แมคดอนเนลล์ดักลาส F-15 อีเกิล
บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
| F-15 อีเกิล | |
|---|---|
F-15C ฝูงบินขับไล่ที่ 44 ทอ.สหรัฐ | |
| ข้อมูลทั่วไป | |
| ประเภท | เครื่องบินขับไล่ครองอากาศ |
| ชาติกำเนิด | |
| บริษัทผู้ผลิต | |
| สถานะ | ประจำการอยู่ |
| ผู้ใช้งานหลัก | กองทัพอากาศสหรัฐ |
| จำนวนที่ผลิต | F-15A/B/C/D/J/DJ: 1,198 ลำ[1] |
| ประวัติ | |
| สร้างเมื่อ | 1972–1997 |
| เริ่มใช้งาน | 9 มกราคม 1976[2] |
| เที่ยวบินแรก | 27 กรกฎาคม 1972 |
| สายการผลิต |
|
| พัฒนาเป็น | |
แมคดอนเนลล์ดักลาส F-15 อีเกิล (McDonnell Douglas F-15 Eagle) เป็นเครื่องบินขับไล่สองเครื่องยนต์ทางยุทธวิธีทุกสภาพอากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ครองความได้เปรียบทางอากาศ มันถูกพัฒนาให้กับกองทัพอากาศสหรัฐและได้ทำการบินครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 1975 มันเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่โดดเด่นที่สุดในสมัยใหม่ F-15E สไตรค์อีเกิลเป็นแบบดัดแปลงสำหรับทำหน้าที่.ขับไล่.และ.โจมตีทุกสภาพซึ่งได้เข้าประจำการในปี 1976 กองทัพอากาศสหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้ F-15 ไปจนถึงปี 2025 [3]
F-15 เข้าประจำการในปี 1976 และต่อมาได้แสดงความสามารถเหนือข้าศึกในสงครามอ่าวเปอร์เซีย 1991 ด้วยสถิติการรบที่ไม่เคยแพ้เลยในสภาพการสู้รบจริง นับแต่นั้นมา F-15 ได้พัฒนาต่อยอดเป็นหลายรุ่น ทั้ง F-15C/D สำหรับครองอากาศ, F-15E สไตรค์อีเกิล สำหรับโจมตีภาคพื้นดิน และล่าสุดคือ F-15EX ที่ยังคงถูกสั่งซื้อในศตวรรษที่ 21
ความเป็นมา
[แก้]F-15 อีเกิล ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐกังวลว่ากำลังรบทางอากาศของตนเริ่มเสียเปรียบ หลังจากที่สหภาพโซเวียตเปิดตัว MiG-25 ในปี 1967 ซึ่งมีขีดความสามารถสูงกว่าเครื่องบินรบอเมริกันในขณะนั้นอย่าง F-4 แฟนทอมทู[4] กองทัพอากาศสหรัฐจึงริเริ่มโครงการ FX (Fighter Experimental) เพื่อพัฒนาเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ เน้นความคล่องตัว ความเร็ว และกำลังเครื่องยนต์ให้เหนือกว่าเครื่องขับไล่ในสมัยนั้น[5]
บริษัทแมคดอนเนลล์ดักลาสได้รับสัญญาให้เป็นผู้ออกแบบและพัฒนาในปี 1969 ต่อมา ต้นแบบ F-15A ได้ทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1972[6] จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบเครื่องบินให้เป็นเครื่องบินครองอากาศ
การพัฒนา
[แก้]F-15 ถูกออกแบบให้มุ่งเน้นสมรรถนะการครองอากาศอย่างเต็มที่ มิได้จัดสรรขีดความสามารถโจมตีภาคพื้นดินในช่วงแรกของการพัฒนา ในเดือนธันวาคม 1969 แบบของบริษัทแมคดอนเนลล์ดักลาสได้รับคัดเลือกให้พัฒนาเป็นต้นแบบ ในที่สุด F-15A เครื่องต้นแบบก็ทำการบินครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 1972[7][8] การออกแบบของ F-15 เน้นทั้งความแรงและความคล่องตัว ตัวเครื่องมีปีกขนาดใหญ่ หางดิ่งคู่ และโครงสร้างลำตัวที่ช่วยสร้างแรงยกเสริม (lifting body) เครื่องยนต์คู่ Pratt & Whitney F100 มีกำลังมากจนทำให้ F-15 สามารถทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วและไต่ระดับสูงได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบเรดาร์ AN/APG-63 ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในรุ่นแรกที่สามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายได้แม้บินอยู่ต่ำกว่าพื้นดิน (look-down/shoot-down) และยังทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ภารกิจสมัยใหม่[9][8]

ในด้านอาวุธ F-15 ติดตั้งปืน M61A1 วัลแคน ขนาด 20 มม. พร้อมมิสไซล์ AIM-7 สแปร์โรว์ สำหรับการรบพิสัยกลาง และ AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ สำหรับการรบพิสัยใกล้ ต่อมาได้พัฒนาให้ใช้ AIM-120 แอมแรม ซึ่งทำให้ F-15 มีความสามารถต่อสู้ทั้งระยะใกล้และนอกระยะสายตา[10] รุ่นสองที่นั่ง F-15B ก็ถูกสร้างขึ้นสำหรับการฝึก แต่ยังคงระบบรบใกล้เคียงกับรุ่น A[8] นอกจากนี้ เพื่อแสดงขีดความสามารถ F-15A ที่ถูกปรับแต่งพิเศษชื่อว่า “Streak Eagle” ถูกนำไปทำลายสถิติโลกด้าน “เวลาต่อการไต่ระดับ” (time-to-climb) ได้ถึง 8 รายการในต้นปี 1975 นับเป็นการยืนยันว่าเครื่องบินใหม่นี้มีขีดความสามารถที่เหนือกว่า[11] เครื่องลอตแรกเริ่มส่งมอบปลายปี 1974 และเข้าประจำการเต็มฝูงในปี 1976[8]
จากนั้น กองทัพอากาศสหรัฐก็พัฒนาต่อไปเป็นรุ่น F-15C และ F-15D ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 รุ่นนี้มีเชื้อเพลิงภายในเพิ่มขึ้น โครงสร้างแข็งแรงขึ้น และสามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงแนบลำตัว ทำให้บินนานขึ้นโดยไม่ต้องลดจำนวนการติดอาวุธ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบเตือนภัยและสงครามอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่อย่าง ALR-56C และ ALQ-135 รวมถึงคอมพิวเตอร์ภารกิจและระบบควบคุมอาวุธแบบใหม่ (PACS)[9][10] ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 มีโครงการอัปเกรด F-15A/B/C/D ทั้งหมดให้ทันสมัยขึ้น โดยปรับปรุงระบบไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ภารกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการใช้ AMRAAM และเตรียมพร้อมติดตั้งเรดาร์รุ่นปรับปรุงตระกูล APG-63(V)[7][8] จุดแข็งของ F-15 คือการออกแบบที่เปิดทางให้อัปเกรดได้ง่าย ทำให้เครื่องยังคงทันสมัยอยู่เสมอ แม้เวลาผ่านมากว่า 50 ปีหลังจากบินครั้งแรก[7][10]
ระบบเอวิโอนิกส์
[แก้]F-15A/B/C ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินที่รวมระบบเอวิโอนิกส์ที่ล้ำสมัยที่สุดในยุค 1970 จุดเด่นคือการทำงานแบบ “บูรณาการ” หรือการเชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ เครื่องวัดการบิน ระบบนำร่อง หรือระบบอาวุธ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลและส่งขึ้นจอแสดงผลหลัก ทำให้นักบินรับรู้สถานการณ์ได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องก้มมองเครื่องมือและมาตรวัดหลายตัวเหมือนเครื่องบินรุ่นก่อน ภาระงานของนักบินจึงลงอย่างมาก[8]
