จอมพราน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
จอมพราน
จอมพราน.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนจอมพราน
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,305 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า แงซายจอมจักรา
เล่มถัดไป ไอ้งาดำ

จอมพราน เป็นตอนที่เจ็ดของ เพชรพระอุมา จำนวน 4 เล่ม ได้แก่จอมพราน เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

จอมพราน เล่มที่ 1[แก้]

หลังจากกลับจากมรกตนคร ดารินได้ส่งจดหมายมาถึงรพินทร์ฝากมาทางนายอำพล มีเนื้อหาเล่าถึงการที่หล่อนได้ออกเดินทางไปรอบโลกพร้อมด้วยพี่ชาย ไชยยันต์ และมาเรีย รวมทั้งรำพันถึงความคิดถึงที่หล่อนมีต่อรพินทร์ และฝากคำรักมากับจดหมายนั้น หลังจากที่รพินทร์อ่านจดหมายนั้นจบ บุญคำ จัน เกิด เส่ย ก็ได้เข้ามาหาและบอกว่า นายอำพลมีเรื่องแจ้งให้ไปหาที่บริษัทไทยไวลด์ไลฟ์ รพินทร์ก็พาทั้งสี่พรานเข้าเมือง เพื่อไปซื้อของและพบนายอำพล

รพินทร์เข้าพบนายอำพลก่อนตามคำเรียกของเขา และพบว่านายอำพลตั้งใจส่งข่าวเรื่องที่รัฐบาลอยากจะจัดตั้งหนองน้ำแห้งขึ้นเป็นตำบล และให้รพินทร์เป็นกำนัน พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนป่าโดยรอบเป็นวนอุทยาน แต่รพินทร์ไม่เห็นด้วย หลังจากที่ทั้งคู่คุยกันได้ครู่หนึ่ง นายอำพลก็บอกว่า แท้ที่จริงแล้วข่าวที่สำคัญกว่าสำหรับรพินทร์ก็คือ มีคนต้องการจะพบ นายอำพลชี้เข้าไปที่ห้องทำงานของตนและรุนหลังรพินทร์เข้าไป เมื่อรพินทร์เข้าไปภายในก็ต้องตกใจ เพราะคนที่อยู่ในห้อง และรอพบเขาอยู่นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือดารินนั่นเอง

ทั้งสองต่างฝากรักต่อกัน และวันนั้น หลังจากซื้อของในเมืองและพบกับนางรำเพย แม่ของรพินทร์แล้ว ดารินก็ไปพักอยู่ที่บ้านที่หนองน้ำแห้งของรพินทร์ คุยกันไปได้สักประเดี๋ยวสองฝ่ายก็แตกคอกันเองเนื่องจากดารินเย้ารพินทร์ว่าตนกำลังจะแต่งงาน ฝ่ายรพินทร์เห็นเป็นการไม่สมควรที่จะอยู่คลุกคลีใกล้ชิดกับดารินอีกต่อไป ทั้งยังเจ็บช้ำใจนักก็ผละไป แต่การ์ดแต่งงานที่ดารินส่งให้เขานั้นเป็นการ์ดปลอมที่เขียนฝากมาว่า จะมาเป็น "เจ้าสาว" ของเขาที่หนองน้ำแห้งแห่งนี้ แต่กว่ารพินทร์จะรู้ตัว ดารินก็งอนสะบัดไม่ยอมพบหน้า และคืนนั้นรพินทร์เองก็ถึงแก่จับไข้สั่นอยู่กลางลานบ้าน ไม่มีคนเห็น จนกระทั่งบุญคำไปพบเข้า และพากันหามขึ้นไปหาดารินบนบ้านให้ช่วยรักษา

