นาคเทวี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
นาคเทวี
นาคเทวี.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,357 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า จิตรางคนางค์
เล่มถัดไป แต่ปางบรรพ์

นาคเทวี เป็นตอนที่สิบของ เพชรพระอุมา จำนวน 4 เล่ม ได้แก่นาคเทวี เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

นาคเทวี เล่มที่ 1[แก้]

ทั้งคณะเดินทางฝ่ายรพินทร์ ออกบุกบั่นไต่เขาขึ้นไปอย่างหฤโหด จนกระทั่งมาติดที่ตะพักสุดท้าย ซึ่งเป็นชะง่อนเขาเงื้อมขึ้นไปข้างบน สูงมาก รพินทร์ส่งบุญคำขึ้นไปจัดการโรยเชือกลงมา ซึ่งบุญคำก็ไม่ทำให้ผิดหวัง พรานมือขวาของเขาไต่ขึ้นไปด้วยความสามารถชั้นยอดและโรยเชือกลงมา ทุกคนก็พากันไต่ขึ้นไปบนยอดเขา ขณะที่ลูกหาบก็เริ่มลำเลียงสัมภาระ ราว 14.00 น. ก็พากันขึ้นมาหมด เหลือรพินทร์คนเดียวซึ่งคุมหลังปิดท้ายเช่นเดิม แล้วรพินทร์ก็ออกไต่เชือกขึ้นไปอย่างช้าๆ แล้วโดยที่ไม่มีใครจะทันรู้ตัวมาก่อน เส้นเชือกที่รับน้ำหนักของทุกคนมาก่อนแล้วหลายคนเส้นนั้น ก็ทนรับน้ำหนักรพินทร์ที่ปีนไต่ขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายไม่ไหว มันค่อยๆปริ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่แลไปอย่างตะลึง แล้วก็ขาดผึง ร่างของรพินทร์ร่วงลงเหวไปทันที

ทุกคนต่างเอ็ดตะโรโวยวายลั่นอย่างตระหนกตกใจ เมื่อวิทยุลงไปก็ไม่มีคำตอบจากรพินทร์ สแตนลีย์จึงส่งจันและคริสซึ่งเห็นว่าคล่องตัวที่สุด ไต่เชือกอีกเส้นลงไปดูรพินทร์ทันที ทั้งสองคนไต่ลงไปและพบว่ารพินทร์สามารถเกาะเหลี่ยมผาแคบๆไว้ได้อย่างหมิ่นเหม่ทั้งสองมือ แต่ก็เหลือกำลังที่จะเกาะเป็นตุ๊กแกอยู่เช่นนั้นไม่ได้นานนัก และด้วยการที่สองมือเกาะอยู่นั่นเอง ทำให้ไม่สามารถจะปลดวิทยุขึ้นมาตอบโต้ได้ คริสกับจันก็ใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งทำบ่วงรั้งรพินทร์แล้วกู้เขาขึ้นมาได้ในที่สุด เป็นอันว่ารพินทร์เฉียดตายรายวันอีกครั้ง

ฝ่ายของดารินนั้น บ่ายแก่ของวันเดียวกัน ก็เดินทางมาถึงปากช่องเขาที่เรียกว่า “ผาผีร้อง” อันเป็นแห่งเดียวกับที่ถล่มลงมาเมื่อครั้งรพินทร์นำมาก่อน และได้ฝังคริสกับเชิดวุธไว้ใต้ภูเขาในคราวนั้น[1] ทั้งคะหยิ่น หนานอิน ซึ่งเป็นคนพื้นที่ ถึงแก่งงเมื่อพบว่าช่องเขาทั้งช่องถล่มทลายลงมากลายเป็นถนนหินตัดใหม่ เมื่อสำรวจบริเวณดูก็พบว่าถนนหินนี้เกิดจากการถล่มของผาทั้งสองฟากนั่นเอง หนานอินกับอนุชาไต่ขึ้นไปยังที่ตั้งของหินคอคอดเดิม ก็พบซากช้างเน่าอยู่ที่นั้น แต่ยังไม่ทันจะกลับลงมา ทันใดนั้นเอง ก็เกิดลมพายุใหญ่ เป็นลมงวงช้าง หาสาเหตุที่มาไม่ได้ เกิดเป็นพยับเมฆขึ้นและพัดตะบึงอื้อมาทันที ทุกคนต่างระส่ำระส่ายระเนระนาดหนีตายจ้าละหวั่น หาที่หลบคุดคู้กันไปเป็นรายคน ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ จนกระทั่งหนานอินใช้กระสุนลงอาคม ยิงข่มอาถรรพณ์ขึ้นไป พายุจึงได้หยุดลง[2] พบว่าทุกคนไม่มีใครเป็นอะไรไปมากนัก นอกจากไชยยันต์ซึ่งศีรษะแตกจากหินฟาด เย็บ 4 เข็ม[3]

