ปลากัด
บทความนี้ได้รับแจ้งให้ปรับปรุงหลายข้อ กรุณาช่วยปรับปรุงบทความ หรืออภิปรายปัญหาที่หน้าอภิปราย |
| ปลากัด | |
|---|---|
| การพองตัว พองเหงือก เบ่งครีบเข้าต่อสู้กันของปลากัดหม้อตัวผู้ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | สัตว์ Animalia |
| ไฟลัม: | สัตว์มีแกนสันหลัง Chordata |
| ชั้น: | ปลาที่มีก้านครีบ Actinopterygii |
| อันดับ: | Anabantiformes |
| วงศ์: | ปลากัด ปลากระดี่ Osphronemidae |
| สกุล: | ปลากัด Betta Regan, 1910 |
| สปีชีส์: | B. splendens |
| ชื่อทวินาม | |
| Betta splendens Regan, 1910 | |
ปลากัด[2] (ชื่อวิทยาศาสตร์: Betta splendens) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์ย่อย Macropodusinae ซึ่งอยู่ในวงศ์ใหญ่ Osphronemidae
ลักษณะ
[แก้]ครีบก้นยาวจรดครีบหาง หางแบนกลม มีอวัยวะช่วยหายใจบนผิวน้ำได้โดยใช้ปากฮุบอากาศโดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนปลาทั่วไป เกล็ดสากเป็นแบบทีนอยด์ ปกคลุมจนถึงหัว ริมฝีปากหนา ตาโต ครีบอกคู่แรกยาวใช้สำหรับสัมผัส ปลาตัวผู้มีสีน้ำตาลเหลือบแดงและน้ำเงินหรือเขียว ครีบสีแดงและมีแถบสีเหลืองประ ในขณะที่ปลาตัวเมียสีจะซีดอ่อนและมีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามากจนเห็นได้ชัด
ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร พบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำนิ่งตื้น ๆ ขนาดเล็กของที่ราบลุ่มทุกภาคส่วนในประเทศไทยเท่านั้น สถานะปัจจุบันในธรรมชาติถูกคุกคามจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและสารเคมีที่ตกค้าง[3]
มีพฤติกรรมชอบอยู่ตัวเดียวในอาณาบริเวณแคบ ๆ เพราะดุร้ายก้าวร้าวมากในปลาชนิดเดียวกัน ตัวผู้เมื่อพบกันจะพองตัว พองเหงือก เบ่งสีเข้ากัดกัน ซึ่งในบางครั้งอาจกัดได้จนถึงตาย เมื่อผสมพันธุ์ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายก่อหวอดติดกับวัสดุต่าง ๆ เหนือผิวน้ำ ไข่ใช้เวลาฟัก 2 วัน โดยที่ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่และตัวอ่อนเอง โดยไม่ให้ปลาตัวเมียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย[2]
เป็นปลาที่ชาวไทยรู้จักเป็นอย่างดีมาแต่โบราณ โดยปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากธรรมชาติมักเรียกติดปากว่า "ปลากัดทุ่ง" หรือ "ปลากัดลูกทุ่ง" หรือ "ปลากัดป่า" จากพฤติกรรมที่ชอบกัดกันเองแบบนี้ ทำให้นิยมนำมาเลี้ยงใช้สำหรับกัดต่อสู้กันเป็นการพนันชนิดหนึ่งของชาวไทย และได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และความสามารถในชั้นเชิงการกัดจนถึงปัจจุบัน จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยและเป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติในชื่อ "Siamese fighting fish" โดย ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ปลากัดเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระดับโลก โดยเขียนบทความชื่อ "The Fighting Fish of Siam" ลงในวารสารโคเพีย ฉบับที่ 159, วารสารไซเอนซ์ไดเจสต์ ฉบับที่ 2 และวารสารเนเชรัลฮิสทรี ฉบับที่ 39 โดยบรรยายถึงลักษณะเฉพาะตัวของปลากัด เช่น การพองตัวต่อสู้, การแข่งขันพนันกัดปลาในประเทศไทย รวมถึงการเพราะพันธุ์ปลากัดเพื่อการเลี้ยงเพื่อการพนันและความสวยงามอีกด้วย [2] นอกจากนี้แล้วในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ของฮอลลีวู้ด เรื่อง From Russia with Love ในปี พ.ศ. 2509 ก็ได้มีการอ้างอิงถึงปลากัดในเชิงสัญลักษณ์ด้วย [4]
