จิตรางคนางค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
จิตรางคนางค์
จิตรางคนางค์.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนจิตรางคนางค์
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,318 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า ไอ้งาดำ
เล่มถัดไป นาคเทวี

จิตรางคนางค์ เป็นตอนที่เก้าของ เพชรพระอุมา จำนวน 4 เล่ม ได้แก่จิตรางคนางค์ เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

จิตรางคนางค์ เล่มที่ 1[แก้]

ฝ่ายรพินทร์ และดร.สแตนลีย์นั้น ไม่มีใครบาดเจ็บหนักนัก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจที่พวกเขาพบก็คือ ช้างงาดำซึ่งทุกคนเห็นชัดถนัดว่างาดำสนิทอย่างกับนิลนั้น กลายเป็นช้างงาขาวธรรมดาไปเสียได้ รพินทร์สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะ “มนต์คชสาร” ที่มันตรัยลงกำกับสิงสู่ไว้นั้น ได้ถูกถอดออกไปแล้ว ทุกคน ทั้งคณะเดินทางและกะเหรี่ยงอพยพ ก็พากันออกเดินทางไปยังจุดที่เรียกว่า “เนินสักดำ” เพื่อรอเชิดวุธ บุญคำ คริส และจันจะลอดใต้ภูเขาโผล่มา พวกเขาตั้งปางพักที่นั่น รออยู่นาน แต่จนแล้วจนรอด ทั้งสี่คนก็ไม่โผล่มาเสียที จนสแตนลีย์ เบล และคี๊ธนั้นหลับไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อน จนกระทั่งราวตีสี่ เกิดกับเส่ยมารายงานกับรพินทร์ว่า บุญคำกับจันโผล่มาแล้ว และแอบบอกกับตนว่า คริสกับเชิดวุธนั้นหายไป รพินทร์ทะลึ่งพรวดขึ้นทันทีอย่างตกใจ รี่เข้าไปหาบุญคำและจันทันที ทั้งสองคนบอกว่าเชิดวุธกับคริสนั้น ระหว่างที่ผาถล่ม เข้าใจว่าคงปลอดภัยดี และหนีเข้ารูได้ แต่รูที่ทั้งสองคนหลบเข้านั้น ไม่ใช่รูเดียวกับตน เป็นรูที่ตันไม่มีทางออก รพินทร์ตกใจใหญ่ บอกบุญคำกับจัน นำเข้าโพรงถ้ำมุดไปใต้ภูเขา ออกตามหาคริสและเชิดวุธทันที โดยฝากงานที่แค้มป์ไว้กับเกิดและเส่ย บอกว่าถ้าเช้าแล้วตนไม่กลับมา ก็ให้ล่วงหน้าไปห้วยเสือร้องก่อน ได้ผลอย่างไร ตนและบุญคำ-จัน ก็จะตามไปทีหลัง รพินทร์ บุญคำ จัน พากันมุดถ้ำใต้ภูเขาไปอีกครั้ง

ข้างฝ่ายเชิดวุธกับคริสนั้น ไม่บาดเจ็บเป็นอะไรมากนัก และก็จริงดังบุญคำว่า ทั้งสองคนมุดเข้ารูผิด เชิดวุธกับคริสพากันมุดใต้ถ้ำนั้นหาทางออกอย่างลนลาน แต่ก็ไม่พบทางที่จะออกไปจากถ้ำใต้ภูเขานี้ได้เลย จนมาพักอยู่ยังคูหาหนึ่ง หลังจากพักจนเต็มอิ่มแล้วก็หาทางกันต่อไป เชิดวุธพบช่องทางกว้างบนเพดานถ้ำ ทั้งสองคนจึงพากันปีนขึ้นไป และลัดเลาะขึ้นไปตามช่องปล่องโพรงชั้นบน จนกระทั่งมาพบทางออกเป็นรอยแยกระหว่างภูเขาในที่สุด ทั้งสองต่างพากันก้าวออกไปอย่างดีใจ และมานอนพักกันอยู่ริมธารน้ำเชิงเขาแห่งนั้น ขณะเดียวกัน รพินทร์ บุญคำ และจัน ก็ตามรอยทั้งสองคนมาถึงพอดี และพบว่ามีเสือตัวหนึ่งชะโงกลงมาจากก้อนหินเหนือหัวทั้งสอง จึงจัดการคว่ำลงก่อนที่มันจะทันเข้าตะครุบใครเข้า[1] ทั้งสองฝ่ายจึงพบกันที่นั่น และพากันออกเดินทางไปห้วยเสือร้อง เมื่อถึงจุดหมาย ทั้งคณะซึ่งรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เห็นทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่ ก็พากันดีใจใหญ่ คณะเดินทางพักอยู่ที่ห้วยเสือร้องในคืนนั้น

