อาถรรพณ์นิทรานคร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
อาถรรพณ์นิทรานคร
Petprauma 4.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,680 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547

อาถรรพณ์นิทรานคร เป็นตอนที่สี่ของเพชรพระอุมาจำนวน 4 เล่ม ได้แก่อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1[แก้]

ภายหลังจากที่ฝนหยุดตกและพบเจอปลอกกระสุนปืนลูกซองของพรานพื้นเมือง รวมทั้งก้นซิการ์ฮาวานาของเชษฐาลอยตามน้ำมา รพินทร์นำดารินและพรานบุญคำออกติดตามค้นหาต่อจนกระทั่งเย็นจึงพบซากปราสาทพันธุมวดีกลางป่าดงดิบ รพินทร์นำดารินเข้าไปภายในปราสาทที่สร้างด้วยศิลาแลงคล้ายปราสาทขอมในสมัยโบราณ โดยมีพรานบุญคำถือไม้เสี้ยมปลายแหลมที่ทาด้วยเลือดประจำเดือนไว้ตรงปลายตามไปติด ๆ เมื่อมาถึงใจกลางห้องโถงใหญ่ กึ่งกลางห้องมีครอบแก้วผลึกตั้งวางเด่นบนแท่นพื้นหินอ่อนสีดำ ภายในมีร่างของหญิงสาวนางหนึ่ง รูปพรรณสัณฐานรวมทั้งการแต่งกายเหมือนนางกษัตริย์ในสมัยโบราณ นอนเหยียดยาวลักษณะเหมือนคนนอนหลับบรรจุอยู่[1] รพินทร์ตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ซึ่งร่างที่นอนสงบนิ่งกลางห้องโถง ตรงกับคำบอกเล่าเรื่องปราสาทนางพญาพันธุมวดีของแงซายทุกประการ

พรานบุญคำที่ติดตามรพินทร์และดารินมายังครอบแก้วกระตุกแขนรพินทร์ด้วยความกลัว พร้อมกับชี้ให้ดูท่อนไม้ที่ปักแน่นอยู่ระหว่างกลางทรวงอกของพันธุมวดี มีหยดเลือดจากบาดแผลไหลอาบลงมาเป็นทาง แห้งเกรอะกรังภายในครอบแก้ว[2] ดารินสอบถามถึงท่อนไม้ภายในครอบแก้ว รพินทร์ยืนยันว่าเป็นไม้แหลมอันเดียวกันกับใช้แทงค้างคาวยักษ์เมื่อคืน ก่อนสำรวจรอบ ๆ แท่นพื้นหินอ่อนสีดำ พบโพรงที่ภายในใต้แท่นและคัมภีร์หนังมนุษย์ลักษณะเหมือนกับสมุดใบลาน มีกริชสีดำปักตรึงอยู่ ในขณะที่ทั้งหมดต่างตะลึงกับสิ่งที่พบเห็น ซากศพตายซากจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นตามช่องทางต่าง ๆ ภายในห้องโถง[3]

เกิดการปะทะกันขึ้นอย่างชุลมุนวุ่นวาย รพินทร์และดารินช่วยกันยิงซากศพที่ดาหน้าเข้ามาอย่างประทุษร้าย แต่กระสุนกลับเจาะผ่านร่างกายที่แข็งเป็นหิน ไม่สร้างความเจ็บปวดและหยุดยั้งพวกมันได้แม้แต่น้อย พรานบุญคำใช้ไม้เสี้ยมปลายแหลมที่ทาด้วยเลือดประจำเดือน กวัดแกว่งต่อสู้กับซากศพตายซาก ที่เมื่อแกว่งไม้เสี้ยมไปทางใดก็พากันแตกฮือไปคนละทิศละทาง[4] รพินทร์ ดารินและพรานบุญคำ พยายามต่อสู้กับซากศพตายซากที่พยายามเข้ามาทำร้ายและปิดล้อมทางออกจากห้องโถงใหญ่ ในขณะที่กำลังเสียท่าและเสียขวัญในการต่อสู้ เชษฐา พรานพื้นเมืองของรพินทร์ ได้เข้ามาภายในปราสาทธพันธุมวดีและช่วยเหลือทั้งสามคนเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที

รพินทร์ตะโกนบอกให้ดารินดึงกริชสีดำออกจากคัมภีร์หนังมนุษย์ พร้อมกับช่วยเชษฐาและพรานพื้นเมืองยิงปะทะเปิดทางให้แก่ดาริน ที่พุ่งตรงไปยังแท่นหินอ่อนสีดำภายใต้ครอบแก้วของนางพญาพันธุมวดี พร้อมกับกระชากกริชออกอย่างแรง ทันทีที่กริชสีดำหลุดออกจากคัมภีร์หนังมนุษย์ ซากศพตายซากทั้งหมดที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตและถูกควบคุมบงการจากผู้มีเวทมนตร์คาถา ต่างสิ้นฤทธิ์หยุดนิ่งอยู่กับที่ กลายสภาพเป็นซากศพที่แห้งตายซากลักษณะเหมือนกันท่อนไม้อาบด้วยน้ำยาตามเดิม รพินทร์ ดาริน เชษฐาและพรานบุญคำ ต่างช่วยกันพิจารณาซากศพจำนวนมากภายในห้องโถงใหญ่ พร้อมกับกริชสีดำลงอัขระยันต์โบราณ และคัมภีร์หนังมนุษย์ที่เคยถูกกริชปักตรึงแน่นอยู่ ในขณะที่ทั้งหมดพิจารณาถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ร่างสวยสง่างามราวกับมีชีวิตของพันธุมวดี ที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในครอบแก้ว กลับสลายกลายเป็นฝุ่นผงธุลีแทน

ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงปืนไรเฟิลดังขึ้นหนึ่งนัด เสียงปืนดังไม่ไกลจากภายในปราสาทพันธุมวดีมากนัก ดารินจึงยิงปืนสั้นประจำตัวตอบกลับไปพร้อมกับออกติดตามค้นหา ก่อนพบต้นเสียงของปืนไรเฟิลที่โผล่ปากกระบอกปืนออกมาจากภายใต้สุสานโดยฝีมือการยิงของไชยยันต์ ที่ติดอยู่ภายในสุสานกับมาเรีย รพินทร์ ดาริน เชษฐา ต่างพากันหาทางช่วยเหลือไชยยันต์และมาเรียออกจากใต้สุสานด้วยการระเบิดบริเวณปากสุสาน[5] หลังจากนำตัวไชยยันต์และมาเรียออกมาจากใต้สุสานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ได้รับอันตรายจากแรงระเบิด รพินทร์ก็ระเบิดปราสาทพันธุมวดี พร้อมกับฝังร่างของนางพญาพันธุมวะดีและซากปราสาท พร้อมกับซากศพตายซากภายในสุสาน ให้เหลือเพียงแต่ซากปรักหักพัง[6]

ภายหลังจากกลับมายังปางพักแรมของเชษฐาพร้อมกับกริชสีดำและคัมภีร์หนังมนุษย์ ในตอนกลางคืนเชษฐานำกริชและคัมภีร์หนังมนุษย์มาพิจารณา รพินทร์แนะนำให้ทำลายแต่ดารินห้ามไว้เนื่องจากศึกษาคัมภีร์ให้ละเอียด ก่อนถอดพระเครื่องที่ได้รับไว้เพื่อป้องกันตัวจากจอมผีดิบมันตรัยคืนให้แก่รพินทร์[7] หลังจากคืนพระเครื่องให้รพินทร์ คืนนั้นดารินกลับต้องมนต์สะกดของมันตรัยทีส่งกระแสจิตเข้ามาภายในปางพัก ดารินถูกมันตรัยสะกดให้ออกจากปางพักโดยไม่มีอาวุธใด ๆ ติดตัวไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ตัวดารินเป็นข้อต่อรองแลกเปลี่ยนระหว่างกริชและคัมภีร์หนังมนุษย์หรือคัมภีร์มหามายาวินที่รพินทร์ได้นำออกมาจากปราสาทพันธุมวดี[8]

