง ต่อมาในวันที่ 29 เมษายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2446) ศกเดียวกันนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เป็นที่พระเจริญราชเดช ผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามท่านแรก ในบรรดาศักดิ์และราชทินนามเจ้าเมืองมหาสารคามองค์ก่อน เหตุด้วยตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามนั้นว่างลงแต่เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (ฮึง) ถึงแก่กรรมลงไป

พ.ศ. 2447 พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ตัดถนนเพิ่มเป็น 2 สายในตัวเมืองมหาสารคาม สร้างศาลาการเปรียญและพระอุโบสถวัดนางใย เมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2449 พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดท่าแขกหรือวัดโพธิ์ศรี และวัดทุ่งหรือวัดนาควิชัย

พ.ศ. 2455 ปลายปี เจ้าแผ่นดินสยามโปรดเกล้าฯ ให้พระเจริญราชเดช (อุ่น) ออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองด้วยชราภาพและสูงอายุ แล้วแต่งตั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นที่กรมการเมืองพิเศษคอยให้คำปรึกษาราชการงานเมืองมหาสารคามตามสมควรแก่ฝ่ายปกครองตลอดอายุขัย ต่อมาสยามได้ให้หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ อดีตปลัดมณฑลประจำจังหวัดมหาสารคาม]]มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามในต้นปี พ.ศ. 2456 ต่อมา พ.ศ. 2457 พระเจริญราชเดช (อุ่น) กรมการเมืองพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า ภวภูตานนท์ Bhavabhutanonda[8]

ราชการทัพ[แก้]

ราชการทัพครั้งที่ 1[แก้]

พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้เคยไปราชการพิเศษด้วยงานศึกถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2418 - 2419 ท้าวอุ่นได้ลาสิกขาบทแล้วขออาสาสมัครเป็นนายทหารไปรบศึกฮ่อที่ชายพระราชอาณาเขตนครหลวงพระบาง การครั้งนี้ได้เป็นนายกองลำเลียงเสบียงอาหารช่วยกองทัพในการควบคุมของพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์มหาขัติยพงศ์ (กวด) ผู้เป็นลุง ซึ่งตามทัพไปสมทบกับกองทัพพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ที่ไปรบฮ่อยังนครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมด้วยกำลังพลจากหัวเมืองอื่นส่งผลให้การรบชนะ หลังกลับจากปราบฮ่อแล้ว ในปี พ.ศ. 2419 จึงได้รับการสถาปนาเป็นที่ ท้าวโพธิสาร ผู้ช่วยราชการในคณะอาญาสี่เมืองมหาสารคาม

ราชการทัพครั้งที่ 2[แก้]

ใน พ.ศ. 2428 - 2429 พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้ยกกองทัพไปปราบฮ่ออีกครั้ง โดยตามไปสมทับกับกองทัพของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกไปปราบฮ่อซึ่งเข้ามาย่ำยีปล้นชิงนครหลวงเวียงจันทน์ อันพระเจ้าแผ่นดินสยามถือว่าเป็นพระราชอาณาเขต

ราชการทัพครั้งที่ 3[แก้]

พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112 สยามได้เกิดกรณีพิพาทเรื่องอาณาเขตกันกับฝรั่งเศส ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ยกกองทัพซึ่งเป็นกำลังเมืองมหาสารคามไปขัดตาทัพฝรั่งเศสและรักษาด่านพระราชอาณาเขต ณ ภูด่านแดนแขวนฆ้อง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ย้ายอำเภอบรบือมาตั้งอำเภอท่าขอนยาง[แก้]

เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามนั้น ได้ทำเรื่องขออนุญาตจากทางราชการย้ายที่ว่าการอำเภอบรบือไปตั้งใกล้กันกับหนองบ่อ บ้านซำแฮดหรือบ้านชำแฮด (ภาษาไทยเรียกว่า บ้านชำแรด) แล้วเปลี่ยนชื่ออำเภอบรบือใหม่เป็นอำเภอท่าขอนยาง ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เมืองท่าขอนยาง ซึ่งถูกยุบลงเป็นตำบล กาลต่อมาได้เปลี่ยนชื่ออำเภอท่าขอนยางเป็นอำเภอบรบือ ตรงตามชื่อตำบลที่ตั้งมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นามเดิมของอำเภอบรบือนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า บ่อระบือ มีหลวงสารคามการนิคม (โรม เปาริสาร) เป็นนายอำเภอ ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์ใหม่เป็นที่ หลวงสารประสิทธิเขต[9]

บำรุงชาวจีนอพยพ[แก้]

คนจีนในสมัยพระเจริญราชเดช (อุ่น) ปกครองเมืองมหาสารคาม]]นั้นเป็นรุ่นคนจีนอพยพ คนจีนเหล่านี้นับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบุกเบิกทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์กับคนลาวท้องถิ่น ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองเมืองด้วย สิ่งที่คนจีนในรุ่นนี้วางรากฐานไว้ ทำให้คนจีนในรุ่นต่อมาสามารถต่อยอด สร้างทุนและสร้างฐานะที่มั่นคง ตลอดจนทำให้เมืองมหาสารคามเจริญเติบโตในเวลาต่อมา ดังปรากฏตัวอย่างคือ นายทองดี อัตถากร คหบดีสามัญชนชาวจีนจากเมืองวาปีปทุม ได้ทำการสมรสกับอาชญาแม่แก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งเป็นธิดาของพระเจริญราชเดช (อุ่น) นายทองดี อัตถากร จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของเจ้าเมืองมหาสารคาม พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากพระเจริญราชเดช (อุ่น) เจ้าเมืองให้เป็นผู้ผูกขาดการต้มเหล้า รายได้จากภาษีต้มเหล้านี้ทำให้ฐานะทางการเงินของนายทองดี อัตถากร มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ พระเจริญราชเดช (อุ่น) ยังได้ปูนบำเน็จรางวัลให้แก่จีนกาสี แซ่เซีย ซึ่งได้บริจาคข้าว 1 เล้าแก่ทางราชการ ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงหลวงนุกูลกิจคดีจีน และยังให้หลวงนุกูลกิจคดีจีนมีหน้าที่ดูแลคนจีนในเมืองร้อยเอ็ดอีกด้วย[10]

ส่วนนายทองดี อัตถากร กับอาชญาแม่แก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นั้นก็คือบรรพบุรุษของนายบุญช่วย อัตถากร นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม[11]

บุตรและธิดา[แก้]

พระเจริญราชเดช (อุ่น) มีบุตรธิดากับอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (อาชญาแม่แก้ว) ที่ปรากฏนาม 7 ท่าน คือ[12]

  • อาชญาท้าววรบุตร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นายอำเภอเมืองวาปีปทุม
  • อาชญาท้าวเดือน ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (ร.อ.อ. หลวงพินิจนนราษฏร์) นายอำเภอต่างๆ 5 อำเภอ
  • อาชญาแม่แก้วประภา อัตถากร
  • อาชญาท้าวดาว ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (อำมาตย์เอก หลวงนาถอาญัติ) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดต่างๆ
  • อาชญาแม่ดวง ธนสีลังกูร
  • อาชญาแม่กฤษณา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (อาชยาแม่เกร็ด)
  • อาชญาแม่บูริกา สุวรรณเลิศ (อาชญาแม่บู) หรือนางสารี ธนากร[13]

การพระศาสนา[แก้]

มอบที่นาสร้างวัดโสมนัสประดิษฐ์[แก้]

