วัคซีนอาร์เอ็นเอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

วัคซีนอาร์เอ็นเอ หรือ วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (อังกฤษ: RNA vaccine, mRNA vaccine) เป็นวัคซีนชนิดหนึ่งซึ่งใช้เอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA) เพื่อก่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน[1] วัคซีนส่ง (transfect) โมเลกุลของอาร์เอ็นเอสังเคราะห์เข้าไปในเซลล์ภูมิคุ้มกัน เมื่อเข้าไปแล้ว อาร์เอ็นเอของวัคซีนก็จะทำหน้าที่เหมือนกับเอ็มอาร์เอ็นเอตามธรรมชาติ และทำให้เซลล์สร้างโปรตีนแปลกปลอมที่ปกติจุลชีพก่อโรคเช่นไวรัสหรือเซลล์มะเร็งจะเป็นผู้สร้าง โมเลกุลโปรตีนเช่นนั้นก็จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ซึ่งสอนร่างกายให้รู้จักและทำลายจุลชีพก่อโรคหรือเซลล์มะเร็งที่สัมพันธ์กับโปรตีนนั้น [1] การส่งเข้าไปในเซลล์ทำโดยรวมอาร์เอ็นเอเข้ากับอนุภาคนาโนที่เป็นลิพิด (lipid nanoparticle) ซึ่งป้องกันสายอาร์เอ็นเอและช่วยให้เซลล์กลืนอนุภาคนาโนบวกกับอาร์เอ็นเอนั้นเข้าไป[2][3]

ผลไม่พึงประสงค์สามัญแต่คาดได้ของวัคซีน (reactogenicity) คล้ายกับของวัคซีนธรรมดาที่ไม่ใช้อาร์เอ็นเออื่น [4] ผู้มีภาวะภูมิต้านตนเองอาจเกิดผลไม่พึงประสงค์ต่อวัคซีนอาร์เอ็นเอ[4] ข้อได้เปรียบของวัคซีนนี้เหนือวัคซีนโปรตีนธรรมดาก็คือความรวดเร็วในการออกแบบและผลิตวัคซีน มีค่าผลิตถูกกว่า[4] และก่อการตอบสนองของภูมิต้านทานทั้งที่อำนวยโดยเซลล์ (cellular immunity) และโดยมาโครโมเลกุลอื่น ๆ (humoral immunity) เช่น สารภูมิต้านทานเป็นต้น[5] ข้อเสียของวัคซีนโควิด-19 แบบเอ็มอาร์เอ็นเอของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคก็คือ ต้องแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำมาก[1]

วิธีการสร้างวัคซีนเช่นนี้ได้ดึงดูดความสนใจอย่างมากเมื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จนถึงต้นเดือนธันวาคม 2020 มีวัคซีนโควิด-19 แบบเอ็มอาร์เอ็นเอสองอย่างที่ได้ผ่านการทดลองในมนุษย์ขั้นสุดท้ายและกำลังรออนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉิน คือ วัคซีน mRNA-1273 ของบริษัทโมเดิร์นา และวัคซีน tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค[1] ในวันที่ 2 ธันวาคม 2020 สำนักงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพ (Medicines and Healthcare products Regulatory Agency, MHRA) แห่งสหราชอาณาจักรเป็นองค์กรควบคุมยาแรกในโลกที่อนุมัติวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอให้ใช้ในมนุษย์ คืออนุญาตให้ใช้วัคซีนโควิด-19 tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคเป็นการฉุกเฉินสำหรับคนจำนวนมาก[6][7][8] ในวัน 11 ธันวาคม องค์การอาหารและยาสหรัฐก็ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนเป็นการฉุกเฉินเช่นกัน[9] ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐก็แนะนำให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทโมเดิร์นาเป็นการฉุกเฉินในผู้ใหญ่[10] ซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐก็อนุมัติอีก 3 วันต่อมา[9]

มีข้อมูลผิด  เกี่ยวกับวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ส่งต่อ ๆ กันในสื่อสังคม คือมีการอ้างผิด ๆ ว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอจะเปลี่ยนดีเอ็นเอของผู้ที่ได้รับ หรือเน้นการไร้ประวัติความปลอดภัยก่อน ๆ ของเทคโนโลยี โดยละเลยหลักฐานใหม่ ๆ ที่ได้สะสมในงานทดลองกับคนเป็นหมื่น [11]

ประวัติ[แก้]

ในสหรัฐ นักวิจัยที่สถาบันซอล์ก (Salk Institute) ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแซนดีเอโก และที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Vical ได้ตีพิมพ์งานวิจัยในปี 1989 ที่แสดงว่า เอ็มอาร์เอ็นเอที่รวมเข้ากับอนุภาคนาโนที่เป็นลิโปโซมสามารถส่ง (transfect) เอ็มอาร์เอ็นเอเข้าไปในเซลล์ยูแคริโอตต่าง ๆ ได้[12] ต่อมาในปี 1990 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินรายงานผลบวกเมื่อฉีดเอ็มอาร์เอ็นเอเปล่า ๆ (naked หรือ unprotected) เข้าไปในกล้ามเนื้อของหนู[3] งานศึกษาเหล่านี้แสดงหลักฐานแรก ๆ ว่า เอ็มอาร์เอ็นเอที่ถ่ายแบบนอกกาย (in vitro transcribed, IVT) สามารถส่งยีนเพื่อให้เซลล์ของสิ่งมีชีวิตเป็น ๆ ผลิตโปรตีนที่ต้องการได้[3]

การใช้วัคซีนอาร์เอ็นเอได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 การทดลองกับเซลล์สัตว์แบบนอกกาย (in vitro) ได้รายงานเป็นครั้งแรกในปี 1990[13] และต่อจากนั้นไม่นานก็แนะนำให้ใช้สร้างภูมิคุ้มกัน[14][15] ในปี 1993 นักวิจัย (Martinon) ได้แสดงว่า อาร์เอ็นเอที่หุ้มด้วยลิโปโซมสามารถกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันแบบ T[A] ทำงานในกาย และในปี 1994 นักวิจัย (Zhou & Berglund) ได้แสดงหลักฐานแรกว่า อาร์เอ็นเอสามารถใช้เป็นวัคซีนเพื่อกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพก่อโรคทั้งโดยเซลล์ (cellular immunity) และโดยมาโครโมเลกุลอื่น ๆ เช่น สารภูมิต้านทาน (humoral immunity)[3][16][17]

นักชีวเคมีชาวฮังการี Katalin Kariko ได้พยายามแก้อุปสรรคทางเทคนิคหลัก ๆ หลายอย่างในการส่งเอ็มอาร์เอ็นเอเข้าไปในเซลล์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 แล้วได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาภูมิคุ้มกันชาวอเมริกัน Drew Weissman ในปี 2005 พวกเขาตีพิมพ์งานวิจัยที่แก้อุปสรรคทางเทคนิคหลักอย่างหนึ่งโดยใช้นิวคลีโอไซด์ดัดแปลง (ที่เป็นนิวคลีโอไซด์แอนะล็อก) เพื่อส่งเอ็มอาร์เอ็นเอเข้าไปในเซลล์โดยไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนอง[3][18] ต่อมานักชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Derrick Rossi ได้เห็นงานวิจัยนั้นแล้วจึงรู้ว่า ผลงานนี้เป็นงานบุกเบิก[18] จึงจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มุ่งงานทางเอ็มอาร์เอ็นเอในปี 2010 คือ โมเดิร์นา โดยร่วมกับศาสตราจารย์ทางเทคโนโลยีชีวภาพของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) คือ Robert Langer ผู้เห็นอนาคตของเทคโนโลยีในการสร้างวัคซีนเช่นกัน[18][3] เหมือนกับบริษัทไบโอเอ็นเทค โมเดิร์นาก็ได้ใบอนุญาตให้ใช้ผลงานของ Kariko และ Weissman เช่นกัน[18]

