ที่สูงแคเมอรอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Cameron Highlands

Tanah Tinggi Cameron
Tea plantation landscape
Highland tea plantation
ที่สูงแคเมอรอน is located in มาเลเซียตะวันตก
ที่สูงแคเมอรอน
Location of Cameron Highlands shown within Peninsular Malaysia
พิกัดภูมิศาสตร์: 4°30′N 101°30′E / 4.5°N 101.5°E / 4.5; 101.5พิกัดภูมิศาสตร์: 4°30′N 101°30′E / 4.5°N 101.5°E / 4.5; 101.5
Country มาเลเซีย
Stateรัฐปะหัง Pahang Darul Makmur
ที่ตั้งTanah Rata
การปกครอง
 • District officerDato Hj. Ahmad Daud
พื้นที่
 • ทั้งหมด712 ตร.กม. (275 ตร.ไมล์)
ประชากร (2010)[1]
 • ทั้งหมด38,471
 • ความหนาแน่น54 คน/ตร.กม. (140 คน/ตร.ไมล์)

ที่สูงแคเมอรอน (มลายู: Tanah Tinggi Cameron) เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บนเขาที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศมาเลเซีย โดยมีขนาดพื้นที่เท่ากับประเทศสิงคโปร์ ครอบคลุมพื้นที่ว่า 712 ตารางกิโลเมตร(275 ตารางไมล์) มีพื้นที่ทางตอนเหนือติดกับรัฐกลันตัน และทางตะวันตกมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตเมืองปีรัก

ที่สูงแคเมอรอน อยู่บริเวณทางปลายสุดฝังตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปาหัง "คาเมรอน" มีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร(56 ไมล์) ถ้ามาจากทางเมืองอิโป หรือประมาณ 200 กิโลเมตร (120 ไมล์) ถ้ามาจากทางกัวลาลัมเปอร์ ถือว่าเป็นเขตเลือกตั้งที่เล็กที่สุดในปาหัง

ผู้ค้นพบที่สูงแคเมอรอน คือ เซอร์ วิลเลียม คาเมรอนในปี 1885 ที่สูงแคเมอรอน ประกอบด้วย 3 ตำบล คือ ริงเลต (5,165 เฮคเตอร์), ทานะ ราตะ(2,081เฮคเตอร์) และอุรู เทลอม (63,981 เฮคเตอร์) ซึ่งแบ่งเป็นตำบลย่อย ๆ อีก 8 ตำบล คือ ริงเลต, ทานะ ราตะ (ศูนย์กลางบริหารของเมือง), บรินชาง, หุบเขาเบอแทม, ฟาร์มเกีย, ทริงแกป, กัวลา เทอรา และ กัมปุง ราจา พื้นที่เหล่านี้มีความต่างของสูงของแต่ละพื้นที่โดยจัดความสูงอยู่ในช่วงจาก 1100 เมตร ถึง 1600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีที่เหมาะแก่การพักผ่อนประมาณ 18 องศาเซลเซียส (64 องศาฟาเรนไฮต์) ในระหว่างวันอุณหภูมิจะไม่สูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส(77 องศาฟาเรนไฮต์) ส่วนในช่วงกลางคืนอุณหภูมิไม่ต่ำไปกว่า 9 องศาเซลเซียส (48 องศาฟาเรนไฮต์) วัดที่พื้นที่ระดับสูง

มีสถานพักตากอากาศไว้สำหรับประชาชนที่หลากหลายเชื้อชาติ สามารถรองรับได้มากกว่า 38,000 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวมลายูที่เป็นมุสลิมและมีถิ่นฐานอยู่ในอาณาเขตของประเทศมาเลเซียปัจจุบัน (ชาวมลายู(7,321), อื่นๆ(5,668)), ชาวจีน(13,099), ชาวอินเดีย (6,988) , กลุ่มที่ไม่ใช่พลเมืองมลายู และชนชาติอื่นๆ(202) ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ, พนักงานอุตสาหกรรมบริการ, คนงานฟาร์ม, คนเกษียณ หรือข้าราชการ ภาษาที่ใช้พูด มีภาษามลายู, ภาษาจีนกลาง, ภาษาทามิล และภาษาอังกฤษ ศาสนาอิสลาม, ศาสนาพุทธ, ลัทธิเต๋า, ศาสนาฮินดู, ศาสนาคริสต์ และศาสนาซิกห์ เป็นศานาหลักที่นับถือ

ที่สูงแคเมอรอน ได้ถูกพัฒนาในปี 1930 เทเบิ้ลแลนด์ เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย นอกจากอุตสาหกรรมชาแล้วที่ราบสูงแห่งนี้ถูกบันทึกว่าเป็นสถานที่ที่มีอากาศเย็นด้วยสถานที่นี้เอง มีทั้งสวนผลไม้, สถานที่เพาะชำพันธุ์ไม้, แหล่งเพาะปลูก, น้ำตก, แม่น้ำ, ทะเลสาบ, สัตว์ป่า, ป่าที่ปกคลุมด้วยหญ้ามอส, สนามกอล์ฟ, โรงแรม, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์, บังกะโล, แลนด์ โรเวอร์, พิพิธภัณฑ์ และชนพื้นเมืองเดิม(โอแรง แอสลี่)

ทางถนนที่เดินทางมาที่สูงแคเมอรอน คือ ทาพาธ, ซิมปัง พูราย, กัว มูแซง และ ซันกาย โคยาน ทาพาธ และ ซิมปัง พูราย เป็นสองทางจากเมืองปีรัก กัว มูแซง และ ซันกาย โคยาน เป็นทางเข้าที่มาจากรัฐกลันตัน และรัฐปาหัง ตามลำดับ

ประวัติ[แก้]

Map of the Cameron Highlands.

ที่สูงแคเมอรอน ชื่อนี้มาจากท่านเซอร์ วิลเลี่ยม คาเมรอน นักสำรวจชาวอังกฤษที่ได้รับหน้าที่จากรัฐบาลสมัยอาณานิคมในบริเวณเขตแดนรัฐปาหัง-ปีรักในปี 1885

จากแผนที่บันทึกการเดินทางที่คาเมรอนได้กล่าวไว้ เขาเห็นว่า "ให้มีการเรียงลำดับการแสน้ำวนบนภูเขา โดยแบ่งตาม(พอสมควร)พื้นที่กว้างที่มีความชันไต่ระดับและที่ราบสูง"

เมื่อถึงเวลาต่อมา ท่านเซอร์ ฮิว โล ผู้อาศัยในเมืองปีรัก(1887-1889) ได้แสดงความปรารถนาที่จะพัฒนาเมืองในเขตนี้ ให้มีทั้ง "สถานพักฟื้น, สถานพักตากอากาศเพื่อสุขภาพ และแหล่งเพาะปลูกพืชแบบเปิด" เส้นทางที่แคบเพื่อที่จะมาถึง "ดินแดนแห่งคาเมรอน" เป็นเส้นทางที่ผ่านป่าทึบ หากเลยจากเส้นทางนี้แล้วการเดินทางก็จะสะดวกขึ้น

The quietude of the Cameron Highlands.