คณะเดินทางเห็นว่าเย็นมากแล้ว คงไปไม่ถึงห้วยเสือร้อง จึงตัดสินใจไปพักที่เนินสักดำ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่รพินทร์และกะเหรี่ยงอพยพไปพักอยู่ในคราวก่อนนั้น ที่เนินสักดำ ขณะที่ไต่ขึ้นเนินกันขึ้นไปนั้น ทุกคนก็พบว่า มีผีดิบบริวารของมันตรัยจำนวนหลายสิบ นับร้อย มายืนเรียงกันเป็นแถวทหาร กันไม่ให้ทั้งคณะไต่ขึ้นไปต่อได้ ไชยยันต์ยิง เอ็ม 79 ไล่ แต่ไม่เป็นผล มันกลับเดินทื่อลงมาหาทันที ก็เกิดอลหม่านกันไปทั้งคณะ เพราะจะปีนขึ้นก็ขึ้นไม่ได้ จะวิ่งลงเนินหนีผีก็ล้วนแต่ทางชันดิ่งเป็นเหวลงไปทั้งนั้น สุดท้ายดารินงัดไม้ตาย สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ขับไล่เหล่าปิศาจบริวารของมันตรัยไปสิ้น ทุกคนจึงขึ้นไปบนเนินได้ พอขึ้นไปถึง ยังไม่ทันทำอะไรก็พบว่าเจ้าด้วนซึ่งหนีหายไปจากคณะขณะเกิดลมงวงช้างนั้น ถูกช้างของมันตรัยไล่มา ดารินจัดการคว่ำช้างผีลง และต้อนเจ้าด้วนขึ้นมาได้ คืนนั้นทุกคนพักนอนอยู่ที่เนินสักดำ

ฝ่ายของรพินทร์ ที่ยอดเขานกอินทรี อากาศร้อนระอุ แถมยังมีบ่อโคลนเดือดปุดๆอยู่บนยอดเขาไม่ใกล้ไม่ไกลกันนั้นด้วย วันนี้คี๊ธไม่อาจติดต่อวิทยุกับหน่วยเหนือได้ด้วยสัญญาณวิทยุที่แย่เต็มที รพินทร์สังเกตบริเวณเห็นเป็นที่อาถรรพณ์ ท่าไม่ดี ก็ห้ามนายจ้างไว้กลายๆอย่าออกไปนอกบริเวณแค้มป์ตอนกลางคืน กำชับบุญคำให้ดูแลลูกหาบด้วย แล้วก็ปลีกตัวไปนั่งธูป ภาวนาพระคาถาชินบัญชรกันภัย 17 คาบอยู่อีกทางหนึ่ง ก่อนจะเข้านอน แต่นอนได้ไม่นานก็ถูกบุญคำกับจันปลุก ด้วยว่าคริสซึ่งนอนไม่หลับออกไปเดินเล่นที่บ่อโคลนเดือด รพินทร์ตามไป ขณะที่ทั้งสองคุยกันอยู่ ก็มีตัวอะไรตัวหนึ่ง ขนาดใหญ่มหึมา ดิ้นพล่าน จะผลุดขึ้นมาจากบ่อโคลนเดือด รพินทร์ส่งคริสให้บุญคำกับจันดึงวิ่งไป ขณะที่ตนเองเผชิญหน้ากับมัน สัตว์ประหลาดนั้นมีรูปร่างคล้ายงู แต่มีขา แผ่รังสีความร้อนปานไฟบรรลัยกัลป์ มันคือตัว “สางห่า” หรือพญานาคของชาวป่าชาวเขาที่เล่าขานต่อๆกันมา ว่าไม่มีใครที่จะได้พบ เว้นก็แต่พระภิกษุผู้มีฌานสูง หรือมิฉะนั้นก็ผู้ที่ดวงตกสุดขีด อานุภาพความร้อนจากกายสางห่าทำให้รพินทร์สลบไป ก่อนที่มันจะเลื้อยผละจาก ลงเขาไป