F-15A/B/C ติดตั้งเรดาร์ AN/APG-63 แบบพัลส์ดอปเพลอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรดาร์รุ่นแรก ๆ ของสหรัฐที่สามารถทำ "มองต่ำ/ยิงต่ำ" (look-down/shoot-down) หมายความว่ามันตรวจจับและติดตามเครื่องบินที่บินระดับต่ำใกล้พื้นดิน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการต่อสู้กับคู่แข่งจากโซเวียต ข้อมูลจากเรดาร์ถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์กลางและเฮดอัพดิสเพลย์ (HUD) ช่วยให้นักบินเล็งและยิงอาวุธได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องละสายตาจากเป้าหมาย[9][12] นอกจากนี้ F-15 ยังมีระบบนำร่องด้วยความเฉื่อย (INS) ระบบสื่อสาร UHF และเครื่องวัดทิศทาง/ระยะทาง (TACAN) ทำให้นักบินสามารถบินไกลและเข้าหาเป้าหมายได้แม้ในสภาพอากาศเลวร้ายหรือกลางคืน[8]
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และ 1980 รุ่น F-15C/D ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ MSIP การปรับปรุงนี้รวมถึงคอมพิวเตอร์กลางที่ทรงพลังขึ้น ระบบควบคุมอาวุธแบบใหม่ (PACS) ซึ่งรองรับขีปนาวุธรุ่นใหม่อย่าง AIM-120 AMRAAM รวมถึงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ระดับยุทธวิธี (TEWS) ที่ประกอบด้วย ALR-56C (เครื่องรับสัญญาณเตือนเรดาร์) และ ALQ-135 (ระบบก่อกวนเรดาร์)[7][13] ท้ายที่สุด F-15C หลายลำยังได้รับการอัปเกรดเรดาร์เป็น APG-63(V)1 ซึ่งช่วยให้เครื่องยังคงทันสมัยและรองรับการต่อสู้ในยุคใหม่ได้ ระบบเอวิโอนิกส์เหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ F-15 ครองสถานะนักล่าครองอากาศยาวนานหลายทศวรรษ
ปฎิบัติการของ F-15
[แก้]
แต้มการสอยแรกเครื่องบินของ F-15 เริ่มต้นโดยกองทัพอากาศอิสราเอล ในปี 1979 ในการบุกโจมตีกรุงปาเลนสไตน์ ในเลบาลอน ปี 1979 ถึง 1981 โดยยิงเครื่องบินของซีเรียตกที่ประกอบไปด้วย MIG-21 13 ลำ และ MIG-25 อีก 2 ลำ ในสงครามเลบาบอนปี 1982 ก็ยังมีแต้มสังหาเครื่องบินรบของซีเรียอีกกว่า 40 ลำ อีกทั่งอิสราเอล และ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ดัดแปลง F-15 ให้สามารถทำภารกิจโจมตีภาคพื่นได้
ในปี 1984 มีรายงานว่า F-15C ของซาอุได้ยิง F-4E PHAMTON II สองลำของอิหร่านตก
ในช่วงปี 1984 ถึง 1986 มีการนำจรวดต่อต้านดาวเทียมมีติดตั้งบน F-15 อย่าง ASM-135 ASAT โดยติดตั้งที่กึ่งกลางใต้ท้อง เพื่อหวังทำลายดาวเทียมสอดแนมวงโครงจรต่ำ ในการทดสอบนักบินจะไต่ระดับขึ้น 65 องศา ไปยังจุดที่คำนวณไว้ เมื่อถึงระดับความสูง 38,100 ฟุต และความเร็วมัค 1.22 นักบินจะยิงลูกจรวดออกไปใส่ยังดาวเทียม ในการทดสอบคร้งที่ 3 ในการยิงดาวเทียมปลดประจำการ T-78-1 หรือโซวิน ที่อยู่ห่างจากพื่นโลก 555 กิโลเมตรจากพื่นดิน ทำให้นักบินนาวาอากาศตรี Wilbert D. "Doug" Pearson เป็นนักบินเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จ ในการยิงดาวเทียมด้วย F-15 เพราะหลังจากนันไม่นานโครงการนี้ก็ได้ถูกปิดตัวลง