40 ปีต่อมา, เทเบิ้ลแลนด์ ได้รับการตรวจสอบอีกครั้งเมื่อท่านเซอร์ จอร์จ แมคเวล(1871-1959) ได้มาเยี่ยมชมสถานที่แล้วได้เปลี่ยนมาทำเป็นสถานพักตากอากาศ ต่อมาหัวหน้าเลขาธิการของสหพันธรัฐมาลายู(1921-1926) ได้ใช้เวลา 9 วันสำรวจดินแดนบริเวณนี้ ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลกำลังหาสถาที่พักผ่อนเพื่อเป็นส่วนเติมเต็มสถานที่เฟรเซอร์ ฮิลล์(ภาษามลายู: บูกิต เฟรเซอร์) เฟรเซอร์ ฮิลล์ ถูกตัดออกจากแผนการขยายเนื่องจากถูกจำกัดด้วยขนาดและขาดแรงดึงดูด

หลังจากการกลับมาจากที่ราบสูงของแมคเวล เขาได้บรรยายถึงที่ราบสูงนี้ว่า "อะไรบางอย่างที่มีรูปร่างรี" หลังจากเปรียบเทียบแต่ละพื้นที่เมื่อเทียบกับนูวารา อีรีย่า ในประเทศศรีลังกา และ บากรูโอ ในประเทศฟิลิปปินส์ เขาจึงมีคำสั่งที่ดินแห่งนี้จะต้องพัฒนาเป็นสถานีเขา

ในช่วงกลางปี 1925 สถานีทดลองเกษตรกรรมได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า ต้นซิงโคนา,ต้นชา, ต้นกาแฟ, ผลไม้และผัก สามารถปลูกที่ตำบลนี้ได้จริง ในเดือนธันวาคม ปี 1925 เจ้าหน้าที่ดูแลได้มีการนัดหมายตรวจตราพื้นที่ไร่ 200 เอเคอร์บนภูเขาบีเรมแบน ในขณะที่นักวิจัยบนสถานีได้เริ่มดำเนินการ สำนักงานอาณานิคมก็ได้มอบหมายให้ กัปตัน ซี.ซี. เบส นักสำรวจจากสหพันธรัฐมาเลเซียให้สำรวจแม่น้ำเทลอม (ภาษามลายู: ซันเก เทลอม) จากรายงานประจำปีของฝ่ายสำรวจ(1925) พบว่า "อูรูของเทลอมมีพื้นที่จริงคดเคี้ยวไปมาตามที่คาเมรอนกล่าว" และ "เขาเป็นผู้ที่มาก่อนและเรียกสิ่งนี้ว่า คาเมรอน ไฮแลนด์ เพื่อที่จะเป็นฐานในการเปรียบเทียบจากการข้ามไปหุบเขาเทลอม เขาทำแผนที่เส้นทางน้ำที่มุ่งไปสู่เทลอมและการสำรวจของเขาทำให้สถานที่นี้ถูกสร้างอย่างแน่นอนซึ่งทำให้พื้นที่อูรูของเบอแทง(เบอแทม?) เป็นที่เหมาะแก่การพัฒนามากที่สุดจนยากที่จะหาที่อื่นมาเทียบได้

THE OTHER SIDE OF CAMERON
He (Sir William Cameron) mapped out the high tableland on the Perak-Pahang borders known since as the Cameron Highlands and used to return to กัวลาลัมเปอร์ at unpredictable intervals bringing samples of unexploited mineral deposits.

TAMING THE JUNGLE, page 72[2]

จากรายงานนี้ควบคู่ไปกับการปลูกชาที่เติบโตได้ดี ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้อังกฤษเร่งพัฒนาพื้นที่นี้

Township of Brinchang (c. 2012).

ในปี 1926 คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ได้แบ่งแยกโซนทุ่งหญ้าพุ่มเตี้ยเพื่อการเกษตร, การป้องกัน, การจัดการ, ที่อยู่อาศัย และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ต่อมาถนนมูลค่า 3 ล้านดอลล่าห์ก็ได้ถูกสร้างขึ้นจากทาพาธไปที่ไฮแลนด์ โดยเริ่มต้นจากไมล์ที่ 19 ถนนทาพาธ-ปาหัง และไปสิ้นสุดที่จินติ้ง"บี"(ทานา ราตะ)

สัญญาในปีที่ 3 ได้รับรางวัลแด่นายฟอร์กเดน บริสเบนและบริษัท การสร้างครั้งแรกใช้เงินจำนวน 250,000 ดอลล่าร์ในการสร้างเมื่อปี 1926 โครงการเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม 1928 และเสร็จสิ้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 1930 โดยสร้างเสร็จก่อนกำหนด 47 วัน

อาคารของถนนเส้นนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย ลูกจ้างไม่เพียงต้องเผชิญกับสภาพอากาศแต่พวกเขายังต้องรับมือกับโรคมาเลเรีย ในระหว่างการก่อสร้าง ในระดับคนทำงานมีจำนวนคนตั้งแต่ 500 ถึง 3,000 คน ตลอดสัญญามีพนักงาน 375 คนต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคไข้

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ต้องเผชิญกับผู้รับเหมาคือการขนส่งสินค้าที่เครื่องจักรกลขนาดหนักจากที่ราบไปสู่ที่สูงกว่า ความพ่ายแพ้สามารถเอาชนะด้วยการใช้หัวรถจักรไอน้ำที่ออกแบบสำหรับการใช้งานที่ต้องไล่ระดับความชัน

NEW ROAD TO RETREAT
Communication between this remote plateau in รัฐปะหัง and the outer world will be provided by a road 41 miles long from Tapah to the hill station. The first twelve miles of that road have been in existence for some years, and another three miles were added by the F.M.S. Public Works Department comparatively recently. The remaining 26 miles are being constructed by Fogden, Brisbane and Co., and the cost of the work to the F.M.S. Government will be something like $3,000,000.

The Straits Times, Thursday, June 7, 1928, page 8.[3]

เมื่อถนนเปิดในปี 1931 ชาวอังกฤษและคนในพื้นที่ได้ย้ายไปอยู่บนไหล่เชิงเขา พวกเขาเป็นนักปลูกชาและชาวสวนปลูกผักแล้วเขาก็พบว่าภูมิอากาศที่นี่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชผลของพวกเขาเป็นอย่างดี

ในช่วงกลางปี 1930 ดินแดนมีการปรับปรุงอย่างมีชื่อเสียง มีสนามกอล์ฟ 6 หลุม, กระท่อมหลายหลัง, โรงแรมขนาดเล็ก 3 แห่ง, สถานีตำรวจ, 2 โรงเรียนประจำ, แคมป์ทหาร, โรงผลิตนม, ฟาร์มฝึกม้า, สถานพักฟื้น, สวนผัก, ไร่ชา, บ้านพักของหน่วยงานรัฐ และสถานีทดลองทางการเกษตร

เขตนี้ยังดำเนินการปลูกอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดการจลาจลเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง(1942-1945) แทบจะไม่มีการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้เลย เมื่อญี่ปุ่นถอนฐานทัพไปเมื่อเดือนสิงหาคม 1945 พื้นที่นี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แล้วมาหยุดกะทันหันในระหว่างเหตุฉุกเฉินมาลายัน(1948-1945) เมื่อปัญหาความขัดแย้งยุติลง "ที่ดินของคาเมรอน" ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงเสมอ ปัจจุบันนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นที่พักอาศัยที่ใหญ่ที่สุดแต่เป็นที่รู้จักอย่างดีของสถานีเขาของมาเลเซีย ซึ่งจุดสูงสุดในเพนนินซูล่า มาเลเซียซึ่งสามารถเดินทางได้ด้วยรถยนต์

ภูมิอากาศ[แก้]

ที่สูงแคเมอรอน เป็นหนึ่งในไม่มี่ที่ของมาเลเซียที่มีภูมิอากาศที่ราบสูงเขตร้อนที่ได้รับการชื่นชม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 18 องศาเซลเซียส(64 องศาฟาเรนไฮต์) มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,800 มิลลิเมตร(110 นิ้ว) อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึกไว้เมื่อวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 1978 โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 7.8 องศาเซลเซียส(46 องศาฟาเรนไฮต์)

ข้อมูลภูมิอากาศของCameron Highlands
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 21.4
(70.5)
22.3
(72.1)
23.0
(73.4)
23.3
(73.9)
23.2
(73.8)
22.8
(73)
22.3
(72.1)
22.0
(71.6)
21.9
(71.4)
21.8
(71.2)
21.7
(71.1)
21.1
(70)
22.2
(72)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 14.6
(58.3)
14.6
(58.3)
15.2
(59.4)
15.8
(60.4)
16.1
(61)
15.6
(60.1)
15.2
(59.4)
15.3
(59.5)
15.3
(59.5)
15.3
(59.5)
15.3
(59.5)
14.9
(58.8)
15.3
(59.5)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 95.3
(3.752)
144.0
(5.669)
220.6
(8.685)
257.5
(10.138)
273.5
(10.768)
174.4
(6.866)
173.2
(6.819)
229.5
(9.035)
278.4
(10.961)
373.0
(14.685)
316.8
(12.472)
209.8
(8.26)
2,746.0
(108.11)
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 mm) 11 11 16 17 18 13 14 16 20 23 21 17 197
แหล่งที่มา: องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก[4]

ภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม[แก้]

คาเมรอน ไฮแลนด์ แตกต่างจากเขตอื่นๆในมาเลเซีย นอกจากจะเป็นแหล่งดอกไม้นานาชนิดนับร้อยซึ่งเป็นพืชเขตร้อนที่หายาก แต่พื้นที่นี้ยังมีระบบนิเวศน์ที่ต่างจากที่อื่นอย่างมาก

ในปี 1958 มีการตั้งด่านเพื่อสำแดงสัตว์ประเภทกวางสงวน 4 ปีต่อมาที่นี่ได้กลายเป็นแหล่งคุ้มครองสัตว์และนกหายากหลายชนิด ตั้งอยู่ที่ Main Range(แบนจารัน ทิทิวังซา) กว่า 75% ของเขตนี้มีพื้นที่สูงกว่า 1,000 เมตร(3,300 ฟุต) ความชื้นสูงและไม่มีฤดูแล้ง ช่วงเดือนที่ฝนตกชุกมากเริ่มจากเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน และช่วงเดือนที่อากาศโปร่ง ไม่มีฝน เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

Mount (Gunung) Batu Brinchang:
“Moonlight” bungalow is in the foreground. The radio and television station is at the peak of the mountain. Photo credit: Time Tunnel museum.
A Malaysian Mountain Peacock-Pheasant. It is listed in the 2004 IUCN Red List of Threatened Species.

"คาเมรอน" เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ของมาเลเซียที่เป็นที่อยู่อาศัยของดอกไม้นานาพันธุ์และสัตว์ประจำถิ่นจำนวนมาก คาเมรอนมีพืชมากกว่า 700 สายพันธุ์ที่เติบโตที่นี่ พืชผักที่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะขยับขึ้นไปบนภูเขา แหล่งที่เป็นที่รู้จักคือ การปลูกชา ฟาร์มผัก และแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอก รูปแบบป่าทางธรรมชาติจะอยู่ในระบบนิเวศน์และรอบๆตัวเมือง

นอกจากดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว เขตนี้ยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ นก สัตว์เลื่อยคลานและแมลงนานาชาติอีกด้วย และยังมี กระซู่ เลียงผา, นกยูง-ไก่ฟ้าภูเขา และนกเดินดง(มาลายัน ผิวปากได้) สัตว์เหล่านี้ถูกบันทึกรายชื่อไว้ที่ IUCN 2004 ว่าเป็นชนิดสัตว์ที่ถูกคุกคาม

ในทางภูมิศาสตร์ รีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูง "สัน" ของเพนนินซูล่า มาเลเซีย ที่ซึ่งมีความสูงที่หลากหลายตั้งแต่ 1,070 เมตร(3,500 ฟุต) ถึง 2,031 เมตร(6,600 ฟุต)

คาเมรอนมีภูเขาอยู่ 8 ลูกที่เป็นสำหรับพักผ่อน มีดังนี้ ภูเขา(ภาษามลายู: กูนัง) บาตู บรินชาง(2,031 เมตร (6,660 ฟุต)), ภูเขาบีเรมบัน(1,840 เมตร (6,040 ฟุต)), ภูเขาไอรัว (2,091 เมตร (6,860 ฟุต)), ภูเขาจาซา (1,696 เมตร (5,564 ฟุต)), ภูเขาเมนทิจิ(1,563 เมตร (5,128 ฟุต)), ภูเขาเพอดาธ (1,576 เมตร (5,171 ฟุต)) และภูเขาซิกู(1,916 เมตร (6,286 ฟุต)) ภูเขาสเวตเทนแฮม(1,961 เมตร (6,434 ฟุต)) ตั้งอยู่บริเวณชายแดนรัฐกลันตัน จุดสูงสุงของภูเขาบาตู บรินชาง มีสถานนีวิทยุและโทรทัศน์ตั้งอยู่ สร้างโดยชาวอังกฤษก่อนปี 1950 ใกล้กับป่าที่ปกคลุมไปด้วยหญ้ามอส เส้นทางเดินป่าเริ่มจากไร่ชาซันไก พาลาซ บอช ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็จะถึง*ป่าเมฆตามเส้นทางถนน

*ป่าเมฆ (อังกฤษ: cloud forest) หรือ ป่าหมอก (อังกฤษ: fog forest) คือป่าไม้เขตร้อนในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน เติบโตตามภูเขา ไม่ผลัดใบ มีโอกาสถูกปกคลุมด้วยเมฆระดับต่ำได้สูง ปกติมักอยู่ระดับยอดเขาและสันเขา ป่าเมฆจะอุดมไปด้วยมอสส์ไม่ว่าบนพื้นหรือบนต้นไม้จึงเรียกอีกอย่างว่า ป่ามอสส์ (mossy forest) ป่ามอสส์มักจะอยู่บนสันเขาที่ซึ่งได้รับความชื้นจากเมฆอย่างมีประสิทธิภาพ[1]

