แต่ปางบรรพ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แต่ปางบรรพ์
แต่ปางบรรพ์.jpg
ภาพปกเพชรพระอุมา ตอนแต่ปางบรรพ์
รายละเอียด
ผู้ประพันธ์ นายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
จำนวนเล่ม 4 เล่ม
ความยาว 1,321 หน้า
ออกแบบปก สามารถ จงเจษฎากุล
ภาพประกอบปก สมชาย ปานประชา
ศิลปกรรม ฝ่ายศิลปกรรม
ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป
บรรณาธิการ รักษ์ชนก นามทอน
สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2538
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2541
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544
ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2547
เล่มก่อนหน้า นาคเทวี
เล่มถัดไป มงกุฎไพร

แต่ปางบรรพ์ เป็นตอนที่สิบเอ็ดของ เพชรพระอุมา จำนวน 4 เล่ม ได้แก่แต่ปางบรรพ์ เล่ม 1 - 4

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

แต่ปางบรรพ์ เล่มที่ 1[แก้]

ดารินได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากมันตรัย รับรู้ความแค้นของมันตรัยที่มีต่อรพินทร์ ก็ให้เวทนาอ่อนใจยิ่งนัก และบัดนี้ ชีวิตหล่อน ก็เปรียบเหมือนตกอยู่ในเงื้อมมือของมันตรัยแล้ว ดารินจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไปในทันใดนั้น หล่อนยอมตกลงไปกับมันตรัย กลับไปยังนิทรานคร แหล่งเกิดของหล่อนแต่ปางบรรพชาติ ยอมเป็นคู่ชีวิตของจอมผีดิบร้ายต่อไป เพื่อแลกกับสองข้อ คือให้ละเว้นชีวิตของคณะพี่ชายทุกคน และคณะรพินทร์เสีย มันตรัยยอมให้สัจจะดังนั้นแล้ว ก็ผละไป ปล่อยให้ดารินพักอยู่ยังที่นั้นโดยไม่มีอะไรมาแผ้วพานตลอดทั้งคืน

ทางด้านของเชษฐานั้น ออกติดตามดารินไปตามทางน้ำอย่างไม่ลดละ กินเวลาร่วมสามชั่วโมงไม่หยุดไม่หย่อน แต่ก็ไม่พบวี่แววของหล่อนเลย จนมาหยุดพักกันก่อนยังจุดหนึ่ง ซึ่งที่นั้นเอง ที่เชษฐาปวดเบา และออกไปปลดทุกข์ ขณะที่ออกไปปลดทุกข์นั้นเอง เชษฐาก็พบงูเห่าสองตัวเลื้อยมา และเข้าต่อสู้กันเป็นพัลวัน เขานิ่งอึ้งมองดูมันอยู่เช่นนั้น ไม่อาจทำอะไรกระโตกกระตากขึ้นได้ งูสองตัวนั้นต่างกัดรัดกัน ก่อนที่ตัวหนึ่งจะแว้งเข้ากัดหางอีกตัว กลืนหางอีกตัวหนึ่งเข้าไป เช่นเดียวกับตัวที่ถูกกลืนหางนั้น ก็แว้งมางับกลืนหางของอีกตัว และกลืนเข้าไปเรื่อยๆทั้งสองฝ่ายอย่างช้าๆ ลดขนาดวงลงจนเหลือใหญ่ไม่เกินหนึ่งฟุต แล้วก็หยุดแน่นิ่งไป เชษฐาตะลึงงัน เพราะสิ่งที่พบนั้นมีลักษณะเหมือนนาคบาศที่ฝันเห็นทุกประการ หนานอินก็บอกเชษฐาเก็บเอาไว้ต่อกรกับมันตรัย พร้อมกับบอกว่า แม้สิบมันตรัย ก็ไม่อาจสู้นาคบาศของนาคเทวีวงนี้ได้เลย