ในปฎิบัติการพายุทะเลทรายสงครามอ่าวในปี 1991 F-15C/D ของสหรัฐ ได้เข้าร่วมรบทางอากาศ 36 ครั้งจากทังหมด 39 ครั่งตลอดช่วงของสงคราม ข้อมูลจากกองทัพอากาศสหรัฐ ยื่นยันว่าเครื่องบินอิรักถูกทำลายโดย F-15C จำนวน 34 ลำ ซึงประกอบไปด้วย MIG-29 MIG-25 MIG-21 SU-25 SU-22 SU-7 Mirage F-1 รวมไปถึงเครื่องบินลำเลียง เครื่องบินฝึกและ ฮอ
ในส่วน ซาอุ อาจเป็นผู้ใช้งาน F-15 ที่ใช้ไม่ได้เต็มดีพอสมควร โดยวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี 1990 มีนักบินของซาอุที่แปรพันต์นำเครื่องบินของ F-15C ไปลงจอดที่ซูดาน ทางรัฐบาลซาอุได้จ่ายเงินถึง 50 ล้านเหรียญ เพื่อขอซื้อเครื่องบิน คืน และในช่วงสงครามอ่าว วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 1991 มีรายงานว่า F-15 ของซาอุ ตกที่สนามบิน คามิมูซาอิ โดยในภายหลังอิรักอ้างว่า เป็นผู้ที่ยิงเครื่องบินลำนี้ด้วย MIG-25PD แต่ข้อมูลนี้ไม่มีการยื่นยันอีกทั้งในช่วง เวลานันกองกำลังพันธมิตร ของสหรัฐ ได้ทำรายระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิรักไปจนหมดแล้ว
ในสงครามโคโซโว F-15C ของกองทัพอากาศสหรัฐ ยังมีผลงานในการสอยเครื่องบิน MIG-29 อีก 1 ลำ
รุ่นย่อย
[แก้]รุ่นสายการผลิต
[แก้]- F-15A
- เป็นเครื่องบินขับไล่แบบหนึ่งที่นั่ง รุ่นแรก. สร้างออกมา 384 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515-2522[14]
- F-15B
- แบบสองที่นั่งสำหรับการฝึก เดิมทีใช้ชื่อ TF-15A สร้างออกมา 61 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515-2522[14]
- F-15C
- เป็นเครื่องบินขับไล่ครองความได้เปรียบทางอากาศในทุกสภาพอากาศแบบหนึ่งที่นั่งที่ได้รับการพัฒนาเพิ่ม สร้างออกมา 483 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522-2528[14]
- F-15D
- แบบสองที่นั่งสำหรับการฝึก สร้างออกมา 92 ลำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2528[14]
- F-15J
- เป็นเครื่องบินขับไล่แบบหนึ่งที่นั่งสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น สร้างออกมา 139 ลำภายใต้ใบอนุญาตโดยบริษัท มิตซูบิชิตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524-2540 [14]
- F-15DJ
- แบบเครื่องบินรุ่นสองที่นั่งที่ออกแบบ.มาใช้ในฝูงบินข้าศึกสมมุติของญี่ปุ่น.และเป็นรุ่นฝึกของญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน[14]
- F-15NPS
- เป็นแบบที่เสนอให้ในปี 1970 ให้กับกองทัพเรือสหรัฐ F-15NPS ที่สามารถติดขีปนาวุธเอไอเอ็ม-54 ฟีนิกซ์. ได้เหมือนกับ F-14 TOMCAT ทุกรุ่น.แต่กองทัพเรือสหรัฐก็ปฎิเสธ.[15]
- F-15E STRIKE EAGLE
- เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาจากF-15C EAGLE ให้สามารถทำภารกิจได้หลากหลายนอกจากการเป็นเครื่องบินขับไล่.แต่ต่างประเทศนันสนใจในรุ่นนี้...ก็เลยมีรุ่นแยกย่อยเช่น F-15K F-15I
รุ่นวิจัยและทดสอบ
[แก้]- เอฟ-15 สตรีคอีเกิล (72-0119)