สี่อเมริกันและเชิดวุธ บุญคำ จัน เกิด เส่ย ช่วยกันแก้ไขรพินทร์จนฟื้นได้ รพินทร์เล่าเรื่องพญานาค ทำให้นายจ้างหูผึ่งขึ้นมาตามๆกัน

ฝ่ายดาริน ที่เนินสักดำ ดารินก็ลุกขึ้นมากลางดึกและพบกับมันตรัยอีกครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ได้สนทนากันมากกว่าเดิม ทำให้ดารินรู้ถึงอดีตชาติของตนมากขึ้น และได้เอ่ยปากขอชีวิตรพินทร์จากมันตรัยที่พยาบาทรพินทร์มาตลอดหลายชาติหลายภพ และตั้งใจจะเอาชีวิตของเขาให้ได้ในชาตินี้ โดยแลกกับตัวหล่อนเองที่มันตรัยต้องการ แล้วดาริน ก็ก้าวออกไปจากอาณาเขตแค้มป์พัก ปริมณฑลที่หนานอินลงอาคมไว้

นาคเทวี เล่มที่ 2[แก้]

แต่ทันใดนั้นเอง ที่ดารินก้าวออกไป อนุชาก็พรวดพราดออกมาและกดกระสุนเข้าใส่ผีดิบตัวที่มันตรัยส่งมารับตัวดาริน พร้อมกับกัมปนาทปืนอีกหลายกระบอกดังสนั่นเลื่อนลั่น ดารินได้แต่ทรุดหมอบอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าโผล่หัวขึ้นมา แผนของหล่อนที่จะล่อมันตรัยออกมาให้เห็นและหาทางจัดการกับมันจึงถึงกาลพังทลายลงตอนนั้นเอง ไชยยันต์ยังยิงเอ็ม 79 ไล่โขลงช้างผีลงที่ซุ่มอยู่แถบนั้นเปิดกระเจิงไปอีกด้วย ต่อจากนั้น ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เช้ารุ่งฟ้าสาง ก็พากันออกเดินทางสู่หมู่บ้านห้วยเสือร้องกันต่อไป

ฝ่ายรพินทร์ เช้าวันต่อมา นายจ้างและลูกหาบต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า รพินทร์สั่งให้ทั้งคณะเดินทางลงเขาตามรอยทางที่สางห่าหรือพญานาคนำลงไปก่อนเมื่อคืนนี้ ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะได้ไปเจอกันอีกข้างหน้า รอยของพญานาคที่นำลงไปนั้น ทาบดำกับก้อนหินภูเขาข้างทางดำเป็นตอตะโก แถมยังแผ่รังสีความร้อนออกมาด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงธาตุไฟมหาศาลในตัวมัน คริสยังพบอานุภาพนิวเคลียร์แผ่จากรอยนั้นด้วย กระนั้นรพินทร์ก็ยังยืนยันคำเดิม ทุกคนออกเดินทางตามรพินทร์ซึ่งนำไปอย่างหวาดหวั่น จนในที่สุด ร่วมสามชั่วโมงจากยอดเขา เหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น เมื่อรพินทร์ที่นำไปเบื้องหน้าหยุดชะงักกึก ทุกคนมองผ่าร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาไป และพบร่างยาวมหึมาของพญานาคสางห่า เลื้อยขนดอยู่บนยอดหินตอนหนึ่ง หญ้าเขียวบนยอดเขาในแถบนั้นลุกไหม้ติดไฟฮือ และอานุภาพนิวเคลียร์ในตัวมันยังแผ่ออกมากว่า 100 เรนเกินต์ ทำให้ทุกคนเกิดตะครั่นตะครอตัว และแทบจะสลบล้มด้วยฤทธิ์ของสารพิษที่กระจายแผ่ออกมาจากตัวมัน รพินทร์เกณฑ์ทั้งคณะ วิ่งเบี่ยงลงจากทางเดิม ลงเขาชันไปทันที ทั้งนายจ้าง ลูกหาบ ต่างห้อปุเลงลงเขาไปอย่างไม่คิดชีวิต บ้างก็กลิ้งขลุกขลักลงเขาไปอย่างน่าหวาดเสียว จนมาติดกันอยู่ที่ตะพักหนึ่ง ขณะที่รพินทร์ยังคงอยู่ข้างบน