หลังจากรพินทร์หายดีเป็นปกติแล้ว เช้าวันต่อมาทั้งคู่ก็คืนดีกันดังเดิม และรพินทร์ก็ได้ไปส่งดารินกลับกรุงเทพที่บริษัทไทยไวลด์ไลฟ์ ทั้งสองสัญญากันว่าจะพบกันที่กรุงเทพในวันครบรอบวันเกิด 26 ปีของดารินในวันที่ 14 กรกฎาคม หลังจากส่งดารินกลับแล้ว รพินทร์ก็ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เพิ่งมารับตำแหน่งนายอำเภออยู่ แต่ราวๆห้าโมงเย็นเท่านั้น นายอำพลก็ส่งคนวิ่งโร่มาหา บอกว่ามีเรื่องด่วนให้รีบกลับไปที่บริษัทไทยไวลด์ไลฟ์โดยเร็ว[1] รพินทร์จึงรีบกลับไปในทันใดนั้น เมื่อถึงยังบริษัทไทยไวลด์ไลฟ์ รพินทร์ก็ได้พบกับพันโทวิชัย ไกรรณยุทธ และพันตรีเชิดวุธ ไกรรณยุทธผู้เป็นบุตรชาย ทั้งสองท่านได้เอ่ยแก่รพินทร์ว่า ขณะนี้ได้มีเครื่องบินบรรทุกขนาด B-52 ลำหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตกอยู่ยังที่ใดที่หนึ่งในป่าตอนเหนือของลุ่มน้ำสาละวิน ทางสหรัฐอเมริกาได้ค้นหาอย่างสุดสามารถ แต่ก็ยังไม่พบ ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีใดๆก็ตาม แม้จะค้นทางอากาศแต่ก็ยังไม่ปะ และได้ส่งข่าวขอความช่วยเหลือมายังประเทศไทย ให้ช่วยหาคนนำทางให้แก่คณะที่จะออกเดินทางตามหาเครื่องบินตกทางภาคพื้นดิน และได้กำหนดผู้ที่จะเป็นพรานนำทางว่าเป็นรพินทร์ ไพรวัลย์ ครั้นรพินทร์ถามว่าเหตุใดแค่เครื่องบินลำเดียวต้องตามหากันให้เป็นเรื่องใหญ่ ก็ต้องตกใจกับคำตอบ เพราะคำตอบก็คือ นอกจากตัวเครื่องบินเองแล้ว ภายในเครื่องบินยังมีระเบิดนิวเคลียร์ ขนาด 10 เมกะตัน บรรจุอยู่ด้วย

พันโทวิชัยและพันตรีเชิดวุธนำรพินทร์มาพบกับคณะเดินทางที่เขาจะต้องเป็นผู้นำไปให้พบจุดตกของเครื่อง B-52 ในครั้งนี้ อันประกอบด้วย ดร.บิลล์ สแตนลีย์ ,พันเอกเคอเนล ลาร์รี่ คี๊ธ , คริสติน่า กรูบิล และ อิสซาเบล มูร์ รพินทร์จำต้องรับภาระหน้าที่นี้อย่างเสียมิได้ และเจ็บช้ำใจอย่างยิ่ง เพราะรู้ดีว่าการเดินทางในป่ามรณะภายหน้านี้ เป็นอนาคตที่ไม่อาจมองเห็นได้ และเปอร์เซ็นต์ตายสูงกว่าที่จะรอดชีวิตกลับมา และเขาอาจไม่ได้พบดารินอีกต่อไปแล้ว

รพินทร์และคณะเดินทางตามหาเครื่องบินตก อันประกอบด้วย ดร.สแตนลีย์,พันเอกคี๊ธ,คริสติน่า และอิสซาเบล รวมทั้งพันตรีเชิดวุธที่ไปในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย ต่างตระเตรียมสัมภาระกันอย่างเร่งด่วน สามวันต่อมา ก็พร้อมที่จะออกเดินทาง สี่อเมริกันและเชิดวุธมาพักที่หนองน้ำแห้งหนึ่งคืน รพินทร์เตรียมลูกหาบที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้รวม 10 คน รวมบุญคำ จัน เกิด เส่ย และตัวรพินทร์เอง คณะเดินทางครั้งนี้มีจำนวนทั้งหมด 20 คน

วันต่อมา ทั้งคณะออกเดินทางจากหนองน้ำแห้ง มุ่งหมู่บ้าน กะเหรี่ยง “ซับบอน” รพินทร์ยิงงูเหลือมช่วยชีวิตคริสก่อนมื้อกลางวัน

จอมพราน เล่มที่ 2[แก้]