ในปัจจุบัน ปลากัดได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีสีสันที่สวยงามและหลากหลายขึ้น เรียกว่า "ปลากัดหม้อ" นิยมเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็กและแคบ เช่น ขวดโหล, ขวดน้ำอัดลม เป็นต้น อีกทั้งยังได้พัฒนาสายพันธุ์ในแง่ของความเป็นปลาสวยงามอีกหลายสายพันธุ์ เช่น "ปลากัดจีน" ที่มีเครื่องครีบยาว "ปลากัดแฟนซี" ที่มีสีสันหลากหลายสวยงาม "ปลากัดคราวน์เทล" หรือ "ปลากัดฮาร์ฟมูน" เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2556 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียนปลากัดไทย ในบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ (สาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประเภทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน) เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2556[5][6] https://book.culture.go.th/newbook/ich/ich2013.pdf เช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ หรือลำตัด[7]
ในปี พ.ศ. 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติประกาศให้ "ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ" โดยการผลักดันของภาคประชาชน[8] ร่วมกับภาครัฐ โดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562[9] https://ich-thailand.org/api/v1/uploads/unsorted/20230404145550_05-pii-2556-cchamnwn-68-raaykaar.pdf https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/slkupload/v62_62.pdf
และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดเอกลักษ์ประจำชาติ ของปลากัดไทย ในราชกิจจานุเบกษา ร่วมกับ นาค และการไหว้ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในเวลาต่อมา[10] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/71561.pdf
ปลากัดจีน
[แก้]เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดครีบยาวมาช้านาน เข้าใจว่าอาจมาจากลักษณะครีบที่ยาวรุ่ยร่ายสีฉูดฉาดเหมือนงิ้วจีน ปลากัดจีนเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อ โดยผสมคัดพันธุ์ให้ได้ลักษณะที่มีครีบและหางยาวขึ้น ความยาวของครีบหางส่วนใหญ่จะยาวเท่ากับ หรือมากกว่าความยาวของลำตัวและหัวรวมกัน และมีการพัฒนาให้ได้สีใหม่ ๆ และสวยงาม โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวไทย ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์สำเร็จมาช้านาน ก่อนที่ปลากัดจะถูกนำไปเลี้ยงในต่างประเทศ แต่ไม่มีการบันทึกไว้ว่า การพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ปลากัดชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามแพร่หลายไปทั่วโลก และได้มีการนำไปพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย
ปลากัดป่า หรือปลากัดลูกทุ่ง
[แก้]เป็นปลากัดที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามท้องนา และหนองบึง เป็นปลาขนาดเล็กที่ไม่มีลักษณะเด่นมากนัก ส่วนมากครีบ และหางมีสีแดงเกือบตลอด มีประสีดำบ้างเล็กน้อย บางทีอาจมีแต้มสีเขียวอ่อน ๆ เรียงต่อกันเป็นเส้นสีเขียว ๆ ที่ครีบหลัง เวลาถอดสี ทั้งตัวและครีบจะเป็นสีน้ำตาลด้าน ๆ คล้ายใบหญ้าแห้ง ในปัจจุบันคำว่า "ปลาป่า" หมายความรวมถึง ปลากัดพื้นเมืองภาคอีสาน ปลากัดพื้นเมืองภาคใต้ และ ปลากัดป่ามหาชัย อีกด้วย
ปลาสังกะสีและปลากัดลูกหม้อ