- เป็นเอฟ-15เอที่ใช้เพื่อสาธิตการเร่งความเร็วของเครื่องบิน มันได้ทำลายสถิติการไต่ระดับด้วยเวลาไป 8 ครั้งระหว่างวันที่ 16 มกราคมและ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 มันถูกส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523[16]
- เอฟ-15 เอส/เอ็มทีดี (71-0290)
- เป็นเอฟ-15บีลำแรกที่ถูกดัดแปลงให้วิ่งขึ้นและลงจอดในระยะสั้น มันเป็นเครื่องบินสาธิตเทคโนโลยีกระบวนท่า[17] ในปลายทศวรรษที่ 1980 มันได้รับการติดตั้งปีกเสริมพร้อมกับท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยม มันใช้เทคโนโลยีกระบวนท่าและวิ่งขึ้นระยะสั้นหรือเอสเอ็มทีดี (short-takeoff/maneuver-technology, SMTD) [18]
- เอฟ-15 แอคทีฟ (71-0290)
- เอฟ-15 เอส/เอ็มทีดีที่ต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินวิจัยเทคโนโลยีควบคุมการบิน[17]
- เอฟ-15 ไอเอฟซีเอส (71-0290)
- เอฟ-15 แอคทีฟต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินวิจัยระบบควบคุมการบินด้วยปัญญาประดิษฐ์ เอฟ-15บี หมายเลขเครื่อง 71-0290 เป็นเอฟ-15 ที่ยังทำการบินอยู่โดยมีอายุมากที่สุดในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551[18]
- เอฟ-15 เอ็มเอเอ็นเอ็กซ์
- เป็นชื่อของเอฟ-15 แอคทีฟที่ไม่มีหาง แต่ก็ไม่เคยถูกสร้างขึ้นมา
- เอฟ-15 สำหรับวิจัยการบิน (71-0281 และ 71-0287)
- เอฟ-15เอสองลำถูกใช้ทดลองโดยศูนย์วิจัยการบินดรายเดนของนาซ่า การทดลองรวมทั้ง การควบคุมอิเลคทรอนิกดิจิตอลรวมหรือไฮเดก (Highly Integrated Digital Electronic Control, HiDEC) ระบบควบคุมเครื่องยนต์หรือเอเดกส์ (Adaptive Engine Control System, ADECS) ระบบควบคุมการบินค้นหาและซ่อมแซมตัวเองหรือเอสอาร์เอฟซีเอส (Self-Repairing and Self-Diagnostic Flight Control System, SRFCS) และระบบเครื่องบินควบคุมการเคลื่อนที่หรือพีซีเอ (Propulsion Controlled Aircraft System, PCA)[19] เครื่องหมายเลข 71-0281 ถูกส่งกลับให้กองทัพอากาศและถูกนำไปจัดแสดงที่ฐานทัพอากาศแลงลีย์ในปีพ.ศ. 2526
- เอฟ-15บี รีเซิร์จเทสท์เบด (74-0141)
- ในปีพ.ศ. 2536 เอฟ-15บีลำหนึ่งถูกดัดแปลงและใช้โดยนาซ่าเพื่อทำการทดสอบการบิน[20]
ประเทศผู้ใช้งาน
[แก้]
สำหรับแบบที่มาจากเอฟ-15อีดูที่เอฟ-15อี สไตรค์อีเกิล
- กองทัพอากาศอิสราเอลใช้เอฟ-15 มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 ในปัจจุบันเครื่องบินเหล่านี้จัดเป็นเอฟ-15/เอบีสองฝูงบินและเอฟ-15ซี/ดี หนึ่งฝูงบิน เอฟ-15เอ/บี 15 ลำแรกมีโครงสร้างที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา[21] การส่งครั้งที่สองถูกหยุดชั่วคราวเพราะได้รับผลกระทบจากสงครามเลบานอน [22]
- กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่นได้รับเอฟ-15เจ 202 ลำและเอฟ-15ดี 20 ลำตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 ซึ่งเอฟ-15เจสองลำและเอฟ-15ดีเจ 12 ลำถูกสร้างขึ้นในสหรัฐและที่เหลือถูกสร้างโดยมิตซูบิชิ ในปัจจุบันเครื่องบินเหล่านี้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 กองกำลังป้องกันทางอากาศได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาเอฟ-15 ให้ใช้กระเปาะเรดาร์สังเคราะห์ เครื่องบินเหล่านี้จะถูกแทนที่โดยอาร์เอฟ-4 ที่ในปัจจุบันอยู่ในประจำการ[23]