ในปี 2000 นักชีววิทยาชาวเยอรมัน Ingmar Hoerr ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งเขาได้ศึกษาเมื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก[19][20] หลังจากจบเรียนแล้ว จึงได้จัดตั้งบริษัท CureVac ร่วมกับอาจารย์ดูแลวิทยานิพนธ์ของเขาคือ Günther Jung และบุคคลอื่น 

แต่จนถึงปี 2020 บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพทางอาร์เอ็นเอก็ได้ผลไม่ดีเมื่อทดสอบยาสำหรับโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเมแทบอลิซึม โรคไต โรคมะเร็งที่เล็งเป้าที่เซลล์โดยเฉพาะ ๆ และโรคที่มีน้อย เช่น Crigler-Najjar syndrome ปัญหาโดยมากก็คือผลข้างเคียงรุนแรงเกินไป[21][22] วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอได้พัฒนาและทดสอบสำหรับโรคพิษสุนัขบ้า ไข้ซิกา ซัยโตเมกาโลไวรัส และไข้หวัดใหญ่ แม้จะไม่มีชนิดใดที่ได้อนุมัติ[23] บริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทก็ได้เลิกพยายามใช้เทคโนโลยีนี้ไปแล้ว[21] และบริษัทบางบริษัทก็ได้เล็งไปที่วัคซีนซึ่งได้กำไรน้อยกว่า เพราะใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่า ดังนั้น จึงมีผลข้างเคียงน้อยกว่า[21][24]

ก่อนการระบาดทั่วของโควิด-19 ยังไม่มียาหรือวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอที่ได้อนุมัติให้ใช้ในมนุษย์ แต่ในเดือนธันวาคม 2020 ทั้งบริษัทโมเดิร์นาและไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคต่างก็ได้รับอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ของตน ๆ เป็นการฉุกเฉินโดยได้รับทุนโดยตรง (โมเดิร์นา) และโดยอ้อม (ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค) จากโปรแกรมปฏิบัติการความเร็วเหนือแสง (Operation Warp Speed) ของรัฐบาลกลางสหรัฐ[18] ในวันที่ 2 ธันวาคม 2020 ซึ่งเป็นวันที่ 7 หลังจากการทดลองระยะสุดท้าย 8 สัปดาห์ สำนักงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพ (MHRA) แห่งสหราชอาณาจักรก็เป็นองค์กรควบคุมยาแห่งแรกของโลกที่อนุมัติวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอให้ใช้ในมนุษย์เป็นจำนวนมาก โดยให้อนุญาตเป็นการฉุกเฉินสำหรับวัคซีน tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค[6][7][25] และประธานบริหารสำนักงานก็กล่าวว่า ไม่ได้อนุมัติยาแบบลัด[26] และว่า ประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยง[27][28] ในวันที่ 11 ธันวาคม 2020 องค์การอาหารและยาสหรัฐก็ได้อนุมัติให้ใช้ Tozinameran เป็นการฉุกเฉินเช่นกัน[29]

รูปแสดงกลไกการออกฤทธิ์ของวัคซีนอาร์เอ็นเอ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่บรรจุอยู่ในอนุภาคนานาโนที่เป็นลิพิด (lipid nanoparticle) อาศัยเอนโดโซม (endosome) เข้าไปในไซโทซอล (cytosol) ของเซลล์ แล้วไรโบโซม (ribosome) ก็ใช้เอ็มอาร์เอ็นเอเป็นแบบ เพื่อผลิตแอนติเจนของไวรัส (viral antigen) ต่อจากนั้น คอมเพล็กซ์โปรตีน proteasome จะย่อยสลายแอนติเจนนั้นเป็นเพปไทด์ (วงกลมสีน้ำเงิน) ซึ่งโมเลกุล class I MHC และ class II MHC ใน endoplasmic reticulum (ER) จะจับแล้วนำออกไปแสดงที่ผิวเซลล์โดยส่งผ่านถุงคัดหลั่ง (secretory vesicle) อันเป็นกลไกหนึ่งของ ER หลังจากนั้น เมื่อภูมิคุ้มกันรู้จักแอนติเจนของไวรัสนั้นแล้ว ก็จะมีเซลล์ภูมิคุ้มกันที่รู้จักมันโดยเฉพาะ ๆ ประเภท cytotoxic T Cell (CD8* T Cell) และ T helper Cell (CD4* T Cell) ดังนั้น เมื่อเซลล์อื่น ๆ ติดเชื้อจุลชีพก่อโรคที่มีแอนติเจนเช่นกันในอนาคต เซลล์ภูมิคุ้มกันก็จะสามารถฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อเหล่านั้นได้

กลไก[แก้]

ดูสารนิเทศเพิ่มเติมที่: ระบบภูมิคุ้มกัน

จุดมุ่งหมายของวัคซีนก็เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะสร้างสารภูมิต้านทานที่เล็งจุลชีพก่อโรคนั้น ๆ เป็นเป้าหมาย สารส่อ (marker) ของจุลชีพก่อโรคที่สารภูมิต้านทานจะเล็งเป็นเป้าเรียกว่า แอนติเจน[30]

วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอทำงานต่างกับวัคซีนปกติ[1] เพราะวัคซีนปกติกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองด้วยสารภูมิต้านทานโดยฉีดแอนติเจน (คือโปรตีนของไวรัสก่อโรค) หรือฉีดไวรัสก่อโรคซึ่งลดฤทธิ์ หรือฉีดเวกเตอร์ไวรัสลูกผสมที่เข้ารหัสแอนติเจน คือใช้ไวรัสอีกอย่างเป็นพาหะส่งยีนแอนติเจนของไวรัสก่อโรคเข้าไปเพื่อให้เซลล์ร่างกายเองสร้างแอนติเจน ส่วนวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอออกฤทธิ์สั้น ๆ กว่า[31] โดยส่งชิ้นส่วนอาร์เอ็นเอของไวรัสที่สังเคราะห์ขึ้นและอยู่ได้ไม่นานเข้าไปในร่างกายของผู้ได้วัคซีน ซึ่งเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งคือ dendritic cell (DC) จะนำเข้าในเซลล์ผ่านกระบวนการฟาโกไซโทซิส[32] แล้วใช้กลไกของเซลล์ (คือ ไรโบโซม) เพื่ออ่านรหัสเอ็มอาร์เอ็นเอแล้วสร้างแอนติเจนของไวรัสก่อนจะทำลายเอ็มอาร์เอ็นเอนั้น[4]

เมื่อแอนติเจนเกิดในเซลล์ถูกเบียนแล้ว ก็จะเกิดกระบวนการปกติของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ คือคอมเพล็กซ์โปรตีน proteasomes ก็จะสลายแอนติเจน แล้วโมเลกุล class I MHC และ class II MHC ก็จะจับกับเพปไทด์ของแอนติเจนแล้วขนส่งมันไปที่ผิวเซลล์ เป็นการก่อกัมมันต์ของ DC[33] ซึ่งก็จะย้ายไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง แล้วแสดงแอนติเจน (antigen presentation) ต่อเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบ T[A] และ B[34] ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การผลิตสารภูมิต้านทานซึ่งเล็งเป้าโดยเฉพาะที่แอนติเจนดังว่า เป็นภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่มีแอนติเจนนั้น [30]