รพินทร์สำรวมจิตสมาธินิ่ง ภาวนา และหลับตาลง ทันใดนั้นภาพของพญานาคก็หายไป กลายเป็นร่างของหญิงสาวสวยสะคราญผู้หนึ่งในภูษาสีแดงเพลิง และมงกุฎนาคราชไขว้เศียร นางคือนาคเทวี ราชธิดานาคราชจากบาดาลภพ ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่ง นาคเทวีได้ชี้ทางลงเขาให้แก่รพินทร์ และอนุญาตให้ลงไปพักที่ “วังนาคราช” ได้ ครั้นรพินทร์ลืมตาขึ้น นาคเทวี (สางห่า) ก็หายไปแล้ว สแตนลีย์กับเชิดวุธที่ย้อนกลับขึ้นมาดูเขาต่างแปลกใจที่พบว่ารพินทร์ไม่ได้รับอันตรายอะไร รพินทร์จึงย้อนกลับลงไปกับทั้งสองคน และนำทุกคนลงไปพักอยู่ที่บึงกว้างใหญ่บนยอดเขา อันมีชื่อว่าวังนาคราชนั้น พร้อมกับขอให้ทุกคนตั้งสัจจะว่า แต่นี้ไปจะไม่ทำร้ายงูและสัตว์เขี้ยวพิษทุกชนิด เป็นการบูชาคุณของนาคเทวี ในเย็นนั้นทุกคนพักอยู่ที่วังนาคราชอันมีทัศนียภาพงดงามจับตา และอากาศอันบริสุทธิ์ พร้อมกับพบว่าวังน้ำแห่งนี้งูชุมเหลือเกิน บุญคำบอกว่าคงเป็นบริวารของนาคเทวีนั่นเอง และในเย็นนั้น รพินทร์ก็เกิดอาการจับสั่นขึ้นมาอีกครั้ง และด้วยความคิดถึงดารินเป็นที่สุด ปวดร้าวใจเป็นที่ยิ่ง และเครียดจัด ทำให้เขาเกิดภาวะ อิสคีเมียแทรกซ้อน คริสกับเบลต้องแก้ไขกันจ้าละหวั่น ท่ามกลางความตระหนกของทุกคน

ฝ่ายดาริน ถึงห้วยเสือร้องโดยปลอดภัย ไร้ซึ่งภัยใดมากล้ำกรายอีก

นาคเทวี เล่มที่ 3[แก้]

รุ่งเช้าวันต่อมา รพินทร์พบแงซายในฝันอีกครั้ง และแทรกด้วยนาคเทวีอีกครั้งหนึ่ง รพินทร์ดูจากท่าทีของนาง ก็รู้ว่านาคเทวีแกล้งเขา จึงร้องขอให้คืนกำลังให้แก่เขาดังเดิม นาคเทวีจึงส่งเตโชธาตุเข้าช่วยรพินทร์ให้หายจากอาการจับสั่นและอิสคีเมีย ฟื้นขึ้นมาได้ เบลให้น้ำเกลือรพินทร์อีกขวด หลับไปอีก