จิตรางคนางค์ เล่มที่ 2[แก้]

วันเดียวกันกับที่รพินทร์ออกตามหาคริสและเชิดวุธใต้ภูเขา ดารินออกเดินทางจากซับบอน และแกะรอยเดินทางตามรพินทร์ไปในทางเดียวกัน ที่ทุ่งหญ้าเดียวกันกับที่รพินทร์เรียก ฮ. ส่งปืนกันนั้น ฝ่ายดารินปะทะกับมหิงสาใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างวุ่นวายจ้าละหวั่น ไชยยันต์เกือบถูกมันขวิดตาย ดีก็แต่กระสุนของหนานอินและอนุชาสามารถประหารมันลงได้ก่อน

เดินทางถึงผางูเห่าตอนใกล้เที่ยง[2] หนานอินกับอนุชาเป็นคนอาสาขึ้นไปสำรวจ และพบร่องรอยว่ารพินทร์นำคณะของเขาบุกบั่นดั้นด้นขึ้นเขาไป แต่ดาริน เชษฐา ไชยยันต์ ไม่เห็นด้วยที่จะตามรพินทร์ไปทางนั้น จึงพากันออกเดินลัดป่าแดงเชิงเขา และลอดถ้ำใต้ถูเขากันไป ภายในถ้ำใต้ภูเขานั้นเอง ที่คะหยิ่นจับเสียงคนเดินตามหลังได้ แต่เมื่อครั้นย้อนกลับไปดู ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น แต่พอออกเดินอีกก็ได้ยินอีก ทั้งคณะเดิน มันเดิน ทั้งคณะหยุด มันหยุด เป็นที่น่าฉงน คะหยิ่นซึ่งเป็นคนกลัวผีเป็นทุนเดิมต้องโกยขึ้นไปนำอยู่ข้างหน้า หนานอินต้องลงมาคุมหลังแทน เชษฐาถามหนานอินว่า คะหยิ่นจะหูฝาดไปหรือไม่ แต่หนานอินก็ยืนยันว่าคะหยิ่นไม่ได้หูฝาดไปแน่นอน เพราะตนเองก็ได้ยินอยู่เหมือนกัน

คณะของดารินเดินทางถึงโป่งน้ำร้อนยามใกล้ค่ำ และพบว่าเจ้าด้วนยังคงตามทั้งคณะมาเช่นเดิม ขณะที่ดารินอาบน้ำ เจ้าด้วนก็มาเฝ้าให้กันภัยอันตรายที่จะลอบเข้ามากล้ำกราย คืนนั้นทั้งคณะพักที่โป่งน้ำร้อน ดารินนั้นหลังอาหารเย็นก็งีบหลับไปครู่หนึ่ง และได้ฝัน หรือมิฉะนั้นก็เห็นทางจิต ว่าพระฤๅษีโกฑัญญะมุนีจากเขานิลกาญจน์ เข้ามาเตือนหล่อน ให้ระวังภัยที่จะลอบเข้ามาในคืนนี้ให้ดี และจงใช้อำนาจพระอรหันต์ศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง “บริวาร” ของหล่อนไว้ เพราะมิฉะนั้น ภัยนั้นอาจถึงตัว “บริวาร” ของหล่อน และเอาตัว “บริวาร” หล่อนไปเป็นพวกด้วย ดารินนึกรู้ทันทีว่าพระฤๅษีโกฑัญญะหมายถึงเจ้าด้วน ก็ปลดเอาพระหลวงปู่ทวด หนึ่งในพระเครื่องที่รพินทร์ให้ไว้สามองค์ ผูกคอเจ้าด้วนไว้ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมาอย่างฉงน โดยมีหนานอินเป็นลูกมือช่วยเอาเชือกผูกคอเจ้าด้วนให้ ดารินเล่าให้ทุกคนฟังถึงคำพระฤๅษี หนานอินจึงสั่งเวรยามตามไฟให้ระวังให้จงหนักในคืนนี้ อย่าหลับยาม อย่าเผลอเป็นอันขาด