ออกเดินทางต่อมา และมาพบเข้ากับเจ้าด้วน ซึ่งหายไปเมื่อน้ำป่าทะลักนั้น เจ้าด้วนกำลังติดอยู่ในหล่มโคลนไปไหนไม่ได้ และคงจะต้องตายในไม่ช้าเป็นแน่หากไม่มีใครมาพบมันเข้า เชษฐา ไชยยันต์ อนุชา และหนานอินช่วยกันขบคิดหาวิธีดึงเจ้าด้วนขึ้นมา ในที่สุด ไชยยันต์ก็ออกวิธีคิด ให้เอาเชือกผูกขาเจ้าด้วนไว้ แล้วระเบิดต้นสยาที่อยู่บริเวณไม่ไกลกันนั้นให้ล้ม แรงดึงจากไม้ล้มจะดึงเอาเจ้าด้วนขึ้นมาได้ หนานอินก็หาเชือกยาวมาต่อกันทันที และทำตามแผนของไชยยันต์ เจ้าด้วนก็ถูกดึงจากหล่มโคลนขึ้นมาได้โดยปลอดภัย

ฝ่ายรพินทร์ลงจากเขานกอินทรีลงมาจนถึงทุ่งที่ราบเบื้องล่างแล้ว และออกเดินทางฝ่าทุ่งแล้งร้อนระอุไป ลักษณะของมันคลับคล้ายคลับคลาว่ารพินทร์ บุญคำ จัน เกิด เส่ย จะเคยเจอมาก่อนเมื่อครั้งเข้าเขตนิทรานครคราวก่อนนั้น ทุกคนมาพักร้อนชั่วครู่อยู่ในราวป่า ขณะที่รพินทร์เองเดินย้อนกลับเข้าไปในทุ่ง เพื่อดูให้แน่ว่า หมู่เนินสลับซับซ้อนเบื้องหน้าที่เห็นอยู่ลิบๆนั้น เป็นเนินเดียวกับที่ไชยยันต์และมาเรียเคยเข้าไปติดในสุสานผีดิบหรือไม่ เพราะหน้าตาดูคุ้นๆกระไรอยู่ เบลเห็นดังนั้นก็วิ่งตามรพินทร์ไป ทันใดนั้นเอง มหิงสาที่หมอบอยู่กลางทุ่งก็ผุดลุกขึ้นมา และไล่ขวิดเบล ร้อนถึงรพินทร์ที่ต้องย้อนกลับมาช่วย เบลเกือบตายในครั้งนั้น หลังจากนั้น ทุกคนก็พบเข้ากับกำแพงเมืองนิทรานคร รพินทร์เห็นเวลาใกล้ค่ำลงก็สั่งวางปางพักที่นั่น และปรึกษากับนายจ้างว่า หากต่อไปต้องปะทะกับมันตรัยอีก จะทำอย่างไร พวกอเมริกันทั้งสี่ก็เผยอาวุธลับที่ตนมี คือระเบิดเพลิง ระเบิดวิทยุ และอื่นๆ เชิดวุธเห็นก็โกรธจัดเพราะเหมือนกับจะเตรียมมาทำร้ายกันเอง ก็เกิดเรื่องขึ้นครู่หนึ่ง แต่รพินทร์และสี่พรานสามารถห้ามทัพไว้ได้

คืนนั้นทุกคนนอนหลับกระสับกระส่ายด้วยสภาพการณ์ที่ไม่น่าวางใจ ในช่วงย่ำค่ำ บุญคำได้สนทนากับนางยักขิณีที่เป็นนางไม้สถิตอยู่ที่ต้นไทรใหญ่ริมกำแพงนิทรานคร และเจ้าแม่ต้นไทรก็ได้มาบอกรพินทร์ว่า อิสซาเบลนั้นชะตาขาดในคืนนี้เสียแล้ว แต่ตนจะช่วยให้เบลมีอายุยืนต่อไปอีกได้ ขอเพียงแต่รพินทร์ช่วยล้มต้นไทรที่นางสถิตอยู่ ให้นางหลุดพ้นจากคำสาป ไปเกิดใหม่เสียที รพินทร์ตกลงรับคำช่วย บอกว่ารอให้เสร็จงานแล้วจะจัดการให้ แล้วในดึกคืนนั้นเอง มันตรัยก็เกณฑ์บริวารผีดิบเข้ามาล้อมปางพัก ทุกคนต่างตื่นขึ้นมาดูสถานการณ์อย่างตื่นตระหนก แต่มันตรัยก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้ด้วยปริมณฑลอาคมที่รพินทร์กับบุญคำช่วยกันลงไว้ แต่สิ่งที่มันไล่ราวมา ก็คือหมาป่าหิวโซฝูงใหญ่นับจำนวนไม่ถ้วน บุกทะลวงเข้าใส่แค้มป์พักของมนุษย์ที่มีอยู่เพียงจำนวนสิบ ขณะที่หมาหิวเหล่านั้นมีจำนวนร้อย ทุกคนต่างสู้หมาเหล่านั้นอย่างจ้าละหวั่น ใช้ทั้งระเบิดเพลิง เอ็ม 16 และสารพัดอาวุธเท่าที่จะสู้ได้ สแตนลีย์ต้อนพวกลูกหาบหนีขึ้นต้นไทรใหญ่ (ต้นเดียวกับที่นางยักขิณีสถิตอยู่นั่นเอง) ขณะที่รพินทร์กับเบลจวนตัวหนัก พากันวิ่งหนีไปตามลำห้วยแห้งริมกำแพงนิทรานคร