รพินทร์ เชษฐา ไชยยันต์ พยายามต่อรองกับมันตรัยในการแลกเปลี่ยนตัวดารินกับคัมภีร์มหามายาวิน โดยรพินทร์จะเป็นผู้นำคัมภีร์ไปวางไว้ที่บริเวณซากปรักหักพังของปราสาทพันธุมวดีในวันรุ่งขึ้นก่อนตะวันตกดิน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนตามข้อตกลงของมันตรัย[9] ที่ได้คัมภีร์คืนไปไปแล้วจะปล่อยตัวดารินกลับคืนมา วันรุ่งขึ้นในขณะที่รพินทร์ เชษฐาและไชยยันต์ รอคอยการมาของมันตรัยเพื่อแลกเปลี่ยนคัมภีร์กับตัวดาริน วิญญาณของขุนพลวรมันต์ในร่างแงซาย ก็ช่วยเหลือและนำตัวดารินกลับคืนสู่ปางพักในตอนบ่าย[10] ทำให้แผนการที่วางไว้กลับตาลปัตร ไชยยันต์เปลี่ยนแผนการโจมตีมันตรัย ด้วยการนำเอาระเบิดไนโตรกลีเซอรีนไปผูกที่คอของเสือโคร่งดำที่เป็นหิน ซึ่งเป็นอีกร่างของมันตรัยภายในถ้ำ ถ้าวิญญาณของมันตรัยย้ายมายังร่างของเสือโคร่งดำและมีการขยับตัว ระเบิดที่ผูกคอไว้จะระเบิดทันที[11]

ตกดึกของคืนนั้น มันตรัยหวนกลับมาเอาคัมภีร์มหามายาวินตามที่ได้ตกลงกับรพินทร์ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างฝ่ายรพินทร์ เชษฐา ไชยยันต์ พรานบุญคำและคะหยิ่น กับฝ่ายมันตรัย รพินทร์และคะหยิ่นติดตามมันตรัยที่หลบหนีขึ้นไปยังผาหินสูงรูปเจดีย์[12] ปลุกปล้ำไล่ต่อสู้กันชุลมุนวุ่นวาย[13] ในขณะที่รพินทร์กำลังจะเสียท่านั้น มันตรัยก็ถูกกระสุนปืนอาคมของเชษฐาที่อยู่ด้านล่างยิงสวนขึ้นมา ทำให้ร่างคนของมันตรัยถูกทำลายจากอาถรรพณ์ของเลือดประจำเดือน วิญญาณของมันตรัยต้องหลบหนีไปสิงยังร่างเสือโคร่งดำแทน[14] เมื่อวิญญาณมันตรัยเข้าสิงเสือโคร่งดำที่เป็นหินและขยับตัวก็เกิดระเบิดทันที[15]

อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2[แก้]

รพินทร์ทำลายร่างของมันตรัย กริชสีดำและคัมภีร์มหามายาวินด้วยการเผาไฟ แต่ไม่สามารถทำลายได้ พรานบุญคำจึงนำผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือนของมาเรียโยนเข้าไปในกองไฟ จึงสามารถทำลายกริชและคำภีร์ได้สำเร็จ คืนนั้นดารินฝันเห็นขุนพลวรมันต์และประวัติอาณาจักรนิทรานครก่อนล่มสลายด้วยฝีมือของมันตรัย วิญญาณทุกดวงในอาณาจักรนิทรานครถูกจองจำกักขังด้วยกริชที่ปักตรึงกับคัมภีร์มหามายาวิน เมื่อกริชและคัมภีร์ถูกทำลายวิญาณทุกดวงจึงเป็นอิสระและขอคืนร่างแงซายให้ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ใกล้รุ่งสาง ดารินเล่าความฝันตามที่ได้รับทราบจากวิญญาณของขุนพลวรมันต์ให้รพินทร์และเชษฐาได้รับรู้ และเร่งเร้าให้ออกติดตามค้นหาตัวแงซายให้พบ แต่รพินทร์และคนอื่น ๆ ในคณะเดินทางไม่เห็นด้วยกับการออกติดตามค้นหาแงซายทันทีตามที่ดารินต้องการ เนื่องจากอันตรายเกินไปที่จะออกตามหาในตอนที่ยังมืดๆเช่นนั้น

