สงครามกลางเมืองกาแลกติก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
สงครามกลางเมืองกาแลกติก
สถานที่{{{place}}}

ด้วยอำนาจของเราสองคน เราสามารถยุติความขัดแย้งนี้ และนำสันติมาสู่กาแลกซีได้!

ดาร์ธ เวเดอร์ พูดกับลุค สกายวอล์คเกอร์

สงครามกลางเมืองกาแลกติก (Galactic Civil War) เป็นสงครามในเรื่องแต่งชุดสตาร์ วอร์ส มีความสำคัญเป็นฉากหลังของเหตุการณ์ในไตรภาคเดิมของภาพยนตร์ รวมไปถึงนิยาย หนังสือการ์ตูน และวิดีโอเกมในจักรวาลขยายจำนวนมาก

สงครามกลางเมืองกาแลกติกเกิดขึ้นตามเวลาในท้องเรื่องระหว่างปีที่ 19 ก่อนยุทธการยาวิน ถึงปีที่ 19 หลังยุทธการยาวิน โดยเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ภายในกาแลกซีระหว่างจักรวรรดิกาแลกติกและพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐซึ่งเป็นกองกำลังกบฏที่ต้องการจะฟื้นฟูสาธารณรัฐกาแลกติกที่ถูกจักรวรรดิเข้าแทนที่

ความขัดแย้งเริ่มต้นจากความไม่ลงรอยในสภากาแลกติกในช่วงสงครามโคลนที่มีต่อสมุหนายกพัลพาทีน ถึงแม้จะไม่มีการสู้รบเกิดขึ้นจากความไม่ลงรอยนี้ก็ตาม แต่ในช่วงเวลาไม่นานหลังการสถาปนาอำนาจใหม่และการกวาดล้างเจไดครั้งใหญ่ก็เกิดการปะทะกันครั้งแรกระหว่างฝ่ายกบฏและจักรวรรดิ ในช่วงแรกจักรวรรดิเห็นว่าพวกกบฏเป็นเพียงกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่มีกำลังทางทหาร แต่เมื่อลุค สกายวอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพวกกบฏ ได้ทำลายดาวมรณะดวงแรกลงเป็นผลสำเร็จในยุทธการยาวิน กองกำลังกบฏก็เริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้น และจักรวรรดิก็เริ่มตระหนักว่ากองกำลังกบฏนี้เป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริง

การปะทะขั้นแตกหักเกิดขึ้นในยุทธการเอนดอร์ เมื่อกองยานกบฏปะทะกับกองยานจักรวรรดิและสามารถเอาชนะได้เป็นผลสำเร็จด้วยการทำลายดาวมรณะดวงที่สองและตัวจักรพรรดิเอง จากจุดนี้ทำให้จักรวรรดิเริ่มค่อยๆ เสื่อมสลายลงจนกลายเป็นเพียงเดนจักรวรรดิ เศษซากที่เหลือจากความยิ่งใหญ่ของตัวเอง สงครามจบลงในปีที่ 19 หลังยุทธการยาวิน เมื่อเดนจักรวรรดิลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งได้ปกครองตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่จะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์กาแลกติกในที่สุด

เนื้อหา

จุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกาแลกติก[แก้]

พัลพาทีนกล่าวแถลงการณ์การสถาปนาจักรวรรดิกาแลกติก

การล่มสลายของสาธารณรัฐกาแลกติกในปีที่ 19 ก่อนยุทธการยาวินนั้นนำไปสู่การสถาปนาจักรวรรดิกาแลกติกภายใต้การนำของอดีตสมุหนายกพัลพาทีน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นซิธลอร์ด พัลพาทีนอาศัยการฉ้อราษฎร์บังหลวงในสภากาแลกติกและความล้มเหลวทางการปกครอง กอปรกับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสงครามโคลนที่ก่อขึ้นเพื่ออาศัยความหวาดกลัวของประชาชนให้ได้มาซึ่งอำนาจ หลังจากพัลพาทีนได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแล้วก็ได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อยุติกระแสต่อต้านทั้งหลาย รวมไปถึงนิกายเจไดที่เป็นผู้พิทักษ์สาธารณรัฐมาช้านาน พัลพาทีนได้วางแผนจัดฉากว่าเหล่าเจไดคิดทรยศล้มล้างสภาและสังหารสมาชิกสภา จนนำไปสู่การออกคำสั่งที่ 66 และการกวาดล้างเจไดครั้งใหญ่ เพื่อกำจัดเหล่าเจไดทั้งหลายจนเหลือรอดเพียงน้อยนิด เช่น อาจารย์เจได โอบีวัน เคโนบี และโยดา