วัดโสมนัสประดิษฐ์ เดิมเรียกว่า วัดโสมนัส ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองแสง ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เดิมตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองแซง (ต่อมาเรียกว่า หนองแสง) เมืองวาปีปทุม ภายหลังจากท้าวอุ่น ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นที่พระพิทักษ์นรากร เจ้าเมืองวาปีปทุมองค์ใหม่แล้ว พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) จึงนำสารตรามาตั้งเมืองและปรึกษากับอุปฮาช (มหาพรหม) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองวาปีปทุมชุดแรก ตลอดจนท้าวเพี้ยกรมการเมืองวาปีปทุม ว่าที่ตั้งเมืองวาปีปทุมเดิมมีชัยภูมิไม่อุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมแก่การตั้งเป็นเมืองสืบไป จึงได้เลือกทำเลใหม่โดยย้ายมาตั้งศูนย์กลางเมืองและที่ทำการเมือง ณ ริมหนองแสง (หนองแซง) พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองสืบมาและได้มีการสร้างวัดขึ้นหลายวัด [14] ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๐ พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) ได้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระวรศาสนาจึงยกที่นาของตนให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งไว้สืบศาสนาของบ้านเมือง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดสระแคน ในกาลต่อมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสาน ได้เดินทางมาตรวจการคณะสงฆ์ที่เมืองวาปีปทุม จึงได้ตั้งนามวัดใหม่ว่า วัดโสมนัสประดิษฐ์ [15]

ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือที่วัดอุทัยทิศ[แก้]

วัดอุทัยทิศ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๖๑ ถนนนครสวรรค์ บ้านนางใย ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ เดิมชื่อวัดสนามพิธี เพราะเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของเมืองมหาสารคาม และเป็นวัดที่นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการศึกษาทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร ตลอดจนมีถาวรวัตถุที่มั่งคงที่สุดในสมัยนั้น ต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใต้นางใย ตามนามของหมู่บ้าน ในสมัยพระครูโยคีอุทัยทิศ (พิมพ์) เป็นเจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดอุทัยทิศตามนามเจ้าอาวาส เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม ได้ทำการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยมูลกัจจายน์ขึ้นที่วัดแห่งนี้ โดยมีพระอาจารย์ปิ่น พระอาจารย์สังวาล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม และพระอาจารย์แก้ว วิชาธร เป็นครูสอนหนังสือไทย มีอาจารย์สีหาซึ่งเป็นฆราวาสเป็นครูสอนมูลกัจจายน์ พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ส่งบุตรของท่านคือ ท้าวหล้า และท้าวฝั่น มาเรียนหนังสือไทยและมูลกัจจายน์ที่วัดแห่งนี้ วัดอุทัยทิศได้เปิดสอนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ และเปิดทำการสอนมาจนถึงปัจจุบัน[16]

สร้างพระเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าเมืององค์แรก[แก้]

