จรวด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จรวดโซยุส-ยู ณ ฐานปล่อยไบโคนูร์
Apollo 15 launch.ogg
การปล่อยจรวดแซทเทิร์น v อพอลโล 15 : T -- 30 เวลาเสร็จสิ้น + T 40 s
จรวดของจีนยุคโบราณ

จรวด (อังกฤษ: Rocket) หมายถึงขีปนาวุธ, ยานอวกาศ, เครื่องบิน หรือพาหนะอื่นใดที่อาศัยแรงผลักดันของไอเสียที่มีต่อตัวจรวดในการพุ่งไปอย่างรวดเร็ว โดยใช้การเผาผลาญเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์จรวด ในจรวดทุกชนิดไอเสียจะเกิดขึ้นทั้งหมดจากเชื้อเพลิงขับดันที่บรรทุกไปด้วยภายในจรวดก่อนที่จะถูกใช้งาน [1] จรวดเคมีสร้างพลังงานจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงจรวด ผลจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงและตัวอ๊อกซิไดซ์ภายในห้องเผาไหม้จะทำให้เกิดก๊าซร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมากและขยายตัวออกไปทางหัวฉีดทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร่งในระดับไฮเปอร์โซนิก ซึ่งทำให้เกิดแรงผลักมหาศาลต่อตัวจรวดตามกฎข้อที่สามของนิวตัน (แรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา) โดยในทางทหารและสันทนาการมีประวัติของการใช้จรวดเป็นอาวุธและเครื่องมือในช่วงเวลานั้น จรวดได้ถูกใช้สำหรับงานทางทหารและสันทนาการ ย้อนกลับไปอย่างน้อยศตวรรษที่ 13 ในประเทศจีน (China) [2] ในทางทหาร, วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมได้ใช้จรวดเป็นอาวุธและเครื่องมือแต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20, เมื่อวิทยาการที่เกี่ยวกับจรวดได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่ยุคอวกาศ,กับการที่มนุษย์กำลังจะไปเหยียบดวงจันทร์ จรวดได้ถูกใช้สำหรับทำดอกไม้ไฟและอาวุธ, เก้าอี้ดีดตัวสำหรับนักบินและพาหนะสำหรับนำส่งดาวเทียม, นักบินอวกาศ และการสำรวจดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในขณะที่จรวดที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนั้นจะใช้สำหรับการขับเคลื่อนด้วยอัตราเร็วที่ต่ำ ๆ, นักวิทยาศาสตร์จะเปรียบเทียบหาจรวดที่มีแรงขับเคลื่อนในระบบอื่น ๆ, ที่มีน้ำหนักเบากว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า, ทำให้สามารถสร้างความเร่งในการเคลื่อนที่ของจรวดได้มากขึ้น และสามารถทำให้เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วที่สูงอย่างยิ่งด้วยประสิทธิภาพที่เหมาะสม

จรวดเคมีเป็นชนิดของจรวดที่พบมากที่สุดและพวกมันมักจะสร้างไอเสียโดยการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจรวด จรวดเคมีต้องการที่เก็บพลังงานเชื้อเพลิงที่มีขนาดใหญ่โตมากในรูปแบบที่พร้อมจะปลดปล่อยตัวเองออกมาได้อย่างง่ายดาย และมีอันตรายมาก อย่างไรก็ตาม, จะต้องทำด้วยการออกแบบอย่างรอบคอบ, การทดสอบ, การก่อสร้าง, และใช้ความเสี่ยงอันตรายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์ของจรวด

[แก้] ในสมัยโบราณ

ด้วยความที่หาได้ง่ายของดินดำ (ดินปืน) ได้ถูกนำมาใช้ขับดันกระสุนยิงอันเป็นพัฒนาการยุคเริ่มแรกของจรวดเชื้อเพลิงแข็ง วิทยาการจรวดเริ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 มีการคิดค้นดินปืนโดยนักพรตชาวจีนในลัทธิเต๋าซึ่งได้ค้นพบผงสีดำในขณะที่กำลังทำการค้นหาตัวยาสำหรับการทำชีวิตที่เป็นอมตะ การค้นพบโดยบังเอิญนี้ได้นำไปสู่การทดลองทำเป็นอาวุธเช่นระเบิด, ปืนใหญ่, ธนูไฟสำหรับการก่อความไม่สงบและจรวดขับเคลื่อนธนูไฟ [nb 1][nb 2] การค้นพบดินปืนอาจเป็นผลผลิตแห่งศตวรรษของการทดลองเล่นแร่แปรธาตุในลัทธิเต๋าซึ่งนักเล่นแร่แปรธาตุได้พยายามที่จะสร้างยาอายุวัฒนะ (elixir) แห่งความเป็นอมตะที่จะช่วยให้คนกินมันจะกลายเป็นอมตะทางร่างกาย [5]