- กองทัพอากาศซาอุดิอาระเบียมีเอฟ-15ซี/ดี 4 ฝูงบินตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 พวกมันประจำการอยู่ที่ฐานบินในดาราน คามิสมูเชท และทาอิฟ
- กองทัพอากาศสหรัฐมีเอฟ-15 630 ลำในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551[24] เอฟ-15 นั้นกำลังจะถูกแทนที่โดยเอฟ-22 แร็พเตอร์
เหตุการณ์และอุบัติเหตุครั้งสำคัญ
[แก้]- เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ขณะที่กองทัพอากาศอิสราเอลกำลังทำการซ้อมรบทางอากาศ เอฟ-15ดีหนึ่งลำได้ชนเข้ากับเอ-4 สกายฮอว์ค นักบินซิวิ เนดิวิและนักบินร่วมของเขาไม่รู้ว่าปีกของเอฟ-15นั้นถูกฉีกออกสองฟุตจากตัวถัง เอฟ-15 หมุนอย่างควบคุมไม่ได้หลังจากถูกชน ซิวิตัดสินใจที่จะพยายามควบคุมเครื่องและใช้สันดาปท้ายเพื่อเพิ่มความเร็ว ทำให้เขาควบคุมเครื่องได้อีกครั้ง เพราะว่าการยกตัวที่เกิดจากพื้นที่ผิวหน้าขนาดใหญ่ของตัวถัง ปีหส่วนหาง และพื้นที่ปีกที่เหลือ เอฟ-15 ได้ลงจอดด้วยความเร็วสองเท่าจากปกติเพื่อสร้างแรงยกและตะขอที่หางของมันหลุดออกไปในตอนที่ลงจอด นักบินสามารถหยุดเอฟ-15 6 เมตรก่อนสุดทางวิ่ง ต่อมาเขาได้กล่าวว่า "ผมน่าจะดีดตัวออกมาถ้ารู้ว่ามันเกิดขึ้น"[25][26]
- ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 เอฟ-15 ลำหนึ่งที่ฐานทัพอากาศเอลเมนดอล์ฟ ได้เกิดยิงเอไอเอ็ม-9เอ็มใส่เอฟ-15 อีกลำหนึ่งโดยอุบัติเหตุ เครื่องบินที่ได้รับความเสียหายสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย ต่อมามันได้รับการซ่อมแซมและเข้าประจำการต่อ[27]
- ในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ในขณะซ้อมการเข้าสกัดกั้นเหนือทะเลญี่ปุ่น เอฟ-15เจลำหนึ่งถูกยิงตกโดยขีปนาวุธเอไอเอ็ม-9 ที่ยิงโดยลูกหมู่ของเขาโดยอุบัติเหตุเหมือนกับที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 นักบินดีดตัวได้อย่างปลอดภัย[28]
- เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2544 ขณะการซ้อมบินระดับต่ำเหนือสกอตแลนด์ เอฟ-15ซีสองลำของกองทัพอากาศสหรัฐได้ตกลงใกล้กับยอดเขาแห่งหนึ่ง[29] นักบินทั้งสองเสียชีวิตในอุบัติเหตุซึ่งต่อมาส่งผลต้องนำตัวผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศของกองทัพอากาศอังกฤษไปขึ้นศาล แต่เขาก็บริสุทธิ์ [30]
- ในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15ซีตกลงขณะทำการซ้อมรบใกล้กับเซนท์หลุยส์รัฐมิสซูรี นักบินดีดตัวได้แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส การตกมาจากโครงสร้างที่เกิดเสียหายขณะทำการบิน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15 ทั้งหมดถูกระงับการบินหลังจากทำการสืบสวนหาสาเหตุของการตก[31] และวันต่อมาก็ได้ทำการระงับเอฟ-15 