แต่ปางบรรพ์ เล่มที่ 2[แก้]

รพินทร์กับเบลวิ่งกระเจิดกระเจิงมาร่วมสามไมล์ มาพบวิหารสลักขึ้นเป็นรูปสิงโตหมอบสองตัว ก็พากันแล่นเข้าไปหลบอยู่ในโพรงที่อกสิงโต [1] รพินทร์พบว่าเบลถูกเสี้ยนไม้ปักเข้าที่หน้าอกข้างขวาเป็นแผลฉกรรจ์ ก็พยาบาลไปตามมีตามเกิด ก่อนจะฟุบหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ณ ที่นี้เอง ที่รพินทร์ระลึกชาติได้ถึงเมื่อครั้งตนเกิดเป็นอัคนีรุทร์ และดารินเกิดเป็นจิตรางคนางค์เทวี[2]

รุ่งเช้า ในที่สุดหมาป่าฝูงนั้นก็แยกย้ายแตกกระเจิงไปจากฤทธิ์ระเบิดเพลิงของพวกอเมริกัน ทุกคนออกตามหาเบลและรพินทร์ วิทยุสื่อกันได้ความถึงเรื่องทั้งหมด คริสกับบุญคำก็หิ้วล่ามพยาบาลห้อนำมาก่อนทันที คริสจัดการทำแผลรักษาเบลอย่างด่วนที่สุด ทุกคนย้ายที่ตั้งแค้มป์มายังวิหารสิงโตหมอบ รพินทร์นั้นนึกได้ถึงคำนางยักขิณีเฝ้าต้นไทร ก็ขอคี๊ธกับเชิดวุธ ย้อนเอาระเบิดไประเบิดต้นไทรนั้น แม่นางต้นไทรก็ได้กลับสู่ภพภูมิของนาง ราว 10 โมงเศษ หลังจากพยาบาลเบลจนดีขึ้นแล้ว ทุกคนก็ออกสำรวจบริเวณวิหารสิงโตหมอบ และพบทางลงไปยังสุสานเบื้องล่าง เหนือปากทางลงสุสาน รพินทร์พบภาพสลักมกุฎราชกุมารีจิตรางคนางค์ เค้าหน้าตารูปทรงประพิมพ์ประพายคล้ายดารินที่สุด รพินทร์เห็นดังนั้นก็ล้มสลบไป

ฝ่ายดาริน ตื่นมาวันนั้น ก็พบช้างงาดำที่มันตรัยส่งมาเป็นช้างทรง ยืนรอรับอยู่ ดารินตัดสินใจไปกับช้างงาดำ

แต่ปางบรรพ์ เล่มที่ 3[แก้]

ฝ่ายของเชษฐา เจ้าด้วนปลุกลุกขึ้นมาตั้งแต่ตีห้ากว่า ออกเดินทางต่อไปตอนหกโมงเช้า เจ้าด้วนเป็นมัคคุเทศก์นำทาง ราวสิบโมงก็มาพบร่องรอยของดารินที่ยิงเสือสมิงทิ้งไว้ ตามรอยไปจนพบรอยพักนอนของดาริน และรอยช้างใหญ่ จากนั้นรอยของดารินก็หายไปเป็นปริศนา และราวกับว่าหล่อนจะขึ้นช้างนั้นเดินทางไป บนยอดคาคบไม้ต่างๆในระดับสูงเหนือศีรษะ มีรอยมีดบากฟันและรอยเด็ดดอกกล้วยไม้ เอื้องต่างๆ ทิ้งไว้เป็นระยะๆน่าฉงน ทั้งคณะออกตามดารินมาจนค่ำ