เมื่อเช้าเต็มที่ รพินทร์และคณะนายจ้างพร้อมด้วยพรานพื้นเมืองและคะหยิ่น ออกติดตามค้นหาแงซายตามความฝันของดาริน พบนั่งหลับพิงโคนต้นไม้ใหญ่อยู่ภายในป่า รพินทร์พบแงซายอยู่ในสภาพสลบ ชีพจรเต้นอ่อนเนื่องจากถูกแมงมุมหกขากัดที่แข้งข้างขวาเหนือข้อเท้า โดยนั่งขวางทางเข้าออกรูของแมงมุมหกขา ดารินโกรธจัดและโวยวายใส่รพินทร์ที่ไม่ยอมออกติดตามค้นหาตัวแงซาย จนกระทั่งถูกแมงมุมหกขากัดเกือบเสียชีวิต รพินทร์นึกถึงส่างปาซึ่งเป็นหมอถอนพิษที่มีวิชาสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ และเคยช่วยชีวิตของไชยยันต์ที่ถูกตะขาบดงกัดจนหายเป็นปกติ จึงนำตัวแงซายที่มีสภาพหายใจรวยรินกลับปางพักเพื่อให้ส่างปาช่วยชีวิตด้วยแท่งยาดูดพิษและพิษจากแมงมุมหกขาที่กัดแงซาย

ส่างปาช่วยชีวิตแงซายจากความตายได้สำเร็จ รพินทร์และคณะนายจ้างจึงหยุดพักการเดินทางชั่วคราว เพื่อให้แงซายได้พักฟื้นจนหายเป็นปกติ ตกตอนเย็นคะหยิ่นและส่างปารับหน้าที่ออกหาอาหารและไปขโมยเนื้อสมันได้จากเสือ แต่นำกลับมาไม่ได้เนื่องจากเนื้อมีขนาดใหญ่ พรานบุญคำจึงตามไปช่วยขนเนื้อกลับมายังปางพัก ระหว่างเดินทางเกิดยิงปะทะกับไดโนโทเรี่ยม ซึ่งเป็นช้างโบราณที่มีงางอกจากปากบนลงล่าง แทนที่จะงอกเสยขึ้นบนเช่นเดียวกับช้างปกติทั่วไป คะหยิ่นและพรานบุญคำหนีรอดมาได้แต่ทิ้งส่างปาไว้ในฝูงไดโนโทเรี่ยม เชษฐา รพินทร์และมาเรียออกติดตามเพื่อช่วยเหลือส่างปาทันทีที่ทราบข่าว ก่อนยิงถล่มโขลงช้างโบราณจนซากกองเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ และช่วยเหลือส่างปาที่หนีเอาตัวรอดจากโขลงช้างไดโนโทเรี่ยมเข้าไปในดงไผ่ได้สำเร็จ

เชษฐาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งลักษณะของช้างโบราณให้ดารินและไชยยันต์ได้รับรู้ มาเรียและดารินวิเคราะห์ถึงลักษณะของช้างแปลกประหลาดตามคำบอกเล่าของส่างปาและคะหยิ่น พบว่าเป็นสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว ทำให้เป็นที่อัศจรรย์ใจกันยิ่ง หลังจากนั้นเชษฐาสอบถามถึงวันเวลาในการเดินทาง ไชยยันต์ยืนยันด้วยวันที่ในไดอารี่คือวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม (ขึ้น11 ค่ำ เดือน 11) และวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันท่ลายแทงกำหนดปริศนาไว้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ "ปิ่นพระศิวะจะฉายแสงเรืองรอง และถันพระอุมาจะปรากฏ" คือวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน[16] พร้อมกับการยืนยันตำแหน่งในการเดินทางของคณะนายจ้างที่ผ่านเขตเหนือสุดของรัฐว้าจากรพินทร์[17]