RAINFALL READING
Year Recordings
2012
2,874.6 มม. (113.17 นิ้ว)
2011
3,313.9 มม. (130.47 นิ้ว)
2010
2,451 มม. (96.5 นิ้ว)
2009
3,051.2 มม. (120.13 นิ้ว)
2008
3,951.6 มม. (155.57 นิ้ว)
2007
2,972.3 มม. (117.02 นิ้ว)
2006
2,778.9 มม. (109.41 นิ้ว)
2005
2,891.8 มม. (113.85 นิ้ว)
2004
2,411.6 มม. (94.94 นิ้ว)
2003
2,975.8 มม. (117.16 นิ้ว)
2002
2,816.6 มม. (110.89 นิ้ว)
Source: Department Of Statistics, Malaysia

"คาเมรอน" เป็นสถานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเมื่อเทียบกับสถานีเขาอื่นๆ ในมาเลเซีย-ซึ่งมีทางระบายน้ำถึง 8 สายโดยมีแม่น้ำสายหลัก คือ เบอแทม, เทลอม และลีมอย (ภาษามลายู: ซันไก เบอแทม, ซันไก เทลอม และซันไก ลีมอย) จุดที่สูงจะคอยกักเก็บน้ำสำหรับแม่น้ำเขตปาหัง และเขตปีรัก (ภาษามลายู: ซันไก ปาหัง และซันไก ปีรัก)

โดยรวม สถานที่พักผ่อนส่วนใหญ่ยังคงเป็นป่า (ประมาณ 70%) เส้นทางเดินป่าเป็นเส้นทางที่ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าไปชมวิวทิวทัศน์ น้ำตก และหมู่บ้านพื้นเมือง เส้นทางส่วนใหญ่เริ่มที่ทานะ ราตะ มีเส้นทางมากกว่า 8 เส้นทางให้เลือกขึ้นอยู่กับระยะทางแต่ละเส้นทาง บางเส้นทางใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมงถึงจะเดินครบ

"CAMERONS" UNDER THREAT

The environment in the Cameron Highlands needs urgent attention and should be safeguarded. Destruction of forests and hills has become a major problem,” said (Malaysian) Natural Resources and Environment Minister G. Palanivel in a statement.

According to The Star, some 40 hectares of virgin forests in Pos Terisu were fell in less than a month with the bulk of the ravaging spanning at least four valleys and hills. Water quality has deteriorated and the risk of erosions and landslides has risen, said the minister.

The Straits Times, Monday, May 20, 2013, page A9.[5]

นอกจากเส้นทางเดินป่าแล้ว ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่เป็นที่รู้จักของชนพื้นเมือง. โดยปกติชาวพื้นเมือง หรือ โอแรง แอสรี จะอาศัยอยู่ในป่า โดยพื้นฐานแล้ววิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาดูล้าหลัง แต่ระยะหลังหลายปีพวกเขาได้ย้ายเข้าไปใกล้เมืองมากขึ้นและยังมีบางคนชอบรักษาป่าที่เป็นบ้านเกิดของพวกเขา

ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างยุคล่าอาณานิคม ประเทศได้พัฒนาให้เป็น "สถานีเนินเขาที่สมบูรณ์คล้ายกับ นูวารา อีลิย่า" ในวันนี้มันต่างจากอดีตแล้ว

ช่วง หลังประกาศอิสรภาพ(1957-1973) สถาที่กว้างใหญ่ถูกเก็บไว้สำหรับเกษตรกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากปี 1974 พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเกษตรกรรม โครงการบ้าน โรงไฟฟ้า กิจการทำไม้ ฟาร์มปศุสัตว์ การก่อสร้างโรงแรม อุตสาหกรรมขนาดย่อม การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือง และการสร้างถนน

ไม่ต้องสงสัยความก้าวหน้าที่ซื้อด้วยประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาพร้อมกับราคาที่เพิ่มขึ้น ปีที่ผ่านมา "การพัฒนา(ในบริเวณนี้) มีค่าใช้จ่ายในด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมด้วย"

สถานที่สำคัญและการท่องเที่ยว[แก้]

ช่วงยุคอาณานิคม "คาเมรอน" เป็นที่พำนักสำหรับคนที่คิดถึงบ้าน แต่ในปัจจุบันคาเมรอนเป็นที่หยุดพักสำหรับผู้ที่หนีความร้อนบนพื้นราบแทน ในปีต่อมา เมืองที่นี่พัฒนาหลายอย่างจนสถานที่สำคัญบางแห่งรอเวลาที่จะให้ท่านมาทดลอง

สถานีเกษตรทดลอง (MARDI)

สถานีเกษตรทดลอง สร้างเมื่อปี 1925 ปลูกพืชหลายพันธุ์ซึ่งเติบโตที่เทเบิ้ลแลนด์

จากการเริ่มต้น ศึกษาจนดำเนินการปลูกพืชซินโคนา(ซัคซิรูบรา และ เรดจีเรียนา) ชา(แดนกรี, ดอนจัน,ราชกรู,ชารารี อัสสัม,อามัวกูริ และดรูทรี) กาแฟ(มายซอ ที่หลายหลาย) ส้ม มะนาว ส้มโอ ต้นมะเขือ ฝรั่ง สตอเบอรรี่ และต้นหญ้า 3 สายพันธุ์ (ออสเตรเลีย บลู คอท, หญ้าพรมแดง, หญ้ากวีเนีย) ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าบริเวณที่สูงเป็นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกชาจึงทำให้อังกฤษเร่งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้

ในปี 1971 สถานีทดลองเกษตรนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมแห่งชาติมาเลเซีย(MARDI) ในปัจจุบันนี้ยังคงดำเนินการวิจัยพืชพันธุ์หลายชนิดเพื่อที่จะนำมาปลูกที่เขตนี้

โบสถ์รวมจิตวิญญาณ

ตั้งอยู่ใน ทาแมน ซีเดีย, เขตทานะ ราตะ โบสถ์อังกฤษเล็กๆ บนที่ราบสูง เป็นที่รู้จักโดยสมาชิกยุคแรกของการชุมนุมในฐานะโบสถ์คาเมรอน ไฮแลนด์

ประวัติศาสตร์การสร้างโบสถ์ ต้องย้อนกลับไปในปี 1950 เมื่อต้องมีบริการทั้งที่โรงแรมคาเมรอน ไฮแลนด์(ปัจจุบันคือ รีสอร์ทคาเมรอน ไฮแลนด์) หรือที่โรงเรียน

Location map of All Souls’ Church.