เมื่อครั้งพระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม ท่านได้ร่วมมือกับภริยาคือ อาชญาแม่ศรีสุมาลย์ (ศรี) สร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระเจริญราชเดช (กวด) เจ้าผู้สร้างเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (ลุง) ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และมีศักดิ์เป็นพระบิดาของอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของอาชญาแม่โซ่นแดง ชายาในพระเจริญราชเดช (กวด) ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุจฉา (ป้า) ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) และมีศักดิ์เป็นพระมารดาของอาชญาแม่ศรีสุมาลย์ ไว้คู่กันภายในวัดอุทัยทิศ บ้านนางใย ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเป็นการระลึกถึงบรรพบุรุษและคุณงามความดีของทั้งสองพระองค์ โดยสร้างเป็นเจดีย์มียอดทรงน้ำเต้าหรือดอกบัวเหลี่ยมศิลปะลาวหรือศิลปะล้านช้าง ตัวเรือนพระเจดีย์เป็นทรงสี่เหลี่ยมมีฐานเอวขันทั้ง ๒ องค์ องค์ใหญ่เป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระเจริญราชเดช (กวด) องค์เล็กเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิของอาชญาแม่โซ่นแดง เจดีย์ทั้ง ๒ องค์ตั้งอยู่บนฐานบัลลังก์หรือฐานเอวขันฐานเดียวกัน[17] กาลต่อมา คุณวิไล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เกษคุปต์ ผู้เป็นทายาทพร้อมคณะได้มีศรัทธาในพระวรพุทธศาสนา จึงพร้อมใจกันสร้างพระพุทธเจดีย์ศรีเมืองขึ้น ณ วัดอุทัยทิศของบรรพบุรุษ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาประดิษฐานไว้บนยอดพระพุทธรูปปูนปั้นอิริยาบถ ๔ โดยประดิษฐานไว้ที่ซุ้มบทของพระเจดีย์ทิศละ ๑ องค์ สร้างพระพุทธรูปประจำวันเกิด ๗ ปาง ประดิษฐานไว้ซุ้มชั้นสองรองลงมาของพระเจดีย์ ชั้นล่างสุดของพระเจดีย์มีรอยพระพุทธบาทจำลองและรูปพระบริษัท ๔ ประดิษฐานอยู่[18] นอกจากนี้ นางวิไล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เกษคุปต์ ผู้เป็นทายาทยังได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญร่วมก่อสร้างเสาหลักพระธรรมวัดอุทัยทิศขึ้น โดยสร้างเป็นเสาสูงมีจารึกหัวข้อธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ศุภฤกษ์ก่อสร้างวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เมื่อเวลา ๑๓.๔๐ น. โดยมีพระราชศีลโสภิตพร้อมคณะสงฆ์วัดอุทัยทิศเป็นองค์อุปถัมภ์ ลักษณะเสานั้นเป็นเสาคอนกรีตตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐโบกปูน ๒ ชั้น ฐานชั้นแรกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๔ เมตร สูงจากพื้นดิน ๙๐ เซนติเมตร ฐานด้านบนกว้างด้านละ ๒.๗๕ เมตร สูงจากฐานชั้นล่าง ๒๐ เซนติเมตร ส่วนตัวเสาหินนั้นเป็นเสาคอนกรีตสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๑.๑๕ เมตร มีย่อมุมทั้ง ๔ ทิศ สูง ๙ เมตร ยอดเสาประดับกลีบบัวค่ำบัวหงาย ยอดสูงสุดตั้งกงล้อเสมาธรรมจักร แต่ละด้านติดผนังคอนกรีตด้วยหินอ่อนจารึกข้อธรรมทาทับตัวอักษรด้วยสีแดง ส่วนล่างด้านทิศตะวันออกประดับรูปหล่อปูนปั้นนูนสูงเรื่องปฏิสนธิและนิพพานพร้อมประวัติของหลักธรรม ด้านทิศใต้เป็นรูปทรงออกผนวช ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปสัตว์ มนุษย์ เทวดากำลังทำความเคารพพระสถูป ด้านทิศเหนือทำเป็นรูปเสมาธรรมจักรมีกวางหมอบ ตอนล่างของรูปเป็นรายนามผู้บริจาครวม ๕๐ รายการ[19]

พระราชทานนามสกุล[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศพระราชทานนนามสกุล (ครั้งที่ ๑๕) แก่ทายาทบุตรหลานผู้สืบสกุลมาแต่เจ้านายผู้ปกครองเมืองมหาสารคามและเมืองวาปีปทุมว่า ภวภูตานนท์ ลำดับสกุลพระราชทานเลขที่ ๑๒๑๘ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Bhavabhutananda ทรงพระราชทานแก่พระเจริญราชเดช (อุ่น) กรมการพิเศษเมืองมหาสารคาม มณฑลร้อยเอ็จ อดีตเจ้าเมืองมหาสารคามองค์สุดท้ายและอดีตเจ้าเมืองวาปีปทุมองค์สุดท้าย ทวดชื่อราชวงษ์ (หล้า) ปู่ชื่ออุปฮาด (ภู) ๓๐/๓/๑๓ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เติม ณ มหาสารคาม ต่อท้ายสกุล เขียนเป็นอักษรโรมันว่า na Mahasaragama เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Bhavabhutananda na Mahasaragama[20] อนึ่ง คำว่า ภว แปลว่า ความเกิด ความมี หรือความเป็น คำว่า ภูตา มาจากพระนามของเจ้าอุปฮาด (ภู) ผู้เป็นต้นสกุลหรือปู่ของพระเจริญราชเดช (อุ่น) ส่วนคำว่า นนท์ แปลว่า ลูกชาย ดังนั้น คำว่า ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม จึงหมายถึง ผู้เกิดแต่ลูกชายของเจ้าอุปฮาด (ภู) แห่งเมืองมหาสารคาม [21]

การเลื่อนตำแหน่ง[แก้]

บรรดาศักดิ์[แก้]

  • ท้าวอุ่น
  • ท้าวโพธิสาร
  • พระพิทักษ์นรากร
  • พระเจริญราชเดช

ตำแหน่ง[แก้]

อนิจกรรม[แก้]

พระเจริญราชเดช (อุ่น) ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ หลังปฏิรูปการเมืองการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลได้ ๑๘ ปี สิริรวมอายุได้ ๖๑ ปี รับราชการมาด้วยความสงบเรียบร้อย ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองวาปีปทุมรวมได้ ๒๐ ปี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคามรวมได้ ๑๒ ปี

เครื่องใช้ส่วนตัวในพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคาม[แก้]

พิพิธภัณฑ์เมืองมหสารคาม เป็นศูนย์รวมเผยแพร่และจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของจังหวัดมหาสารคาม ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะหนองข่าเป็นสถานที่ที่มีบรรยาศร่มรื่น มีเนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ เริ่มดำเนินการก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ในสมัยนางสิริเลิศ เมฆไพบูลย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม และนายสุรจิตร ยนต์ตระกูล เป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนกระจายการผลิตและการจ้างงานไปสู่ภูมิภาคเพื่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จำนวน ๘,๔๓๔,๐๐๐ บาท เทศบาลเมืองมหาสารคามได้จัดสรรงบประมาณประจำปี ๒๕๔๖ เพื่อการออกแบบและจัดแสดงนิทรรศการภายในจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งของพระอนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช (กวด) หรือท้าวมหาชัย เจ้าเมืองมหาสารคามองค์แรก การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามเน้นการเล่าเรื่องวิถีชีวิตของผู้คนในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม โดยมีแก่นเรื่อง (Theme) เป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์แห่งวิถีชีวิตชาวเทศบาลเมืองมหาสารคามคือ เมืองซ้อนชนบท สามารถแบ่งมิติทางประวัติสาสตร์ในการนำเสนอเป็น ๕ ยุค คือ ยุคก่อนตั้งเมืองมหาสารคาม ยุคเจ้าเมืองท้องถิ่น ยุคปกครองโดยข้าราชการ ยุคขยายตัวทางการศึกษา ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แล้ว เทศบาลเมืองมหาสารคามยังได้วางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการศึกษาท้องถิ่น การจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมตามฤดูกาล การพัฒนารูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการทั้งในด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ นิทรรศการที่โต้ตอบกับผู้ชม การจัดทำคลังพิพิธภัณฑ์และศูนย์เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่รวบรวมข้อมูลและวัตถุที่ใช้ในการสืบค้นเรื่องราวของชาวมหาสารคาม การมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ เช่น อาสาสมัครนำชม การสาธิต การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์จำหน่ายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน[22]

ในช่วงที่มีการดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคามนั้น นายบุญช่วย อัตถากร ทายาทของอาชญานางแก้วประภา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม กับนายทองดี อัตถากร ได้นำวัตถุสิ่งของเครื่องใช้มีค่าของพระเจริญราชเดช (อุ่น) เจ้าเมืองมหาสารคาม มามอบให้แก่พิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนหลายชิ้น สำหรับวัตถุอันทราบที่มาชัดเจนว่าเป็นของพระเจริญราชเดช (อุ่น) นั้นมีจำนวน ๔ ชิ้น ดังนี้