เป็นเวลาพอดิบพอดีเมื่อมีเที่ยวบินแรกของจรวดเกิดขึ้นคือเกิดการแข่งขันกัน เอกสารหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้อย่างรวดเร็วที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของดอกไม้ไฟคือ คำแถลงการณ์ในจักรพรรดิโวพิสคัสที่ 2, จักรพรรดิคารัส, และจักรพรรดินิวเมอเรียนัส เอท คารินัส ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน, ในบทที่หก (2 Vopiscus, Carus, Numerianus et Carinus, ch. xix.) ซึ่งกล่าวว่างานแสดงดอกไม้ไฟดำเนินการเพื่อจักรพรรดิคารินัส (282-283) และต่อมาเพื่อจักรพรรดิดิออกลีเตียน (284-286) คำกล่าวอ้างเช่นเดียวกันคือบันทึกแรกของการใช้จรวดในการต่อสู้โดยชาวจีนในปี 1232 ต่อกองทัพม้าของพวกมองโกลที่ไคเฟงฟู (Kai Feng Fu) นี่อยู่บนพื้นฐานของการบริการการตรวจสอบคำถามภาษาจีนกลางยุคเก่าของชาวเมืองซึ่งอ่านได้ว่า "เป็นการป้องกันตัวเองของไคเฟงฟูจากพวกมองโกล (1232) ถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในเรื่องของการใช้ปืนใหญ่หรือไม่ ?" [6] คำถามอื่น ๆ จากการตรวจสอบอ่านได้อีกว่า "แขนไฟ เริ่มต้นด้วยการใช้จรวดในราชวงศ์โจว (1122-255 ก่อนคริสตกาล) -- หนังสืออะไรทำให้พวกเราได้พบกับคำว่า "เปา" เป็นครั้งแรก, ในขณะนี้ถูกใช้สำหรับปืนใหญ่หรือ?" [6] เป็นครั้งแรกที่มีการอ้างอิงทางวิชาการที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับจรวดในประเทศจีนได้เกิดขึ้นที่เกาะไชชิงหยวน (Mirror ของการวิจัย) ซึ่งระบุว่าอยู่ในปีคริสต์ศักราช 998 มีคนชื่อ ตัง ฟู ได้คิดค้นจรวดชนิดใหม่ที่มีหัวเหล็ก [6] มีรายงานของธนูไฟและ'หม้อเหล็ก'ซึ่งอาจจะได้ยินเป็นระยะทางไกลได้ถึง 5 ลี้ (25 กิโลเมตรหรือ 15 ไมล์) เมื่อมีการระเบิดขณะเกิดปะทะกัน, ก่อให้เกิดการทำลายล้างรัศมี 600 เมตร (2,000 ฟุต), อย่างเด่นชัดเนื่องจากเศษกระสุน [7] ขนาดที่ลดลงมาของหม้อเหล็กอาจถูกใช้เป็นวิธีสำหรับกองทัพเพื่อล้อมยิงผู้รุกราน ธนูไฟ คือธนูที่แนบติดกับวัตถุระเบิดหรือธนูที่ขับดันโดยดินปืนอย่างใดอย่างหนึ่งดังเช่นอาวุธ ฮวาชา (Hwacha) ของเกาหลี

แทบจะไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่า, หนึ่งในอุปกรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้ถูกบันทึกไว้ที่ใช้ในการสันดาปภายในเครื่องยนต์จรวด คือ'ดินแรท' (ground-rat) ซึ่งเป็นดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งที่ได้ถูกบันทึกไว้ในปี 1264 ว่าได้ทำให้จักรพรรดินี คุง เชง (Kung Sheng) ตกใจกลัวในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเป็นเกียรติแก่พระนางโดยลูกชายของพระนางเองคือจักรพรรดิลีซอง (Lizong)

