ยุทธการที่อุฮุด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สงครามอุฮุด คือสงครามหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณภูเขาอุฮุด ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซาอุดิอาราเบีย เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างกองทัพมุสลิมแห่งมะดีนะฮ์ โดยมีแม่ทัพคือท่านศาสดามุฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลาม กับกองทัพแห่งเมืองมักกะฮ์ โดยมีแม่ทัพคืออบูซุฟยาน. สงครามอุฮุดนับเป็นสงครามครั้งที่สองที่เกิดขึ้นระหว่างกองทัพแห่งเมืองมักกะฮ์กับชาวมุสลิมหลังจากสงครามบะดัรที่เกิดขึ้นในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่สอง หรือประมาณปีคริสตศักราชที่๖๒๔

ชื่อสงคราม[แก้]

สาเหตุการตั้งชื่อภูเขาว่า "อุฮุด" บางทัศนะกล่าวว่า เพราะภูเขาลูกดังกล่าวตั้งอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่ติดกับภูเขาลูกอื่นที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลอุฮุด. และบางทัศนะมีความเชื่อว่า สาเหตุที่ภูเขาดังกล่าวถูกเรียกว่าอุฮุด เพราะท่านศาสดามุฮัมหมัด(ศ็อลฯ)ซึ่งมีความรักและเข้าใจยังความเป็นหนึ่งเดียวแห่งพระผู้เป็นเจ้า เลยเรียกภูเขานี้ว่า อุฮุด.[1]

ช่วงเวลาของสงคราม[แก้]

นักประวัติศาสตร์มุสลิมได้บันทึกช่วงเวลาของสงครามอุฮุดเอาไว้ เกิดขึ้นเมื่อ วันเสาร์ที่ ๗ เดือนเชาวาล ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ ๓ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๓ เดือนมีนาคม ค.ศ.๖๒๕

เหตุการณ์ก่อนสงคราม[แก้]

หลังจากความพ่ายแพ้ของพวกตั้งภาคีแห่งกุเรชในสงครามบะดัร อะบูซุฟยานได้สั่งห้ามการไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากสงคราม และหันหน้าขอความช่วยเหลือจากเผ่ากะนานะฮ์ และเผ่าษะกีฟ เพื่อทำการแก้แค้นชาวมุสลิมจากสงครามบะดัร จึงรวมไพร่พลชนเผ่าต่างๆ ของอาหรับจัดตั้งกองทัพนับ 3.000 นาย. ญุเบร บิน มุตอิม ได้มอบบ่าวรับใช้ชื่อว่า วะชีย์ แก่นางฮินด์ ผู้เป็นภรรยาอะบูซุฟยาน ซึ่งนางฮินด์ได้ให้สัญญาแก่วะชีย์ว่า หากวะชีย์ ฆ่าฮัมซะฮ์ บุตรชายของอับดุลมุฏฏอลิบได้ เขาจะได้เป็นอิสระ. ในสงครามครั้งนี้อะบูซุฟยานเป็นแม่ทัพด้วยตนเอง และให้คอลิดบุตรของวะลีดเป็นแม่ทัพม้าฝ่ายขวา และให้อักระมะฮ์บุตรชายของอะบูญะฮ์ลเป็นแม่ทัพม้าฝ่ายซ้าย และให้นางฮินด์เป็นผู้กำกับพลเดินเท้า.

ท่านอับบาสบุตรชายของอับดุลมุฏฏอลิบ ซึ่งเป็นอาของนบีมุฮัมหมัด(ศ็อล) ได้เขียนจดหมายถึงความพร้อมของกองทัพกุเรชที่จะทำสงครามกับชาวมุสลิมแก่ท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ็อล) และอุบัย บิน กะอ์บฺได้มอบจดหมายดังกล่าวแก่ท่านนบี(ศ็อล) ณ มัสญิดนะบะวีย์.[2]

ศึกสงครามได้ถูกบันทึกเอาไว้มากมายโดยบรรดาสาวกศาสนทูตแห่งอิสลาม. ชาวอันศอรบางส่วนต้องการที่จะตั้งฐานทัพที่เมืองมะดีนะฮ์เพื่อปกป้องเมืองร่วมกับ อับดุลลอฮ์ บิน อุบัย ทว่าบรรดาคนหนุ่มแห่งมุฮาญิรีนต้องการเคลื่อนกองทัพของมุสลิมออกจากเมืองมะดีนะฮ์ และทำสงครามกับศัตรูที่นอกเมือง ด้วยเหตุนี้ท่านนบี(ศ็อลฯ)จึงตัดสินใจตามเสียงข้างมาก และนำกองทัพออกจากมะดีนะฮ์เพื่อทำสงคราม. 