รพินทร์รับหน้าที่ยามเฝ้าดูแลปางพักในช่วงค่ำ และนำลายแทงขุมทรัพย์เพชรพระอุมาของมังมหานรธาออกมาพิจารณา ตกดึกแงซายที่หายจากการบาดเจ็บออกมาพูดคุยด้วยพร้อมกับใช้ดุ้นฟืนที่ติดไฟกลายเป็นถ่าน วาดภาพพระศิวะและปิ่น ทำให้รพินทร์โกรธจัดเนื่องจากคิดว่าดารินเล่าเรื่องแผนที่ลายแทงให้แงซายได้รับรู้ รุ่งขึ้นจึงอารมณ์เสียใส่ดารินก่อนจะปรับความเข้าใจกันภายหลัง เชษฐา ดาริน ไชยยันต์ชวนรพินทร์และแงซายไปตรวจสอบยังซากช้างไดโนเทเรี่ยมที่ถูกยิงเสียชีวิตในการปะทะกับคะหยิ่นและส่างปา แต่พบปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเนื่องจากซากของไดโนเทเรี่ยมถูกสัตว์ที่มีขนาดใหญ่โตกว่ามากินซาก และทิ้งรอยเท้าขนาดมโหฬารเอาไว้ทั่วบริเวณ รพินทร์สังหรณ์ใจถึงภัยอันตรายที่จะตามภายหลัง จึงให้แงซายเตรียมธนูติดระเบิดทีเอ็นทีไว้ให้พร้อม[18]

อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3[แก้]

รุ่งเช้ารพินทร์ คณะนายจ้างและพรานพื้นเมือง ต่างพากันตกใจเสียงร้องคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่าที่ลอยมากับสายลม มาเรียพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วบอกว่า ทั้งคณธอาจต้องเผชิญกับไดโนเสาร์ แต่จะเป็นพันธุ์ใดไม่แน่ใจ

อุณหภูมิลดลงเหลือ 6 องศาและหมอกลงหนาจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง พอหมอกเริ่มจางรพินทร์ก็นำคณะนายจ้างออกเดินทางต่อโดยมุ่งหน้าเขาเกือกหน้าเป็นจุดแรกของการเดินทางซึ่งอยู่ทางตะวันออกของนิทรานคร ระหว่างทางพบรอยก้อนหินขนาดเท่ารถยนต์พลิกกลิ้ง และซากไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ถูกกินทิ้งไว้เป็นกองมหึมา ต่อมพบแรดอาสินอยด์สายตาสั้นและอารมณ์ร้อน ที่ต้องจบชีวิตด้วยปืน .600 ไนโตรเอกซ์เพรส ของไชยยันต์[19] และรพินทร์ยิงกวางดาว ด้วยปืน .30-06 ไว้สำหรับเป็นสเบียงในการเดินทาง ก่อนนำคณะนายจ้างมุ่งหน้าสู่ป่าหินในบริเวณเขาเกือกม้า ภายในป่าหินรพินทร์พบใบกระบองเพชรถูกรอยมีดเฉือน ซึ่งเป็นร่องรอยของพรานชดที่ทำทิ้งไว้[20]

ระหว่างค้นหาร่องรอยของพรานชดในบริเวณนั้น แงซายได้ช่วยชีวิตของส่างปาจากเสือเขี้ยวดาบที่แอบซุ่มโจมตีหวังได้ส่างปาเป็นเหยื่อด้วยปืน .375 จำนวน 2 นัด [21] และพบร่องรอยกระสุนปืนของพรานชดในกะโหลกของเสือเขี้ยวดาบอีกหัวหนึ่งใกล้ๆกัน มาเรียพบปลอกกระสุน .450 ไนโตรเอกซ์เพรสตกหล่นอยู่ พรานเส่ยและพรานเกิดพบปลอกกระสุนในบริเวณใกล้เคียงเช่นเดียวกัน เป็นปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 สองปลอก ซึ่งเป็นแบบกรังด์ปรีซ์ ทำด้วยกระดาษ เป็นรุ่นเก่าของอีลีย์[22] รพินทร์นำคณะนายจ้างออกจากป่าหินมุ่งหน้าทะเลสาบมรณะ ระหว่างทางเกิดพลัดหลงเข้าไปในดงเถาวัลย์กินคน ที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ขนาดใหญ่และเคลื่อนไหวได้ราวกับสัตว์มีชีวิต

