มงกุฎไพร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มงกุฎไพร
มงกุฎไพร.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนมงกุฎไพร
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,303 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า แต่ปางบรรพ์

มงกุฎไพร เป็นตอนที่สิบสอง (ตอนจบ) ของ เพชรพระอุมา จำนวน 4 เล่ม ได้แก่มงกุฎไพร เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

มงกุฎไพร เล่มที่ 1[แก้]

เช้าวันนี้ดารินตื่นสาย ทำให้ออกเดินทางกันสายหน่อย หนานอินกับอนุชาเดาใจรพินทร์ตรงกันว่า น่าจะบุกขึ้นมรกตนครต่อไป จึงพากันหาทางมุ่งมรกตนคร ออกเดินทางบ่ายขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือตลอด ร่วมเที่ยงก็บรรลุถึงป่าหินแห่งหนึ่ง ที่นั่นพบกับฝูงลิงใหญ่หางสั้นนับร้อยๆตัว ซึ่งทุกคนจำต้องผ่านทางนั้นไป อนุชาใช้เอ็ม 16 ยิงไล่ ส่วนไชยยันต์ใช้ เอ็ม 79 จนพวกมันพากันตื่นหนีไปกันหมด มีลิงบาดเจ็บตัวหนึ่งซึ่งถูกกระสุนเอ็ม 16 เจ็บไป แว้งเข้ากัดคะหยิ่นที่ไหล่ ดารินจำต้องยิงมันทิ้งและเข้าพยาบาลคะหยิ่นทันที พอพ้นจากฝูงลิงแล้ว ก็มุ่งขึ้นเหนือต่อไป เจ้าด้วนมานำหน้าคณะเดินทางไปอีกครั้ง วันนี้วางปางพักที่แอ่งน้ำซับแห่งหนึ่ง ดารินจับไข้

เช้าของฝ่ายรพินทร์ วันนี้อาหารกระป๋องของนายจ้างเหลือติดก้นถุง จึงจัดการแจกพวกลูกหาบกินกัน จะได้ไม่ต้องแบกกันอีกต่อไป พอเติมน้ำจากน้ำฝนที่ได้เมื่อเช้ามืดแล้ว ทั้งคณะก็ออกเดินทางต่อ ขณะนั้นเป็นเวลาร่วมสิบเอ็ดโมง

รพินทร์เร่งจ้ำสุดฝีเท้า จนพวกนายจ้างอเมริกันตามไม่ทัน ถึงเชิดวุธเองก็ตามไม่ทัน พอถามบุญคำกับจัน ทั้งสองคนก็อำว่ารพินทร์ใช้คาถาย่นระยะทาง ทำเอาพวกอเมริกันตาลุกไปตามกัน แต่เมื่อถามรพินทร์ก็บอกว่าไม่ใช่ หลังจากนั้น รพินทร์ก็ชี้ให้นายจ้างดูรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ร่วมสองหลา มันคือรอยเท้าของไดโนเทเรี่ยม ครั้นส่องกล้องเข้าไปในราวป่าเบื้องหน้าโน้น ก็พบช้างไดโนเทเรี่ยมตัวมหึมาสูงเท่ายอดไม้ยืนกันอยู่สามตัวพ่อแม่ลูก รพินทร์ทำใจดีสู้เสือ บอกให้เดินกันต่อไปอย่างระมัดระวัง พอดีลมหวน ช้างไดโนเทเรี่ยมได้กลิ่นมนุษย์ก็วิ่งออกจากป่าเข้ามาไล่ รพินทร์นำหน้าไปก่อนกับบุญคำก็ยิงสกัด แต่ไม่ตั้งใจจะฆ่า แต่มันก็ล่วงบริเวณเข้ามาได้ จนพวกนายจ้างต้องยิงกันหูดับตับไหม้ ตัวพ่อนั้นคี๊ธโยนระเบิดเพลิงเข้าคลอกเป็นที่น่าสังเวช ส่วนตัวแม่กับตัวลูกนั้นรพินทร์ยิงให้เจ็บแล้วปล่อยมันหนีไป

ออกเดินทางต่อมา มุ่งหน้าเข้าไปในราวป่า เมื่อล่วงเข้ามาคณะเดนิทางก็พบว่าป่านี้มีลักษณะเป็นป่าถล่ม น้ำเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ ครั้นเดินต่อไปน้ำก็ยิ่งลึกเข้าๆ รพินทร์เอะใจก็หันมาดูลายแทงมังมหานรธา ก็พบว่าที่แท้บริเวณนี้ ก็คือชายขอบด้านตะวันตกของทะเลสาบมรณะนั่นเอง