ที่ทำการรบอยู่ในตะวันออกกลาง[32] เมื่อถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เอฟ-15 มากกว่า 1,100 ลำถูกระงับการบินทั่วโลกเช่นเดียวกับอิสราเอล ญี่ปุ่น และซาอุดิอาระเบีย[33] เอฟ-15 ได้รับการอนุญาตให้บินขึ้นอีกครั้งในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550[34] ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 กองทัพอากาศสหรัฐให้เครื่องเอฟ-15เอ-ดี 60% กลับไปทำการบินได้[35] ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551 มีการเปิดเผยว่าเกิดจากโครงสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน[36] กองทัพอากาศอนุญาตให้เอฟ-15เอ-ดีทั้งหมดขึ้นบินอีกครั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[37] ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 นักบินที่ได้รับบาดเจ็บได้ทำการฟ้องบริษัทโบอิงที่ผลิตเอฟ-15[38]
รายละเอียด เอฟ-15ซี อีเกิล
[แก้]
- ลูกเรือ นักบิน 1 นาย
- ความยาว 19.43 เมตร
- ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสองข้าง 13.05 เมตร
- ความสูง 5.63 เมตร
- พื้นที่ปีก 56.5 ตารางเมตร
- น้ำหนักเปล่า 12,700 กิโลกรัม
- น้ำหนักบรรทุก 20,200 กิโลกรัม
- น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 30,845 กิโลกรัม
- ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแพรทท์แอนด์วิทนีย์ เอฟ100-100 หรือ-220 จำนวน 2 เครื่อง ให้แรงขับเครื่องละ 14,600 ปอนด์ เมื่อไม่ใช้สันดาปท้าย, 23,770 ปอนด์ เมื่อใช้สันดาปท้าย
- ความเร็วสูงสุด
- ระดับสูง 2.5 มัค (2,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ระดับต่ำ 1.2 มัค (1,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- รัศมีทำการรบ 1,967 กิโลเมตร
- ระยะทำการขนส่ง 5,550 กิโลเมตร (มีถังเชื้อเพลิงเพิ่ม)
- เพดานบินทำการ 65,000 ฟุต
- อัตราการไต่ระดับ 50,000 ฟุตต่อนาที
- บินทน: 5.25 ขั้วโมง เมื่อไม่ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และ 9.7 ชั่วโมง เมื่อเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
- อาวุธ
- ปืน ปืนแกทลิ่งเอ็ม61เอ1 ขนาด 20 ม.ม.หนึ่งกระบอกพร้อมกระสุน 960 นัด
- ขีปนาวุธ เอไอเอ็ม-7เอฟ สแปร์โรว์ เอไอเอ็ม-120 แอมแรม เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์

ดูเพิ่ม
[แก้]การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
เครื่องบินที่เทียบเท่า
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Davies and Dildy 2007, p. 249.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "Spick_specs" - ↑ Tirpak, John A. "Making the Best of the Fighter Force". Air Force magazine, March 2007.
- ↑ Jenkins, D. R. McDonnell Douglas F-15 Eagle: A Detailed History of the World’s Most Successful Jet Fighter. Specialty Press, 1998.
- ↑ Lorell, M. & Levaux, H. The Cutting Edge: A Half Century of U.S. Fighter Aircraft R&D. RAND Corporation, 1998.