ระหว่างเดินทาง คณะเดินทางพบรอยเสือโคร่งตัวหนึ่ง เข้ามาป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะผละไป และในบ่ายสี่โมงของวันเดียวกันนั้น “เจ้าด้วน” ช้างป่าสีดอโทนจอมเกเรแถบบริเวณหนองน้ำแห้ง ได้มายืนดักหน้าคณะเดินทาง ท่าทางเอาเรื่อง แต่ถูกรพินทร์ตวาดไล่คำเดียวเท่านั้น ก็เผ่นตะโพงเปิดอ้าวไป บุญคำเล่าให้นายจ้างฟังว่าเจ้าด้วนเคยถูกรพินทร์ยิงสั่งสอน เมื่อครั้งที่มันไปหักไร่ชาวบ้านป่า ครั้นตกค่ำ ก็เดินทางถึงหมู่บ้านซับบอน รพินทร์และคณะรับรู้ว่า ทะเย ลูกชายกะเหรี่ยงนายบ้านซับบอนนั้น ได้ถูกเสือคาบไปกิน และคงจะเป็นเสือตัวเดียวกับที่เข้ามาป้วนเปี้ยนกับคณะเดินทางเมื่อบ่าย รพินทร์ตัดสินใจเดินทางต่อโดยไม่ยุ่งกับเรื่องนั้น ท่ามกลางสีหน้าละห้อยของกะเหรี่ยงซับบอน

เช้าวันต่อมา ได้เกิดเรื่องกันขึ้น เมื่อคริสลงไปอาบน้ำที่ห้วย บุญคำซึ่งรพินทร์มอบหน้าที่ให้เป็นพรานคุ้มกันของคริส โดยที่ฝ่ายนายจ้างยังไม่ล่วงรู้ถึงการนี้ ก็ย่องตามไปด้วยเพื่อคอยคุ้มกันอันตราย แต่พันเอกคี๊ธซึ่งสังเกตเห็น คิดว่าบุญคำจะไปทำมิดีมิร้ายคริส ก็ย่องตามลงไปและเกิดเรื่องชกต่อยกับบุญคำ รพินทร์ซึ่งผ่านไปในบริเวณนั้นได้เข้าไปห้าม แต่ถูกคี๊ธลากเข้าไปร่วมวงด้วย กลายเป็นเหตุการณ์ชกต่อยกันพัลวัน คริสซึ่งอาบน้ำอยู่ในลำธารตกใจใหญ่ ร้องห้าม แต่ไม่มีใครฟัง ก็ชักปืนสั้นขึ้น ยิงขึ้นฟ้าห้ามทัพ ทันใดนั้นเอง ช้างใหญ่ที่ยืนพิงต้นไม้หลับอยู่อีกฟากธาร ก็ตกใจตื่น เห็นรพินทร์กับคี๊ธก็แล่นเข้าหาทันที รพินทร์ บุญคำ โจนหนีออกไปทัน แต่คี๊ธนั้นตกเป็นเป้าของช้างใหญ่นั้นอย่างถนัดที่สุด รพินทร์คว้า .375 วินเชสเตอร์ของบุญคำมาได้ก็จัดการคว่ำช้างตัวนั้นลง ก่อนที่มันจะทันได้ทำอันตรายคี๊ธ

ทั้งสองฝ่ายเคลียร์เรื่องกันจนเข้าใจกัน อิสซาเบลทำแผลให้รพินทร์และคี๊ธ เมื่อเข้าใจกันดีแล้ว สแตนลีย์และคี๊ธซึ่งเห็นอานุภาพไรเฟิลเดินป่าของบุญคำก็คิดอยากจะเปลี่ยนปืน จากเอ็ม. 16 ที่ตนเองได้รับมาจากหน่วยเหนือ เป็น .458 วินเชสเตอร์ ขนาดเดียวกับที่รพินทร์ใช้ ดังนั้นหลังจากที่ออกเดินทางจากซับบอนได้ครึ่งวัน คณะนายจ้างก็ติดต่อวิทยุขึ้นไปยังหน่วยเหนือเพื่อขอปืนใหม่ เฮลิคอปเตอร์ของทางหน่วยเหนือได้ส่งปืนใหม่ลงมาสองกระบอก ลงที่ทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง สแตนลีย์และคี๊ธทดสอบปืนจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็พากันออกเดินทางต่อไป

จอมพราน เล่มที่ 3[แก้]