ฝ่ายเชษฐา วันนี้ถูกเจ้าด้วนปลุกตั้งแต่ตีห้าครึ่ง และเจ้าด้วนก็นำคณะเดินทางออกเดินทางต่อไป เดินงมกันไปในดงทึบไม่เห็นแสงอาทิตย์ พอสิบโมงเศษ ก็มาโผล่ยังน้ำตกใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งหนานอินและอนุชาจำได้ว่าเคยผ่านมาเมื่อคราวก่อน และได้ให้ชื่อว่า “น้ำตกสามเจดีย์” ทั้งสองคนยืนยันว่าต่อแต่นี้ก็พอจะหาลู่ทางไปเขานิลกาญจน์ได้แล้ว ครั้นล่วงพ้นบริเวณน้ำตกสามเจดีย์ เจ้าด้วนก็หยุดชะงัก ณ ที่นั้น เป็นที่สุดเขตของป่าภูมิศาสตร์โลก ที่สัตว์โลกธรรมดาจะเดินทางมาถึงแล้ว เจ้าด้วนไม่อาจจะล้ำแดนเข้าไปได้มากกว่านี้แล้ว ทุกคนจำต้องลาเจ้าด้วนที่นี่ ดารินเข้าไปล่ำลาเจ้าด้วนด้วยน้ำตา ก่อนจะระลึกได้ว่า ที่แท้เจ้าด้วนก็ไม่ใช่ช้างอื่นใดทั้งสิ้น แต่คือเศวตนันต์ ช้างคู่บารมีมกุฎราชกุมารีจิตรางคนางค์ในชาติปางก่อน ที่อุตส่าห์ติดตามมาเกิดคู่บารมีในชาตินี้นั้นเอง

หลังล่ำลาเจ้าด้วน ก็พบเข้ากับฝูง แมลงปอ ใหญ่ แต่ละตัวยาวเมตรครึ่ง ยาวที่สุดร่วมสามเมตร เกิดการปะทะกันอุตลุดจนแมลงปอเหล่านั้นตายหลายสิบ ดารินลงความเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้ตั้งใจจะลงมาทำร้ายเลยก็ได้ แต่อาจจะด้วยความสนใจในสัตว์ที่พวกมันไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้มันเข้ามามุงดูและบินว่อนวนเวียนอยู่ และการที่มันบินเข้าชนนายช้วนล้มก็อาจเป็นอุบัติเหตุ

หลังเจอแมลงปอ ก็ลงสู่แอ่งผืนทราย ที่นั่นมีแอ่งน้ำใหญ่ และมีที่ให้พักชัยภูมิดี แต่ที่ไม่ดีก็คือ คะหยิ่น อนุชา หนานอิน ไปพบกับรอยเท้าไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ใกล้แอ่งน้ำนั้นเข้า ขนาดรอยเท้า ใหญ่กว่าสามฟุต ยาวร่วมสองวา

มงกุฎไพร เล่มที่ 2[แก้]

คืนนั้นดารินเจอพายุลูกเห็บกระหน่ำหนัก หนานอินลงความเห็นว่า เจอพายุลูกเห็บแสดงว่าใกล้เขตเขานิลกาญจน์เข้าไปแล้ว เจ้าด้วนคงจะตัดลัดทางมาส่ง พอเช้าลูกเห็บหยุดตก ทุกคนก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงไดโนเสาร์คำราม ต่างเตรียมตัวรับมือกันเต็มที่ มีดารินคนเดียวที่นอนใจ ครั้นเวลาผ่านไปนานเข้า และหนานอิน-อนุชาไปสำรวจรอย ไม่พบรอยไดโนเสาร์ ทั้งรอยเท้าที่มีอยู่เมื่อวานก็หายไป สภาพป่าที่เห็นอยู่เมื่อวานก็เปลี่ยนไปจากเดิม ก็ฉงนหนัก ดารินจึงอธิบายหลักการซ้อนเหลื่อมของเวลาให้ฟัง ซึ่งหล่อนเองก็ได้ยินทฤษฎีนี้มาจากมาเรีย ฮอฟมัน นั่นเอง ไม่ได้มาจากใครอื่น