ในปี 1958 โบสถ์ได้รับที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเดิม แปลนโครงสร้าง,ซึ่งเป็นเจ้าของโดยมิสแอนเน่ กรีฟิท-โจนส์(1890-1973), ได้ถูกโอนไปให้ ดิโอซีส(โบสถ์ภายใต้การกำกับดูแลของบิชอบ)ผู้ที่เข้าใจในการสร้างโบสถ์ เพื่อให้โบสถ์ได้สร้างต่อ กองทัพอังกฤษได้บริจาคเงินรวมกัน RM$1,000 ให้กับโบสถ์ ต่อจากนั้น พวกเขาได้รื้อถอนกระท่อมนิสสัน ซึ่งได้นำมาเป็นโครงสร้างหลังคาโบสถ์จนถึงทุกวันนี้

Miss Anne Griffith-Jones, OBE (1890-1973). Photo credit: Tanglin Trust School.

การก่อสร้างโบสถ์เริ่มต้นในปี 1958 และเสร็จในปีเดียวกัน ได้มีการตั้งชื่อโบสถ์ว่า "โบสถ์รวมจิตวิญญาณ" และทำพิธีเสกโบสถ์ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 1959 โดย The Right Rev. Bishop H. W. Baines, บิชอบแห่งสิงคโปร์และมาลายา เป็นผู้ทำพิธี

บารา ฮอลิเดย์ ชาเลต (เดิมคือ โรงเรียนประจำแทงลิน)

โรงแรมเล็กๆแห่งนี้ เป็นหนึ่งในตึกที่เก่าแก่ที่สุดในรีสอร์ท ถูกสร้างขึ้นในปี 1935 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นโรงเรียนประจำแทงลิน ผู้ก่อตั้ง คือ มิสแอนเน่ กรีฟิท-โจนส์ โรงเรียนเริ่มต้นด้วยน้กเรียนน้อยกว่า 20 คนโดยใช้หลักสูตรการศึกษาแบบอังกฤษ

Tanglin Boarding School: Miss Anne Griffith-Jones (back row, fifth from left) with her staff and pupils outside the school's main building (c. 1930s). Photo credit: Tanglin Trust School.

โรงเรียนยังคงดำเนินกิจการต่อไปจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากสงคราม ได้เริ่มเปิดอีกครั้งแต่ทหารติดอาวุธคุมไว้ และถูกปิดในปี 1948 ตามแผนฉุกเฉินมาลายัน

GOTHIC OR TUDOR?
The buildings (at the Cameron Highlands) were similar to those of Simla, the “Queen of British hill resorts” in India, and were an eclectic mixture from “railway Gothic of the most overpowering kind to publican’s Tudor".

Malaysia: A Pictorial History 1400 - 2004, page 185[6]

คาเมรอน ไฮแลนด์ กอล์ฟ คลับ

เริ่มต้นจากสนามกอล์ฟ 6 หลุมในปี 1935 ในวันแรกสโมสรได้รับการอุปถัมภ์อย่างมั่นคั่ง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาหลังจากพบรอยเท้าเสือที่หลุมหลบภัย!

ทุกวันนี้ คลับนั้นแตกต่างจากที่เคยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และนำไปสู่การเปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันเป็นสนามกอล์ฟเคแลบของสุลต่านอัลมัส ซาฮา(SAS) คาเมรอน ไฮแลนด์

โรงเรียนชีฝู

โรงเรียนชีฟู เปิดเป็นครั้งแรกที่จีนเมื่อปี 1881 และได้ย้ายไปที่คาเมรอน ไฮแลนด์ในปี 1952 ในเบื้องต้นมีฟังก์ชันเดียวกับโรงเรียนประจำจากเรือนไม้ชั้นเดียวของสมาคมมิชชันนารีต่างประเทศ ในปี 1960 ถูกย้ายไปพื้นที่ขนาด 2 เฮคเตอร์ไปที่ถนนสุลต่าน อาบู บาก้า และโรงเรียนยังคงอยู่ที่นี่มาถึง 40 ปี

Cluny lodge (Singapore House).

ในเดือนมิถุนายน 2001 โรงเรียนได้ปิดไปเนื่องจากการบริโภคที่ลดลงของนักเรียน ในปีต่อมาที่ดินได้ถูกขายให้คริสตจักรเมดทอดิสในมาเลเซีย ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนาม "ศูนย์ชีฝูร้อยปีเมดทอดิส"

ครูนี่ ลอด์จ (บ้านสิงคโปร์)

แบบบ้าน 3 ชั้นถูกสร้างก่อนจะสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น ตั้งอยู่ที่ ทานะ ราตะ อยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเมืองบรินชางได้ทั่ว

อาคารนี้ได้ถูกซื้อไปจากรัฐบาลสิงคโปร์ในปี 1960 ตั้งแต่นั้นมา อาคารถูกนำมาใช้สำหรับพนักงานส่วนบริการเมืองของสิงคโปร์ อาศัยเสมือนหนึ่งเป็นบ้านพักของพวกเขา

บ้านทะเลสาบของฟอสเตอร์

โรงแรมขนาดเล็กครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านพักของพันเอกสแตนลีย์ เจ. ฟอสเตอร์ สร้างในปี 1966 พันเอกฟอสเตอร์ใช้เวลาเกือบ 4 ปีจึงจะสร้างเสร็จ ตั้งอยู่ที่ไมล์ที่ 30 ของเขตริงเลต, บ้านทะเลสาบตั้งอยู่บนเนินเขาที่เห็นทะเลสาบสุลต่าน อาบู บาก้า ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่า "หุบเขาแห่งฤดูใบไม้ผลิ" สร้างขึ้นด้วยมีป่าเขียวชอุ่มเป็นพื้นหลัง

ธนาคาร HSBC เบอร์แฮช มาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ คือ ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบงค์กิ้ง คอร์ปอเรชั่น, แบงค์ HSBC เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่ให้บริการที่คาเมรอน ไฮแลนด์

Lutheran Mission bungalow: Prior to his disappearance from the Cameron Highlands, Jim Thompson was seen at this cottage at about 4pm. After taking a look at the garden, he left the place.

ในปี 1945 บริการธนาคารได้ให้บริการที่โรงแรมคาเมรอน ไฮแลนด์(ปัจจุบัน คือ รีสอร์ทคาเมรอน ไฮแลนด์) ต่อมา ได้ย้านไปที่โรงพยาบาลทหารของอังกฤษ (ปัจจุบัน คือ S.K. Convent) ในปี 1947 ได้ย้ายไปที่ถนนหลักที่ทานะ ราตะ และยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

ถนนกามุนติง (จารัน กามุนติง)

มีบ้าน 5 หลังตั้งอยู่บนทางเดินหลักบนถนนกามุนติง(ภาษามลายู: จารัน กามุนติง) มีทั้งหมดดังนี้ บัลกะโล"มูนไลท์"(A47), แมนชั่น"ซันไลท์"(A46), "ยูนิต A43", "ลี วิลล่า"(A44) และลูเทอแรน มิชชั่น โฮม(A45)

