อบูฏอลิบ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อบูฏอลิบ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ
أَبُو طَالِب ابْن عَبْد ٱلْمُطَّلِب
เกิดอิมรอน หรือ อับดุลมะนาฟ[1]
ป. ค.ศ.535
มักกะฮ์ คาบสมุทรอาหรับ
เสียชีวิตป. ค.ศ.619 (83–84 ปี)
มักกะฮ์
สุสานญันนะตุลมุอัลลา, มักกะฮ์
ชื่ออื่นอิมรอน
มีชื่อเสียงจากเป็นลุงของมูฮัมหมัด และพ่อของอะลี
คู่สมรสฟาติมะฮ์ บินต์ อะสัด
บุตรฏอลิบ
อะกีล
ญะฟัร
อะลี
ฟากิตะฮ์
บิดามารดาอับดุลมุฏฏอลิบ
ฟาติมะฮ์ บินต์ อัมร์
ญาติอัซ-ซุบัยร์ (น้องชาย)
อับดุลลอฮ์ (น้องชาย)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ศาสนาอิสลาม
อักษรอารบิกเขียนว่า อัลลอฮ์
ประวัติศาสนาอิสลาม
พระเป็นเจ้า
อัลลอฮ์
ศาสดา
มุฮัมมัด
การปฏิบัติ
ปฎิญานตน · ละหมาด· ศีลอด · ซะกาต · ฮัจญ์
บุคคลสำคัญ
มุฮัมมัด · อีซา · มูซา · อิบรอฮีม · นูฮ์
คัมภีร์
อัลกุรอาน · เตารอต · อินญีล · ซะบูร
ธรรมนูญและกฎหมาย
อัลกุรอาน · ซุนนะฮ์ · ชะรีอะฮ์ · ฟิกฮ์
จุดแยกอะกีดะฮ์
ซุนนี · ชีอะฮ์
สังคมศาสนาอิสลาม
เมือง · ปฏิทิน ·มัสยิด· สถาปัตยกรรม · ศิลปะ · บุคคล
ดูเพิ่มเติม
ญิฮาด · ศัพท์ · หมวดหมู่ศาสนาอิสลาม

อบูฏอลิบ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ (อาหรับ: ابو طالب بن عبد المطلب‎;[a] ป. 539 – ป. 619) เป็นหัวหน้าเผ่าของบนูฮาชิม ในเผ่ากุเรชแห่งมักกะฮ์ หลังจากการเสียชีวิตของอับดุลมุฏฏอลิบ พ่อของเขา[2]

อบูฏอลิบเป็นลุงของศาสดา (อาหรับ: نَـبِي‎) มุฮัมหมัด และพ่อของอะลี นักวิชาการได้โต้เถียงกันว่าเขาเสียชีวิตในศาสนาอิสลามหรือไม่

ความสัมพันธ์กับมุฮัมหมัด[แก้]

อบูฏอลิบเป็นพี่ชายของอับดุลลอฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นพ่อของมุฮัมหมัดที่เสียชีวิตก่อนที่มุฮัมหมัดเกิด หลังจากอามีนะฮ์ บินต์ วาฮับแม่ของมุฮัมหมัดเสียชีวิตตอนอายุ 6 ขวบ อับดุลมุฏฏอลิบจึงรับเลี้ยงต่อและเสียชีวิตตอนที่มุฮัมหมัดอายุ 8 ขวบ. อัล-ฮาริษไม่มีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูเขา อบูฏอลิบจึงรับเลี้ยงเขาเพราะความเอื้ออาทรของเขา[3]

มุฮัมหมัดรักลุงคนนี้มาก และเขาก็รู้สึกเหมือนกัน[4] ครั้งหนึ่งอบูฏอลิบกำลังจะไปค้าขาย มุฮัมหมัดไม่อยากอยู่คนเดียว อบูฏอลิบจึงกล่าวว่า "ด้วยนามของพระเจ้า ฉันจะนำเขาไปด้วย และเราจะไม่แยกจากกัน"[5]

ปกป้องมุฮัมหมัด[แก้]