ฝ่ายดารินนั้น ช้างงาดำพาหล่อนแวะเป็นระยะ เพื่อกินมื้อกลางวัน อันเป็นมันมือเสือเผา และลงอาบน้ำในลำธาร ก่อนจะออกเดินทางต่อไป

ส่วนรพินทร์นั้น หลังจากแก้ไขรพินทร์ฟื้นขึ้นมา นายจ้าง บุญคำ จัน ก็พากันลงไปในสุสาน สำรวจร่องรอยต่างๆ มีรพินทร์นำไปราวกับจะรู้ทางดีอยู่แล้วฉะนั้น ระหว่างทาง คริสถูกผีดิบซึ่งซุ่มอยู่ลวนลามเอา บุญคำแก้ไขด้วยไฟและอาคม ทั้งคณะพบห้องมหาสมบัติของกษัตริย์นิทรานคร คี๊ธจะเข้าไปดู แต่รพินทร์ร้องห้าม ทันใดนั้นงูตัวใหญ่มหึมา ศีรษะเท่ากระด้ง ก็โผล่พรวดขึ้นมา ทุกคนพากันแตกวง ฮือออกไปทันที รพินทร์ดับไฟ แล้วนึกขอขมาเจ้าของที่อยู่ในใจ ครั้นเปิดไฟขึ้นมาอีกทีงูก็หายไป นายจ้างทุกคนตกปากเป็นคำเดียวกันว่าต่อแต่นี้จะไม่ล่วงเกินคำสั่งรพินทร์อีกต่อไปแล้ว จากนั้น รพินทร์ก็พาทุกคนเดินลงไปพบห้องมหาสุสาน อันมีหีบพระศพสองใบ ใบหนึ่งฝาปิดสนิทแน่น เป็นของพระเจ้ามหิทธิเดชะ กษัตริย์นิทรานคร อีกใบหนึ่งฝาหีบเปิดเป็นมุมเก้าสิบองศา และภายในว่างเปล่า อันเกิดจากการที่อัคนีรุทร์ลักพระศพจิตรางคนางค์ไปเมื่อนานมาแล้ว รพินทร์ขอขมาพระเจ้ามหิทธิเดชะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ปางบรรพ์ และพาทุกคนขึ้นจากสุสานนั้น ขึ้นมาพักอยู่ยังป่าเถาวัลย์ใกล้สุสานสิงโตหมอบ คี๊ธ สแตนลีย์ เชิดวุธ วางระเบิดมหาสุสาน ฝังกลบไม่ให้มันตรัยเอาผีดิบข้างใต้นั่นขึ้นมาใช้การได้อีก จากการระเบิด ทำให้เกิดพุน้ำร้อนขึ้นมา กลายเป็นน้ำพุตาน้ำสายใหม่ให้ทุกคนได้ใช้อาบกิน

ขณะเดียวกัน ฝ่ายเชษฐา พักที่ธารน้ำที่ดารินอาบน้ำ เชษฐาลงความเห็นว่า ถ้ายังคงตามกันต่อไปโดยปกติเช่นนี้ไม่ทันแน่ เพราะดารินนั้นไปกับช้าง ส่วนทั้งคณะเดินกันไปเป็นขบวน ก็หาทางย่นเวลา ในที่สุดก็ตัดสินใจให้เดินทางกันตอนกลางคืน โดยเอาเจ้าด้วนเป็นตัวนำทาง ทุกคนพักที่นั่นตั้งแต่หกโมงเย็น ครั้นห้าทุ่มครึ่งก็ตื่นขึ้นมา บุกบั่นตามดารินต่อไป โดยมีเจ้าด้วน พรานครูหนานอิน และอนุชา นำทางไปในความมืด

ฝ่ายรพินทร์ รุ่งเช้าวันต่อมา ก็ผละจากสุสานสิงโตหมอบเดินทางต่อไป

แต่ปางบรรพ์ เล่มที่ 4[แก้]