ดาร์ธ เวเดอร์ ซึ่งเป็นศิษย์คนที่สามเท่าที่ปรากฏของจักรพรรดิ มีบทบาทสำคัญในการกวาดล้างเจไดและการสถาปนาจักรวรรดิ ก่อนที่เขาจะหันเข้าสู่ด้านมืดของพลังนั้น ดาร์ธ เวเดอร์เคยเป็นอัศวินเจไดชื่ออนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นศิษย์พาดาวันของโอบีวัน เคโนบี ดาร์ธ เวเดอร์ได้ตามฆ่าเจไดจนเกือบหมดสิ้น และได้ประลองกระบี่แสงกับโอบีวันบนดาวมุสตาฟาร์จนพ่ายแพ้บาดเจ็บสาหัส ต้องสวมใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตตลอดไปหลังจากนั้น ภรรยาของอนาคินคือแพดเม่ อมิดาลาได้ให้กำเนิดบุตรและธิดารวมสองคนคือลุคและเลอา ซึ่งต่อมาทั้งสองจะได้เป็นผู้นำของพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐและนิกายเจไดใหม่ ลุคถูกโอเวน ลาร์สผู้เป็นลุงรับไปเลี้ยงบนดาวทาทูอีน และเลอาถูกวุฒิสมาชิกเบล ออร์กานา แห่งอัลเดอรานรับไปเลี้ยงร่วมกับเบรฮาภรรยา

หลังจากจักรวรรดิกาแลกติกได้รับการสถาปนาขึ้นแล้ว สภากาแลกติกก็ถูกปรับโครงสร้างให้เป็นสภาจักรวรรดิ แต่ต่อมาก็กลายเป็นระบอบการปกครองแบบกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยจักรพรรดิในเวลาไม่นาน รูปแบบการปกครองของจักรวรรดิกาแลกติกภายใต้การปกครองของพัลพาทีนนั้นเชิดชูว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่น จนมีการนำเผ่าพันธุ์อื่นมาใช้เป็นแรงงานทาส กฎหมายห้ามการใช้ทาสถูกยกเลิกไปและการใช้แรงงานเผ่าพันธุ์อื่นก็กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย สุดท้ายแล้วยังผลให้เจ้าหน้าที่ในจักรวรรดิทั้งหมดเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นจอมพลเรือธรอวน์ที่เป็นชาวชิสส์

การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จนี้ได้รับการหนุนหลังจากแนวคิดปรัชญาแบบทาร์คิน ซึ่งเป็นแนวคิดของข้าหลวงมอฟฟ์วิลฮัฟ ทาร์คิน แนวคิดนี้คือการใช้ความกลัวของกำลังแสนยานุภาพในการปกครองคน โดยไม่ต้องใช้กำลังแสนยานุภาพปกครองโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องมีกองทัพทหารและยานรบจำนวนมหาศาล ที่อ้างว่ามีไว้เพื่อใช้ปกครอง กองกำลังแสนยานุภาพนี้ประกอบไปด้วยกองทัพทหารของจักรวรรดิคือกองทัพสตอร์มทรูปเปอร์ และกองยานรบเช่นยานพิฆาตดาราแห่งกองทัพเรือ และพาหนะที่น่าหวาดกลัวมากมายเช่นยานรบหุ้มเกราะเอที-เอที (AT-AT; All Terrain Armored Transport) แห่งกองทัพบก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีขึ้นเพื่อสร้างความกลัวพอๆ กับที่มีขึ้นเพื่อต่อสู้กับศัตรู แนวคิดนี้บรรลุจุดสูงสุดเมื่อการก่อสร้างอาวุธทำลายล้างอย่างดาวมรณะสำเร็จสมบูรณ์ ดาวมรณะนี้มีที่มาในการก่อสร้างตั้งแต่สมัยวิกฤติการณ์การแบ่งแยกดินแดน โดยมีอาร์ชดยุกพ็อกเกิล เดอะ เลซเซอร์ แห่งจีโอโนซิสเป็นผู้ร่วมออกแบบก่อสร้างอาวุธทำลายล้างที่ต่อมาจะถูกพัฒนาเป็นดาวมรณะ