ประโยชน์ของการใช้เอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อให้เซลล์ถูกเบียนผลิตแอนติเจนเองก็คือ โรงงานผลิตเอ็มอาร์เอ็นเอได้ง่ายกว่าผลิตโปรตีนซึ่งเป็นแอนติเจนหรือผลิตไวรัสที่ลดฤทธิ์แล้ว[33][1][4] ประโยชน์อื่น ๆ รวมทั้งความรวดเร็วในการออกแบบและการผลิตวัคซีน บริษัทโมเดิร์นาออกแบบวัคซีนโควิด-19 mRNA-1273 โดยใช้เวลาแค่ 2 วัน[35] ประโยชน์อีกอย่างก็คือเพราะร่างกายผลิตแอนติเจนเอง วัคซีนจึงกระตุ้นทางการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันทั้งโดยเซลล์ (cellular immunity) และโดยมาโครโมเลกุล (humoral immunity) เช่น สารภูมิต้านทาน[5][36]

วัคซีนยังไม่มีผลเปลี่ยนดีเอ็นเอของเซลล์อีกด้วย ชิ้นส่วนอาร์เอ็มเอที่สังเคราะห์ขึ้นเป็นก๊อปปี้ของส่วนหนึ่งของอาร์เอ็นเอของไวรัสโดยเฉพาะ ที่มีข้อมูลเพื่อสร้างแอนติเจนของไวรัส (สำหรับวัคซีนโคโรนาไวรัส ก็คือโปรตีน spike ที่ผิวของอนุภาคไวรัส) โดยไม่เกี่ยวกับดีเอ็นเอมนุษย์ เมื่อวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับโควิด-19 กลายเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องว่าวัคซีนเปลี่ยนดีเอ็นเอมนุษย์ก็กลายเป็นข้อมูลผิดที่กระจายไปในสื่อสังคม แล้วต่อมาจึงถูกหักล้างว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด[37][38]

เอ็มอาร์เอ็นเอปกติจะสลายไปในเซลล์หลังจากใช้สร้างโปรตีนแปลกปลอมแล้ว แต่เพราะผู้ผลิตเก็บสูตรประกอบวัคซีนเป็นความลับ รวมทั้งองค์ประกอบที่แน่นอนของอนุภาคนาโนซึ่งเป็นลิพิดอันใช้ส่งยาเข้าไปในเซลล์ รายละเอียดและกำหนดเวลาต่าง ๆ ของวัคซีนจึงยังไม่ได้ศึกษาโดยผู้ชำนาญการอิสระอื่น [39]

ผลไม่พึงประสงค์และความเสี่ยง[แก้]

  • สายเอ็มอาร์เอ็นเอในวัคซีนอาจทำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองในรูปแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ เพื่อลดโอกาสนี้ ลำดับเอ็มอาร์เอ็นเองจึงทำเลียนแบบตามที่เซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (เช่น เซลล์ของลิง) เองผลิต[40]
  • วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอบางชนิดอาจก่อการตอบสนองของอินเตอร์เฟียรอนแบบ 1 ที่มีกำลัง ซึ่งไม่เพียงสัมพันธ์กับการอักเสบแต่กับภาวะภูมิต้านตนเองด้วย ดังนั้น การระบุผู้เสี่ยงเกิดภาวะภูมิต้านตนเองจึงอาจสำคัญก่อนให้วัคซีน[41]

การให้[แก้]

การส่งวัคซีนอาร์เอ็นเอเข้าไปในเซลล์สามารถแบ่งเป็นสองอย่างคร่าว ๆ คือ ทำนอกกาย (ex vivo) หรือในกาย (in vivo)[3]

นอกกาย[แก้]

dendritic cell (DC) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่แสดงแอนติเจนที่ผิวเซลล์ แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับ T cell[A] ซึ่งเริ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน โดย DC สามารถเก็บจากคนไข้ และโปรแกรม DC ด้วยเอ็มอาร์เอ็นเอ แล้วฉีดกลับเข้าในคนไข้เพื่อให้ภูมิคุ้มกันตอบสนอง[42]

ในกาย[แก้]

หลังจากได้พบว่า การส่งเอ็มอาร์เอ็นเอที่สร้างขึ้นนอกร่างกายแบบ in vitro นำไปสู่การแสดงออกโปรตีนในกายเนื่องกับอาร์เอ็นเอที่ฉีดเข้าร่างกายนั้น วิธีนี้จึงน่าสนใจยิ่งขึ้น [43] เพราะได้เปรียบกว่าวิธีนอกกาย โดยเฉพาะก็คือ เลี่ยงค่าใช้จ่ายในการเก็บแล้วปรับ dendritic cell ของคนไข้ และเลียนการติดเชื้อโดยธรรมชาติ แต่ก็มีอุปสรรคที่ต้องแก้ก่อนจะใช้ได้ดี เพราะร่างกายมีกลไกทางวิวัฒนาการที่กันกรดนิวคลีอิกแปลกปลอม และย่อยสลายอาร์เอ็นเอโดยเอนไซม์ RNase ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงเพื่อจะให้อาร์เอ็นเอถอดรหัสได้ อนึ่ง อาร์เอ็นเอยังหนักเกินที่จะแพร่กระจายภายในเซลล์โดยตนเอง ดังนั้น ก็อาจถูกค้นพบโดยเซลล์และกำจัด

เอ็มอาร์เอ็นเปล่า[แก้]

การฉีดเอ็มอาร์เอ็นเปล่า (naked) ก็คืออาร์เอ็นเอจะประกอบกับสารละลายบัฟเฟอร์เท่านั้น[44] วิธีเช่นนี้รู้จักตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 งานทดลองทางคลินิกแรกในโลกที่ใช้วิธีนี้เกิดในเมืองทือบิงเงิน เยอรมนี ที่ใช้วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอฉีดเข้าใต้หนังกำพร้า (intradermal injection)[45][46]

การใช้อาร์เอ็นเอเป็นวัคซีนเกิดในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 ในรูปแบบเอ็มอาร์เอ็นเอที่ขยายตัวเอง (self-amplifying)[47][48] วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอหลัก ๆ สองอย่างก็คือที่ไม่ขยายตัวเอง (แบบธรรมดา ใช้เวกเตอร์ไวรัส) กับที่ขยายตัวเอง (self-amplifiying) และไม่ได้ใช้เวกเตอร์ไวรัส เมื่อไม่ใช้เวกเตอร์ไวรัส เอ็มอาร์เอ็นเอจะเข้าไปยังไซโทพลาซึมของเซลล์และขยายตัวเอง และในที่สุดก็นำไปสู่การแสดงออกโปรตีนที่เป็นแอนติเจน[49][50]

ยังปรากฏอีกด้วยว่า ช่องทางการฉีดวัคซีน เช่น เข้าไปใต้ผิวหนัง (intradermal) เข้าเส้นเลือด (intravenous) เข้ากล้ามเนื้อ (intramuscular) จะทำให้เซลล์นำเอ็มอาร์เอ็นเอเข้าตัวในระดับต่าง ๆ กัน การเลือกช่องทางการให้วัคซีนจึงสำคัญมาก เช่น งานศึกษาหนึ่งแสดงว่า เทียบกับช่องทางอื่น ๆ ทั้งหมด การฉีดเข้าต่อมน้ำเหลืองทำให้เซลล์ T[A] ตอบสนองมากที่สุด[51]