รพินทร์ออกเดินข้ามทุ่งที่ข้ามมาก่อนหน้านั้นย้อนกลับไปยังเนินที่สงสัยว่าจะเป็นสุสานนิทรานคร ระหว่างนั้นเกิดพายุหมุนขนาดใหญ่ขึ้น พัดรพินทร์ตกเนิน คริสวิ่งเข้าไปช่วยและพบว่ารพินทร์สะบ้าเข่าหลุด คริสเป็นคนจับดึงเข้าที่ ทั้งสองพักในโพรงเล็กๆใต้เนิน ขณะที่คนอื่นๆวิ่งหนีจ้าละหวั่น ส่วนบุญคำนั้นหนีลงรูหมาป่า พอพายุหมดปรากฏว่าออกมาไม่ได้ ติดอยู่ในนั้น ร้องโวยวายให้ช่วยเสียงลั่น เกิด เส่ย จัน ต้องเอาพลั่วขุดทรายโกยออกมาเป็นรูให้บุญคำมุดออกมา

ทุกคนเข้าไปดูเนินที่สงสัยนั้น และจริงแท้ รพินทร์เดาไม่ผิดไปเลย ที่นั่นคือเนินสุสานนิทรานครที่ไชยยันต์กับมาเรียเคยถูกมันตรัยล่อลงไปติดกับอยู่ข้างใต้ และรพินทร์ระเบิดเปิดทางให้ทั้งสองคนออกมา ช่องโพรงจากการระเบิดนั้นยังมีอยู่ให้เห็น และเป็นช่องทางที่มันตรัยเอาพลผีดิบของมันออกมา คี๊ธจึงวางระเบิดซ้ำ ปิดปากโพรงเสีย ทำลายคลังแสงของมันตรัย ครั้นหมดปัญหามันตรัยแล้ว รพินทร์ก็บอกว่า ขณะนี้ เขากำลังสันนิษฐานว่า เครื่องบินและระเบิดนิวเคลียร์ที่ตกหายไปนั้น อาจไปตกอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ในอาณาเขตเทือกพระศิวะเบื้องหน้า ซึ่งเป็นหนทางอาถรรพณ์ แต่ทั้งคณะก็ตัดสินใจจะเดินทางต่อไป รพินทร์ขีดเส้นเดินทางโดยตั้งใจว่าจะไม่ผ่านหลุมอุกกาบาต เขานิลกาญจน์ และทิวปีกครุฑ แต่หักลัดตรงไปเนินพระจันทร์เลยทีเดียว

ฝ่ายของดาริน บัดนี้ ก็ได้ล่วงเข้ามาถึงยังนิทรานคร อันเป็นอาณาจักรเดิมของหล่อนแต่ปางบรรพ์ ช้างงาดำพาหล่อนเข้าไปหลังน้ำตกใหญ่ใต้ภูเขา หลังภูเขานั้น เป็นอาณาจักรนิทรานคร ที่ถูกมนต์ของมันตรัยสร้างใหม่ขึ้นมา ให้เหมือนของเดิมทุกประการ และบัดนั้นเอง ความเป็นดาริน วราฤทธิ์ ก็หมดสิ้นไป วิญญาณของจิตรางคนางค์เทวีสถิตเข้าแทนตัวดาริน ดารินพบกับมันตรัย สิ่งต่างๆในนิทรานครอันคงรูปเดิมอย่างที่หล่อนจำได้ ทั้งสวนขวัญ อุทยาน ปราสาท โดยเฉพาะห้องบรรทมของมกุฎราชกุมารีของหล่อน มันตรัยเข้ามาในห้องบรรทมด้วย และตอนนั้นเอง ที่มันตรัยใช้มนต์จากคัมภีร์มายาวิน สะกดเอาดารินให้ถอดพระเครื่องรางทั้งสององค์ออกเสีย ดารินก็ต้องมนต์มันตรัยถนัด