การก่อตั้งพันธมิตร[แก้]

ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของจักรวรรดิปรากฏให้เห็นชัดเจนนั้น เหล่าวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่ง เช่น เบล ออร์กานา การ์ม เบล ไอบลิส และมอน มอธมา ได้ก่อตั้งพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐขึ้น และหลังจากเกิดเหตุการณ์การสังหารหมู่กอร์แมน พันธมิตรก็ได้ประกาศแถลงการณ์กบฏเพื่อแสดงตนต่อต้านจักรวรรดิและความไม่พอใจของพวกตน จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองกาแลกติก ซึ่งจะยืดเยื้อไปถึงกว่ายี่สิบปี

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นมานั้น พันธมิตรกบฏถูกโจมตีจนสูญเสียกำลังคนและกำลังรบไปมากจากแสนยานุภาพอันเหนือกว่าของกองทัพเรือจักรวรรดิที่มีกำลังพันธมิตรที่แข็งเกร่งอย่างอู่ต่อเรือคูอัต

แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท Incom Corporation ทำได้มีกำลังยานรบเอกซ์วิง และได้รับมอบยานรบขนาดใหญ่มาจากชาวมอน คาลามอริ เพื่อต่อสู้กับยานพิฆาตดารา อย่างไรก็ดี กองทัพกบฏก็ยังต้องอาศัยยุทธวิธีการรบแบบฮิทแอนด์รันในการต่อสู้กับกองทัพขนาดใหญ่อย่างกองทัพของจักรวรรดิ ต่อมาเลอา ออร์กานาได้ขึ้นเป็นวุฒิสมาชิกจักรวรรดิและดำเนินนโยบายลับทางการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของพันธมิตรกบฏบนยานแทนทีฟ 4

ในขณะที่การกบฏดำเนินไปนั้น ปฏิบัติการตามล่ากบฏก็รุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว เซกเตอร์ทั้งเซกเตอร์อาจถูกจู่โจมได้โดยจักรวรรดิหากพบว่าเป็นแหล่งให้ที่พึ่งพิงแก่กิจการกบฏ การสลายความรุนแรงในเนมบัสเซกเตอร์และการปราบปรามไควมาร์เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้

จุดเปลี่ยนเล็กน้อยของสงครามนั้นเกิดขึ้นในยุทธการทูร์คานา เมื่อกองทัพจักรวรรดิเข้าโจมตีกองยานกบฏ แต่กลับถูกโต้กลับด้วยยานรบใหม่ของพันธมิตรกบฏ คือยาน T-65 X-wing starfighter จากการตอบโต้ครั้งนี้เองทำให้จักรวรรดิดำเนินปฏิบัติการสไตรค์เฟียร์ ดาวเคราะห์และระบบดาวเคราะห์ที่เป็นสมาชิกของพันธมิตรกบฏอย่างรูดริก บริเกีย และโอไรออน 4 ถูกโจมตีทำลายล้างอย่างหนัก โชคยังดีที่ความผิดพลาดของนายทหารจักรวรรดิ คริกซ์ มาดีน และการเข้าเป็นพันธมิตรกับชาวซุลลุสทาน ทำให้พันธมิตรกบฏสามารถทำลายยานธงของปฏิบัติการสไตรค์เฟียร์คือยานพิฆาตดาราอินวินซิเบิลได้เป็นผลสำเร็จ

การโจมตีในช่วงแรก[แก้]