แต่จนแล้วจนรอด “ภัย” ที่พระฤๅษีเตือนไว้ก็ลอบเข้ามาถึงทุกคนจนได้....ดารินตื่นขึ้นมาในกลางดึก และพบว่าไฟทุกกองในแค้มป์นั้นดับหมด และมีร่างสองสามร่าง สูงโย่ง เข้ามานั่งอยู่ริมกองไฟอันมอดเชื้อ ครั้นเปิดไฟฉายดูก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าเป็นผีดิบนิทรานคร บริวารของมันตรัย หล่อนเขย่าปลุกพี่ชายทั้งสองอันนอนขนาบนั้นขึ้น แต่เท่าไรๆ เชษฐาและอนุชาก็นอนหลับไม่ได้สติ ถึงไชยยันต์เองก็เช่นกัน ดารินก็ทำใจดีสู้เสือ ลุกขึ้นมาหาทางเสวนากับผีดิบเหล่านั้น แต่มันก็ไม่อาจพูดอะไรได้ ดารินเดินไปพบคะหยิ่นนอนไม่ได้สติอยู่ทางหนึ่ง และพบหนานอินซึ่งนอนหันหัวออกปากทางด่านคุมอยู่ แน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับโดนสะกด ทันใดนั้นเอง ผีดิบตัวมหึมา อันเป็นที่สิงร่างของมันตรัยก็ก้าวออกมาจากความมืด และเรียกหล่อนว่า “จิตรางคนางค์” หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็สนทนากัน ดารินนั้นงงตื้อไปหมด จากสิ่งที่มันตรัยพูด มันตรัยบอกว่า หล่อนคือ “จิตรางคนางค์” มกุฎราชกุมารีนิทรานครกลับชาติมาเกิด และมันตรัยเองนั้นปองรักจิตรางคนางค์มานานแล้ว แต่จิตรางคนางค์กลับปลงพระชนม์ตนเองหนีมันตรัยมาเกิดใหม่ ส่วนรพินทร์นั้นก็เช่นกัน เขาคือ “อัคนีรุทร์” คู้แค้นทางความรักของมันตรัยเช่นเดียวกัน แล้วมันตรัยก็สะกดเอาดารินจะก้าวออกจากแค้มป์ เผอิญจากการสะกดนั้น ทำให้ปืนของดารินที่หล่อนถืออยู่หล่นลงกับอกหนานอิน หนานอินก็ได้สติขึ้นมา ตะครุบปืนนั้นไว้ก่อนจะเหนี่ยวไกลั่นกระสุนใส่มันตรัยผงะ กระชากสติดารินขึ้นมา ทันใดนั้นเอง ทั้งแค้มป์ก็อลหม่านไปทั่ว ทุกคนตื่นขึ้นและพบผีดิบสองตัวอยู่กลางแค้มป์ ต่างยิงกันสนั่นหวั่นไหว ดารินกับหนานอินเองต้องหลบวิถีกระสุนกันอลวน ปล่อยให้มันตรัยหลุดไปได้ อนุชายิงตัวหนึ่งแก้มซีกซ้ายเหวอะไป แต่มันก็ยังเดินเทิ่งๆอยู่เป็นที่น่าสยองขวัญ ส่วนอีกตัวถูกเชษฐาซึ่งเชาวน์ไวดีกว่าคนอื่น ยิงตัดกระดูกข้อเท้าล้มลง เหลือเป็นเชลยอยู่ในแค้มป์หนึ่งตัว ขณะที่อีกสองตัวคือตัวที่แก้มเหวอะกับมันตรัยนั้น หนีไปได้