เขตที่อยู่ในข่าวเมื่อจิม ทอมส์สันหายตัวไปจากคาเมรอน ไฮแลนด์ในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 1967 มีคนมากกว่า 500 คนมาที่นี่เพื่อหาเขา มีทั้งตำรวจ ทหาร นักเดินป่าชาวโอแรง แอสลี, กรูสแอช-ทหารที่มาจากประเทศเอเซียใต้ของเนปาล, นักท่องเที่ยว ผู้อาศัยบริเวณนั้น, สื่อ, ลูกเสือ, มิชชันนารี, นักเรียนโรงเรียนอเมริกัน, สมาชิกของสโมสรนักผจญภัยเมืองปีรัก และเจ้าหน้าซ่อมบำรุงชาวอังกฤษที่มาพักฟื้น ณ สถานที่พักฟื้น หลังจากการค้นหาในบริเวณนั้นหลายวัน ก็ยังหาตัวทอมส์สันไม่พบ

บังกะโลลูเทอแรน มิชชั่น

คฤหาสน์นี้ได้สร้างขึ้นก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยขนส่งไกลมาจนสุดทางที่ถนนกามุนทิง (ภาษามลายู: จารัน กามุนติง) สถานที่นี้ถูกพาดหัวข่าวเมื่อจิม ทอมส์สันหายตัวไปจากย่านที่ใกล้เคียงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 1967

"Moonlight" bungalow: Jim Thompson stayed here on three occasions. On his last visit to the Highlands, he left the บังกะโล at 1.30pm.[7][8] He failed to return before 6pm.

ตำรวจแจ้งว่าเขาหยุดอยู่บริเวณนี้ตอนประมาณ 4 โมงเย็น ขณะนั้นเขาอยู่ในกระท่อมและเขาไม่ได้พูดกับใครเลย หลังจากเขาเดินดูที่สวนและออกจากที่นั่น ต่อมา เขาก็ถูกประกาศเป็นบุคคลสูญหาย

บังกะโลมูนไลท์

ตั้งอยู่ที่ A47 ถนนกามุนติง (ภาษามลายู: จารัน กามุนติง) บ้านสไตล์เลียนแบบทิวดอร์ยังคงเป็นภาพวาดที่น่าสนใจของหลายๆคนที่ต้องการรู้เกี่ยวกับการหายตัวไปของจิม ทอมส์สัน

บ้านที่สร้างก่อนสงครามในปี 1933 โดย Société Française des Mines d’Étain de Takka, บริษัทเหมืองแร่ฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ โกเปง, ปีรัก ช่วงแผนฉุกเฉินมาลายัน(1948-1960) ได้เปลี่ยนชื่อจาก "French Tekka" บังกะโลมาเป็น "มูนไลท์" บังกะโล. หลังจากแผนฉุกเฉิน ที่ดินผืนนี้ถูกขายให้กับ ลิงก์ ต่อมาได้กลายเป็นทรัพย์สินของนักกฎหมายเมืองอิโป

THE DISAPPEARANCE OF JIM THOMPSON

Jim Thompson came to the Cameron Highlands with Mrs. Constance (Connie) Mangskau on Friday, March 24, 1967. They stayed at "Moonlight" bungalow with Dr. Ling Tien Gi, a Singaporean-Chinese chemist and Mrs. Helen Ling, his Caucasian American-born wife.

On Easter Sunday, March 26, they attended the morning services at All Souls' Church. After church, they returned to their บังกะโล.

At 1.30pm,[9] Thompson went for a walk but failed to return before 6pm.

SOLVED! (2nd ed.), pages 21 - 23[10]

หลายปีต่อมา เจ้าของบังกะโลแห่งนี้ได้เปลี่ยนเจ้าของไปหลายคน ก่อนที่จะถึงจะเข้าคนปัจจุบัน ได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่ "มูนไลท์" เจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวจีน ที่ได้ย้ายถิ่นฐานมาจากกัวลาลัมเปอร์ ต่อมาได้ถูกครอบครองโดยชาวผิวขาวและขายต่อให้กับนักการโรงแรม ปัจจุบันนี้ บ้านหลังนี้มีมูลค่ามากกว่าหลายล้านดอลล่าร์สหรัฐ และบ้านหลังนี้มักจะถูกเรียกว่า กระท่อมจิม ทอมส์สัน

บังกะโลสมาคมมิชชันนารีต่างประเทศ(OMF)

กระท่อมนี้ถูกสร้างเมือปี 1933 มีที่พักรับรองเตรียมไว้ให้สำหรับชาวคริสเตียน ผู้ศึกษาพระธรรมที่เกี่ยวคำสอนของพระเยซู จากปี 1952 ถึงปี 1960 ที่นี่ใช้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับศิษย์เก่าโรงเรียนชีฝู หลังจากนั้นที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่รวมชาวคริสเตียนไว้สำหรับทำกิจกรรมในโบสถ์ร่วมกัน

โรงเรียนประจำนอร์ท ดัมส์ (S.K. คอนแวนต์)

โรงเรียนคอนแวต์ระดับประถมศึ่กษาครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเรียนประจำสำหรับกลุ่มนักเรียนต่างชาติ โดยมีประวัติย้อนไปตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนบนเนินเขาครั้งแรก

TRIBUTE TO NATHAN
His Lordship (H.E Monseigneur Adrian Pierre Devals) would also like to express his thanks to all those who had contributed in any way to the progress of the school, to the past and present Government Officials who had helped to realise the scheme, to Mr. P.L.M. Nathan, the architect and structural engineer, who had done such wonderful work on the building.

Speech made at opening of S.K. Convent.[11]

ในช่วงปลายปี 1920 บิชอบแห่งมะละกา,H.E. Monsignor Émile Barillon, ได้เขียนหนังสือไปถึงรัฐบาลอังกฤษเพื่อหาทุนในการซื้อที่ดินสำหรับเลือกตั้ง วัตถุประสงค์ของเขาเพื่อการดูแลสถานที่คาทอลิก ที่ประกอบด้วย พระอาราม, คอนแวนต์(โรงเรียนประจำนอร์ท ดัมส์), สถานพักฟื้น(บ้านคุณพ่อบาทหลวง) และโบสถ์ คำขอของเขาได้รับอนุญาตโดยมีโรงเรียนประจำยุโรปรวมเข้าไปในแผนด้วย

การก่อสร้างโรงเรียนประจำนอร์ท ดัมส์ เริ่มต้นเมื่อปี 1929 แม้ว่าจะมีความยากหลายอย่างแต่ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1934 H.E. Monseigneur Adrian Pierre Devals ทรงอวยพรให้รากฐานที่นี่แข็งแรงในวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 1934 มีการเฉลิมฉลองครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 1935 The Hon. Mr. C. C. Brown, ผู้อาศัยชาวอังกฤษในรัฐปาหังได้เปิดคอลเพล็กซ์อย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 1935 หลังจากนั้นโรงเรียนก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 เดือน นักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 18 คนเป็น 70 คน ในปี 1940 มีนักเรียนมากกว่า 240 คน อย่างไรก็ตามเมื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 (1941-1945) ชาวญี่ปุ่นก็ได้เปลี่ยนคอมเพล็กซ์มาเป็นโรงพยาบาล

หลังจากสงคราม โรงเรียนได้เปิดใหม่อีกครั้งแต่มีฟังก์ชันพิ่มขึ้นจากกระท่อมและมีส่วนอื่นประกอบด้วย. อังกฤษยังคงใช้ที่นี่เป็นโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า โรงพยาบาลทหารอังกฤษซึ่งถูกเช่ามาจากโบสถ์ที่เคยทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลให้แก่ทหารของกองทัพอังกฤษ

Sunlight bungalow: The unit is located at A46 Kamunting Road (Malay: Jalan Kamunting). It is about 50 meters from "Moonlight" bungalow.