ฝ่ายดาริน เช้าวันนี้ออกเดินทางจากห้วยเสือร้องมุ่งเขานกอินทรี เดินทางตัดทุ่งแฝกไป และพบร่องรอยไฟไหม้ทุ่งที่เกิดจากฝ่ายรพินทร์[4] หนานอินกับอนุชาพบรอยรพินทร์ไต่เขานกอินทรี แต่ตัดสินใจไม่ตาม เพราะเป็นทางหฤโหดมากเกินไป ต่อแต่นี้จะใช้วิธีตัดทางสกัดหน้า เดาใจรพินทร์ไปเรื่อยๆ ไม่แน่อาจไปเจอกันภายหน้า ทุกคนออกเดินทางอ้อมเขานกอินทรีไปทางตะวันตก เพื่อเข้าหา “ปากถ้ำนาคราช” ซึ่งหนานอินบอกว่าจะนำลัดใต้เขาทะลุไปถึงน้ำตกใหญ่หลังเขานกอินทรีนี้ แต่พอเข้ามาถึงป่าเถาวัลย์หน้าถ้ำ ก็พบเจ้าด้วนดักอยู่ เจ้าด้วนตวาดแว้ดและทำอาการต่างๆห้ามไม่ให้ทั้งคณะเข้าไปใกล้ปากถ้ำ ถึงขั้นปาหินใส่หนานอินก็มี ดารินฉงนหนักจึงสั่งเจ้าด้วนค่อยๆนำเข้าไปดูที่ปากถ้ำ เจ้าด้วนนำไปพบรอยของพญานาคสางห่าเลื้อยเข้าไปทางปากถ้ำนั้นหายไป ไอไฟยังทิ้งอยู่ร้อนระอุ ไม่อาจเข้าไปได้ หนานอินจึงหมดหวังที่จะใช้ทางนี้ทะลุไปยังน้ำตก แต่เจ้าด้วนกลับทำท่าทีจะเป็นมัคคุเทศก์เอง และออกบุกป่าไปอีกทางหนึ่ง ทุกคนตามเจ้าด้วนไป

ฝ่ายรพินทร์ ราวๆบ่ายโมง รพินทร์ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้หายดีเป็นปลิดทิ้งไม่มีอาการอะไรอีกแล้ว เบลเล่าให้ฟังว่าคริสอุตส่าห์ถ่างตาไม่หลับไม่นอนเฝ้าอาการเขาทั้งคืน เพิ่งจะแยกตัวไปหลับเมื่อเช้านี้เอง รพินทร์ก็ก้าวเข้าไปดูคริสซึ่งนอนพักหลับอยู่อีกทางหนึ่ง แล้วก็พบว่าคริสนอนอยู่ตรงนั้นนานแล้ว นานจนถูกแมงมุมหกขากัดเข้าให้ ทุกคนต่างตื่นตัวขึ้นมาพร้อมกัน เบลพยายามใช้ เซรุ่ม รักษาคริส แต่รพินทร์ห้ามไว้ ใช้ยาของส่างปารักษาแทน แต่อย่างไรก็ไม่เป็นผล จนเบลโวยวายว่าถ้าคริสเป็นอะไรไป รพินทร์ต้องรับผิดชอบ รพินทร์กลุ้มหนัก และปลีกไปนั่งสมาธิ ขอความช่วยเหลือจากนาคเทวี ปรากฏว่าเป็นนาคเทวีนั่นเองที่ลองวิชาเขา ในที่สุดรพินทร์ก็สามารถรักษาคริสได้ด้วยตัวยาที่ถูกต้อง คริสฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ และเล่าให้รพินทร์ฟังว่าฝันเห็นดารินขณะที่สลบไปด้วย[5] ฝ่ายสแตนลีย์เองก็บอกกับรพินทร์ว่า ถ้าภายใน 1 เดือนนี้ไม่พบร่องรอยอะไรเลย ก็จะให้นำกลับ