กลไกของเอ็มอาร์เอ็นเอที่ขยายตัวเองอาจแตกต่างกันมาก เพราะเป็นโมเลกุลที่ใหญ่กว่ากันมาก[3]

เวกเตอร์โพลีเพล็กซ์[แก้]

พอลิเมอร์ที่ก่อกระบวนการ cationic polymerization[B] คือ cationic polymer สามารถผสมกับเอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อสร้างเครื่องหุ้มที่เรียกว่า โพลีเพล็กซ์ ซึ่งป้องกันเอ็มอาร์เอ็นเอลูกผสมจากเอนไซม์ ribonuclease และช่วยในการเข้าไปในเซลล์ โพรทามีน (protamine)[C] เป็นเพปไทด์แคตไอออนที่มีตามธรรมชาติ และได้ใช้หุ้มเอ็มอาร์เอ็นเอในวัคซีน[54]

เวกเตอร์อนุภาคนาโนลิพิด[แก้]

ครั้งแรกที่องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้อนุภาคนาโนที่เป็นลิพิดเพื่อส่งยาก็ในปี 2018 เมื่ออนุมัติยา small interfering RNA (siRNA) คือ Onpattro[55] เพื่อรักษาโรคเส้นประสาทหลายเส้น (polyneuropathy) การหุ้มโมเลกุลเอ็มอาร์เอ็นเอในอนุภาคนาโนลิพิดเป็นพัฒนาการที่สำคัญยิ่งในการผลิตวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเออันได้ผล เพราะฝ่าอุปสรรคทางเทคนิคสำคัญหลายอย่างในการส่งโมเลกุลเอ็มอาร์เอ็นเอเข้าไปในเซลล์[55][56] โดยหลักก็คือ ลิพิดเป็นชั้นป้องกันไม่ให้เอ็มอาร์เอ็นเอเสื่อม จึงทำให้โปรตีนแสดงออกได้ดีกว่า อนึ่ง การปรับชั้นนอกของลิพิดโดยเฉพาะ ๆ ทำให้สามารถเล็งเป้าที่เซลล์โดยเฉพาะ ๆ ผ่านปฏิสัมพันธ์ของลิแกนด์ อย่างไรก็ดี มีงานศึกษาหลายงานที่ชี้ปัญหาในการศึกษาการส่งยาแบบนี้ คือเซลล์รับอาร์เอ็นเอได้ไม่เท่ากันระหว่างการใช้อนุภาคนาโนในกาย (in vivo) กับนอกกาย (in vitro)[57] อนุภาคนาโนสามารถส่งไปยังเซลล์ได้หลายช่องทาง เช่น ทางเส้นเลือด หรือทางระบบน้ำเหลือง[55]

เวกเตอร์ไวรัส[แก้]

ดูสารนิเทศเพิ่มเติมที่: เวกเตอร์ไวรัส

นอกเหนือจากวิธีส่งยาโดยไม่ใช้ไวรัสแล้ว ไวรัสแบบอาร์เอ็นเอยังสามารถดัดแปลงทางพันธุวิศวกรรมให้กระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบคล้าย ๆ กัน ไวรัสที่ปกติใช้เป็นเวกเตอร์รวมทั้งรีโทรไวรัส เล็นทิไวรัส อัลฟาไวรัส และแร็บโดไวรัส (rhabdovirus) แต่ละอย่างต่างมีโครงสร้างและการทำงานที่ไม่เหมือนกัน[58] งานศึกษาทางคลินิกได้ใช้ไวรัสเช่นนี้สำหรับโรคต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตตัวแบบ เช่น หนู ไก่ และไพรเมต[59][60][61]

ผลข้างเคียงและความเสี่ยง[แก้]

ผลไม่พึงประสงค์ของวัคซีนอาร์เอ็นเอคล้ายกับวัคซีนธรรมดาที่ไม่ใช่อาร์เอ็นเอ แต่คนที่เสี่ยงต่อภาวะภูมิต้านตนเองก็อาจมีผลไม่พึงประสงค์เนื่องกันวัคซีนนี้[4] เพราะสายเอ็มอาร์เอ็นเออาจทำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ เพื่อลดโอกาสให้มีน้อยสุด ลำดับอาร์เอ็นเอนในวัคซีนนี้จึงออกแบบให้คล้ายกันอาร์เอ็นเอที่เซลล์ผลิตเอง[40]

ผลข้างเคียงที่แรงแต่ชั่วคราวก็มีรายงานในการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อาร์เอ็นเอ แต่คนโดยมากก็จะไม่ประสบกับผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งรวมการเป็นไข้และล้า ผลข้างเคียงจัดว่ารุนแรงก็ต่อเมื่อจำกัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน[62]

ทั่วไป[แก้]

ก่อนปี 2020 ไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้เอ็มอาร์เอและได้อนุมัติให้ใช้ในมนุษย์ จึงมีความเสี่ยงที่ยังไม่รู้[36] การระบาดทั่วของโควิด-19 ทำให้ต้องผลิตวัคซีนได้เร็ว จึงทำให้วัคซีนอาร์เอ็มเอน่าสนใจต่อองค์กรสาธารณสุขประจำชาติต่าง ๆ แล้วก่อข้อถกเถียงว่าวัคซีนควรจะได้การอนุมัติเช่นไร (เช่น อนุมัติใช้เป็นการฉุกเฉิน คือ emergency use authorization หรืออนุมัติให้ใช้ด้วยความกรุณา คือ expanded access) หลังจาก 8 สัปดาห์หลังการทดลองในมนุษย์ระยะสุดท้าย[63][64]

การเก็บ[แก้]

เพราะเอ็มอาร์เอ็นเอบอบางยิ่ง วัคซีนจึงต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำมากเพื่อไม่ให้เสื่อม เช่น วัคซีนโควิด-19 แบบเอ็มอาร์เอ็นเอคือ โทซินาเมแรน ของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคต้องเก็บในระหว่างอุณหภูมิ -80 ถึง -60 องศาเซลเซียส[65][66] ส่วนบริษัทโมเดิร์นาก็ระบุว่า วัคซีน mRNA-1273 ของตนสามารถเก็บไว้ได้ในระหว่าง -25 ถึง -15 องศาเซลเซียส[67] ซึ่งใกล้ ๆ กับตู้เย็นธรรมดา[66] และวัคซีนจะเสถียรในอุณหภูมิระหว่าง 2-8 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 วัน[67][68] ในเดือนพฤศจิกายน 2020 วารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์รายงานว่า "แม้จะเป็นไปได้ว่า ความแตกต่างของสูตรอนุภาคนาโนลิพิดหรือโครงสร้างทุติยภูมิของเอ็มอาร์เอ็นเอ อาจอธิบายความต่างของความเสถียรที่อุณหภูมิต่าง ๆ (ของวัคซีนบริษัทโมเดิร์นาและไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค) แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากก็คาดว่า ผลิตภัณฑ์วัคซีนทั้งสองในที่สุดก็จะปรากฏว่า มีข้อกำหนดในการเก็บและมีอายุผลิตภัณฑ์คล้าย ๆ กันที่อุณหภูมิต่าง ๆ"[36]