แต่หลังจากนั้นเอง ที่กองทัพช้างผีลงของมันตรัย ถูกสั่งบุก สงครามคนกับช้างก็เกิดขึ้นอย่างอลหม่านไม่แพ้ศึกของดร.สแตนลีย์ที่ตะเคียนทอง ทุกคนยิง ยิง ยิงอย่างไม่คิดชีวิต ขณะที่โขลงช้างบุกประดังกันเข้ามาอย่างประสงค์ร้าย ดารินเองก็สู้สุดแรงฤทธิ์เช่นกัน แต่แล้วก็มีอยู่จังหวะหนึ่ง ที่หล่อนบรรจุกระสุนเข้าแมกกาซีนไม่ทัน เป็นเหตุให้ช้างร้ายตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ คะหยิ่นผลักหล่อนล้มไปและยิงมันที่กกหูล้มลง แต่เคราะห์ร้ายนัก ทันใดที่คะหยิ่นยิงมันล้มลง คะหยิ่นเองก็ถูกมันเอางวงวัดเสยลอยจากพื้นกระเด็นไกลไปสามวา พร้อมกับที่ร่างของมันซึ่งดับชีพลงแล้วนั้น ถล่มล้มลงทับก้อนหินที่ดารินกลิ้งไปติดอยู่พอดิบพอดี

จิตรางคนางค์ เล่มที่ 3[แก้]

เหตุการณ์เป็นไปอย่างชุลมุน กว่าที่จะไล่โขลงช้างผีลงนั้นไปได้ก็ต้องใช้เวลานานโข โชคดีที่ไม่มีใครอื่นเป็นอะไรไป แต่ดารินเป็นปัญหาทุกคนอยู่ตอนนี้ เพราะทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่าช้างใหญ่นั้นล้มลงไปทับหล่อนชนิดถนัดที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่าหล่อนจะต้องดับชีพลงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คะหยิ่นเป็นผู้จุดประกายความหวังแก่ทุกคน คะหยิ่นแจ้งว่าหินก้อนนั้น ถ้าหกดูไม่ผิด ที่โคนหินมีเวิ้งเล็กๆอยู่ ซึ่งไม่แน่ว่าดารินอาจเข้าไปติด พ้นจากการทับของซากช้างไปได้ แต่อย่างไรก็ดี การจะเอาตัวดารินออกมาจากใต้ซากช้างขนาดยักษ์นั้น แน่นอนว่าเป็นการลำบากมาก และต้องใช้เวลาโข แต่สถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้จะรอช้าอยู่ไม่ได้ ในจังหวะนั้นเอง ที่เจ้าด้วนโผล่เข้ามาพอดี เชษฐาพยายามสื่อสารกับเจ้าช้างใหญ่นั้น จนในที่สุดเจ้าด้วนก็ฟังความรู้เรื่อง และออกแรงดันซากช้างที่ทับ “นายหญิง” ของมันออกไป ช่วยชีวิตดารินออกมาได้

หลังจากช่วยเอาดารินออกมาได้ ทุกคนก็พักผ่อนกันต่อ ทุกอย่างเป็นปกติจนกระท่งรุ่งเช้า ทุกคนตื่นขึ้นมาพบเหตุการณ์น่าหวาดเสียว เมื่องูเห่าตัวหนึ่งขึ้นไปนอนพาดอยู่บนผ้าห่มที่เชษฐา อนุชา ไชยยันต์ห่มอยู่ด้วยกัน ร้อนถึงดารินต้องจัดการด้วย .300 เวเธอร์บี ประจำมือ หลังจากเก็บแค้มป์ ดารินและคณะก็เดินทางต่อจากโป่งน้ำร้อนมุ่งขึ้นป่าไผ่ ที่ทุ่งก่อนถึงป่าไผ่ เจอกระซู่แม่ลูกอ่อน แต่ไม่มีการปะทะกัน ช่วงใกล้เที่ยงก็พบร่องรอยรพินทร์ คือซากช้างนับสิบๆตัวที่นอนตายเกลื่อนเต็มบริเวณ แร้งลงสะพรึ่บ อนุชาต้องใช้ระเบิดเอ็ม 79 เคลียร์พื้นที่ เมื่อสำรวจบริเวณ ก็พบร่องรอยของคนเจ็บ และลูกหาบที่ถูกฝัง คณะของดารินออกจากป่าไผ่ราวบ่ายสองโมง