รพินทร์นำคณะข้ามทุ่งแห่งนั้นมาจนถึงลูกเขาใหญ่แห่งหนึ่ง และบอกว่าจะตัดขึ้นเขาเพื่อลัดทาง ทั้งคณะจึงบุกบั่นฟันฝ่ากันขึ้นไปบนลูกเขาใหญ่นั้น ซึ่งรพินทร์ให้ชื่อว่า “ผางูเห่า” กว่าที่จะขึ้นมาถึงตะพักบนสุดได้ก็พากันเหนื่อยหอบไปตามๆกัน โดยเฉพาะนายจ้างทั้งสี่ที่ไม่เคยบุกหนักขนาดนี้มาก่อน มีการโหนเชือกไต่ผาช่วงสั้นๆ คริสเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยตอนปีนผา แต่รพินทร์ดึงช่วยไว้ หลังจากนั้นคริสก็ยิงงูเห่าที่เลื้อยเข้ามาข้างหลังรพินทร์และผงกหัวขึ้นจะฉก ท่ามกลางสายตาของเชิดวุธและเบล ทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง ไต่ตามมายังไม่ถึงได้ยินเสียงปืนก็ตกใจใหญ่ วิทยุถาม แต่รพินทร์บอกว่าคริสยิงงูเห่าเล่นเท่านั้น ทำให้ทั้งสามคนถึงแก่ตะลึงกับคำพูดของเขา รพินทร์จึงแสดงให้ดูว่า งูเห่าพวกนี้ไม่เป็นอันตรายกับเขาซึ่งมียาแก้ชั้นดีเลยแม้แต่น้อย แถมยังล้องูเห่าเล่นให้ทั้งสามคนดูอีกด้วย

หลังจากนั้นก็เป็นการไต่ไปตามไหล่เขาโล่งๆที่เดินได้สบายๆ มีช่วงที่เป็นทางแคบอยู่ช่วงหนึ่งยาวไม่เกิน 120 เมตรเท่านั้น แต่หมิ่นเหม่น่าหวาดเสียวมาก น่าแปลกที่พวกลูกหาบทั้งนั้นพากันแบกของเทิ่งๆข้ามทางนั้นไปอย่างง่ายดาย แถมเป็นการหาบคู่ด้วยซ้ำ แต่ฝ่ายนายจ้างและรพินทร์ เส่ย เกิด ต้องเอาเชือกผูกเอวกันไป คริสเป็นลมเฉียดตกเขา เดชะบุญที่รพินทร์อุ้มรับตัวเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะพากันร่วงลงเหวไปทั้งคณะ หลังข้ามทางตอนนั้นไปได้ ก็ลงจากเขาสู่ “โป่งน้ำร้อน” ได้ในเวลาย่ำค่ำ ทั้งคณะตั้งแค้มป์กันที่นั่น และบุญคำก็พบซากของทะเย ลูกชายนายบ้านซับบอนที่ถูกเสือคาบมา ที่บริเวณใกล้เคียงกับโป่งน้ำร้อนนั่นเอง[2] และในคืนนั้น รพินทร์ก็สามารถปราบเสือที่ลากเอาทะเยมากินได้ ขณะที่มันกำลังโจนเข้าตะครุบคริส

วันต่อมา เดินทางตัดป่าไผ่ มุ่งตะวันออกเฉียงเหนือ 15 องศา จุดหมายต่อไปคือหมู่บ้านกะเหรี่ยง “ตะเคียนทอง” แต่เดินทางได้เพียงสามชั่วโมงเท่านั้น รพินทร์ คริส และบุญคำ ซึ่งนำไปเบื้องหน้า ก็ปะทะเข้ากับ กระทิง เจ็บตัวหนึ่งในป่าไผ่ ต่างพากันโจนหนีไปคนละทาง คริสเป็นคนล้มมันได้ด้วย เอ็ม 16 ขณะที่รพินทร์พบ กะเหรี่ยง จากหมู่บ้านตะเคียนทองสามคนหมอบหลบกระทิงและวิถีกระสุนคู้กันอยู่ในกอไผ่ด้านหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือ “สะเอิง” บาดเจ็บหนักเนื่องจากถูกกระทิงเหยียบหน้าท้องเหวอะไส้ไหล เบลและคริสช่วยกันเย็บแผลรักษา ขณะที่ “อูถะ” และ “พะโต้” เพื่อนทั้งสองของสะเอิงเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตะเคียนทองแก่รพินทร์ฟัง รพินทร์ได้ถ่ายทอดให้แก่นายจ้างทั้งสี่และเชิดวุธด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้วยว่าสิ่งที่กะเหรี่ยงทั้งสองเล่ามา คือบัดนี้หมู่บ้านตะเคียนทองนั้น ได้ถูกช้างโขลงมหึมาเข่าถล่มขยี้จนแหลกลาญไปเสียแล้ว และถ้าเข้าใจไม่ผิดไป ทั้งหมดก็เกิดจากที่ “โบเมียะ” นายบ้านตะเคียนทอง ไปยิงเอาช้างใหญ่ซึ่งมีงาสีดำเป็นที่อัศจรรย์ เพื่อที่จะเอางา แต่ช้างงาดำนั้นไม่ล้ม และพาโขลงเข้าขยี้หมู่บ้านแหลกไป ตอนนี้กะเหรี่ยงตะเคียนทองอพยพขึ้นไปอยู่บนหน้าผา สี่อเมริกันและเชิดวุธได้ฟังเรื่องช้างงาดำ ก็ตกใจเป็นล้นพ้น