ข้อดี[แก้]

เหนือวัคซีนธรรมดา[แก้]

วัคซีนอาร์เอ็นเอมีข้อดีเหนือวัคซีนธรรมดา[40][4] เพราะไม่ได้ทำมาจากจุลชีพก่อโรคที่ยังเป็น (หรือแม้แต่จุลชีพก่อโรคที่ลดฤทธิ์แล้ว) จึงไม่สามารถทำให้ติดโรคได้ เทียบกับวัคซีนธรรมดาที่ต้องเพาะเลี้ยงจุลชีพก่อโรค ซึ่งถ้าทำในขนาดมาก ๆ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดโรคเฉพาะพื้นที่ที่โรงงานผลิตนั้น [40] วัคซีนอาร์เอ็นเอยังสามารถผลิตได้เร็วกว่า มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และทำเหมือนกัน ๆ ตามมาตรฐานได้ดีกว่า (คือมีอัตราความผิดพลาดน้อยกว่าในการผลิต) ซึ่งอาจช่วยการตอบสนองต่อโรคระบาดที่รุนแรง[4][40]

เหนือวัคซีนดีเอ็นเอ[แก้]

นอกจากจะมีข้อดีเหมือวัคซีนดีเอ็นเอเหนือวัคซีนธรรมดาแล้ว วัคซีนอาร์เอ็นเอนก็ยังมีข้อดีเหนือวัคซีนดีเอ็นเออีกด้วย รวมทั้ง

  • เอ็มอาร์เอ็นเอแปลรหัสในไซโทซอล จึงไม่ต้องเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ และไม่เสี่ยงรวมเข้าในจีโนมของเซลล์ถูกเบียน[3]
  • นิวคลีโอไซด์แปลงรูป (เช่น pseudouridines, 2'-O-methylated nucleosides) สามารถประกอบเข้ากับเอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองแล้วสลายอาร์เอ็นเอ จึงให้ผลที่คงยืนกว่าผ่านสมรรถภาพการแปลรหัสที่ดีกว่า[69][70][71]
  • ส่วน open reading frame (ORF)[D] และ untranslated regions (UTR)[E] ของเอ็มอาร์เอ็นเอยังสามารถจัดให้เหมาะสมที่สุดเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ (เป็นกระบวนการที่เรียกว่า sequence engineering ของเอ็มอาร์เอ็นเอ) เช่น ทำให้ guanine-cytosine content[F] หนาแน่นขึ้น (ซึ่งอาจทำให้อาร์เอ็นเอเสถียรขึ้น) หรือเลือก UTR ที่รู้ว่าทำให้แปลรหัสโปรตีนเพิ่มขึ้น[72]
  • ยังสามารถเพิ่มรหัส ORF เกี่ยวกับกลไกการถ่ายแบบอาร์เอ็นเอเพื่อเพิ่มการแปลรหัสแอนติเจน ซึ่งก็จะเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน เป็นการลดวัสดุที่ต้องใช้ทำวัคซีน[73][74]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

มีข้อมูลผิด  เกี่ยวกับวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ส่งต่อ ๆ กันในสื่อสังคม คือมีการอ้างผิด ๆ ว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอจะเปลี่ยนดีเอ็นเอของผู้ที่ได้รับ หรือเน้นการไร้ประวัติความปลอดภัยก่อน ๆ ของเทคโนโลยี โดยละเลยหลักฐานใหม่ ๆ ที่ได้สะสมในงานทดลองกับคนเป็นหมื่น [11]

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า บุคลากรทางแพทย์ในสหรัฐลังเลเรื่องการรับวัคซีน คือมีงานสำรวจที่พบว่า "บางคนไม่ต้องการจะได้รับวัคซีนในรอบแรก เพื่อจะรอดูว่ามีผลข้างเคียงอะไรบ้าง"[75]

ประสิทธิศักย์ต่อโควิด-19[แก้]

ไม่ชัดเจนว่าทำไมวัคซีนโควิด-19 แบบเอ็มอาร์เอ็นเอของบริษัทโมเดิร์นาและไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคจึงมีประสิทธิศักย์ถึงร้อยละ 90-95 เทียบกับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอซึ่งต้านจุลชีพก่อโรคก่อน ๆ ที่ไม่ได้ผลจนต้องต้องเลิกล้มการทดลองตั้งแต่ต้น [76] แพทย์นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกวัคซีนดีเอ็นเอคือ Margaret Liu ระบุว่า อาจเป็นเพราะ "ทรัพยากรมหาศาล" ที่ลงทุนในการพัฒนา หรือว่าวัคซีนอาจจะ "จุดชนวนการตอบสนองเป็นการอักเสบต่อเอ็มอาร์เอ็นเออย่างไม่เจาะจง (nonspecific inflammatory response) ที่เพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเอ็มอาร์เอ็นเออย่างเฉพาะเจาะจง (specific immune response) เพราะแม้เทคนิคดัดแปลงนิวคลีโอไซด์จะได้ลดการอักเสบแล้วแต่ก็ไม่ได้กำจัดมันโดยสิ้นเชิง" และ "นี่อาจอธิบายปฏิกิริยารุนแรงเป็นความเจ็บปวดและเป็นไข้ที่รายงานโดยผู้ได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอต้านเชื้อ SARS-CoV-2 ด้วย" ปฏิกิริยาที่ว่าอาจรุนแรงแต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว มีความเห็นอีกอย่างว่าเกิดจากปฏิกิริยาต่อโมเลกุลลิพิดที่ใช้ส่งยาเข้าไปในเซลล์[76]

ไม่เหมือนโมเลกุลดีเอ็นเอ โมเลกุลอาร์เอ็นเอบอบบางมากและจะเสื่อมภายในไม่กี่นาทีเมื่อถูกกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอจึงต้องขนส่งและเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำมาก[77] นอกเซลล์หรือนอกระบบที่ใช้ส่งยา ร่างกายยังสลายโมเลกุลเอ็มอาร์เอ็นเอได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย[40] ความเปราะบางของโมเลกุลเอ็มอาร์เอ็นเอเป็นอุปสรรคในเรื่องประสิทธิศักย์ของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอทุกชนิด เพราะอาจเสื่อมไปอย่างมากก่อนจะเข้าไปในเซลล์ได้ และอาจทำให้คนได้วัคซีนคิดและมีพฤติกรรมเหมือนกับมีภูมิคุ้มกันแต่จริง ๆ ไม่มี[77][40]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 T cell หรือ T lymphocyte เป็นลิมโฟไซต์ (เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) ที่มีบทบาทหลักในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อำนวยโดยเซลล์
  2. cationic polymerization เป็นกระบวนการ chain-growth polymerization ที่โมเลกุลแคตไอออนจะถ่ายประจุไปยังมอนอเมอร์ซึ่งก็จะกลายเป็นไวปฏิกิริยา (reactive) มอนอเมอร์ไวปฏิกิริยาก็จะไปมีปฏิกิริยาเช่นเดียวกันกับมอนอเมอร์อื่น ๆ แล้วสร้างพอลิเมอร์[52][53]
  3. protamine โปรตีนนิวเคลียสซึ่งมีอาร์จินีนมาก เป็นโปรตีนที่แทนที่ฮิสโตนในการสร้างตัวอสุจิระยะ haploid หลัง และเชื่อว่าสำคัญต่อความควบแน่นของหัวอสุจิและเสถียรภาพของดีเอ็นเอในตัวอสุจิ
  4. ในพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล open reading frame (ตัวย่อ ORF) เป็นส่วนของ reading frame ที่อาจแปลรหัสได้ ORF เป็นโคดอนที่ติดต่อกันโดยจะมีโคดอนจุดเริ่มต้น (ปกติเป็น AUG) และโคดอนจุดยุติ (ปกติ UAA, UAG หรือ UGA)
  5. ในพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล untranslated region (ตัวย่อ UTR) เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของสองส่วนที่อยู่ในแต่ละข้างของลำดับการเข้ารหัสของเส้นเอ็มอาร์เอ็นเอ
  6. ในพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล GC-content หรือ guanine-cytosine content เป็นอัตราของเบสไนโตรเจนที่อยู่ในโมเลกุลดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอที่ไม่เป็นกัวนีนก็เป็นไซโทซีน (จากที่เป็นไปได้ 4 อย่าง รวมทั้ง adenine กับไทมีนสำหรับดีเอ็นเอ และ adenine กับ uracil สำหรับอาร์เอ็นเอ)