ฝ่ายดาริน เย็นวันเดียวกันนี้ ก็ตามเจ้าด้วนมาจนถึงน้ำตกใหญ่แห่งเดียวกับที่หนานอินตั้งเข็มไว้[6] ซึ่งทางที่เจ้าด้วนนำมานั้นเป็นทางลัด ทุกคนก็ตัดสินใจวางปางพักกันตรงนั้น ระหว่างอาบน้ำ ดารินถูกมันตรัยสะกดลักตัวไป เนื่องจากถอดสร้อยพระออก (กลัวเนื้อพระเครื่องจะเสีย) อนุชาตามไปก็ถูกผีดิบรุม เชษฐา ไชยยันต์ต้องมาช่วยไว้ เอาตัวดารินกลับมาได้ทัน

นาคเทวี เล่มที่ 4[แก้]

หนานอินเห็นท่าไม่ดี เพราะผีดิบมันตรัยเดี๋ยวนี้เล่นหนักข้อเข้า เกรงจะรับมือไม่อยู่ จึงปรึกษากับเชษฐา ทำน้ำพระพุทธมนต์ขึ้นประพรมปืนทุกกระบอก โดยมีเชษฐาเป็นประธาน ดารินเป็นผู้ช่วย หนานอินทำพิธี[7] มีการลองปืนกันครั้งหนึ่ง และปรากฏว่าแม้แต่ไสยเวทของหนานอินก็ไม่อาจบังคับลงมหาอุดกับปืนที่ลงพระพุทธมนต์ได้ ทุกคนจึงเข้านอนด้วยความรู้สึกใจชื้นขึ้น ดึกคืนนั้นเอง ขณะที่หลับกันอยู่นั้น เชษฐา ไชยยันต์ อนุชา ก็ลุกขึ้นมาปรึกษากันด้วยเรื่องอะไรเรื่องหนึ่ง ดารินฟังจับเค้าได้ว่าเป็นการสอบความกันว่า ได้ยินเสียงแปลกประหลาดกู่มา เอ่ยนาม “จิตรางคนางค์” กำลังที่ดารินจะบอกให้ทั้งสามคนซึ่งนั่งงงกันอยู่นั้นนอนต่อ ก็ปรากฏเสียงสนั่นล่นครืนมาจากผาน้ำตกเบื้องบน ครู่เดียวเท่านั้น น้ำตกทั้งสายซึ่งไหลไปตามทางของมัน ก็เกิดทะลักโครมไหลบ่าจากธารน้ำเดิม ทะลักทะลวงเปลี่ยนทิศลงมา ซัดใส่ทั้งคณะที่เพิ่งตื่น อลหม่านกันใหญ่ ผาทั้งผาถูกแรงน้ำซัดหักพังทลาย ทุกคนต้องพากันหนีเข้าไปหลบอยู่ในซอกถ้ำเล็กๆ ลูกหาบวิ่งเก็บของกันจ้าละหวั่น คะหยิ่นเองวิ่งไปเก็บล่วมพยาบาล เกือบถูกน้ำซัด ดารินถลันเข้าไปช่วย และกลายเป็นคนที่ถูกน้ำซัดไปแทน ทุกคนต่างตะลึงไปพร้อมกัน