[แก้]เป็นปลากัดที่นักเพาะพันธุ์ปลาได้นำมาคัดสายพันธุ์ โดยมุ่งหวังจะได้ปลาที่กัดเก่ง จากบันทึกคำบอกเล่าของหลวงอัมรินทร์สมบัติ (ครอบ สุวรรณนคร) ซึ่งเป็นนักเลงปลาเก่าเชื่อว่า ปลาสังกะสีและปลาลูกหม้อน่าจะได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2430 โดยท่านจำได้ว่าก่อนหน้านั้นยังต้องจับปลาป่ามากัดพนันกันอยู่ ต่อมานักเลงปลาบางคนก็เริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลาป่าที่อาศัยอยู่ตามรูปูในฤดูแล้ง มาขังไว้ในโอ่ง และเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝน ก็นำมากัดพนันกับปลาป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่นำมาเลี้ยงไว้ไม่ได้ การเล่นปลาขุดยังนิยมเล่นกันมาถึงประมาณ พ.ศ. 2496 หลังจากนั้นก็มีการเก็บปลาที่กัดเก่งเลี้ยงไว้ข้ามปี และหาปลาป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในชุดแรกเรียกว่า "ปลาสังกะสีสีแดง" หรือ "ปลากัดสังกะสี" ปลาสังกะสีที่เก่ง อดทน สวยงาม ก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมออกมาในชุดต่อไป จะได้ปลาที่เรียกว่า "ปลาลูกหม้อ" หรือ "ปลากัดหม้อ"
ที่เรียกว่า ปลาสังกะสี สันนิษฐานว่าน่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ขาดง่ายเมื่อถูกกัดเหมือนปลาป่า ปลาสังกะสีมักจะตัวใหญ่ มีสีสันลักษณะต่างจากปลาป่า แต่ส่วนมากมีชั้นเชิงและความอดทนในการกัดสู้ปลาลูกหม้อไม่ได้
ส่วนที่เรียกว่า ปลาลูกหม้อ นั้น น่าจะมาจากการนำหม้อดินมาใช้ในการเพาะและอนุบาลปลากัดในระยะแรกๆ ปลาลูกหม้อจึงเป็นปลาสายพันธุ์ที่สร้างมาโดยนักเลงปลาทั้งหลาย เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีสำหรับการต่อสู้ และมีสีสันที่สวยงามตามความพอใจของเจ้าของ ปลาลูกหม้อมีรูปร่างหนาใหญ่กว่าปลาป่าและปลาสังกะสี ส่วนมากสีจะเป็นสีน้ำเงิน สีแดง สีเทา สีเขียว สีคราม หรือสีแดงปนน้ำเงิน ครีบหางอาจเป็นรูปมนป้าน หรือรูปใบโพธิ์ การเล่นปลากัดในสมัยก่อนนั้น ปลาลูกหม้อแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ "ลูกแท้" และ "ลูกสับ" ลูกแท้หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากครอกเดียวกัน ส่วนลูกสับหมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากต่างครอกกัน
ปลากัดหางสามเหลี่ยมหรือปลากัดเดลตา (Delta)
[แก้]เป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลากัดครีบยาว หรือปลากัดจีน โดยพัฒนาให้หางสั้นเข้าและแผ่กว้างออกไปเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบครีบหางกางทำมุม 45 - 60 องศา กับโคนหาง และต่อมาได้พัฒนาให้ครีบแผ่ออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น เรียก "ซูเปอร์เดลตา" ซึ่งมีหางแผ่กางใหญ่กว่าปกติ จนขอบครีบหางด้านบนและล่างเกือบเป็นเส้นตรง กลิ่นหอม
ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกหรือฮาล์ฟมูน (Halfmoon)
[แก้]เป็นปลากัดที่มีหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบหางจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม 180 องศา ได้มีแนวคิดและความพยายามในการที่จะพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ในประเทศเยอรมนี แต่เพิ่งประสบผลสำเร็จเมื่อราว พ.