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 Park, KS; Sun, X; Aikins, ME; Moon, JJ (December 2020). "Non-viral COVID-19 vaccine delivery systems". Advanced Drug Delivery Reviews. 169: 137–151. doi:10.1016/j.addr.2020.12.008. PMC 7744276 Check |pmc= value (help). PMID 33340620 Check |pmid= value (help).
  2. Kowalski, PS; Rudra, A; Miao, L; Anderson, DG (April 2019). "Delivering the Messenger: Advances in Technologies for Therapeutic mRNA Delivery". Mol Ther. 27 (4): 710–728. doi:10.1016/j.ymthe.2019.02.012. PMC 6453548. PMID 30846391.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 3.7 3.8 Verbeke, R; Lentacker, I; De Smedt, SC; Dewitte, H (October 2019). "Three decades of messenger RNA vaccine development". Nano Today. 28: 100766. doi:10.1016/j.nantod.2019.100766.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 4.7 Pardi, N; Hogan, MJ; Porter, FW; Weissman, D (April 2018). "mRNA vaccines - a new era in vaccinology". Nature Reviews. Drug Discovery. 17 (4): 261–279. doi:10.1038/nrd.2017.243. PMC 5906799. PMID 29326426.
  5. 5.0 5.1 Kramps, T; Elders, K (2017). "Introduction to RNA Vaccines". RNA Vaccines: Methods and Protocols. Methods in Molecular Biology. 1499. pp. 1–11. doi:10.1007/978-1-4939-6481-9_1. ISBN 978-1-4939-6479-6. PMID 27987140. สืบค้นเมื่อ 2020-11-18.
  6. 6.0 6.1 "UK authorises Pfizer/BioNTech COVID-19 vaccine" (Press release). Department of Health and Social Care. 2020-12-02.
  7. 7.0 7.1 Boseley, S; Halliday, J (2020-12-02). "UK approves Pfizer/BioNTech Covid vaccine for rollout next week". The Guardian. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-23. สืบค้นเมื่อ 2020-12-02.
  8. "Conditions of Authorisation for Pfizer/BioNTech COVID-19 Vaccine" (Decision). Medicines & Healthcare Products Regulatory Agency. 2020-12-08.
  9. 9.0 9.1 Commissioner, Office of the (2020-12-18). "FDA Takes Additional Action in Fight Against COVID-19 By Issuing Emergency Use Authorization for Second COVID-19 Vaccine". FDA (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-12-19.
  10. "US CDC panel recommends Moderna's Covid-19 vaccine for use in adults". www.pharmaceutical-technology.com. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-12-21. สืบค้นเมื่อ 2020-12-21.
  11. 11.0 11.1 Carmichael, F; Goodman, J (2020-12-02). "Vaccine rumours debunked: Microchips, 'altered DNA' and more" (Reality Check). BBC.
  12. Malone, RW; Felgner, PL; Verma, IM (August 1989). "Cationic liposome-mediated RNA transfection". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. 86 (16): 6077–81. Bibcode:1989PNAS...86.6077M. doi:10.1073/pnas.86.16.6077. PMC 297778. PMID 2762315.
  13. Pardi, N; Hogan, M; Porter, F และคณะ (2018). "a new era in vaccinology" (PDF). Nature Rev. Drug Discov. 17: 261–279. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-06-11. Explicit use of et al. in: |authors= (help)CS1 maint: uses authors parameter (link)
  14. Sahin, U; Karikó, K; Ö, Türeci (October 2014). "mRNA-based therapeutics--developing a new class of drugs". Nature Reviews. Drug Discovery. 13 (10): 759–80. doi:10.1038/nrd4278. PMID 25233993. S2CID 27454546.
  15. Weissman, D (February 2015). "mRNA transcript therapy". Expert Review of Vaccines. 14 (2): 265–81. doi:10.1586/14760584.2015.973859. PMID 25359562. S2CID 39511619.
  16. Pascolo, S (August 2004). "Messenger RNA-based vaccines". Expert Opinion on Biological Therapy. 4 (8): 1285–94. doi:10.1517/14712598.4.8.1285. PMID 15268662. S2CID 19350848.
  17. Kallen, KJ; Theß, A (January 2014). "A development that may evolve into a revolution in medicine: mRNA as the basis for novel, nucleotide-based vaccines and drugs". Therapeutic Advances in Vaccines. 2 (1): 10–31. doi:10.1177/2051013613508729. PMC 3991152. PMID 24757523.
  18. 18.0 18.1 18.2 18.3 18.4 Garade, D (2020-11-10). "The story of mRNA: How a once-dismissed idea became a leading technology in the Covid vaccine race". Stat. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-10. สืบค้นเมื่อ 2020-11-16.
  19. Hoerr, I; Obst, R; Rammensee, HG; Jung, G (2000-08-30). "In vivo application of RNA leads to induction of specific cytotoxic T lymphocytes and antibodies". European Journal of Immunology. 30: 1–7. PMID 10602021.
  20. Mayer, KM (2020-11-10). "Die unglaubliche Geschichte des Impfstoffhelden, der in der Charité um sein Leben rang und fürchtete, dass der KGB ihn holt". สืบค้นเมื่อ 2020-12-05.
  21. 21.0 21.1 21.2 Garde, D (2017-01-10). "Lavishly funded Moderna hits safety problems in bold bid to revolutionize medicine". Stat. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-16. สืบค้นเมื่อ 2020-05-19.
  22. Garade, D (2016-09-13). "Ego, ambition, and turmoil: Inside one of biotech's most secretive startups". Stat. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-16. สืบค้นเมื่อ 2020-05-18.
  23. "COVID-19 and Your Health". Centers for Disease Control and Prevention (ภาษาอังกฤษ). 2020-02-11. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-02-01.
  24. Kuznia, R; Polglase, K; Mezzofiore, G (2020-05-01). "In quest for vaccine, US makes 'big bet' on company with unproven technology". CNN Investigates. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-16. สืบค้นเมื่อ 2020-05-01.
  25. Roberts, M (2020-12-02). "Covid Pfizer vaccine approved for use next week in UK". BBC News. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-02-01. สืบค้นเมื่อ 2020-12-02.
  26. "UK regulator says it did not cut any corners to approve Pfizer vaccine". Reuters. 2020-12-02. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-11. สืบค้นเมื่อ 2020-12-02.
  27. "The benefits of the Pfizer/BioNTech vaccine "far outweigh any risk", says Dr June Raine from UK regulator MHRA". BBC News Twittter. 2020-12-02. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-12-05. สืบค้นเมื่อ 2020-12-02.
  28. Guarascio, F (2020-12-02). "EU criticises 'hasty' UK approval of COVID-19 vaccine". Reuters. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-26. สืบค้นเมื่อ 2020-12-02.