ในระหว่างที่รพินทร์พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดและช่วยเหลือทุกคน เกิดมีการลองเชิงซึ่งกันและกันระหว่างรพินทร์และแงซายในการกำจัดเถาวัลย์กินคนด้วยไฟ เป็นเหตุให้เมื่อหลุดรอดมาได้อย่างปลอดภัย แงซายก็โดนดารินตบหน้าเป็นการลงโทษ ฐานที่ลองเชิงกับรพินทร์โดยไม่ดูสถานการณ์ หลังจากผ่านดงเถาวัลย์กินคนมาได้ รพินทร์นำคณะนายจ้างออกเดินทางต่อก่อนหาที่หยุดพักแรมในช่วงเย็น ช่วงเวลาหัวค่ำเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อส่างปาทำปืนของจันลั่นขึ้น เป็นเหตุให้ทั้งหมดเกิดการประทะกันอย่างซึ่งหน้ากับไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ไดโนเสาร์กินเนื้อที่ดุร้ายที่สุดในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นตัวเดียวกันที่ไปกินซากของช้างโบราณไดโนโทเรี่ยมที่ถูกมาเรีย เชษฐาและรพินทร์ยิงตาย และกินซากไดโนเสาร์ที่พบระหว่างทาง[23]

อาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4[แก้]

รพินทร์และคณะนายจ้างพากันแยกย้ายหลบหนีไทรันโนซอรัส เร็กซ์ โดยไชยยันต์หลบหนีไปกับมาเรีย เชษฐากับพรานบุญคำและคะหยิ่น เส่ยไปกับส่างปา และแงซายพลัดหลงไปคนเดียว ส่วนดารินหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในซอกหินพร้อมกับรพินทร์ที่สลบจากการปะทำระหว่างมนุษย์และไดโนเสาร์ โดยมีพรานจันและพรานเกิดติดตามไปด้วย[24] ไชยยันต์ยิง .600 ไนโตรเอกซ์เพรสใส่หางไทรันโนซอรัส เร็กซ์เพื่อช่วยชีวิตส่างปากับเส่ยที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปในบริเวณที่มันซุ่มอยู่ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์อาละวาดจนป่าหินสะเทือน ดารินที่เข้าไปหลบซ่อนในซอกหินออกมาดูสถานการณ์ได้รพินทร์ส่องไฟให้และได้โอกาสยิงด้วยปืน .300 เข้าที่ดวงตาด้านซ้ายของไทรันโนซอรัส เร็กซ์ บอดสนิททันที สร้างความเจ็บปวดและโกรธแค้นให้แก่มันมากยิ่งขึ้น[25]ก่อนหลบหนีไป ไชยยันต์และมาเรียที่หลบหนีไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ไปด้วยกันเมื่อคืน ต่างเผยความรู้สึกในใจและตกลงใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยาร่วมกัน เช่นเดียวกับดารินและรพินทร์ที่เผยใจต่อกันเป็นครั้งแรก

รุ่งขึ้นหลังจากหลบซ่อนจากไทรันโนซอรัส เร็กซ์ รพินทร์นำคณะนายจ้างออกเดินทางต่อเพื่อค้นหาหาแหล่งน้ำ แต่กลับพบไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ที่หวนย้อนกลับมาอีกครั้ง มาเรียบันดาลโทสะจนควบคุมสติไม่ได้ วิ่งเข้าใส่ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ เป็นเหตุให้รพินทร์ออกติดตามมาเพื่อช่วยเหลือมาเรีย ในระหว่างที่ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ไล่กวดมาเรียและจวนเจียนที่จะพลาดท่าถูกจับได้ ขณะนั้นเอง ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงทำให้รพินทร์และมาเรียหลุดเข้าไปในถ้ำ[26]

รุ่งเช้ารพินทร์พยายามหาทางออกจากถ้ำด้วยการปีนขึ้นไปจนพบรังนกโกลเด้น อีเกิล[27] เกิดการต่อสู้ระหว่างรพินทร์และนกโกลเด้น อีเกิล แต่ได้แงซายตามมาช่วยเหลือพร้อมกับตอกทอยขึ้นไปรับตัวรพินทร์และมาเรียลงสู่พื้นดิน[28] รุ่งขึ้นก่อนออกเดินทาง สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปจากเดิม มีน้ำพุเกิดใหม่หลายจุดและแผ่นดินแยก ซึ่งต้องใช้สะพานเชือกแบบคอมมานโดเดี่ยวชักรอกข้ามกันไป รพินทร์นำคณะนายจ้างผ่านโอเอซิสและหยุกพักแรม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่พรานชดเคยมาพักค้างแรมพร้อมกับหนามอิน [29]

