กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พระมหาอุปราช แต่เรียกกันเป็นสามัญว่าวังหน้า เป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้น ซึ่งมีความสำคัญรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ และมีฐานะเป็นองค์รัชทายาทผู้มีสิทธิ์ที่จะขึ้นครองราชสมบัติพระองค์ต่อไป
ตำแหน่งพระมหาอุปราชหรือพระมหาอุปราชกรมพระราชวังนั้น ปรากฏครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ต่อมา สมเด็จพระเพทราชาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" ภายหลังจากการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศให้ดำรงที่สยามมกุฎราชกุมาร ดังนั้น ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่นั้นมา
เนื้อหา |
สมัยกรุงศรีอยุธยา [แก้]
ตำแหน่งพระมหาอุปราชนั้น เริ่มปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้น ยังไม่การการแต่งตั้งตำแหน่งพระมหาอุปราช เพียงแต่มีแต่งตั้งเจ้านายเพื่อไปครองเมืองต่าง ๆ เท่านั้น
ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงสถาปนาพระราเมศวร พระราชโอรสไปปกครองเมืองพิษณุโลกในฐานะพระมหาอุปราชเป็นครั้งแรก ในพ.ศ. 1981 จึงนับเป็นการสถาปนาพระมหาอุปราชครั้งแรก
ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น พระองค์มีพระราชดำริว่า เมื่อมีการผลัดแผ่นดินมักจะเกิดการแย่งชิงราชสมบัติจนอาจเป็นศึกภายในพระนครได้ เนื่องจากเจ้านายที่ไปครองหัวเมืองต่างๆ นั้น มีกำลังและอำนาจเสมอกัน และเจ้านายที่อยู่ในกรุงก็มียศบรรดาศักดิ์และกำลังเสมอกัน ดังนั้นพระองค์จึงลดอำนาจหัวเมืองต่างๆโดยให้มีการผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ พระองค์จึงพระราชทานอุปราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเชษฐาให้ดำรงที่พระมหาอุปราช รับพระบัณฑูรเป็นปฐม
หลังจากสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหาอุปราชจะเสด็จไปปกครองเมืองพิษณุโลกจนถึงสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราชก็ไม่ได้ส่งเชื้อพระวงศ์ไปปกครองพิษณุโลกอีกจนถึงสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ตำแหน่งพระมหาอุปราชยิ่งเด่นชัดยิ่งขึ้นอีกในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงสร้าง "พระราชวังจันทรเกษม" ขึ้นในพระนคร เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรเวลาเสด็จมายังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระราชวังจันทรเกษมนี้ตั้งอยู่ที่หน้าพระราชวังหลวง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า "วังหน้า" ต่อมา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์ โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาเป็นที่พระมหาอุปราช รับพระราชโองการ มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากนั้นในสมัยหลังๆ พระมหาอุปราชจะประทับที่พระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้านี้เป็นส่วนใหญ่
ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา พระองค์โปรดเกล้า ฯ สถาปนาหลวงสรศักดิ์พระโอรสบุญธรรมเป็นพระมหาอุปราช ประทับ ณ วังหน้า พร้อมทั้งบัญญัติศัพท์นามวังหน้าว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ สถาปนานายจบคชประสิทธิ์ให้ดำรงพระยศเป็นวังหลัง พระราชทานวังหลังเป็นที่ประทับ พร้อมทั้งบัญญัติศัพท์นามวังหลังว่า กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
สมัยกรุงธนบุรี [แก้]
ในสมัยกรุงธนบุรีไม่มีความแตกต่างจากสมัยอยุธยา
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ [แก้]
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีความแตกต่างจากสมัยอยุธยาเท่าไรนัก กรมพระราชวังบวรสถานมงคลจะประทับอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคลมาโดยตลอด
หลังจากการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก จนกระทั่ง พ.ศ. 2429 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นพระองค์แรกที่ทรงดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถูกยกเลิกตั้งแต่นั้นมา
อนึ่ง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงพระฐานันดรศักดิ์เสมอด้วยสมเด็จพระบวรราชเจ้าในพระบรมราชวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์[1]
พระบัณฑูร [แก้]
พระบัณฑูร คือ คำสั่งของพระมหาอุปราช มาจากภาษาเขมร แปลว่า "สั่ง" สำหรับคำสั่งของพระมหากษัตริย์นั้นใช้คำว่า "พระราชโองการ" ในการสถาปนาพระมหาอุปราชตั้งแต่อดีตนั้น มักเรียกว่า "วังหน้ารับพระบัณฑูร"
ส่วน"วังหน้ารับ (บวร) ราชโองการ" นั้น เป็นพระมหาอุปราชที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เสมอกับพระองค์ มีเพียง 2 พระองค์ ได้แก่
- สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[2][3]
รายพระนามพระมหาอุปราชและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล [แก้]
อ้างอิง [แก้]
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมราชชนก และ สมเด็จพระบรมราชชนนี, เล่ม ๘๗, ตอน ๕๒, ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๓, ฉบับพิเศษ หน้า ๑
- ^ จุลลดา ภักดีภูมินทร์, พระบัณฑูร, สกุลไทย, ฉบับที่ 2435, ปีที่ 47, 19 มิถุนายน 2544
- ^ จุลลดา ภักดีภูมินทร์, วังหน้ารับพระบัณฑูร และ วังหน้ารับราชโองการ, สกุลไทย, ฉบับที่ 2739, ปีที่ 53, 17 เมษายน 2550
- ^ http://www.gotoknow.org/posts/217707
- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิจารณ์เรื่องพระราชพงศาวดารกับเรื่องราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช, ๒๔๗๙, ก-ฆ, ๙๕ หน้า
- วังหน้า : กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
- พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์อธิบายประกอบ สำนักงานพิมพ์โอเดียนสโตร์ จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. ๒๕๑๐
- ไทยรบพม่า เล่ม ๑ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักงานพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. ๒๕๔๖
- พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ สำนักงานพิมพ์คลังวิทยา จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. ๒๕๑๐
ดูเพิ่ม [แก้]
- พระราชวังบวรสถานมงคล
- สยามมกุฎราชกุมาร
- กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
- สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เป็นพระปิตุลาของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
|
|||||||||||||||||||||||||||||