เมื่ออังกฤษถอนฐานทัพไปเมื่อปี 1971 อาคารสไตล์กอธิค ก็กลับกลายมาเป็นชุมชุมชาวคาทอลิก และได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น "Sekolah Rendah Kebangsaan (S.K. Convent)"

บังกะโลซันไลท์

คฤหาสน์สองชั้น ถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวเป็นบ้านของพนักงานบริษัทอังกฤษ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยก่อนสงครามห่าง 50 เมตร(160 ฟุต)จากบังกะโลมูนไลท์ ห่างประมาณ 3 กิโลเมตรจากบรินชางหรือประมาณ 5 กิโลเมตรจากทานา ราตะ

ในปี 1967 วิลล่าถูกสร้างขึ้นจากข่าวเมื่อจิม ทอมส์สัน หายตัวไปอย่างลึกลับจากคาเมรอน ไฮแลนด์ บ้านของเขาได้รับการเข้าชมโดยนักค้นหาให้คะแนน ใช้เวลาหลายวันเพื่อสำรวจที่ดินรกร้างหลังบังกะโลนี้เพื่อตรวจสอบอย่างระวัง หลังจากสิ้นสุดการค้นหา ก็ยังไม่พบร่องรอยของทอมส์สันอยู่ดี

ไปรษณีย์ทานะ ราตะ

Tanah Rate Post Office (c. 1950s). Photo credit: Time Tunnel museum.

ไปรษณีย์ทานะ ราตะได้เปิดอย่างเป็นทางการโดยทันกุ อับดุล รามาล หัวหน้าคณะรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 1956 ตั้งอยู่บริเวณถนนสายหลัก (ภาษามลายู: จารัน เบซาร์) ไปรษณีย์นี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในบริเวณนี้ที่บริการลูกค้าด้วยบริการ “Poste restante” ซึ่งเป็นบริการรับฝากจดหมายจนกว่าลูกค้าจะโทรเรียก ใช้สำหรับกรณีที่ลูกค้าไปที่อื่นไม่ได้อยู่ที่บ้านของตนเอง

โรงแรม เย โอล์ด สโมคเฮ้าส์

สร้างโดยนายวิลเลี่ยม เจ. วาริน ในปี 1939 เป็นโรงแรมเลียนแบบสไตล์ทูดอร์ มีชื่อเสียงสำหรับงานเฉลิมฉลองทุกประเภทของอังกฤษ

โรงแรมแห่งนี้เป็นโมเดลที่ตั้งชื่อเลียนแบบชื่อคนอื่น,สโมคเฮ้าส์ในเบค โรล, มิลเดลฮอล์,ประเทศอังกฤษ, สหราชอาณาจักรอังกฤษ การตกแต่งภายในเพื่อระลึกถึงแบบบ้านในประเทศอังกฤษที่มีเตาไฟแบบเปิดและมีกำแพงไม้ฉลุ ส่วนภายนอก ภูมิทัศน์เป็นแบบสวนอังกฤษ

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นสนามกอล์ฟสุลต่าน อัลมัส ซาฮาบนถนนทางแยกทานา ราตะ-บรินชาง ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นนิยมและมักจะเป็นที่รวมตัวกันเพื่อจิบน้ำชายามบ่ายและชมวิวทิวทัศน์

ชุมชนเมือง และการตั้งถิ่นฐาน[แก้]

The township of Tanah Rata (c. 2012).

คาเมรอน ไฮแลนด์ เป็น 1 ใน 11 เขตของรัฐปาหัง ทางตะวันตกของมาเลเซีย มีพื้นที่ประมาณ 712 ตารางกิโลเมตร(275 ตารางไมล์) เขตเมืองต่างๆ ประกอบด้วย เมือง 3 เมือง และศูนย์จัดการเมืองอยู่ 5 ที่ ทุกพื้นที่มีความแตกต่างกันที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,100 เมตร (3,600 ฟุต) ถึง 1,600 เมตร (5,200 ฟุต).

ROAD TO CAMERON HIGHLANDS (TANAH RATA)[12]
TOWN/CITY DISTANCE ACCESS
Alor Setar (Kedah) 326 กิโลเมตร (203 ไมล์). Simpang Pulai
Gua Musang (Kelantan) 124 กิโลเมตร (77 ไมล์). --
Hat Yai (Southern Thailand) 523 กิโลเมตร (325 ไมล์). Simpang Pulai
Ipoh (Perak) 90 กิโลเมตร (56 ไมล์). Simpang Pulai
Johor Bahru (Johor) 541 กิโลเมตร (336 ไมล์). Tapah
Kangar (Perlis) 396 กิโลเมตร (246 ไมล์). Simpang Pulai
Kota Bharu (Kelantan) 307 กิโลเมตร (191 ไมล์). Gua Musang
Kuala Lipis (Pahang) 135 กิโลเมตร (84 ไมล์). Sungai Koyan
Kuala Lumpur 205 กิโลเมตร (127 ไมล์). Tapah
Kuala Terengganu 335 กิโลเมตร (208 ไมล์). Gua Musang
Kuantan (Pahang) 373 กิโลเมตร (232 ไมล์). Sungai Koyan
Malacca City (Malacca) 385 กิโลเมตร (239 ไมล์). Tapah
Penang (George Town) 247 กิโลเมตร (153 ไมล์). Simpang Pulai
Raub (Pahang) 146 กิโลเมตร (91 ไมล์). Sungai Koyan
Seremban (Negri Sembilan) 385 กิโลเมตร (239 ไมล์). Tapah
Shah Alam (Selangor) 205 กิโลเมตร (127 ไมล์). Tapah
Simpang Pulai (Perak) 80 กิโลเมตร (50 ไมล์). --
Singapore 561 กิโลเมตร (349 ไมล์). Tapah
Sungai Koyan (Pahang) 96 กิโลเมตร (60 ไมล์). --
Tapah (Perak) 56.6 กิโลเมตร (35.2 ไมล์). --

เขตเมืองทั้ง 3 ประกอบด้วยเขตริงเลต (1,100 เมตร (3,600 ฟุต), เขตทานะ ราตะ (1,400 เมตร (4,600 ฟุต) และเขตบรินชาง (1,450 เมตร (4,800 ฟุต) ศูนย์จัดการเมืองทั้ง 5 ส่วนประกอบด้วย เบอร์แทม วัลเล่ย์, คีย์ ฟาร์ม, ทริงแกป, กัวลา เทอลา และ กัมปัง ราจา

จากการอธิบายแบบย่อทั้ง 8 เขต ดังนี้

ถนนสู่ทานะ ราตะ[13]
เขตพื้นที่ ระยะทาง
เบอร์แทม วัลเล่ย์ 14 กิโลเมตร (8.7 ไมล์).
ริงเลต 12.7 กิโลเมตร (7.9 ไมล์).
บรินชาง 5 กิโลเมตร (3.1 ไมล์).
คีย์ ฟาร์ม 7.8 กิโลเมตร (4.8 ไมล์).
ทริงแกป 12 กิโลเมตร (7.5 ไมล์).
กัวลา เทอลา 17.7 กิโลเมตร (11.0 ไมล์).
กัมปัง ราจา 21.9 กิโลเมตร (13.6 ไมล์).