ต่อมา หนึ่งในข้อความเก่าที่กล่าวถึงการใช้งานของจรวดหัวลองจิง (Huolongjing) เขียนโดยเจ้าหน้าที่เหล่าทหารปืนใหญ่ของจีน เจียว ยุ (Jiao Yu) ในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ข้อความนี้เอ่ยถึงความรู้ความเข้าใจเป็นครั้งแรกของการใช้งานจรวดหลายตอน “มังกรไฟที่ปล่อยออกจากน้ำ” (หัวลองชิวซุย) ที่มีใช้กันโดยส่วนใหญ่โดยกองทัพเรือจีน

[แก้] การแพร่ขยายของเทคโนโลยีจรวด

เทคโนโลยีจรวดกลายเป็นที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกในชาวยุโรปโดยกษัตริย์มองโกล เจงกิสข่าน (Mongols Genghis Khan) และโอกีไดข่าน (Ögedei Khan) เมื่อครั้งที่สามารถพิชิตดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย ทางด้านตะวันออก และศูนย์กลางยุโรป ชาวมองโกลได้รับเทคโนโลยีมาจากชาวจีนโดยการมีชัยชนะในทางภาคเหนือของประเทศจีนและโดยการได้รับการว่าจ้างของผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดชาวจีนที่เป็นทหารรับจ้างต่อกองทัพมองโกล รายงานจากการต่อสู้ของโมฮิ (Mohi) ในปี 1241 อธิบายถึงการใช้อาวุธจรวดโดย ทหารมองโกล ต่อ พวกแม็กยาร์ (Magyars) เทคโนโลยีจรวดยังแพร่กระจายไปยังประเทศเกาหลีกับศตวรรษที่ 15 "กงล้อฮวาชา" (hwacha) ที่จะปล่อยจรวด "ซินจิยอน" (singijeon) นอกจากนี้การแพร่กระจายของเทคโนโลยีจรวดยังได้แพร่เข้ามาในยุโรปที่ได้รับอิทธิพลโดยจักรวรรดิออตโตมัน (Ottomans) ในการบุกโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) ใน ปี 1453 แม้ว่าจะมีโอกาสมากที่พวกออตโตมันเองได้รับอิทธิพลโดยการรุกรานของมองโกลก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ศตวรรษ ประวัติศาสตร์ของจรวดนั้นได้ถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต นาซา (NASA) กล่าวว่า "จรวดได้ปรากฏอยู่ในวรรณคดีอาหรับใน ค. ศ. 1258 บรรยายถึงการรุกรานของพวกมองโกลในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ในการเข้ายึดครองกรุงแบกแดด" ระหว่างปี 1270 และ 1280, ฮาซาน อัล-รามมาห์ (Hasan al - Rammah) เขียน al - furusiyyah wa al - manasib al - harbiyya (หนังสือเรื่อง ความชำนาญในการขี่ม้าของทหารและอุปกรณ์สงครามอันแยบยล) ซึ่งรวมถึง 107 สูตรดินปืน, 22 ชนิดที่มีสำหรับจรวด ตามที่อาห์หมัด ฮัสซัน (Ahmad Y Hassan) กล่าวอ้าง, สูตรของ อัล-รามมาห์ เป็นมากกว่าวัตถุระเบิดที่เป็นจรวดที่ใช้ในประเทศจีนในเวลานั้น คำศัพท์ที่ใช้โดย อัล รามมาห์ ที่ระบุไว้ว่าประเทศจีนเป็นแหล่งกำเนิดของอาวุธดินปืน เขาได้เขียนเกี่ยวกับ เช่น จรวดและหอกไฟ อิบัน อัล เบทาร์ (Ibn al-Baytar),ชาวอาหรับมาจากสเปนที่ได้อพยพไปยังอียิปต์, ได้ให้ชื่อเรื่องว่า "หิมะของจีน" (อาหรับ (Arabic) : ثلج الصين‎ thalj al-Sin) เพื่ออธิบายถึงดินประสิว อัล เบทาร์ เสียชีวิตในปี 1248 นักประวัติศาสตร์อาหรับก่อนหน้านี้เรียกดินประสิวว่า "หิมะจีน" และ "เกลือจีน" นอกจากนี้ชาวอาหรับยังใช้ชื่อ "ลูกศรจีน" ในการอ้างถึงจรวด ชาวอาหรับที่ติดต่อกับ "ชาวจีน" ได้มีชื่อเรียกต่าง ๆ สำหรับวัตถุที่เกี่ยวข้องกับดินปืน "ดอกไม้จีน" เป็นชื่อสำหรับดอกไม้ไฟ, ในขณะที่ "หิมะจีน" ถูกกำหนดให้เป็นชื่อของดินประสิวและ "ลูกศรจีน" เป็นชื่อของจรวด ในขณะที่ดินประสิวถูกเรียกว่า "หิมะจีน" โดยชาวอาหรับ, มันถูกเรียกว่า "เกลือจีน" โดยชาวอิหร่าน /ชาวเปอร์เซีย