จอมพราน เล่มที่ 4[แก้]

ทั้งคณะฟังอูถะและพะโต้เล่าเรื่องจนจบ และรพินทร์แปลจนหมดความแล้ว ก็ให้ตั้งคำถามขึ้นกับตัวเองว่า มันเป็นไปได้ละหรือ ที่ในโลกนี้ จะมีช้างงาดำที่คุมโขลงบริวารนับร้อยอยู่จริง แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรทั้งสิ้น ทันใดที่เบลและคริสละมือจากคนเจ็บคือสะเอิง ซึ่งได้รับการพยาบาลจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จัน ซึ่งออกไปคุมลูกหาบวางปางพักชั่วคราว ก็แล่นหน้าตื่นเข้ามา ร้องอะไรโวยวายลั่นฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมกัน เสียงโกญจนาทของเหล่าช้างสารก็สนั่นขึ้นทั่วบริเวณ พร้อมกับที่ร่างของพวกมันนับสิบๆตัว วิ่งโหย่งเหย่าบุกเข้ามาในลานไผ่นี้อย่างประสงค์ร้าย ขณะนี้ ทั้งคณะเดินทาง ถูกโขลงช้างป่าจากที่ไหนไม่รู้ได้ บุกเข้าให้แล้ว

เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นไปอย่างอลหม่าน บุญคำ จัน เกิด เส่ย เข้าประกบนายจ้างคู่คุ้มกันของตน และคอยยิงคุ้มกันไม่ให้ช้างตัวไหนบุกเข้ามาทำร้ายได้ ขณะที่พวกลูกหาบก็พากันสู้สุดฤทธิ์ เสียงปืนดังเป็นข้าวตอกแตก และช้างนับสิบๆตัวที่ดาเข้ามาถูกยิงล้มไม่ก็เจ็บไป ในที่สุด ในเวลาไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้น ช้างป่าโขลงนั้นซึ่งพากันบุกเข้ามาด้วยอาการอันประหลาดน่าฉงน ก็พากันเกณฑ์พลหลบหนีไป ขณะที่รพินทร์เองก็หายไปจากที่นั้นด้วย แต่ปรากฏว่าที่แท้รพินทร์นั้นออกไปดูรอยช้างข้างนอก และต่อมาได้วิทยุเรียกเอาบุญคำออกไปหาเพียงคนเดียว ครั้นบุญคำออกไปพบรพินทร์ รพินทร์ก็ชี้ให้พรานเฒ่ามือขวาดูอะไรอย่างหนึ่ง บุญคำเห็นเข้าก็โดดตัวลอยด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน ริมฝั่งห้วยนี้ คือร่างของผีดิบอาบยา ที่เคยเห็นกันมาในนิทรานคร