ในช่วงต้นของสงคราม พันธมิตรกบฏและจักรวรรดิต่างผลัดกันโจมตีกันไปทั่วกาแลกซี จักรวรรดิได้ส่งทัพขนาดเล็กไปทำลายฐานที่มั่นขนาดเล็กของพันธมิตรกบฏบนดาวคาชี้ก ในขณะที่พันธมิตรกบฏตรงไปยังคูอัตเพื่อล่อกองยานจักรวรรดิจากดาวเฟรเซียเพื่อนำยานเอกซ์วิงคืนมา แต่เฟรเซียก็ยังมีการคุ้มกันที่แน่นหนา พันธมิตรกบฏได้ส่งอาร์ทูดีทูและซีทรีพีโอไปขโมยรหัสจอดยานเพื่อนำกองยานพันธมิตรลงจอดบนเฟรเซีย พันธมิตรกบฏใช้นักบินสี่นายเล็ดรอดผ่านการคุ้มกันของจักรวรรดิและขโมยยานเอกซ์วิงกลับมาได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นพันธมิตรกบฏได้เดินทางไปยังเคสเซลเพื่อช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกจักรวรรดิจับตัวไป ต่อมาดาร์ธ เวเดอร์ได้เดินทางไปยังฐานทัพกบฏบนดาวธัยเฟอร์ราเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับมอฟฟ์คาลาสต์ที่ทรยศต่อจักรวรรดิ และได้เดินทางไปยังดาวจีโอโนซิสและคาชี้กเพื่อทำภารกิจเกี่ยวกับดาวมรณะของมอฟฟ์ทาร์คิน หลังจากยุทธการทูร์คานาจบลง จักรวรรดิได้เริ่มปฏิบัติการสไตรก์เฟียร์ขึ้นเพื่อยับยั้งการต่อต้านของพวกกบฏและสร้างความกลัวต่ออำนาจของจักรพรรดิให้เกิดขึ้น จุดมุ่งหมายอีกอย่างหนึ่งก็คือเพื่อหลอกล่อพวกกบฏเอาไว้ในขณะที่จักรวรรดิกำลังก่อสร้างดาวมรณะ ปฏิบัติการนี้ถูกดำเนินการหลักๆ โดยยานพิฆาตดารารุ่นอิมพีเรียลชื่อ Invincible (อินวินซิเบิล)

บนดาวเรนวาร์ พันธมิตรกบฏได้พยายามทำลายศูนย์เฝ้าระวังของจักรวรรดิแต่ก็ถูกต่อต้านด้วยกำลังเสริมของทัพจักรวรรดิ หลังจากที่ทราบว่าชาวโบธานได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกบฏ พัลพาทีนได้เดินทางไปยังโบธาวุยด้วยตัวเองและทำลายกองทัพโบธานจนเกือบหมดสิ้น ดาร์ธ เวเดอร์เองก็ได้เดินทางไปยังจาบิอิมจนทราบว่าคนทรยศคือมอฟฟ์คาลาสต์ เวเดอร์พบตัวมอฟฟ์คนนี้ในยานพิฆาตดาราของตนและได้สังหารเขาลง ก่อนเหตุการณ์การทำลายดาวมรณะเพียงไม่นานกองทหารสตอร์มทรูปเปอร์จำนวนหนึ่งได้เดินทางไปยังดวงจันทร์ยาวิน 4 เพื่อยืนยันว่าทัพกบฏตั้งฐานทัพอยู่บนดวงจันทร์นี้จริง ในขณะที่บนดาวมรณะนั้นนักโทษกบฏกลุ่มหนึ่งได้หลบหนีออกจากที่คุมขังและก่อจลาจลขึ้นแต่สตอร์มทรูปเปอร์กอง 501 ได้เข้าควบคุมสถานการณ์และสังหารอัศวินเจไดที่เป็นผู้นำการจลาจลนี้ลงเป็นผลสำเร็จ

การไล่ล่าแผนผังดาวมรณะ[แก้]

ไฟล์:Devastatortantiveiv.jpg
ยานพิฆาตดาราเดวาสเตเตอร์กำลังไล่ล่ายานแทนทีฟ 4

พันธมิตรกบฏปฏิบัติภารกิจร่วมกับสายลับชาวโบธานที่มีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากจนสืบทราบถึงการก่อสร้างดาวมรณะซึ่งเป็นสถานีอวกาศติดอาวุธที่สามารถทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวงด้วยซูเปอร์เลเซอร์