- ↑ Winchester, J. Fighter: The World’s Finest Combat Aircraft - 1914 to the Present Day. Barnes & Noble, 2004.
- 1 2 3 4 Lorell, M. & Levaux, H. The Cutting Edge: A Half Century of U.S. Fighter Aircraft R&D. RAND Corporation, 1998.
- 1 2 3 4 5 6 7 U.S. Air Force Fact Sheet: “F-15 Eagle.”
- 1 2 3 Jenkins, D. R. McDonnell Douglas F-15 Eagle: A Detailed History of the World’s Most Successful Jet Fighter. Specialty Press, 1998.
- 1 2 3 Davies, S. & Dildy, D. F-15 Eagle Engaged: The World’s Most Successful Jet Fighter. Osprey / Motorbooks, 2007.
- ↑ National Museum of the U.S. Air Force, “Record-Setting ‘Streak Eagle’ (F-15A) Time-to-Climb.”
- ↑ Sweetman, B. Modern Air Combat. Crescent Books, 1983.
- ↑ GlobalSecurity.org: “F-15 TEWS (ALQ-135/ALR-56C/ALE-45).”
- 1 2 3 4 5 6 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "davies_2002" - ↑ Jenkins 1998, pp. 71–72.
- ↑ McDonnell Douglas F-15 Streak Eagle fact sheet, National Museum of the United States Air Force.
- 1 2 Jenkins 1998, pp. 65–70.
- 1 2 "Sonic Solutions". Aviation Week & Space Technology, 5 January 2009, p. 53. (online version, subscription required)[ลิงก์เสีย]
- ↑ F-15 Flight Research Facility fact sheet เก็บถาวร 2011-01-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Dryden Flight Research Center.
- ↑ F-15B Research Testbed fact sheet เก็บถาวร 2010-12-06 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Dryden Flight Research Center.
- ↑ "An Eagle evolves", Boeing, January 2004.
- ↑ Gething 1983
- ↑ "Lockheed Martin to Upgrade Radar for Reconnaissance Version of Japan's F-15" เก็บถาวร 2007-11-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Lockheed Martin press release, June 19, 2007.
- ↑ Mehuron, Tamar A., Assoc. Editor. 2009 USAF Almanac, Fact and Figures. Air Force Magazine, May 2009.
- ↑ No Wing F15 - crew stories - USS Bennington Retrieved 31 July 2006.
- ↑ F-15 flying with one wing by an Israeli pilot
- ↑ Jet Pilot Accidentally Fired Live Missile, Air Force Says. New York Times
- ↑ F-15 Eagle Losses and Ejections เก็บถาวร 2018-02-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Retrieved: 2 March 2008.
- ↑ body found at F-15 crash site Retrieved 8 March 2009.
- ↑ controller found not guilty Retrieved 8 March 2009.
- ↑ Air Force suspends some F-15 operations, U.S. Air Force, 4 November 2007.
- ↑ "Air Force grounds F-15s in Afghanistan after Missouri crash", CNN, 5 November 2007.
- ↑ Warwick, Graham. "F-15 operators follow USAF grounding after crash." Flight International, 14 November 2007.
- ↑ "Officials begin to clear F-15Es to full-mission status", U.S. Air Force, 15 November 2007.
- ↑ "Air Combat Command clears selected F-15s for flight", Air Force, January 9, 2008.
- ↑ "F-15 Eagle accident report released", US Air Force, 10 January 2008. Retrieved 26 January 2008.
- ↑ "ACC issues latest release from stand down for F-15s", Air Force, 15 February 2008.
- ↑ Lawsuit
- ↑ อภิวัตน์ โควินทรานนท์,อากาศยาน1979ฉบับเครื่องบิน,เอวิเอชั่น ออบเซิร์ฟเวอร์,กรุงเทพ,2522
- ↑ F-15 Eagle fact sheet, USAF, March 2008.
- ↑ Lambert 1993, p. 522.
- ↑ Davies 2002, Appendix 1.
- ↑ F-15 Eagle GlobalSecurity.org. Retrieved 27 January 2008.