ศ. 2530 โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวฝรั่งเศสและชาวเยอรมัน ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกมีลักษณะที่สำคัญ คือ ครีบหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบด้านหน้าจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม 180 องศา ครีบด้านนอกเป็นขอบเส้นโค้งของครึ่งวงกลม ก้านครีบหางแตกแขนง 2 ครั้ง เป็น 4 แขนง หรือมากกว่า ปลาที่สมบูรณ์จะต้องมีลำตัวและครีบสมส่วนกัน โดยลำตัวต้องไม่เล็กเกินไป ครีบหางแผ่ต่อเนื่องหรือซ้อนทับกับครีบหลังและครีบก้น จนเห็นเป็นเนื้อเดียวกัน ขอบครีบหลังโค้งมนเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม เส้นขอบครีบทุกครีบโค้งรับเป็นเส้นเดียวกัน (ยกเว้นครีบอก) ปลายหางคู่ที่แยกเป็น 2 แฉกจะต้องซ้อนทับและโค้งมนสวยงาม ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกที่แท้จริงจะต้องมีขอบครีบหางแผ่ทำมุม 180 องศา ได้ตลอดไป ถึงแม้ปลาจะมีอายุมากขึ้นก็ตาม
ปลากัดหางมงกุฎหรือปลากัดคราวน์เทล (Crowntail)
[แก้]เป็นปลากัดที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นใน พ.ศ. 2543 โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวอินโดนีเซีย เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีหางจักเป็นหนามเหมือนมงกุฎ และเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของปลากัดชนิดนี้คือ ก้านครีบจะโผล่ยาวออกไปจากปลายหาง ลักษณะดูเหมือนหนาม ซึ่งอาจยาวหรือสั้นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับลักษณะการแยกของปลายหนาม และการแยกการเว้าโคนหนามก็มีหลายรูปแบบ ปลากัดหางมงกุฎที่สมบูรณ์จะมีครีบหางแผ่เต็มซ้อนทับได้แนวกับครีบอื่น ๆ และส่วนของหนามมีการจัดเรียงในรูปแบบที่สวยงามสม่ำเสมอ
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีปลากัดประเภทอื่น ๆ เช่น "ปลากัดเขมร" ที่ใช้เรียกปลากัดที่มีสีลำตัวเป็นสีอ่อนหรือเผือก และมีครีบสีแดง "ปลากัดหางคู่" ซึ่งครีบหางมีลักษณะเป็น 2 แฉก อาจแยกกันอย่างเด็ดขาด หรือที่ตรงโคนยังเชื่อมติดกันอยู่ก็ได้ รวมทั้งปลากัดที่เรียกชื่อตามรูปแบบสี เช่น "ปลากัดลายหินอ่อน" และ "ปลากัดลายผีเสื้อ"[12][2]
รูปภาพ
[แก้]- ปลากัดจีนตัวเมีย
- ปลาตัวเมียขณะวางไข่
- ปลากัดจีนผสมพันธุ์กันภายใต้หวอดที่สร้างโดยตัวผู้
- ปลากัดคราวน์เทล
- ปลากัดฮาล์ฟมูนสีเหลือง
- ส่วนหน้าของปลากัดแบบโคลสอัพ
- ลูกปลาวัยอ่อน
- ปลาตัวเมียและจุดไข่นำ
- ปลากัดฮาล์ฟมูน (Halfmoon)
ปลากัดที่พบในประเทศไทย
[แก้]| กลุ่ม (group/complex) | ชื่อไทย | ชื่อวิทยาศาสตร์ | การค้นพบ |
| B. pugnax | ปลากัดอมไข่ปีนัง | Betta pugnax | Cantor, 1850 |
| ปลากัดหัวโม่งจันทบุรี | Betta prima | Kottelat, 1994 | |
| ปลากัดอมไข่ภาคใต้ | Betta pallida | Schindler & Schmidt, 2004 | |
| ปลากัดอมไข่นราธิวาส | Betta apollon | Schindler & Schmidt, 2006 | |
| ปลากัดอมไข่สงขลา | Betta ferox | Schindler & Schmidt, 2006 | |
| ปลากัดคือเน่ห์ | Betta kuehnei | Schindler & Schmidt, 2008 | |
| B. picta | ปลากัดอมไข่กระบี่ | Betta simplex | Kottelat, 1994 |
| B. splendens | ปลากัดป่าภาคกลาง | Betta splendens | Regan, 1910 |
| ปลากัดป่าภาคอีสาน | Betta smaragdina | Ladiges, 1972 | |
| ปลากัดป่าภาคใต้ | Betta imbellis | Ladiges, 1975 | |
| ปลากัดป่ามหาชัย | Betta mahachaiensis | Kowasupat, Panijpan, Ruenwongsa & Sriwattanarothai, 2012 [13] | |
| ปลากัดป่าภาคตะวันออก | Betta siamorientalis | Kowasupat, Panijpan, Ruenwongsa & Jeenthong, 2012 [14] | |
| B. waseri | ปลากัดช้าง, ปลากัดอมไข่พรุโต๊ะแดง | Betta pi | Tan, 1998 |
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Vidthayanon, C. (2011). "Betta splendens". IUCN Red List of Threatened Species. 2011: e.T180889A7653828. doi:10.2305/IUCN.UK.2011-1.RLTS.T180889A7653828.en. สืบค้นเมื่อ 12 November 2021.