นักโทษกบฏบนดาวมรณะได้ก่อการจลาจลขึ้นและสามารถเข้าควบคุมข้อมูลทางเทคนิค ในขณะที่ไคล์ คาทาร์น กบฏที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่จักรวรรดิมาก่อน ได้ขโมยเอาแผนผังเพิ่มเติมมา จนถึงยุทธการโทปราวาที่พันธมิตรกบฏสามารถนำเอาแผนผังมาได้ทั้งหมด จากที่นั่น พวกเขาได้ส่งสัญญาณแผนผังดาวมรณะไปยังยาน แทนทีฟ 4 ของเจ้าหญิงเลอา ในขณะที่กอง 501 ภายใต้การนำของดาร์ธ เวเดอร์ได้ไล่ตามพันธมิตรกบฏไปจนถึงโปลิส แมสซา จนปะทะกันในยุทธการโปลิส แมสซา อย่างไรก็ดี การปะทะนี้เป็นการจัดฉากเพื่อล่อลวงจักรวรรดิ แต่พันธมิตรกบฏก็ถูกปราบราบคาบ จนจักรวรรดิทราบถึงแผนการที่แท้จริง ดาร์ธ เวเดอร์นำยานพิฆาตดารา Devastator (เดวาสเตเตอร์) เข้ายึดยานแทนทีฟ 4 ในสงครามบนน่านฟ้าทาทูอีน เจ้าหญิงเลอาได้ฝากความหวังไว้กับอดีตอัศวินเจได โอบีวัน เคโนบี ซึ่งตอนนี้หลบซ่อนตัวอยู่บนทาทูอีน คอยดูแลเด็กน้อยลุค สกายวอล์คเกอร์

ในขณะที่ของทหารของเวเดอร์เข้ายึดยานนั้น เลอา ออร์กานาได้เดิมพันอย่างแทบจะไม่มีความหวังโดยการซ่อนแผนผังของดาวมรณะไว้ในแอสโตรเมคดรอยด์อาร์ทูดีทู อาร์ทูดีทูและโพรโทคอลดรอยด์ซีทรีพีโอได้หลบหนีออกจากยานด้วยยานหลบหนีฉุกเฉินไปยังทาทูอีน จนถูกพวกจาวาจับตัวไป และถูกขายให้กับโอเวน ลาร์ส ผู้เป็นลุงของลุค สกายวอล์คเกอร์

ไม่นานนักลุคก็พบส่วนหนึ่งของข้อความที่บันทึกอยู่ในตัวอาร์ทูดีทูและเกิดความสนใจ แต่ด้วยโปรแกรมที่ลงไว้ในตัวพร้อมกับแผนผังดาวมรณะทำให้อาร์ทูดีทูหลบหนีจากที่พักของลุคไปตามหาโอบีวัน เคโนบี จนพบกันในทะเลทรายดูน หลังจากนั้นอาร์ทูดีทูได้เล่นข้อความทั้งหมดให้โอบีวันและลุคดู ต่อมาทั้งสองพบว่าทหารจักรวรรดิได้ตามกำจัดพวกจาวาที่จับตัวหุ่นยนต์ทั้งสองระหว่างการตามหาแผนผัง ลุครีบกลับไปที่บ้านและพบว่าทหารจักรวรรดิได้เข้าโจมตีและสังหารลุงและป้าของเขาไปแล้ว จึงเดินทางร่วมกับโอบีวันไปยังเมืองท่ามอส ไอสลีย์ และได้พบกับฮัน โซโลกับชิวแบคคา ทั้งสองได้ว่าจ้างฮันให้พาพวกเขาและแผนผังไปยังดาวอัลเดอรานด้วยยานมิลเลนเนียม ฟอลคอน

ระหว่างนั้น พัลพาทีนได้ใช้วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นข้ออ้างในการยุบสภาจักรวรรดิ

ดาร์ธ เวเดอร์ได้พาตัวเลอา ออร์กานาไปยังดาวมรณะ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของแกรนด์มอฟฟ์วิลฮัฟ ทาร์คิน

หลังยาวิน[แก้]

การยึดฐานทัพยาวิน[แก้]

แผนการเรย์ธา[แก้]

ฝูกบินโร้ก[แก้]

ปฏิบัติการเกรนสแนตช์[แก้]

การอพยพที่ราลเทียร์[แก้]

ดาร์ค ทรูปเปอร์[แก้]