ฝ่ายรพินทร์ วันเดียวกันนี้ ก็ได้ออกเดินทางจากห้วยเสือร้องต่อไป[3] เนื่องจากสอบถามพวกกะเหรี่ยงแล้ว ไม่พบร่องรอยของอากาศยานที่อาจจะตกในบริเวณใกล้เคียงนี้เลย รพินทร์นำคณะเดินทางออกเดินทางตัด “ทุ่งช้างร้อง” ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าแฝกขนาดกว้างไพศาล มุ่งตะวันออกเฉียงเหนือ จุดหมายคือแนวลูกเขาที่มีลักษณะคล้ายนกอินทรีอันไกลลิบอยู่เบื้องหน้าโพ้น ราวๆ เที่ยง รพินทร์ซึ่งนำไปเบื้องหน้าก็สั่งหยุดเดิน เนื่องจากพบว่าในระยะไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรเบื้องหน้า มีฝูงมหิงสาขนาดใหญ่นับร้อยๆตัวหากินอยู่ทั่วบริเวณ หลังปรึกษากันทั้งคณะจึงลงความเห็นว่าให้หาทางอ้อมเลี่ยงไป แต่ปรากฏว่าอยู่ไม่อยู่ มหิงสาเหล่านั้นก็แตกฝูงออกคล้ายโดนอะไรไล่มา วิ่งควบตะบึงกระจัดกระจายหนีมาทางที่ทั้งคณะเดินกันอยู่ รพินทร์เห็นจวนตัวจึงช่วยกันกับบุญคำ จัน เกิด เส่ย จุดคบไต้ขึ้นโยนเข้าไปในทุ่งด้านที่มหิงสาเหล่านั้นบุกตะบึงมา กลายเป็นแนวกำแพงไฟกั้นไว้ มหิงสาเหล่านั้นก็พากันเบนหลบไป แต่ด้วยความแห้งแล้งของทุ่งแฝก ทำให้ไฟลามขึ้นเร็วมาก และลามมาล้อมคณะเดินทางไว้ ทุกคนต่างวิ่งหนีไฟกันอย่างกระเจิดกระเจิง มีรพินทร์คุมปิดท้ายขบวน สแตนลีย์ คี๊ธ เชิดวุธ คริส และเบล ต่างวิ่งหนีออกจากทะเลเพลิงนั้นออกมาได้อย่างทุลักทุเล สแตนลีย์กับคี๊ธใช้ชุดกันไฟกับโฟมดับไฟกลับเข้าไปลากเอาพวกลูกหาบ บุญคำ และจันออกมาได้ แต่กลับพบว่ารพินทร์นั้นหายไป ทุกคนตกใจมาก แต่ด้วยสถานการณ์จวนตัว ก็ต้องวิ่งหลบไฟหนีขึ้นเขานกอินทรีต่อไป ไปพักอยู่ยังตะพักหนึ่ง นายจ้างทั้งห้าคนพยายามติดต่อวิทยุหารพินทร์ แต่ไม่มีการตอบรับแม้แต่น้อย ทุกคนต่างคิดว่ารพินทร์ถูกไฟคลอกตายแน่แล้ว แต่ในที่สุด ชั่วโมงหนึ่งต่อมา ขณะที่ไฟเริ่มมอด รพินทร์ก็ติดต่อวิทยุมาหา บอกว่าตนไม่เป็นอะไร หนีมาได้เช่นกัน ขณะนี้ปีนขึ้นตะพักเขาอีกตอนหนึ่งขึ้นไปแล้ว ขอให้ทั้งคณะตามขึ้นไปเลย ทำให้ทุกคนโล่งใจไปตามๆกัน

จิตรางคนางค์ เล่มที่ 4[แก้]