เช้าวันนี้ ดารินอาสาเป็นคนนำทาง โดยมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือตลอด มีแงซายโผล่วอบแวมไปมาเป็นเงาภาพนิมิตให้ดารินเห็นคนเดียว ดารินเดินด้วยความเร็วสูงและไม่หยุดไม่หย่อน ไม่เหนื่อยไม่ล้า จนคนอื่นเดินตามไม่ทัน ราวกับจะใช้คาถาย่นระยะทาง ใครเรียกก็ไม่หยุด จนอนุชาเห็นผิดท่านักก็เอาปืนยิงสกัดหน้า ดารินจึงยอมหยุดพัก ใกล้ค่ำ ก็มาบรรลุถึงทุ่งหญ้าราบเรียบเล็กๆระหว่างป่าหิน แล้วทุกคนก็พบว่า พลลิงเขานิลกาญจน์พร้อมด้วยวายา มารอรับคณะเดินทางอยู่ที่นั่นตามคำสั่งของพระฤๅษีโกฑัญญะ วายาเล่าให้ฟังว่าไม่พบรพินทร์ผ่านมาแถวนั้นเลย และไม่มีเครื่องบินตกด้วย เชษฐาจึงให้วายานำไปกราบพระฤๅษีโกฑัญญะในวันรุ่งขึ้น พระฤๅษีโกฑัญญะ จึงมีคำสั่งให้วายานำคณะดารินไปส่งที่กลางถนนพระศิวะ โดยลัดตัดทางไป

คณะของดารินเดินทางไปภายใต้การนำของวายาได้ห้าวัน ก็ไต่เทือกพระศิวะขึ้นมาโผล่บนถนนพระศิวะ บริเวณกลางถนนทีเดียว หลังจากหันไปลาวายาแล้ว ทุกคนก็พบว่า นาฬิกา เข็มทิศ ใช้การไม่ได้อีกครั้ง วิทยุก็ไม่ทำงาน ขณะที่ยังยืนงงกันอยู่กลางถนนนั้นเอง ก็ปรากฏเสียงฝีเท้าม้าจำนวนเป็นกองพันวิ่งควบเข้ามาจากสองด้านทั้งซ้ายขวา ควบมาบนถนนพระศิวะนั้น แล้วทุกคนก็พบว่า เมยานี เป็นคนนำกองพลม้ามารับคณะเดินทางตามคำสั่งของจักราช โดยมีสุกรี ยุษฐิษ วิกรม และพราหุตมาด้วย ทุกคนออกเดินทางด้วยม้าตามไปกับพลทหารของเมยานี มุ่งเข้าพระนครมรกต ระหว่างทาง ดารินสืบทราบจากเมยานีว่า วันเดียวกันนี้เอง ที่รพินทร์จะบรรลุถึงยังหัวถนนพระศิวะ ซึ่งขณะนี้ จักราชก็ได้ส่งอรชุน พรหมเมศวร์ และวามิสไปรับแล้ว เย็นนั้นคณะดารินพักระหว่างทางกลางถนนพระศิวะ

ฝ่ายรพินทร์ แปดวันต่อมาหลังจากถึงทะเลสาบมรณะ รพินทร์นำคณะเดินทางบุกบั่นอย่างเด็ดเดี่ยวหาญหัก พักก็แต่จำเป็น และพากรำกันไปอย่างทุลักทุเล ตัดทิวปีกครุฑข้ามเทือกพระศิวะอันกันดารและลำบากแสนเข็ญ ในที่สุด ก็มาถึงเนินพระจันทร์ เหล่านายจ้างพากันตะลึงกับทัศนียภาพของเนินพระจันทร์ และคืนนั้น รพินทร์ก็ให้ทั้งคณะลงไปพักที่เนินพระจันทร์เช่นเดียวกับเมื่อคราวที่แล้ว ที่เขามากับคณะเชษฐา คืนนั้นรพินทร์จับไข้สั่นอีกครั้ง

ฝ่ายดาริน ก็ถึงมรกตนครในวันต่อมา และได้ถูกรับรองโดยเมยานีและส่างปา ให้อยู่ในปราสาทหลังที่เคยถูกรหัสยะคุมตัวไว้นั้น ทุกคนต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีวี่แววของจักราชเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ถามเมยานีก็ไม่ตอบ ทำให้ฉงนหนัก


มงกุฎไพร เล่มที่ 3[แก้]

เย็นนั้นเมยานีส่งอาหารเย็นมาให้ และฝากบอกมากับหารหลวงว่าตนติดภารกิจ มาร่วมมื้อเย็นด้วยไม่ได้ ทุกคนนอนหลับกันยังปราสาทหลังนั้น ขณะที่ดารินนอนไม่หลัง และออกไปเดินเล่นที่ระเบียงหน้าปราสาท ก็พบนิลิยา เด็กสนม มาแจ้งข่าวว่าเมยานีต้องการพบ “นายหญิง” ที่ศาลาปาริชาตกลางสวนขวัญ ให้นิลิยามาพาตัว “นายหญิง” ไป ดารินได้ฟังดังนั้นก็ตามนิลิยาไป จนมาถึงศาลาปาริชาต แต่ปรากฏว่าที่ศาลาปาริชาตนั้นไม่มีเมยานีหรือใครใดทั้งสิ้น จะมีก็แต่บุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนรอใครอยู่อย่างกระสับกระส่าย...รพินทร์ ไพรวัลย์