การทรยศของคริกซ์ มาดีน[แก้]

การปิดกั้นคาชี้ก[แก้]

การตอบโต้ของจักรวรรดิ[แก้]

กบฏเติบโต[แก้]

การโจมตีที่ฮอธ[แก้]

จักรวรรดิได้ตามหารอยของพวกกบฏแต่ก็ไม่พบจนไปถึงดาวฮอธ และได้ส่งดรอย์สอดแนมนับพันไปทั่วแต่ก็ได้พบฐานทัพของกบฏแล้ว แต่ผู้บัญชาการของจักรวรรดิกลับไม่สนใจเพราะคิดว่าอาจเป็นฐานทัพเก่าที่ถูกทิ้งไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ดาร์ธ เวเดอร์คิดอย่างนั้นและกลับมั่นใจว่า เป็นฐานทัพของกบฏ จึงใช้พลังบีบคอกับผู้บัญชาการทหารนั่นแล้วแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารขึ้นมาใหม่พร้อมเตรียมไพร่พลในการโจมตี


พวกกบฏทราบว่า พวกจักรวรรดิรู้ฐานทัพลับแล้วก็เตรียมพร้อมแผนการในการอพยพโดยด่วนด้วยตีฝ่าวงล้อมของพวกจักรวรรดิ โดยใช้ปืนใหญ่อวกาศที่ชื่อว่า ไลออน ที่จะช่วยให้การทำงานของยานดาราพิฆาตหยุดชะงักลงชั่วคราว ซึ่งทำให้ยานขนส่งของพวกกบฏสามารถหนีออกไปได้เกือบครึ่งหนึ่ง


ส่วนกบฏที่เหลือนั่นได้ตั้งป้อมในการป้องกันรับการโจมตีของพวกจักรวรรดิ ส่วนจักรวรรดิได้ใช้หุ่นยนต์รบเอที-เอทีในการโจมตีซึ่งนำไปสู่ยุทธการฮอธ ดูเหมือนฝ่ายกบฏจะเป็นฝ่ายที่โดนโจมตีอย่างหนัก ส่วนฝ่ายจักรวรรดิได้สูญเสียน้อยที่สุดและสามารถทำลายเครื่องสนามพลังของฝ่ายกบฏ ทำให้กบฏจำเป็นต้องทิ้งฐานเอคโค่ไป ทำให้จักรวรรดิเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอีกครั้ง

เหตุคุกคาม TIE Phantom[แก้]

ภารกิจยังเอนดอร์[แก้]

แผนการเซปัน[แก้]

แผ่ขยายการกบฏ[แก้]

กบฏรวมตัวใหม่[แก้]

ภารกิจสู่เดอะมอว์[แก้]

ปฏิบัติการเอียร์ปลั๊ก[แก้]

ยุทธการกาลล์[แก้]

ยุทธการครั้งที่หนึ่งแห่งบาคูรา[แก้]

ยุทธการฟอนดอร์[แก้]

ยุทธการคอธลิส[แก้]

ยุทธการเบสพิน[แก้]

ภารกิจยังเพรฟส์เบลท์ 4[แก้]

ชัยชนะของกลุ่มกบฏ[แก้]

เหตุการณ์ที่บาคูรา[แก้]

เศษแตกแยกของจักรวรรดิ[แก้]

การรุกโจมตีบนอีคลิปส์[แก้]

ยุทธการครั้งที่สองแห่งคาชี้ก[แก้]

สาธารณรัฐใหม่ยึดคอรัสซานท์[แก้]

หลังคอรัสซานท์[แก้]

สงครามแบคตา[แก้]

แนวคิดขุนพลนิยม[แก้]

รวบรวมเศษที่แตกแยก[แก้]

แผนการธรอวน์[แก้]

แผนการธรอวน์ทวีความเข้มข้น[แก้]

การกลับมาของไอซาร์ด[แก้]

สงครามภายในจักรวรรดิ[แก้]

ศัตรูเกล่ากลับมา[แก้]

จักรวรรดิคืนสังเวียน[แก้]

ปฏิบัติการชาโดว์แฮนด์[แก้]

พัลพาทีนถูกปราบครั้งสุดท้าย[แก้]

หลังพัลพาทีน[แก้]