ในสังคมเผ่า ความผูกพันของชนเผ่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นผู้คนจะถูกฆ่าตายโดยไม่ได้รับการยกเว้นโทษ[6] ในขณะที่อบูฏอลิบ หัวหน้าเผ่าบนูฮาชิม ได้ปกป้องมุฮัมหมัด หลังจากมุฮัมหมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามแบบเปิดเผย สมาชิกของเผ่ากุเรชรู้สึกเหมือนถูกทำร้าย จึงนำเรื่องไปบอกอบูฏอลิบให้มุฮัมหมัดช่วยหยุดพฤติกรรมนี้เสียที แต่เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของพวกเขาและสนับสนุนมุฮัมหมัดต่อไป ในอีกแง่หนึ่ง เผ่ากุเรชเริ่มทำร้ายบนูฮาชิมมากขึ้น[7] ในบางรายงนกล่าวว่า อบูฏอลิบต้องการให้มุฮัมหมัดไปพูดกับผู้นำชาวกุเรช แต่มุฮัมหมัดได้เรียกร้องผู้นำชาวกุเรชให้กล่าวชาฮาดะฮ์ก่อน คำพูดนี้ทำให้ผู้นำชาวกุเรชตกใจมาก[8]

ชาวกุเรชได้ทำทุกอย่างแม้กระทั่งการให้สินบน[7][9][10]

ในเมื่อทุกอย่างล้มเหลวสิ้นเชิง ผู้นำเผ่าจึงลงมติบอยคอตโดยไม่คบค้าและแต่งงานกับคนที่มีเชื้อสายบนูฮาชิม การบอยคอตนี้เริ่มขึ้นในปีที่ 7 ในภารกิจของท่านศาสดาและมีระยะเวลาถึงสามปี[2]โดยมีเป้าหมายคือเพิ่มแรงกดดันแก่บนูฮาชิมและแม้กระทั่งทำให้พวกเขาต้องหิวกระหาย[11]เพื่อความปลอดภัย สมาชิกจากบนูฮาชิมหลายคนจึงต้องอยู่ใกล้ขึ้นจนมีสภาพเหมือนสลัม[11] แต่นี่ไม่ได้ทำลายมิตรภาพ[12]เพราะว่าพวกเขามีครอบครัวต่างเผ่าที่สามารถส่งสิ่งของจำเป็นมาได้[11] ทุกคนถูกย้ายหมด ยกเว้นอบูละฮับที่เข้าข้างพวกกุเรช และย้ายบ้านมาที่ถนนของอับดุลชาม[11][13] และคิดว่ามุฮัมหมัดนั้นทั้งบ้าและหลอกลวง[14]

การปกป้องมุฮัมหมัดเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับอบูฏอลิบและบนูฮาชิม ครั้งหนึ่งอบูฏอลิบกล่าวกับมุฮัมหมัดว่า "ช่วยปกป้องฉันและเธอด้วย และอย่าสร้างภาระอันหนักอึ้งที่ฉันรับไม่ได้เลย" มุฮัมหมัดจึงตอบว่า "โอ้ท่านลุง! ด้วยนามของอัลลอฮ์ ฉันสาบานว่า ถ้าพวกเขานำดวงอาทิตย์ใส่มือขวา และนำดวงจันทร์ใส่มือซ้ายของฉัน ฉันจะไม่หยุดทำจนกว่าจะเสียชีวิตในหน้าที่"[15] หลังจาดูความรู้สึกของหลานชายแล้ว เขาจึงพูดว่า "ทำในสิ่งที่เจ้าชอบต่อไป หลานชาย ในนามของพระเจ้า ฉันจะไม่หยุดช่วยเหลือเจ้า"[16]

เสียชีวิต[แก้]

อบูฏอลิบเสียชีวิตในปีค.ศ.619 โดยมีอายุมากกว่า 80 ปี ประมาณ 10 ปีตั้งแต่มุฮัมหมัดได้วะฮ์ยูครั้งแรก[2] โดยปีนั้นเป็นที่รู้จักว่าปีแห่งความเศร้าโศกสำหรับมุฮัมหมัด เพราะอบูฏอลิบและเคาะดีญะฮ์เสียชีวิตในเดือนเดียวกัน

ก่อนที่อบูฏอลิบจะเสียชีวิต มุฮัมหมัดขอให้เขาพูดชาฮาดะฮ์[8] ส่วนอีกรายงานกล่าวว่าอบูฏอลิบถูกชาวกุเรชบอกอย่ากล่าวชาฮาดะฮ์[17]