จรวดได้ชื่อมาจากภาษาอิตาเลียน Rocchetta (เช่น ฟิวส์น้อย), ชื่อของพลุขนาดเล็กที่สร้างขึ้นโดยมูแรทโทรี (Muratori) ผู้ชำนาญงานชาวอิตาลีในปี 1379

เคยัสเซอร์ ได้หลงใหลกับตำนานของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช: โดยในภาพวาดภาพหนึ่งทรงกำลังถือจรวดอยู่,

คอนเรด เคยัสเซอร์ (Konrad Kyeser) ได้อธิบายตำราจรวดที่มีชื่อเสียงในทางทหารของเขาที่ชื่อว่า Bellifortis เมื่อราวปี 1405

ระหว่างปี 1529 และ 1556 คอนเรด ฮัส (Conrad Haas) ได้เขียนหนังสือซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีจรวด, ที่เกี่ยวข้องกับการรวมกันของดอกไม้ไฟและเทคโนโลยีอาวุธ ต้นฉบับนี้ถูกค้นพบในปี 1961, ในบันทึกสาธารณะซีบีอู (บันทึกสาธารณะซีบีอู แวเรียที่ 2 374 (Varia II 374)) ผลงานของเขาได้กระทำกับทฤษฎีการเคลื่อนที่ของจรวดแบบหลายตอน, ทำการผสมเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงเหลวและได้นำเสนอครีบรูปทรงสามเหลี่ยมและหัวฉีดรูปทรงระฆัง


ต่อมามีรายงานการใช้ธนูไฟและ "ก้อนเหล็ก" ที่ยิงได้ไกลถึง 15 ไมล์ ดอกไม้ไฟชนิดแรกเริ่มปรากฏในราว ค.ศ. 1264 หลังจากนั้นมีบันทึกเอ่ยถึง "มังกรไฟที่พุ่งขึ้นจากน้ำ" ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 วิทยาการจรวดเผยแพร่ไปสู่ชาวยุโรปผ่านการแผ่ขยายอาณาจักรของเจงกิสข่าน

การใช้งานจรวดมีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่ใช้ยิงพลุ ยิงอาวุธระยะไกล ส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร ส่งยานอวกาศของมนุษย์ และยานสำรวจระหว่างดวงดาว

[แก้] ดูทั้งหมด

Lists

General rocketry

Recreational rocketry

Recreational pyrotechnic rocketry

  • Bottle rocket—small firework type rocket often launched from bottles
  • Skyrocket—fireworks that typically explode at apogee

Weaponry

Rockets for Research

Misc

  • Rocket mail—an ill-fated attempt to commercialize rocketry
  • Rocket Festival—Tradition bamboo rockets of Laos and Northeastern Thailand
  • Equivalence principle—Einstein was able to show that the effects of gravity were completely equivalent to a rocket's acceleration in any small region of space

[แก้] หมายเหตุ

Footnotes
  1. ^ "With its ninth century AD origins in China, the knowledge of gunpowder emerged from the search by alchemists for the secrets of life, to filter through the channels of Middle Eastern culture, and take root in Europe with consequences that form the context of the studies in this volume."[3]
  2. ^ "Without doubt it was in the previous century, around +850, that the early alchemical experiments on the constituents of gunpowder, with its self-contained oxygen, reached their climax in the appearance of the mixture itself."[4]
Citations
  1. ^ Sutton 2001 chapter 1
  2. ^ MSFC History Office "Rockets in Ancient Times (100 B.C. to 17th Century)"
  3. ^ Buchanan 2006, p. 2
  4. ^ Needham 1986, p. 7
  5. ^ Chase 2003, pp. 31–32
  6. ^ 6.0 6.1 6.2 W. A. P. Martin (1901), The Lore of Cathay or The Intellect of China, New York: Fleming H. Revell Company, หน้า 25, http://www.archive.org/stream/loreofcathayorin00martiala#page/26/mode/2up 
  7. ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid <ref> tag; no text was provided for refs named nasa

[แก้] อ้างอิง

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
จรวด
หน่วยงาน
เว็บไซต์ข้อมูล
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น