หลังมื้อกลางวัน รพินทร์พาทั้งคณะไต่เขานกอินทรีขึ้นสู่ตะพักต่อไป ในระหว่างไต่เขากันอยู่นั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์น่าหวดเสียวขึ้น เมื่อคริสเกิดพลาด กลิ้งตกเขา เชิดวุธซึ่งรับตัวเอาไว้ได้ ก็กลิ้งตกลงมาด้วยกัน ทั้งสองคนพากันกลิ้งไปค้างอยู่ปากเหว รพินทร์ สแตนลีย์ และคี๊ธ ต้องเข้าไปช่วยกันกู้ทั้งสองคนขึ้นมา หลังจากที่กู้คริสกับเชิดวุธขึ้นมาได้ เบลก็ลงความเห็นว่าคริสกรำหนักมามากแล้ววันนี้ และหมดกำลังเสียแล้ว ทั้งคณะจำต้องหยุดการเดินทางลงที่นั้นเอง

ฝ่ายดาริน เดินทางมาถึงจุดที่ช้างงาดำงัดหินลงกลิ้งใส่นายจ้างฝ่ายรพินทร์และสำรวจรอยกัน ระหว่างสำรวจ เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่ง กระโจนเข้าตะครุบใส่อนุชา แต่ดารินสามารถคว่ำมันได้กลางอากาศอย่างน่าหวดเสียว อย่างเดียวกับที่รพินทร์เคยทำมาก่อนหลายครั้ง ที่นั้นเอง ที่ดารินสั่งทำกระดึงไม้ไผ่ผูกคอเจ้าด้วน เพื่อกันไม่ให้หลงเข้าใจผิดว่าอาจเป็นช้างผีลงของมันตรัย ทั้งคณะเดินทางต่อไป ในที่สุดก็เดินทางถึงหมู่บ้านตะเคียนทองในช่วงบ่ายแก่ๆ และต้องตกใจเมื่อพบกับสภาพหมู่บ้านร้างจากคชภัย ที่นั่น ปะทะกับฝูงหมาป่าที่เข้ามากินซากอย่างอลหม่าน จนแม้กระทั่งลูกซองก็แทบจะเอาไม่อยู่ ต้องใช้เอ็ม 16 ไล่หมาพวกนั้นไป

คณะดารินพักที่หน้าผาตะเคียนทอง ด้วยความฉงนสงสัยหนักว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ดารินได้จุดธูปขึ้น นั่งธูป บูชาพระฤๅษีโกฑัญญะ จนท่านมาเปิดโลกให้ แล้ววราดาชรี ซึ่งเป็นเทวนารีที่สถิตอยู่ยังขุนเขานี้ก็มานำดารินออกตระเวนไปทั่วบริเวณตะเคียนทองเพื่อให้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ดารินนั่งธูปไปนานถึง 55 นาที 34 วินาที หลังจากตื่นขึ้นจากฌาน หล่อนก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่เห็นมาให้ทั้งคณะฟัง เมื่ออนุชามีทีท่าไม่เชื่อนัก ดารินจึงตกปากว่าพรุ่งนี้จะพาไปดูสถานที่ ดังนั้น เช้าของวันรุ่งขึ้น ดารินจึงนำทั้งคณะไปพบร่องรอยทุกอย่าง ซึ่งตรงกับที่หล่อนเล่าไว้แต่ต้นทุกประการ ทั้งคณะพักกันอีกช่วงหนึ่งเพื่ออาบน้ำ ช่วงนี้เองที่ดารินเห็นผีดิบมาด้อมดู ก็ยิงใส่ ไล่ไป

ฝ่ายรพินทร์ เช้าวันนี้ คริสอาการดีขึ้นมากแล้ว และพร้อมจะเดินทางต่อไป มีการปีนเขาขั้นมหาโหด ขณะที่บรรยากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเบลซึ่งเป็นนักธรณีวิทยาด้วย ก็พบว่า เขานกอินทรีลูกนี้ เป็นภูเขาไฟที่กำลังก่อตัวทั้งลูก [4]

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2906, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 2906
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจิตรางคนางค์ เล่ม 2 หน้า 3068, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 3068
  3. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจิตรางคนางค์ เล่ม 3 หน้า 3467, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 3467
  4. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนจิตรางคนางค์ เล่ม 4 หน้า 3975, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 3975