เมื่อกองทัพมุสลิมออกจากเมืองมะดีนะฮ์ อับดุลลอฮ์ บิน อุบัย และพรรคพวกของเขาได้มุ่งหน้ากลับสู่เมืองมะดีนะฮ์ . และเมื่อเข้าสู่สงคราม ท่านนบีมุฮัมหมัด(ศ็อล)ได้แบ่งพลธนูของเป็นสองกองรวม 50 นาย โดยให้ประจำการบนเนินเขา และให้อับดุลลอฮ์ บิน ญุบัยร์เป็นคนสั่งการอีกทอดหนึ่ง ซึ่งได้กำชับว่าแก่พลธนูว่า ห้ามละทิ้งและออกจากเนินเขาเป็นอันขาด. บ้างกล่าวว่ากองทัพของมุสลิมมีถึง 700 ถึง 1,000 นาย.[3]

บทสรุปของสงคราม[แก้]

อบูอามิร เอาซีย์ ผู้ลี้ภัยสู่เมืองมักกะฮ์เป็นบุคคลแรกที่เริ่มเข้าสู่สนามรบ ซึ่งการสู้รบเป็นไปในรูปแบบตัวต่อตัว สุหัยล์ บิน อัมร์(ทหารชาวมุสลิม) ต่อสู้กับ อบูอามิร , อะลี บิน อบีฏอลิบ(ทหารชาวมุสลิม) ต่อสู้กับ ฏออลหะฮ์ บิน อบีฏอลหะฮ์และซุบัยร์ บิน อะวาม(ทหารชาวมุสลิม) ต่อสู้กับ ซัยด์ บิน สะอาด และทหารทั้งสามท่านจากกองทัพของมุสลิมได้รับชัยชนะ. ท่านฮัมซะฮ์อาของท่านนบี(ศ็อล)ผู้เป็นจอมทัพของชาวมุสลิมถูกลอบทำร้ายในสงครามโดยวะชีย์ ผู้เป็นบ่าวรับใช้นางฮินด์. พลทหารม้าของกองทัพอบูซุฟยานก็พ่ายให้กับกองทัพมุสลิม จนทำให้นักรบของชาวกุเกชแห่งมักกะฮ์เกิดความกังวล และเกิดความกลัวขึ้น จนทัพแตก และสงครามมีทีท่าว่ากองทัพมุสลิมจะมีชัย จนทำให้พลธนูที่ถูกกำชับไว้ว่าห้ามละทิ้งฐานที่มั่นและให้ประจำการอยู่บนเนินเขา ต้องสละที่มั่นของตนเพื่อเร่งรีบรวบรวมทรัพย์สินสงครามจากผู้พ่ายแพ้ จนทำให้คอลิด บิน วะลีดมองเห็นถึงเหตุการณ์ของชาวมุสลิม และเล็งเห็นถึงการละทิ้งที่มั่นพลธนูของกองทัพมุสลิม จึงสั่งกองทัพม้าของตนวิ่งอ้อมเนินเขา อุฮุด และตลบหลังกองทัพมุสลิม จนกองทัพมุสลิมแตกกระเจิง และมุสลิมโดนฆ่าตายเป็นจำนวนมากในสงครามนี้. เมื่ออุมะเราะฮ์ บุตรอัลกอมะฮ์ได้เห็นการจู่โจมของคอลิด จึงรีบหยิบธงกองทัพที่ตกขึ้นมา จนกองทหารกลับมาสู่การรบอีกครั้ง หนึ่งจากชาวกุเรชชื่อว่า ลีย์ษาได้ฆ่ามุศอับ บิน อุมัยร์ แต่เขาได้ตะโกนว่ามุฮัมมัดโดนสังหารแล้ว. ทำให้ชาวมุสลิมหมดกำลังใจในการต่อสู้และหาที่หลบซ้อน. สงครามครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับกองทัพมุสลิม[4]

อ้างอิง[แก้]

แม่แบบ:پانویس

  1. جعفریان، رسول، تاریخ سیاسی اسلام، چاپ ششم، ۱۳۸۶، ص۵۰۴.
  2. مغازی واقدی ج ۱ ص ۲۰۴
  3. ابن هشام ج ص ۶۶
  4. دانشنامه رشد