ทั้งสองคนต่างตื่นตะลึง และแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นกันและกัน จนเมื่อแน่ใจแล้ว ก็ต่างฝากรักกันอย่างหวานซึ้งด้วยความรัก ความคิดถึง รพินทร์บอกว่าตนเพิ่งจะเข้ามาถึงมรกตนคร และถูกแงซายเรียกตัวมาพบที่นี่ แต่ที่พบกลับเป็นดารินเอง ซึ่งถูกหลอกจัดฉากมาเช่นกัน ทั้งคู่สนทนากัน ยิ้มหัวหยอกล้อกันครู่หนึ่ง จนเข้าใจกันดีแล้ว ดารินก็พารพินทร์จากศาลาปาริชาตมาที่ปราสาทหลัง และนำเข้าพบคณะนายจ้างเก่า ซึ่งพากันไชโยโห่ร้องปีติยินดีเป็นการใหญ่ พอคุยกันรู้เรื่องทั้งหมด ก็ปล่อยรพินทร์กลับไปพักกับนายจ้างคณะเดิมของเขาต่อไป

เช้าวันต่อมา หลังอาหารเช้า เมยานีก็จัดให้อาคันตุกะต่างแดนทั้งสองฝ่ายได้พบกัน พวกลูกหาบ พรานพื้นเมือง เมื่อพบกันต่างก็วิ่งเข้าทักทายกันด้วยความดีใจล้งเล้งไปหมด ฝ่ายนายจ้างสองคณะก็ทำความรู้จักกันด้วยอัธยาศัยอันดี ดารินขอบคุณคริสและเบลที่อุตส่าห์ดูแลประคับประคองรพินทร์จากโรคภัยต่างๆมาโดยตลอด เชิดวุธเข้ามาไหว้ “พี่ชาย-พี่สาว” เลือดไทยด้วยกันอย่างนอบน้อม ทุกฝ่ายต่างปีติยินดีไม่มีท่าทีว่าจะรังเกียจรังงอนกัน จนถึงเวลาอันสมควร เมยานีก็เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นนายทัพหญิง แล้วพาทั้งสองคณะขึ้นม้า พร้อมกับทหารหนึ่งกองพล พากันควบไปยังปราสาทพระอุมาเทวี ที่ปราสาทพระอุมาเทวีนั้นเอง ทุกคนพบแงซายหรือจักราช นุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญภาวนาอยู่ ครั้นแงซายละจากฌาน ก็ได้รับรู้ว่า ภาพฝันที่รพินทร์เห็นแงซายมาตลอดการเดินทาง และที่ดารินก็เห็นด้วยนั้น รวมทั้งที่แงซายไปนำทางดารินไปยังเขานิลกาญจน์ เกิดจากตบะฌานของแงซาย ประกอบกับบารมีของพระฤๅษีโกฑัญญะนั่นเอง ทุกคนต่างทำความเคารพจักราช แล้วก็พากันกลับพระนคร

คืนนั้นแงซายฉลองมื้อเย็นที่เรียกว่า “แกรนด์ดินเนอร์” รับรองอาคันตุกะต่างแดน มีการดื่มกินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ครั้นงานเลี้ยงเลิกราแล้ว รพินทร์ก็กลับไปกลับฝ่ายนายจ้างของตน แต่ก็แอบกลับมาพบกับฝ่ายดารินอีก ทั้งสองคน พี่ชาย ไชยยันต์ และทุกคนคุยกันต่ออย่างสนุกสนาน จนกระทั่งแงซายกับส่างปาเข้ามาร่วมวงสนทนา ครู่หนึ่ง เชษฐาก็พูดถึงชีวิตของรพินทร์และดารินต่อไป และพูดเป็นเชิงรับรองยกน้องสาวให้รพินทร์แล้ว แล้วเชษฐาก็ประกาศให้รพินทร์และดารินเป็นคู่สามีภรรยากันในตอนนั้นเอง แล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิด เมยานีก็ก้าวเข้ามาในปราสาทพร้อมวงแห่ประโคม ถือถาดวาง “มงกุฎไพร” คือช่อดอกไม้ป่า ที่รพินทร์และดารินต่างฝันทางจิตตรงกันว่า รพินทร์เคยถักให้ดารินสวมเป็น “มงกุฎไพร” แทนใจของเขา ขณะเดินทางฝ่าฟันกันมาในครั้งนี้ แงซายก็เชิญให้รพินทร์สวมมงกุฎไพรให้ดาริน