  29. Commissioner, Office of the (2020-12-18). "Pfizer-BioNTech COVID-19 Vaccine". FDA (ภาษาอังกฤษ).
  30. 30.0 30.1 Batty, CJ; Heise, MT; Bachelder, EM; Ainslie, KM (December 2020). "Vaccine formulations in clinical development for the prevention of severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 infection". Advanced Drug Delivery Reviews. 169: 168–189. doi:10.1016/j.addr.2020.12.006. PMC 7733686 Check |pmc= value (help). PMID 33316346 Check |pmid= value (help).
  31. Hajj, KA; Whitehead, KA (2017-09-12). "Tools for translation: non-viral materials for therapeutic mRNA delivery". Nature Reviews Materials. 2 (10): 17056. Bibcode:2017NatRM...217056H. doi:10.1038/natrevmats.2017.56.
  32. Schlake, T; Thess, A; Fotin-Mleczek, M; Kallen, KJ (November 2012). "Developing mRNA-vaccine technologies". RNA Biology. 9 (11): 1319–30. doi:10.4161/rna.22269. PMC 3597572. PMID 23064118.
  33. 33.0 33.1 "Seven vital questions about the RNA Covid-19 vaccines emerging from clinical trials". Wellcome Trust. 2020-11-19. สืบค้นเมื่อ 2020-11-26.
  34. Fiedler, K; Lazzaro, S; Lutz, J; Rauch, S; Heidenreich, R (2016). "mRNA Cancer Vaccines". Recent Results in Cancer Research. Fortschritte der Krebsforschung. Progres dans les Recherches Sur le Cancer. Recent Results in Cancer Research. 209: 61–85. doi:10.1007/978-3-319-42934-2_5. ISBN 978-3-319-42932-8. PMID 28101688.
  35. Neilson, S; Dunn, A; Bendix, A (2020-11-26). "Moderna's groundbreaking coronavirus vaccine was designed in just 2 days". Business Insider. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-11. สืบค้นเมื่อ 2020-11-28.
  36. 36.0 36.1 36.2 Dolgin, E (November 2020). "COVID-19 vaccines poised for launch, but impact on pandemic unclear". Nature Biotechnology. doi:10.1038/d41587-020-00022-y. PMID 33239758 Check |pmid= value (help). S2CID 227176634.
  37. Carmichael, F (2020-11-15). "Vaccine rumours debunked: Microchips, 'altered DNA' and more". BBC News. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-02-01. สืบค้นเมื่อ 2020-11-17.
  38. Rahman, G (2020-11-30). "RNA Covid-19 vaccines will not change your DNA". Full Fact. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-27. สืบค้นเมื่อ 2020-12-01.
  39. Vallejo, J (2020-11-18). "'What is Covid vaccine made of?' trends on Google as Pfizer and Moderna seek FDA approval". The Independent. สืบค้นเมื่อ 2020-12-03.
  40. 40.0 40.1 40.2 40.3 40.4 40.5 40.6 "RNA vaccines: an introduction". PHG Foundation. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-08-24.
  41. Pardi, Norbert; Hogan, Michael J.; Porter, Frederick W.; Weissman, Drew (April 2018). "mRNA vaccines — a new era in vaccinology". Nature Reviews Drug Discovery. 17 (4): 261–279. doi:10.1038/nrd.2017.243. PMC 5906799. PMID 29326426.
  42. Benteyn, Daphné; Heirman, Carlo; Bonehill, Aude; Thielemans, Kris; Breckpot, Karine (2014-09-08). "mRNA-based dendritic cell vaccines". Expert Review of Vaccines. 14 (2): 161–176. doi:10.1586/14760584.2014.957684. ISSN 1476-0584. PMID 25196947.
  43. Wolff, JA; Malone, RW; Williams, P; Chong, W; Acsadi, G; Jani, A; Felgner, PL (March 1990). "Direct gene transfer into mouse muscle in vivo". Science. 247 (4949 Pt 1): 1465–8. Bibcode:1990Sci...247.1465W. doi:10.1126/science.1690918. PMID 1690918.
  44. "Vaccine components". Immunisation Advisory Centre (ภาษาอังกฤษ). 2016-09-22. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-26. สืบค้นเมื่อ 2020-12-20.
  45. Probst, J; Weide, B; Scheel, B; Pichler, BJ; Hoerr, I; Rammensee, HG; Pascolo, S (August 2007). "Spontaneous cellular uptake of exogenous messenger RNA in vivo is nucleic acid-specific, saturable and ion dependent". Gene Therapy. 14 (15): 1175–80. doi:10.1038/sj.gt.3302964. PMID 17476302.
  46. Lorenz, C; Fotin-Mleczek, M; Roth, G; Becker, C; Dam, TC; Verdurmen, WP; และคณะ (July 2011). "Protein expression from exogenous mRNA: uptake by receptor-mediated endocytosis and trafficking via the lysosomal pathway". RNA Biology. 8 (4): 627–36. doi:10.4161/rna.8.4.15394. PMID 21654214.
  47. Zhou, X; Berglund, P; Rhodes, G; Parker, SE; Jondal, M; Liljeström, P (December 1994). "Self-replicating Semliki Forest virus RNA as recombinant vaccine". Vaccine. 12 (16): 1510–4. doi:10.1016/0264-410x(94)90074-4. PMID 7879415.
  48. Berglund, P; Smerdou, C; Fleeton, MN; Tubulekas, I; Liljeström, P (June 1998). "Enhancing immune responses using suicidal DNA vaccines". Nature Biotechnology. 16 (6): 562–5. doi:10.1038/nbt0698-562. PMID 9624688. S2CID 38532700.
  49. Deering, RP; Kommareddy, S; Ulmer, JB; Brito, LA; Geall, AJ (June 2014). "Nucleic acid vaccines: prospects for non-viral delivery of mRNA vaccines". Expert Opin Drug Deliv. 11 (6): 885–99. doi:10.1517/17425247.2014.901308. PMID 24665982. S2CID 33489182.
  50. Geall, AJ; Verma, A; Otten, GR; Shaw, CA; Hekele, A; Banerjee, K; Cu, Y; Beard, CW; Brito, LA; Krucker, T; O'Hagan, DT; Singh, M; Mason, PW; Valiante, NM; Dormitzer, PR; Barnett, SW; Rappuoli, R; Ulmer, JB; Mandl, CW (September 2012). "Nonviral delivery of self-amplifying RNA vaccines". Proc Natl Acad Sci U S A. 109 (36): 14604–9. Bibcode:2012PNAS..10914604G. doi:10.1073/pnas.1209367109. PMC 3437863. PMID 22908294.
  51. Kreiter, S; Selmi, A; Diken, M; Koslowski, M; Britten, CM; Huber, C; และคณะ (November 2010). "Intranodal vaccination with naked antigen-encoding RNA elicits potent prophylactic and therapeutic antitumoral immunity". Cancer Research. 70 (22): 9031–40. doi:10.1158/0008-5472.can-10-0699. PMID 21045153.
  52. Odian, George (2004). Principles of Polymerization (4th ed.). Hoboken, NJ: Wiley-Interscience. ISBN 978-0-471-27400-1.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  53. Mark, Herman F.; Bikales, Norbert; Overberger, Charles G.; Menges, Georg; Kroschwitz, Jacqueline I (1990). Encyclopedia of Polymer Science and Engineering (2nd ed.). Wiley-Interscience. ISBN 978-0-471-80950-0.CS1 maint: uses authors parameter (link)