จังหวะอันตรายนั้นเอง ที่หลังคาแก้วเบื้องบนระเบิดแตกลงมา คณะพี่ชายของหล่อนตามมาทันในที่สุด และระเบิดหลังคาแก้วลงมาช่วยได้อย่างทันท่วงที ภาพนิมิตของมันตรัยทั้งหมดก็หายไปสิ้น ดารินกลับคืนความเป็นตัวเอง และห้องบรรทมก็กลายเป็นถ้ำมืดสลัวน่ากลัว ร่างของผู้คนและมันตรัยกลายเป็นผีดิบล้านปีเช่นเดียวกับแต่ก่อน ดารินพยายามปัดป้องตัวเองจากมันตรัย ขณะเดียวกัน หนานอินก็โยนนาคบาศลงมา ผีดิบแตกฮือ หนานอินร้องบอกดารินให้โยนนาคบาศใส่มันตรัย ดารินก็จัดการตามคำสั่งโดยไม่รอช้า ทันใดนั้นเอง นาคบาศก็ลุกพรึ่บขึ้นเป็นตะบันไฟ ตวัดเข้ารัดร่างของมันตรัยไหม้ฮือขึ้น มันตรัยกรีดร้องเสียงหลง และถูกเผากลายเป็นเถ้าภัสมธุลี บัดดลนั้น นาคเทวีก็ปรากฏกายขึ้น และอธิบายว่านางรับหน้าที่ให้มาจัดการกับวิญญาณร้ายของมันตรัย แต่ที่ให้ดารินเป็นคนจัดการจับมันตรัยเอง ก็เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หมดกรรมกันไป ต่อแต่นี้มันตรัยจะไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีกแล้ว แต่จะต้องถูกกักขังทนรับทรกรรมอยู่ชั่วอสงไขยปีนรก

ทันใดนั้นเอง ปราสาทจิตรางนางค์ก็เกิดไหวสะเทือนขึ้น และกำลังจะพังทลายลง ด้วยอาถรรพณ์ของนิทรานครที่ถูกล้างลงสิ้นแล้ว อนุชา เชษฐา ไชยยันต์ หนานอิน ช่วยกันเอาดารินขึ้นมาจากห้องคูหานั้น และวิ่งลงเนินกระเจิดกระเจิงไป ขณะที่ปราสาทก็พังทลายลง พร้อมกับลาวาที่พุ่งขึ้นมาล้างอาถรรพณ์นิทรานคร ทั้งสามพี่น้อง ไชยยันต์ หนานอิน ก็วิ่งลงมาปะกับพวกลูกหาบและเจ้าด้วนที่รออยู่ตีนเนินอย่างปลอดภัย คืนนั้นทุกคนพักอยู่ยังตีนเนินรูปปราสาทนั้นเอง

ฝ่ายรพินทร์ออกเดินทางจากนิทรานครมาได้หลายชั่วโมง ก็มาพักอยู่ยังเนินหนึ่งใกล้หินสองก้อนที่งอกขึ้นเป็นรูปช่องประตู แต่แล้วก็พบว่า ที่นั่นมีว่านผีปอบขึ้นเต็มไปหมด รพินทร์ลงไปจัดการข่มอาถรรพณ์ และบุญคำพามาพบว่านวิเศษที่เรียกว่า “ไพลดำ” บอกขุด จะเป็นแก้วสารพัดนึก นึกอะไรก็ได้อย่างนั้น แต่รพินทร์บอกว่าตนไม่มีวิชาพอ และบอกให้บุญคำล้มเลิกความคิดเสีย คืนนี้ทั้งคณะหลับอย่างเป็นสุข เว้นช่วงหนึ่งที่ตื่นมาหลายคนเพราะเสียงผีปอบโหยหวน พอตีห้า ฝนก็กระหน่ำหนักลงมา ต้องตั้งกระโจมหลบฝนกันอลหม่าน

ฝ่ายดารินและเชษฐา คืนนั้นแงซายมาเข้าฝันดาริน ให้กำลังใจ และบอกว่าจะช่วยนำทางในระยะต่อไปเป็นช่วงๆไป คืนนั้นผ่านไปด้วยดี

อ้างอิง[แก้]

  1. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนแต่ปางบรรพ์ เล่ม 2 หน้า 5699, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5699
  2. พนมเทียน, เพชรพระอุมา ตอนแต่ปางบรรพ์ เล่ม 2 หน้า 5744-5830, สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม, 2544, หน้า 5744-5830