ตกดึกไทรันโนซอรัส เร็กซ์ แอบหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้เนื่องจากกลัวกองไฟที่ก่อไว้รอบปางพัก รพินทร์กับแงซายจะออกไปยิงไทรันโนซอรัส เร็กซ์ด้วธนูติดระเบิด แต่รพินทร์เกิดไข้จับสั่นขึ้นเสียก่อน จึงเสียโอกาสไป เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น แงซายยิงกวางด้วยธนูสำหรับเป็นเสบียงในการเดินทาง รพินทร์ซึ่งหายไข้ดีแล้วและคณะนายจ้างต่างเตรียมตัวและเสบียงให้พร้อมก่อนออกเดินทาง คะหยิ่นแอบหลบไปปลดทุกข์บริเวณใกล้กับปางพัก และได้พบเจอร่องรอยของพรานชดที่บริเวณซากเก่าแก่ของต้นปาล์ม เป็นร่องรอยของมีดที่สลักข้อความว่า "เกาะแห่งชีวิต-อนุชา วราฤทธิ์-หนานอิน 30/9/25..."[30] สร้างความตื่นเต้นและดีใจให้แก่คณะนายจ้างเป็นอย่างยิ่ง ที่พบว่าบุคคลที่ออกติดตามค้นหายังมีชีวิตอยู่ ภายหลังจากตรวจสอบ พบร่องรอยการเดินทางและการพักแรมของพรานชดและหนานอิน รพินทร์นำคณะนายจ้างออกเดินทางต่อโดยมุ่งหน้าสู่ช่องเขาขาด

ระหว่างทางมาเรียสังเกตเห็นนกแร้งตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างผิดสังเกต จนกระทั่งเกือบโพล้เพล้ รพินทร์จึงนำคณะนายจ้างเดินทางถึงบริเวณป่าหินใกล้ ๆ ช่องเขาขาด และสามารถมองเห็นช่องเขาขาดได้ในระยะทางไม่เกิน 3 กิโลเมตรอยู่เบื้องหน้า มาเรียมองเห็นนกแร้งบินวนบนท้องฟ้าในลักษณะเฝ้าติดตามการเดินทางของตนเองและทุกคนในคณะเดินทางตลอดเวลา นกแร้งเฝ้าติดตามคณะเดินทางอยู่สามวัน ก่อนจะผละหายไป และมาบินวนเวียนนำหน้าอยู่บริเวณช่องเขาขาด รพินทร์นำคณะนายจ้างมาหยุดพักที่บริเวณป่าหิน ก่อนสงสัยในพฤติกรรมการบินที่แปลกประหลาดของนกแร้ง จึงใช้กล้องส่องทางไกลส่องมองดูยังบริเวณช่องเขาหัวขาด ภาพจากกล้องส่องทางไกลที่มองเห็นคือไทรันโนซอรัส เร็กซ์ นอนเอาลำตัวขวางทางอยู่ที่ช่องเขาขาดซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2.5 - 3 กิโลเมตร[31]

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5072, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5074
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5076, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5076
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5083, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5083
  4. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5089, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5089
  5. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5122, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5122
  6. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5183, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5183
  7. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5206, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5206
  8. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5220, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5220
  9. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5235-5254, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5235-5254
  10. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5299, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5299
  11. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5317, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5317
  12. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5352, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5352
  13. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5356, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5356
  14. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5377, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5377
  15. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 1 หน้า 5381, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5381
  16. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5702, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5702
  17. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5720, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5720
  18. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 2 หน้า 5895, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5895
  19. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6132, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6132
  20. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6171-6172, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6171-6172
  21. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6182-6183, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6182-6183
  22. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6240, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6240
  23. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 3 หน้า 6280, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6280
  24. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6323-6328, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6323-6328
  25. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6361, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6361
  26. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6486, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6486
  27. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6542-6560, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6542-6560
  28. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 8584, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6584
  29. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6672, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6672
  30. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6717, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6717
  31. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนอาถรรพณ์นิทรานคร เล่ม 4 หน้า 6750, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 6750