พรีเมียร์ลีก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ)
สำหรับ พรีเมียร์ลีกของไทยดูที่ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก และลีกอื่นดูที่ พรีเมียร์ลีก (แก้ความกำกวม)
พรีเมียร์ลีก
Premier League.svg
ประเทศ อังกฤษ อังกฤษ
สมาพันธ์ ยูฟ่า
ก่อตั้ง 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992
จำนวนทีม 20
ตกชั้นสู่ ลีกแชมเปียนชิป
ลำดับ ใน ปิรามิด 1
ถ้วยภายในประเทศ เอฟเอคัพ, ลีกคัพ
ถ้วยระดับนานาชาติ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก,
ยูฟ่ายูโรปาลีก
ปัจจุบัน ชนะเลิศ แมนเชสเตอร์ซิตี (2013-14)
ชนะเลิศมากที่สุด แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (13)
หุ้นส่วนทีวี อังกฤษ สกายสปอร์ตส, อีเอสพีเอ็น
ไทย ซีทีเอช, ไทยทีวีสีช่อง 3,
จีเอ็มเอ็มแซท, อาร์เอส, พีเอสไอ
เว็บไซต์ www.premierleague.com
Soccerball current event.svg ฤดูกาล 2014–15

เอฟเอพรีเมียร์ลีก (อังกฤษ: FA Premier League) หรือนิยมเรียกว่า พรีเมียร์ลีก (Premier League) เป็นระบบการแข่งขันฟุตบอลลีกในระดับสูงสุดของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้การบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือมีชื่อตามผู้สนับสนุนการแข่งขันอย่างเป็นทางการว่า บาร์คลีส์ พรีเมียร์ชิป เนื่องจากในปัจจุบัน สนับสนุนโดยบริษัทการเงินบาร์คลีส์

การแข่งขันพรีเมียร์ลีกเป็นที่รวมของ 20 สโมสรฟุตบอลในระดับสูงสุดของอังกฤษเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันมีเพียง 5 ทีมเท่านั้น ที่เคยชนะเลิศในการแข่งขันรายการนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, เชลซี, แบล็กเบิร์นโรเวอส์ และแมนเชสเตอร์ซิตี

ประวัติ[แก้]

แ |+ ชนะเลิศพรีเมียร์ลีก !width="75" | ฤดูกาล !wกาก | 1993-94ลีก ฤดูกาล 1994–95|1994-95]] | แบล็กเบิร์นยูไนเต็ด | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด |- | 1995-96 | เอ็มเค ดอนส์ | นิวคาสเซิลยูไนเต็ด |- | 1996-97 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | นิวคาสเซิลยูไนเต็ด |- | 1997-98 | อาร์เซนอล | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด |- | 1998-99 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | อาร์เซนอล |- | 1999-2000 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | อาร์เซนอล |- | 2000-01 | โคเวนทรี ซิตี้ | อาร์เซนอล |- | 2001-02 | อาร์เซนอล | ลิเวอร์พูล |- | 2002-03 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | อาร์เซนอล |- | 2003-04 | อาร์เซนอล | เชลซี |- | 2004-05 | บาเยิร์น มิวนิค | อาร์เซนอล |- | 2005-06 | มอยส์ | แมนเชสเตอร์ซิตี้ |- | 2006-07 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | เชลซี |- | 2007-08 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | เชลซี |- | 2008-09 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | ลิเวอร์พูล |- | 2009-10 | เชลซี | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด |- | 2010-11 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | เชลซี |- | 2011-12 | แมนเชสเตอร์ซิตี | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด |- | 2012-13 | แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด | แมนเชสเตอร์ซิตี |- | 2013–14 | แมนเชสเตอร์ซิตี | ลิเวอร์พูล |- |}

หลายเหตุการณ์ทำให้แฟนