อำเภอกรงปินัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอกรงปินัง
แผนที่จังหวัดยะลา เน้นอำเภอกรงปินัง
ตำนานเมืองหมาก มากมีผลไม้
ธรรมชาติสดใส ใจคนงดงาม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอกรงปินัง
อักษรโรมัน Amphoe Krong Pinang
จังหวัด ยะลา
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 191.0 ตร.กม.
ประชากร 27,144 คน (พ.ศ. 2557)
ความหนาแน่น 142.11 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 9508
รหัสไปรษณีย์ 95000
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอกรงปินัง หมู่ที่ 3 ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา 95000
พิกัด 6°24′40″N 101°16′24″E / 6.41111°N 101.27333°E / 6.41111; 101.27333
หมายเลขโทรศัพท์ 0 7323 8111
หมายเลขโทรสาร 0 7323 8111

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

กรงปินัง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พ.ศ. 2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอกรงปินังตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ประวัติ[แก้]

กรงปินังมาจากคำว่า กำปงปิแน (ยาวี: كامڤوڠ ڤينڠ; รูมี: Kampong Pinang) ซึ่งเป็นภาษามลายูท้องถิ่น คำว่า "กำปง" แปลว่าหมู่บ้าน ส่วนคำว่า '"ปิแน" หรือ "ปินัง" แปลว่าหมาก รวมกันจึงมีความหมายว่า หมู่บ้านหมาก[1]

บ้างก็ว่ามาจากคำว่า "กรง" ที่เป็นภาษาไทยถิ่นใต้โบราณ มีความหมายเดียวกับคำว่า กง, กรุง และเกาะ หมายถึงบริเวณที่มีภูเขาโอบล้อม ซึ่งกรงปีนังเป็นพื้นที่ตามแนวเขาระหว่างทิวเขาสันกาลาคีรีทางตะวันตก และมีทิวเขาบือยออยู่ทางทิศตะวันออก

กิ่งอำเภอกรงปินัง ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยแยกพื้นที่การปกครองออกจากอำเภอเมืองยะลาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2537 ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2537[2] ต่อมาจึงได้มีพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พ.ศ. 2547 ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอกรงปินัง โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547[3]

ประชากร[แก้]

กรงปินังมีประชากรอยู่ 27,144 คน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูและนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 99 มีมัสยิด 35 แห่ง[4] และมีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่เพียง 20 คน (พ.ศ. 2552)[5] อาศัยอยู่บ้านบือแนลาแลในตำบลสะเอะเพียงหมู่บ้านเดียว และไม่มีวัดประกอบศาสนกิจ[6] ทั้งยังเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่สีแดงซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลอบสังหารหรือทำร้าย[7][8] ส่วนในตำบลกรงปินัง, ตำบลห้วยกระทิง และตำบลปุโรงไม่มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่เลย แต่มีชาวพุทธบางส่วนเป็นข้าราชการที่เข้าไปทำงานในตำบลเหล่านี้[9][10][11]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอกรงปินังแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 4 ตำบล 23 หมู่บ้าน ได้แก่

1. กรงปินัง (Krong Pinang) 9 หมู่บ้าน
2. สะเอะ (Sa-e) 5 หมู่บ้าน
3. ห้วยกระทิง (Huai Krathing) 4 หมู่บ้าน
4. ปุโรง (Purong) 4 หมู่บ้าน
 

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอกรงปินังประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่

  • องค์การบริหารส่วนตำบลกรงปินัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกรงปินังทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสะเอะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะเอะทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยกระทิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยกระทิงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลปุโรง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปุโรงทั้งตำบล

อ้างอิง[แก้]

  1. ประพนธ์ เรืองณรงค์. "บทผนวกเกียรติยศ". ใน รัฐปัตตานีใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:มติชน. 2547, หน้า 347
  2. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบ่งเขตท้องที่อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ตั้งเป็นกิ่งอำเภอกรงปินัง". ราชกิจจานุเบกษา 111 (42 ง): 20. 26 พฤษภาคม 2537. 
  3. "พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา พ.ศ. ๒๕๔๗". ราชกิจจานุเบกษา 121 (พิเศษ 60 ก): 1–2. 7 ตุลาคม 2547. 
  4. ศาสนาในอำเภอกรงปินัง
  5. "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย “ชาวพุทธแดนใต้”". สยามรัฐ. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  6. "กิจกรรมทำบุญและมอบทุนการศึกษาชุมชนไทยพุทธบ้านบือแนลาแล อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา". South Deep Outlook. 17 สิงหาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  7. "เจาะเครือข่ายคนพุทธชายแดนใต้ จับจังหวะเคลื่อนไหวประเด็นเปราะบาง". อิศรา. 7 มีนาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  8. "ฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ต้องยุติการโจมตีพลเรือน". ประชาไท. 20 ภุมภาพันธ์ 2556. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  9. "เปิดเรียนยะลาคึกคัก ตำรวจ - ทหาร สนธิกำลัง รปภ.เข้ม". MGR Online. 17 ธันวาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  10. "ร.ร.บ้านกูวา ที่ยะลา ปิดเรียนไม่มีกำหนดหลังโจรใต้ขู่เอาชีวิตครู". ไทยรัฐออนไลน์. 14 มกราคม 2559. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 
  11. "ชายแดนใต้เครียดขู่ฆ่าครูรับวันครู". นาว 26. 15 มกราคม 2559. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2560. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]