  54. Weide, B; Pascolo, S; Scheel, B; Derhovanessian, E; Pflugfelder, A; Eigentler, TK; Pawelec, G; Hoerr, I; Rammensee, HG; Garbe, C (June 2009). "Direct injection of protamine-protected mRNA: results of a phase 1/2 vaccination trial in metastatic melanoma patients". J Immunother. 32 (5): 498–507. doi:10.1097/CJI.0b013e3181a00068. PMID 19609242. S2CID 3278811.
  55. 55.0 55.1 55.2 Cooney, E (2020-12-01). "How nanotechnology helps mRNA Covid-19 vaccines work". Stat. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-31. สืบค้นเมื่อ 2020-12-03.
  56. Reichmuth, AM; Oberli, MA; Jaklenec, A; Langer, R; Blankschtein, D (May 2016). "mRNA vaccine delivery using lipid nanoparticles". Therapeutic Delivery. 7 (5): 319–34. doi:10.4155/tde-2016-0006. PMC 5439223. PMID 27075952.
  57. Paunovska, K; Sago, CD; Monaco, CM; Hudson, WH; Castro, MG; Rudoltz, TG; และคณะ (March 2018). "A Direct Comparison of in Vitro and in Vivo Nucleic Acid Delivery Mediated by Hundreds of Nanoparticles Reveals a Weak Correlation". Nano Letters. 18 (3): 2148–2157. Bibcode:2018NanoL..18.2148P. doi:10.1021/acs.nanolett.8b00432. PMC 6054134. PMID 29489381.
  58. Lundstrom, K (March 2019). "RNA Viruses as Tools in Gene Therapy and Vaccine Development". Genes. 10 (3): 189. doi:10.3390/genes10030189. PMC 6471356. PMID 30832256.
  59. Huang, TT; Parab, S; Burnett, R; Diago, O; Ostertag, D; Hofman, FM; และคณะ (February 2015). "Intravenous administration of retroviral replicating vector, Toca 511, demonstrates therapeutic efficacy in orthotopic immune-competent mouse glioma model". Human Gene Therapy. 26 (2): 82–93. doi:10.1089/hum.2014.100. PMC 4326030. PMID 25419577.
  60. Schultz-Cherry, S; Dybing, JK; Davis, NL; Williamson, C; Suarez, DL; Johnston, R; Perdue, ML (December 2000). "Influenza virus (A/HK/156/97) hemagglutinin expressed by an alphavirus replicon system protects chickens against lethal infection with Hong Kong-origin H5N1 viruses". Virology. 278 (1): 55–9. doi:10.1006/viro.2000.0635. PMID 11112481.
  61. Geisbert, TW; Feldmann, H (November 2011). "Recombinant vesicular stomatitis virus-based vaccines against Ebola and Marburg virus infections". The Journal of Infectious Diseases. 204 Suppl 3 (suppl_3): S1075-81. doi:10.1093/infdis/jir349. PMC 3218670. PMID 21987744.
  62. Wadman, M (November 2020). "Public needs to prep for vaccine side effects". Science. 370 (6520): 1022. doi:10.1126/science.370.6520.1022. PMID 33243869 Check |pmid= value (help).
  63. Thomas, K (2020-10-22). "Experts Tell F.D.A. It Should Gather More Safety Data on Covid-19 Vaccines". New York Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-26. สืบค้นเมื่อ 2020-11-21.
  64. Kuchler, H (2020-09-30). "Pfizer boss warns on risk of fast-tracking vaccines". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 2020-11-21.
  65. "Pfizer-BioNTech COVID-19 Vaccine Vaccination Storage & Dry Ice Safety Handling". Pfizer. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-24. สืบค้นเมื่อ 2020-12-17.
  66. 66.0 66.1 Simmons-Duffin, S. "Why Does Pfizer's COVID-19 Vaccine Need To Be Kept Colder Than Antarctica?". NPR.org. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-02-01. สืบค้นเมื่อ 2020-11-18.
  67. 67.0 67.1 "Fact Sheet for Healthcare Providers Administering Vaccine" (PDF). ModernaTX, Inc. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-28.
  68. "Moderna Announces Longer Shelf Life for its COVID-19 Vaccine Candidate at Refrigerated Temperatures". NPR.org (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-11-16.
  69. Karikó, Katalin; Buckstein, Michael; Ni, Houping; Weissman, Drew (August 2005). "Suppression of RNA Recognition by Toll-like Receptors: The Impact of Nucleoside Modification and the Evolutionary Origin of RNA". Immunity. 23 (2): 165–175. doi:10.1016/j.immuni.2005.06.008. ISSN 1074-7613. PMID 16111635.
  70. Karikó, Katalin; Muramatsu, Hiromi; Ludwig, János; Weissman, Drew (2011-09-02). "Generating the optimal mRNA for therapy: HPLC purification eliminates immune activation and improves translation of nucleoside-modified, protein-encoding mRNA". Nucleic Acids Research. 39 (21): e142. doi:10.1093/nar/gkr695. ISSN 1362-4962. PMC 3241667. PMID 21890902.
  71. Pardi, Norbert; Weissman, Drew (2016-12-17), "Nucleoside Modified mRNA Vaccines for Infectious Diseases", RNA Vaccines, Springer New York, 1499, pp. 109–121, doi:10.1007/978-1-4939-6481-9_6, ISBN 978-1-4939-6479-6, PMID 27987145
  72. Schlake, Thomas; Thess, Andreas; Fotin-Mleczek, Mariola; Kallen, Karl-Josef (November 2012). "Developing mRNA-vaccine technologies". RNA Biology. 9 (11): 1319–1330. doi:10.4161/rna.22269. ISSN 1547-6286. PMC 3597572. PMID 23064118.
  73. Berglund, Peter (June 1998). "Enhancing immune responses using suicidal DNA vaccines". Nature Biotechnology. 16 (6): 562–5. doi:10.1038/nbt0698-562. PMID 9624688.
  74. Vogel, Annette B.; Lambert, Laura; Kinnear, Ekaterina; Busse, David; Erbar, Stephanie; Reuter, Kerstin C.; Wicke, Lena; Perkovic, Mario; Beissert, Tim; Haas, Heinrich; Reece, Stephen T. (February 2018). "Self-Amplifying RNA Vaccines Give Equivalent Protection against Influenza to mRNA Vaccines but at Much Lower Doses". Molecular Therapy. 26 (2): 446–455. doi:10.1016/j.ymthe.2017.11.017. ISSN 1525-0016. PMC 5835025. PMID 29275847.
  75. Rowland, C (2020-11-21). "Doctors and nurses want more data before championing vaccines to end the pandemic". Washington Post. สืบค้นเมื่อ 2020-11-22.
  76. 76.0 76.1 Kwon, D (2020-11-25). "The Promise of mRNA Vaccines". The Scientist. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-22. สืบค้นเมื่อ 2020-11-27.
  77. 77.0 77.1 Jaffe-Hoffman, M (2020-11-17). "Could mRNA COVID-19 vaccines be dangerous in the long-term?". The Jerusalem Post. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-01-29. สืบค้นเมื่อ 2020-11-17.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]