และอีกรายงานกล่าวว่าขณะที่อบูฏอลิบกำลังเสียชีวิต อัล-อับบาสที่นั่งอยู่ใกล้เห็นเขาขยับริมฝีปาก และบอกว่าเขาได้บอกชาฮาดะฮ์แล้ว แต่มุฮัมหมัดกล่าวว่าเขาไม่ได้ยิน[2][18][19] ชาวมุสลิมบางคนเชื่อว่าหลักฐานนี้พิสูจน์ว่าเขาเสียชีวิตขณะที่เป็นมุสลิม แต่อย่างไรก็ตามรายงานส่วนใหญ่เขียนว่าอบูฏอลิบเสียชีวิตขณะที่เป็นพวกนอกศาสนา

หลังจากที่อบูฏอลิบเสียชีวิต มุฮัมหมัดก็ไม่มีใครมาปกป้องเขา และอบูละฮับผู้นำคนใหม่ก็ไม่อยากปกป้องเขาเนื่องจากเป็นศัตรูกับเขา ดังนั้นมุฮัมหมัดและผู้ติดตามจึงถูกทำร้ายและทรมานมากขึ้น จนมุฮัมหมัดกล่าวว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ชาวกุเรชได้ทำร้ายฉันมากขึ้นหลังจากที่อบูฏอลิบเสียชีวิต"[20][21]

มุมมอง[แก้]

ชีอะฮ์[แก้]

ชาวชีอะฮ์เชื่อว่าเขาเป็นพ่อของอิหม่ามอะลี จึงสมควรมีฐานะพอๆ กันกับอะลี ชาวชีอะฮ์ได้ยกย่องอบูฏอลิบว่าเป็นผู้ปกป้องของมุฮัมหมัด มีหลายรายงานกล่าวว่าอบูฏอลิบเป็นมุสลิมอยู่แล้ว แต่เขาต้องปกปิดการศรัทธาของเขาเพื่อปกป้องมุฮัมหมัดได้ดีกว่า[22]

ชาวชีอะฮ์เชื่อว่าบรรพบุรุษของอบูฏอลิบเป็นมุสลิม เพราะเขาเป็นลูกหลานของอิสมาอิล อิบน์ อิบรอฮีม[23] อย่างไรก็ตาม รายงานจากซูเราะฮ์ที่ 6[24] ,9[25] และ 19[26] ของอัลกุรอ่าน อะซัร พ่อของอิบรอฮีม (อาหรับ: أَب‎) นับถือลัทธิพหุเทวนิยม และเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา นับตั้งแต่ อับ ถูกใช้ในฐานะลุงของชาวอาหรับ แต่ชาวชีอะฮ์บางคน[b] บอกว่าอะซัรไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของอิบรอฮีม ส่วนพ่อแท้ๆ ของท่านคือเตราห์ในคัมภีร์ไบเบิล[28] ผู้ที่นับถือลัทธิพหุเทวนิยม[29][30]

ซุนนี[แก้]

ในฮะดีษของซอฮิหฺมุสลิมและบุคอรี กับอัลกุรอ่านซูเราะฮ์ที่28:56 ("แท้จริง เจ้าไม่สามารถที่จะชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่เจ้ารักได้ แต่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง") เป็นหลักฐานว่าอบูฏอลิบปฏิเสธศาสนาอิสลามของหลานชาย[31][32]

อีกรายงานจากอัล-มะดัยนีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ฉันหวังว่าอบูฏอลิบจะเข้าอิสลามโดยศาสนทูตของพระเจ้าที่ชี้นำทางเขา แต่เขายังเป็นผู้ปฏิเสธ"[33]

ครอบครัว[แก้]

อบูฏอลิบแต่งงานกับฟาติมะฮ์ บินต์ อะสัด โดยมีลูกชาย 4 คน กับลูกสาว 3 คน ได้แก่:

และภรรยาอีกคนชื่อว่า อิลลา โดยมีลูกชายคนที่ 5 ชื่อ: ตุลัยก์ อิบน์ อบีฏอลิบ[34][35]

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. หรือ อิมรอน (อาหรับ: عِـمـران‎) และ อับดุลมะนาฟ (อาหรับ: عَـبـد مَـنـاف‎)[1]
  2. ยกเว้นมุฮัมหมัด ตากี อัล-โมดัรเรซีที่กล่าวว่าเตราห์เป็นลุงของอิบรอฮีม[27]:15