- 1 2 3 4 สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์. สาระน่ารู้ ปลาน้ำจืดไทย เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2547. 257 หน้า. หน้า 196-200. ISBN 974-00-8738-8
- ↑ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๒. สัตว์ถิ่นเดียวของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2542. 109 หน้า. หน้า 26. ISBN 974-7772-39-6
- ↑ "Betta Fish in a 007 Movie, From Russia With Love". ยูทิวบ์. 2013-07-03. สืบค้นเมื่อ 21 November 2015.
- ↑ "สวธ.ชู "ข้าวหลาม ยาหม่อง มวยตับจาก" มรดกภูมิปัญญาชาติ". mgronline.com. 2013-09-03. สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
- ↑ Administrator. "ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ "สัตว์" ของไทย : ปลากัดไทย". ich.culture.go.th. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-08-06. สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
- ↑ "ตีทะเบียน ข้าวหอมมะลิ ปลากัดไทย มรดกวัฒนธรรมของชาติ". เอ็มไทยดอตคอม. 3 September 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 21 November 2015.
{{cite web}}: ระบุ|archivedate=และ|archive-date=มากกว่าหนึ่งรายการ (help); ระบุ|archiveurl=และ|archive-url=มากกว่าหนึ่งรายการ (help) - ↑ "รมว.เกษตร ชงครม. เสนอ 'ปลากัด' เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย". TODAY. 2018-11-06. สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
- ↑ "กระทรวงเกษตรฯ ปลื้ม ครม.ไฟเขียวให้ ปลากัด เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีเอกลักษณ์โดดเด่นสะท้อนความเป็นคนไทย". https://www.moac.go.th/. สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
{{cite web}}: แหล่งข้อมูลอื่นใน(help)|website= - ↑ "ราชกิจจาฯ ประกาศ กำหนดให้ "ปลากัดไทย-นาค-การไหว้" เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ". www.thairath.co.th. 2025-06-02. สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
- ↑ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 30 – มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-01-05.
- ↑ โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม ๓๐. กรุงเทพฯ : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2548. 307 หน้า. ISBN 9748185494
- ↑ Kowasupat, Chanon; Panijpan, Bhinyo; Ruenwongsa, Pintip; Sriwattanarothai, Namkang (2012-10-19). "Betta mahachaiensis, a new species of bubble-nesting fighting fish (Teleostei: Osphronemidae) from Samut Sakhon Province, Thailand". Zootaxa (ภาษาอังกฤษ). 3522 (1): 49–60. doi:10.11646/zootaxa.3522.1.3. ISSN 1175-5334.
- ↑ Kowasupat, Chanon; Panijpan, Bhinyo; Ruenwongsa, Pintip; Jeenthong, Adsanai (2012-12-10). "Betta siamorientalis, a new species of bubble-nest building fighting fish (Teleostei: Osphronemidae) from eastern Thailand". Vertebrate Zoology (ภาษาอังกฤษ). 62: 387–397. doi:10.3897/vz.62.e31398. ISSN 2625-8498.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Simpson, M. J. A. (1968). "The display of the Siamese fighting fish Betta splendens". Animal Behaviour Monographs. 1: 1–73. doi:10.1016/S0066-1856(68)80001-9.
- Thompson, T (1966). "Operant and Classically-Conditioned Aggressive Behavior in Siamese Fighting Fish". American Zoologist. 6 (4): 629–741. doi:10.1093/icb/6.4.629. PMID 6009828.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Bettas ที่เว็บไซต์ Curlie