เบอร์แทม วัลเล่ย์ เป็นจุดหนึ่งที่มีทัศนียภาพสวยงานแห่งหนึ่งระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรจากริงเลต เป็นสถานที่ปลูกผลไม้ ดอกไม้และผักหลากหลายชนิด ปัจจุบันนี้ การเดินทางผ่านที่ราบสูงนี้มาจากเส้นทางปาหัง ผ่านซันเก โกยัน จากรับส์ หรือ กัวลา ริพิส

บรินชาง เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของ "คาเมรอน" เป็นเมืองหลักของนักท่องเที่ยวชาวสิงค์โปร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับ "เซ็นทรัล มาร์เกต", ออร์ชาร์ท, สถานพักฟื้น และพิพิธภัณภัณฑ์ และสนามกอล์ฟ

นอกเหนือจากแหล่งดึงดูดที่น่าสนใจแล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เป็นรู้จักเป็นอย่างดี คือ "ตลาดกลางคืน" ตลาดกลางแจ้งที่มักถูกจัดขึ้นในช่วงวันหยุดของโรงเรียนในมาเลเซีย หรือตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์

กัมปัง ราจา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นที่แห่งแรกที่ถูกล่าอาณานิคมหลังจากปิดทางจากซิมปัง ปูไล. จากตรงนี้สามารถดำเนินการได้ทั้งจาก อิโปในรัฐปีรัก หรือจากกัว มูแซงในรัฐกลันตัน

คีย์ ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง (1,600 เมตร (5,200 ฟุต)) เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สูงสุดในเพนนินซูล่า มาเลเซีย อยู่ถัดจากไร่ชาและเขาบาตู บรินชาง(ภาษามลายู: กูนัง บาตู บรินชาง)

กัวลา เทอลา เป็นจุดรวมฟาร์ม งานหลักของที่นี่คือการปลูกผลไม้ ดอกไม้ และผัก ตั้งอยู่ห่างจากกัมปัง ราจา ประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติทั้งชาวจีน, ชาวอินเดีย และชาวมลายู ประชากรส่วนใหญ่มักสื่อสารด้วยภาษามลายู

ริงเลต เป็นเมืองแรกหลังจากปิดทางจากทาพาธ เป็นหนึ่งในศูนย์รวมด้านเกษตรกรรมของรีสอร์ท มีผักหลากหลายชนิดที่ปลูกในเมืองนี้ ภูมิอากาศเย็น เหมาะกับการปลูกเสาวรส, สตอเบอรี่ และองุ่น

ทานะ ราตะ เป็นศูนย์กลางของที่พักฟื้น, สถานีตำรวจ, สำนักงานรัฐ, โรงพยาบาล, โรงเรียน, ห้องสมุด, ไปรษณีย์, ร้านค้า, ธนาคาร, ภัตตาคาร, โรงแรมขนาดเล็ก, บ้านกระท่อมไม้, สถานีรถ และจุดรับส่งแท็กซี่ ทั้งหมดนี้อยู่ในระยะที่เดินถึงกันได้

นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ แล้ว เมืองนี้ยังเป็นเมืองที่ได้รับการบันทึกว่ามีแหล่งเดินป่าหลายเส้นทาง: ทางเดิน 4 และ 9 เส้นทางไปน้ำตก, เส้นทางคดเคี้ยวไปยังน้ำตก, จุดชมวิว หรือหมู่บ้านชนพื้นเมืองเดิม

เส้นทางการเดินส่วนใหญ่มีจุดสังเกตเป็นอย่างดี จุดตัดเส้นทางแต่ละจุดตัดกันเป็น "วงห่วง" รอบเมือง

ทริงแกป ดินแดนที่ถูกล้อมไปด้วยฟาร์ม เป็นจุดหลักในการปลูกผัก มีเปอร์เซนต์การเติบโตของการปลูกพืชขั้นบันไดสูง กลุ่มของผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์

The township of Ringlet (c. 2012).

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

Notes[แก้]

  1. "Table 3.6: Total population by ethnic group, sex, administrative district and state, ประเทศมาเลเซีย, 2010 (PDF). Population Distribution and Basic Demographic Characteristics 2010, Department of Statistics, ประเทศมาเลเซีย". pp. 67 (in PDF).
  2. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Barr 1977 72
  3. "ROAD TO CAMERON'S HIGHLANDS: 70,000 CUBIC YARDS OF GRANITE SHIFTED, The Straits Times, Thursday, June 7, 1928". p. 8.
  4. "World Weather Information Service — คาเมรอน ไฮแลนด์". World Meteorological Organization. สืบค้นเมื่อ May 6, 2014.
  5. "Cameron Highlands under threat, The Straits Times, Monday, May 20, 2013". p. A9.
  6. Moore, Wendy Khadijah (2004). Malaysia: A Pictorial History 1400–2004. Archipelago Press. p. 185. ISBN 981-4068-77-2.
  7. De Souza, Edward Roy (2010). SOLVED! The "Mysterious" Disappearance of Jim Thompson, the Legendary Thai Silk King (2nd ed). Word Association Publishers. p. 23. ISBN 978-1-59571-505-0. LCCN 2009944204.
  8. "Cameron Highlands: Malaysia's enduring 'Little England', CNN Travel, Thursday, June 27, 2013".
  9. "Cameron Highlands: Malaysia's enduring 'Little England', CNN Travel, Thursday, June 27, 2013".
  10. De Souza, Edward Roy (2010). SOLVED! The "Mysterious" Disappearance of Jim Thompson, the Legendary Thai Silk King (2nd ed). Word Association Publishers. pp. 21–23. ISBN 978-1-59571-505-0. LCCN 2009944204.
  11. "NEW SCHOOL AT CAMERON HIGHLANDS OPENED, The Singapore Free Press and Mercantile Advertiser (1884-1942), Tuesday, August 6, 1935". p. 6.
  12. "Driving directions to Tanah Rata, Pahang, Malaysia, Google map". Google Inc. สืบค้นเมื่อ 2013-02-15.
  13. "Driving directions to Tanah Rata, Pahang, Malaysia, Google map". Google Inc. สืบค้นเมื่อ 2013-03-18.

Books[แก้]

News articles[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]