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Abu-Talib (a.s.) The Greatest Guardian of Islam". duas.org. สืบค้นเมื่อ 27 October 2013.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 แม่แบบ:EI3
  3. Haykal, Muhammad Husayn (1976). The Life of Muhammad. North American Trust Publications. p. 54.
  4. Rubin, Uri (1995). The Eye of the Beholder. Princeton, New Jersey: Darwin Press, Inc. p. 93.
  5. The History of al-Tabari. Albany: State University of New York Press. 1988. p. 44.
  6. Armstrong, Karen (2000). Islam: A Short History. New York: Modern Library. p. 13.
  7. 7.0 7.1 Rubin, Uri (1995). The Eye of the Beholder. Princeton, New Jersey: Darwin Press, Inc. p. 150.
  8. 8.0 8.1 The History of al-Tabari. New York: State University Press. 1985. p. 95.
  9. The History of al-Tabari. New York: State University Press. 1985. p. 97.
  10. Haykal, Muhammad Husayn (1976). The Life of Muhammad. North American Trust Publications. p. 88.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 Armstrong, Karen (1993). Muhammad: A Biography of the Prophet. San Francisco: Harper Collins. p. 129.
  12. The History of al-Tabari. New York: State University Press. 1985. p. xliv.
  13. Lings, Martin (2006). Muhammad: His Life Based on the Earliest Sources. Rochester, Vermont: Inner Traditions. p. 90.
  14. Lings, Martin (2006). Muhammad: His Life Based on the Earliest Sources. Rochester, Vermont: Inner Traditions. p. 52.
  15. Haykal, Muhammad Husayn (1976). The Life of Muhammad. North American Trust Publications. p. 89.
  16. The History of al-Tabari. New York: State University Press. 1985. p. 96.
  17. Donner, Fred McGraw (1987). "The Death of Abu Talib". In John H. Marks; Robert M. Good. Love and Death in the Ancient Near East. Guilford, Connecticut: Four Quarters. p. 245.
  18. Lings, Martin (2006). Muhammad: His Life Based on the Earliest Sources. Rochester, Vermont: Inner Traditions. p. 99.
  19. Rubin, Uri (1995). The Eye of the Beholder. Princeton, New Jersey: Darwin Press, Inc. p. 152.
  20. Haykal, Muhammad Husayn (1976). The Life of Muhammad. North American Trust Publications. p. 136.
  21. Armstrong, Karen (1993). Muhammad: A Biography of the Prophet. San Francisco: Harper Collins. p. 135.
  22. (150 Rubin)
  23. Donner, Fred McGraw (1987). "The Death of Abu Talib". In John H. Marks; Robert M. Good. Love and Death in the Ancient Near East. Guilford, Connecticut: Four Quarters. p. 240.
  24. อัลกุรอาน 6:74–90
  25. อัลกุรอาน 9:113–114
  26. อัลกุรอาน 19:41–50
  27. Mohammad Taqi al-Modarresi (26 March 2016). The Laws of Islam (PDF) (in English). Enlight Press. ISBN 978-0994240989. สืบค้นเมื่อ 29 January 2018.
  28. "Was Azar the Father of Prophet Abraham?". Al-Islam.org (in อังกฤษ). Ahlul Bayt Digital Islamic Library Project. สืบค้นเมื่อ 12 August 2017.
  29. Book of Joshua, แม่แบบ:Bibleref2
  30. Stories of the Prophets, Ibn Kathir, Abraham and his father
  31. Diane Morgan (2010). Essential Islam: A Comprehensive Guide to Belief and Practice. ABC-CLIO. p. 114. ISBN 9780313360251.
  32. Muhammad Saed Abdul-Rahman (2009). The Meaning and Explanation of the Glorious Qur'an (Vol 7). MSA Publication Limited. p. 202. ISBN 9781861796615.
  33. Donner, Fred McGraw (1987). "The Death of Abu Talib". In John H. Marks; Robert M. Good. Love and Death in the Ancient Near East. Guilford, Connecticut: Four Quarters. p. 238.
  34. Muhammad ibn Saad. Kitab al-Tabaqat al-Tabir. Translated by Haq, S. M. (1967). Ibn Sa'd's Kitab al-Tabaqat al-Kabir, Vol. I Parts I & II, pp. 135-136. Delhi: Kitab Bhavan.
  35. Muhammad ibn Saad. Kitab al-Tabaqat al-Tabir, vol. 8. Translated by Bewley, A. (1995). The Women of Madina, p. 35. London: Ta-Ha Publishers.