มงกุฎไพร เล่มที่ 4[แก้]

ขณะที่รพินทร์กำลังสวมมงกุฎไพรให้ดารินนั้น บุญคำ จัน เกิด เส่ย ก็ถลันเข้ามาในพิธีพอดี เนื่องจากแงซายให้อรชุนไปรับตัวมาในการนี้ด้วย หลังคุยกัน และพิธีสิ้นสุดลง รพินทร์กับสี่พราน ก็กลับไปหานายจ้างเก่าตามเดิม

เช้าวันต่อมา แงซายได้แจ้งข่าวที่รพินทร์กับดารินแต่งงานกัน ให้คณะตามหาเครื่องบินตกรู้ ทุกคนต่างแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว หลังจากนั้น แงซายและเมยานี ก็นำพลมรกตนครจัดขบวนพาทุกคนไปตรวจซากเครื่องบิน B-52 ซึ่งมาตกอยู่ในมรกตนครนี้เอง มันตกอยู่หลังปราสาทพระอุมาเทวี แงซายเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอีกครั้ง ว่ามันตกลงมาได้อย่างไร พวกอเมริกันตรวจเครื่องจนพอใจแล้วว่าไม่มีการปริแตกเสียหายของระเบิดนิวเคลียร์ ก็พากันกลับพระนคร

เย็นวันนั้นมีงานเลี้ยงอาหารเย็นอีกครั้งที่ปราสาทหลังฝ่ายเชษฐา เมยานีขอให้ทุกคนแต่งชุดมรกตนคร ซึ่งทุกคนก็ยอมสวมแต่โดยดี โดยเฉพาะดารินนั้นพริ้งเพราไปทีเดียวด้วยชุดมกุฎราชกุมารีนิทรานคร ซึ่งเป็นชุดๆเดิมที่หล่อนจำได้ว่า ในอดีตชาติ หล่อนเคยอยู่ในชุดนี้ และแงซายจำลองมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน มีเพียงรพินทร์ที่ไม่ยอมสวมชุดที่แงซายและเมยานีจัดหามาให้ ซึ่งเป็นชุดของอัคนีรุทร์ในชาติก่อนเช่นกัน เพื่อแก้เคล็ดว่า อัคนีรุทร์กับจิตรางคนางค์นั้นมีกรรมจะต้องพลัดพรากกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่ชาตินี้ทั้งสองจะไม่ขอแยกจากกันอีกต่อไป งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยดี หลังเสร็จงานจักราชและเมยานีเสด็จกลับ เช่นเดียวกับที่พวกอเมริกันและเชิดวุธก็กลับปราสาทหน้า แต่ไม่ยอมให้รพินทร์กลับด้วย คืนนี้รพินทร์จะต้อง “เข้าห้องหอ” กับดารินซึ่งเป็นคู่ชีวิตกันโดยสมบูรณ์ ถึงเชษฐา อนุชา ไชยยันต์เอง ก็ไม่ยอมให้รพินทร์ไป แต่ให้อยู่ที่ปราสาทหลังนี้กับดาริน และจัดห้องไว้ให้แก่ทั้งสองคน

ทั้งสองฝ่ายพักอยู่ที่มรกตนครตามเวลาอันสมควรแล้ว ก็บอกลาจักราชและเมยานีกลับบ้าน จักราชทำแผนที่ใหม่ให้รพินทร์นำทุกคนกลับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง แผนที่ใหม่นี้จะย่นระยะทางจากเทือกพระศิวะถึงชายเขตหมู่บ้านชาวป่าให้สั้นเข้า ครั้นถึงเวลาอันสมควร ทุกคนก็ออกเดนิทางกลับบ้าน และเมื่อเข้าเขตป่านอก และวิทยุสื่อสารทางไกลใช้งานได้ พวกอเมริกันและเชิดวุธก็วิทยุเรียกหน่วยเหนือกลับบ้านไป ขณะที่ทุกคนที่เหลือ คือรพินทร์ สี่พรานและลูกหาบ และฝ่ายดารินนั้น เดินเท้ากลับบ้านต่อไป และดารินก็ได้พบกับเจ้าด้วนอีกครั้ง ที่ปลายแดนป่านอกนั่นเอง

อ้างอิง[แก้]