การแก้แค้นขององครักษ์และสภาเลือด[แก้]

การรวมตัวใหม่[แก้]

ยุทธการครั้งที่สองแห่งมอน คาลามาริ[แก้]

ยุทธการเจไดพราเซียม[แก้]

สงครามที่ต่อเนื่อง[แก้]

การจู่โจมที่สถาบันเจได[แก้]

อำนาจแห่งวารู[แก้]

สถานีครเซห์[แก้]

แผนการสุดท้าย[แก้]

วิกฤติการณ์สาส์นคามาส[แก้]

ข้อตกลงบาสติออน[แก้]

สิ่งสืบทอดของสงครามกลางเมืองกาแลกติก[แก้]

การเมืองของสงครามกลางเมือง[แก้]

หลายเผ่าพันธุ์จากหลายดาวเคราะห์เข้าเป็นผู้สนับสนุนพันธมิตรกบฏในการโค่นล้มจักรพรรดิ รวมถึงดาวเคราะห์มอน คาลามาริ และดาวเคราะห์บ้านเกิดของเบล ออร์กานาเองอย่างอัลเดอรานด้วย แม้ในระยะแรกพันธมิตรฯ จะสามารถใช้ตำแหน่งในสภาจักรวรรดิเพื่อใช้เผยแพร่เจตนารมย์และใช้ประโยชน์จากการป้องกันทางการทูตก็ตาม แต่สภาก็ถูกยกเลิกในปีที่ 0 แห่งยุทธการยาวิน วุฒิสมาชิกที่เป็นกบฏหลายคนก็ถูกเปิดโปง ผู้นำพันธมิตรกบฏอย่างมอน มอธมาเองก็แทบจะเอาชีวิตรอดจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยของจักรวรรดิมาไม่ได้

โชคร้ายที่ดาวเคราะห์ต่างๆ ไม่อาจช่วยเหลือพันธมิตรกบฏได้อย่างเปิดเผย เว้นแต่เพียงดาวเคราะห์เล็กๆ นอกเขตปกครองของจักรวรรดิเท่านั้น พันธมิตรฯ ต้องผลิตข้าวของเครื่องใช้เองโดยลับ โดยอาจผลิตจากโรงงานในพื้นที่ห่างไกล หรืออาศัยกลเม็ดเชิงนโยบาย และการค้าเถื่อนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้พันธมิตรมีวัตถุดิบใช้อีกด้วย ต้องรอถึงกระทั่งช่วงยุทธการเอนดอร์และหลังจากนั้นนั่นเองที่พันธมิตรกบฏมีกำลังมากพอที่จะรบกับกองยานจักรวรรดิ และดาวเคราะห์ต่างๆ สามารถประกาศตนเป็นพวกพ้องกับพันธมิตรฯ ได้อย่างเปิดเผย

จักรวรรดิยังคงเฝ้าทำลายเสรีภาพต่อไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความขัดแย้งนี้เป็นข้ออ้าง จักรพรรดิพร้อมด้วยคำแนะนำของทาร์คินได้นำเอาหลักแนวคิดทาร์คินเข้ามาใช้ โดยจักรวรรดิจะอาศัยความหวาดกลัวกองกำลังมาใช้ในการควบคุม แทนที่จะใช้กองกำลังโดยตรง จึงนำไปสู่การก่อสร้างดาวมรณะขึ้น ใช้อัลเดอรานเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ถูกทำลายโดยดาวมรณะนี้ ทำให้เกิดความกลัว แสดงอำนาจของจักรวรรดิ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อใช้สถานีอวกาศนี้ทำลายดาวเคราะห์มากมายจริงๆ นอกจากนี้จักรพรรดิยังเริ่มได้รับอิทธิพลจากเหล่าวงในอย่างสภาปกครองแห่งจักรวรรดิ คนเหล่านี้ รวมถึงเซต เปสตาจ ค่อยๆ เข้าควบคุมกิจการทั่วไปของจักรวรรดิ โดยพัลพาทีนจงใจปล่อยให้คนเหล่านี้ขยายอำนาจและทุจริตแย่งชิงกันเอง

การเมืองระหว่างเผ่าพันธุ์[แก้]

เบื้องหลัง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]