  • กาน้ำ (เลขวัตถุ ๘/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุทำจากดินเผา ศิลปะแบบจีน บริเวณหูหิ้วและปากกาน้ำทำจากทองเหลือง ใต้กาน้ำประทับตรามังกรสัญลักษณ์ความเป็นขัติยวงศ์ มีสภาพชำรุด
  • ผ้าส่านไหม (เลขวัตถุ ๙/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุทำจากผ้าไหมเนื้อดี ปักลวดลายงดงามด้วยดิ้นเงินดิ้นคำ (ดิ้นทอง) มีสภาพสมบูรณ์
  • พานเตี้ย (เลขวัตถุ ๑๐/๒๕๕๔) ลักษณะวัตถุเป็นพานทรงเตี้ย มีปากผาย ทำจากทองเหลือง มีตีนสี่ตีน ขอบเกลียวตอกหมุดงดงาม มีสภาพสมบูรณ์
  • พาเหวย (เลขวัตถุ ๑๑/๒๕๕๔ ) ลักษณะวัตถุเป็นสำรับหรือภาชนะสำหรับเสวยของเจ้าเมืองมหาสารคาม ทำจากทองเหลือง ไม่มีตีน ทั้งฝาและตัวสำรับตอกลายรูปดอกไม้ เดิมมีหูจับแต่หูจับได้หักไปแล้ว มีสภาพชำรุด[23]

พงศาวลี[แก้]

พงศาวลีพระเจริญราชเดช (อุ่น)[แก้]

พงศาวลีอาชญาแม่ศรีสุมาลย์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.mahasarakham.go.th/mkweb/new-data/executives-palace
  2. http://district.cdd.go.th/suwannaphum/about-us/%E0%B8%9B%
  3. http://www.sarakhamclick.com/sarakham/
  4. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘๑.
  5. http://www.komchadluek.net/detail/20100716/66681/
  6. http://www.sarakhamclick.com/sarakham/
  7. https://www.gotoknow.org/posts/12238
  8. ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๑๕ (ลำดับที่ ๑๑๘๓ ถึงลำดับที่ ๑๒๒๑ และแก้ไขนามสกุล ลำดับที่ ๑๐๘๘)
  9. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘๓.
  10. http://musemmangmaha.blogspot.com/2012/01/2470-2503.html
  11. https://www.facebook.com/478625885636421/photos/pb.478625885636421.-2207520000.1462919354./559279004237775/?type=3&theater
  12. http://www.bl.msu.ac.th/mahachai/?name=eachpage
  13. เวทย์-ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, เอกราชเมื่อต้นตระกูลภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นำชาวจังหวัดมหาสารคาม รบฝรั่งเศส : พิมพ์เป็นบรรณาการคราวอายุครบ ๗๒ ปี ของเรือโทเวทย์-ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๑๙, (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ๒๕๑๙), หน้า ๓-๔.
  14. http://www.wapipathum.mahasarakham.police.go.th/index.php/ct-menu-item-5/ct-menu-item-7
  15. http://www.bl.msu.ac.th/bailan/new/new_24_5_47.asp
  16. http://www.m-culture.in.th/album/127830/
  17. http://www.m-culture.in.th/album/127833
  18. http://www.m-culture.in.th/album/127866/
  19. http://www.m-culture.in.th/album/127439/
  20. https://sites.google.com/site/thailandsurname/home/-ph-2
  21. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4776.120
  22. http://www.itrmu.net/web/02rs4/show-webcontent.php?cat_id=1&mid=3
  23. http://www.itrmu.net/web/02rs4/show-webcontent.php?cat_id=2&mid=24

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า พระเจริญราชเดช (อุ่น ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ถัดไป
อุปฮาด (เถื่อน รักษิกจันทร์) 2leftarrow.png Mahasarakam logo.gif
เจ้าเมืองมหาสารคาม,
ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

(2444-2455)
2rightarrow.png หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์