เชษฐาสั่งทั้งคณะเข้าๆไปหลบน้ำก่อน มิฉะนั้นอาจวอดวายกันหมด รอจนน้ำซา จากนั้นอนุชากับหนานอินก็อาสาลงไปตามตัวดารินทันที ขณะที่อนุชาและหนานอินตามทางน้ำลงไป ฝ่ายเชษฐา ไชยยันต์ ก็ปะทะกับคางคกยักษ์ขนาดมหึมา ใหญ่สุดขนาดรถอเมริกันสี่สูบ เล็กสุดเท่าตุ่มสามโคก ต่างยิงปะทะกันวุ่นวาย ไชยยันต์เกือบถูกตัวหนึ่งเขมือบไปแล้ว คะหยิ่นกับนายช้วน หัวหน้าลูกหาบ ต้องเข้าไปช่วยกันดึงออกมาจากปากของมัน ในที่สุดก็สามารถไล่คางคกพวกนั้นไปได้ เชษฐาวิทยุไปเตือนอนุชาถึงคางคกพวกนั้น สักครู่ก็ได้ยินเสียงปืนดังมาสองสามนัด อนุชาติดต่อมาบอกว่ายิงคางคกนั่นเอง แต่เสียงปืนก็ติดตามมาอีกหลังจากนั้น แต่เมื่อวิทยุถามลงไปกลับไม่มีเสียงตอบ รออยู่เป็นนานก็ไม่มีการติดต่อ เชษฐาเฉลียวใจก็สั่งไชยยันต์ คะหยิ่น ตามอนุชาและหนานอินลงไปกับเขาเดี๋ยวนั้น ทิ้งนายช้วนคุมลูกหาบไว้ เมื่อตามอนุชาลงไป ก็ปะทะกับผีดิบบริวารของมันตรัย รวมทั้งมันตรัยเอง[8] ได้มีการเสวนากัน และเชษฐาก็ได้รู้ว่า ดารินนั้น ในอดีตชาติเป็นมกุฎราชกุมารีจิตรางคนางค์แห่งนิทรานคร ที่มันตรัยปองรักอยู่ และมันตรัยจะเอาตัวดารินไป แลกกับชีวิตทุกคน เชษฐาไม่ยอม เกิดปะทะกันอีกอุตลุด ในที่สุด ฝ่ายคนก็ชนะด้วยปืนลงพระพุทธมนต์ มันตรัยล่าถอยไป

ขณะนั้นใกล้เช้าเข้าไปทุกที ครั้นรุ่งสาง เชษฐาก็วิทยุสั่งไปยังพวกลูกหาบให้ติดตามมาทันที และเล่าให้หนานอินฟังถึงฝันเมื่อคืนนี้ ว่านาคเทวีประทานนาคบาศ อันมีลักษณะเป็นงูสองตัวกลืนหางกันเองให้ หนานอินบอกว่านาคบาศเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทำลายอาถรรพณ์ทุกอย่างได้ ถ้าเจอก็ให้เก็บไว้[9] เมื่อลูกหาบมาถึง เชษฐาก็สั่งออกเดินทางตามหาดารินต่อไปทันที

ฝ่ายดารินซึ่งถูกน้ำซัดไปนั้น รอดตายมาได้ เพราะถูกน้ำซัดไปค้างอยู่บนซุ้มเถาวัลย์สูง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ปีนลงจากเถาวัลย์ และยิงเสือสมิงที่แปลงกายมาด้วยปืนสั้นที่ติดเอว แล้วก็ออกระหกระเหเร่ร่อนไป หาอาหารและน้ำประทังชีวิต แงซายปรากฏตัวเป็นภาพนิมตินำดารินไปเจอแอ่งน้ำซับ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ก็ปรากฏขึ้นนำดารินไปยังป่ากล้วย ที่ป่ากล้วย ดารินพบนาคเทวีซึ่งแปลงกายเป็นฝูงงูใหญ่มา นาคเทวีบอกให้ดารินอดทน อย่าท้อ แล้วจะสมหวังในภายหน้า คืนนั้นดารินพักนอนที่เนินเล็กๆริมห้วย และมันตรัยก็เข้ามาหาดาริน ซึ่งหมดทางสู้เสียแล้ว ทั้งสองได้สนทนากัน มันตรัยก็เผยเรื่องราวจากอดีตชาติทั้งหมดให้แก่ดารินฟัง ทั้งเรื่องของจิตรางคนางค์ คือดารินเองในชาติก่อน อัคนีรุทร์ คือรพินทร์ในชาติที่แล้ว และเรื่องราวของนิทรานครทั้งหมด

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4071, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4071
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4084-4091, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4084-4091
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 1 หน้า 4099, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4099
  4. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 3 หน้า 4757, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4757
  5. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 3 หน้า 4902, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4902
  6. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 3 หน้า 4983, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 4983
  7. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 4 หน้า 5027, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5027
  8. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 4 หน้า 5158, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5158
  9. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนนาคเทวี เล่ม 4 หน้า 5210-5215, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5210-5215