การที่มันมานั่งอยู่ที่นี่ ซึ่งไกลจากนิทรานครมากมายนักนั้น เป็นที่น่าฉงน ไม่มีร่องรอยว่าสัตว์จะคาบมา และก็ไม่รู้ว่าสัตว์ที่ไหนจะคาบมันมาทำไม หรือร่องรอยอย่างอื่นว่ามันมาจากไหน และมาได้อย่างไร ก็ยังเป็นที่กังขาและน่าหวาดหวั่นไม่น้อย แต่กระนั้นรพินทร์ก็สั่งบุญคำห้ามปริปากเรื่องนี้กับใคร ทั้งสองคนกลับเข้าไปในแค้มป์ท่ามกลางฝนที่ตกหนัก คืนนั้น ด้วยอากาศที่หนาวเย็นจากปรอยฝนที่เพิ่งซาลง และอาจจะด้วยความกรากกรำมาหนักของรพินทร์ ทำให้เขาจับไข้สั่นขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์[3] แต่รพินทร์กลับออกปากห้ามไม่ให้พรานคู่มือรบกวนนายจ้าง เพราะเชื่อว่าไม่นานอาการจับสั่นก็จะหายไปเอง บุญคำ จัน เกิด เส่ย จึงได้แต่พยาบาลเขาไปตามมีตามเกิดเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในกระโจมนายจ้าง เบลซึ่งนอนไม่หลับกระสับกระส่ายมาตลอดเวลา ได้ลุกขึ้นมาค้นหายานอนหลับในล่วมพยาบาล ครั้นกินยาและล้มตัวลงนอน ยังไม่ทันที่จะหลับตาลง ก็พบว่า ที่หัวนอนอันเป็นผ้าใบขึงกั้นจากบริเวณภายนอกนั้น ได้มีเงาร่างของอะไรอย่างหนึ่ง สูงใหญ่ ลักษณะคล้ายคนมายืนค้ำหัวบังแสงจากกองไฟอยู่ ด้วยความสงสัย เบลชะโงกไปเลิกผ้ากระโจมขึ้น และมองออกไป สิ่งที่หล่อนเห็น คือร่างมหึมาของผีดิบอาบยา หน้าตาน่ากลัวน่าสยดสยอง ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตามัน เบลก็ถูกร่างของผีดิบนั้น สะกดเอา และลากตัวเองคลานออกไปนอกกระโจมอย่างช้าๆ คริสซึ่งนอนชิดเบลตื่นขึ้นมาในทันใด ด้วยว่าผ้าห่มที่ห่มอยู่ด้วยกันนั้นร่นขึ้น ขณะที่คริสตื่นขึ้นสนิทแล้วนั้น เบลได้คลานออกไปจากกระโจมแล้ว

คริสคลานตามออกไปอย่างฉงน และเห็นเหตุการณ์นั้นโดยถนัด ผีดิบร่างมหึมากำลังสะกดเอาเบลเดินออกจากแนวกองไฟ มันก้าวถอยหลัง กวักมือสะกดเบลให้ตามเข้าไปในราวป่า คริสใจหายวาบ สติหลุด แต่พอได้สติขึ้น ก็ชักปืนสั้นข้างตัวขึ้นลั่นกระสุนแผดเปรี้ยงเข้าใส่ผีดิบนั้นสองนัด มันผงะนิดหนึ่ง ก่อนจะผละก้าวหนีไป ดร.สแตนลีย์ที่ตื่นมาเห็นอาการของคริสและเบล ตามออกมาเป็นคนที่สอง เป็นคนพุ่งเข้าไปกระชากขาเบลสกัดไว้ไม่ให้ตามมันไป พร้อมกับที่คริสลั่นกระสุนตามผีดิบไปอีกจนหมดลูกโม่ ทั้งแค้มป์พักก็อลหม่านขึ้นมาทันที บุญคำกับจันรับรู้เรื่องราวโดยคร่าวๆจากคริสและสแตนลีย์ก็พุ่งจี๋ตามผีดิบเข้าไปในราวป่า แต่ปะเข้ากับโขลงช้างใหญ่ซึ่งยืนสกัดหน้าอยู่ ก็พากันโกยกลับมาแทบไม่ทัน พร้อมกับที่เสียงช้างร้องสนั่นแซ่ส่ำขึ้นอีกครั้งราวกับจะบุกเข้าอีก แต่มันก็ไม่บุก ทุกคนยิงปืนขึ้นฟ้า และกราดออกไปรอบบริเวณ ไล่โขลงช้างปริศนานั้นไปได้ ขณะที่เบลเองก็ฟื้นคืนสติขึ้น

คณะนายจ้างหันไปหาบุญคำ จัน เกิด เส่ย และถามไปทันทีว่า รพินทร์หายไปทางใดเสีย เพราะเท่าที่เกิดเหตุขึ้นครั้งนี้ ยังไม่โผล่มาให้เห็น ทั้งสี่พรานจึงนำนายจ้างมาพบรพินทร์ซึ่งยังนอนจับไข้สั่นไม่รู้เรื่องอยู่ เบลและคริสต้องเข้าพยาบาลรพินทร์ก่อนอื่น ขณะที่สแตนลีย์ เชิดวุธ บุญคำ และจัน กลับเข้าไปในราวป่าอีกครั้ง ตามรอยโขลงช้างไป และพบศพลูกหาบสองคนที่นั่งยามอยู่ที่กองไฟหัวนอนนายจ้าง ถูกหักคอตายอยู่ในซุ้มข่อยข้างทาง

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจอมพราน เล่ม 1 หน้า 129, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 129
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจอมพราน เล่ม 3 หน้า 843-844, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 843-844
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจอมพราน เล่ม หน้า 1199, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 1199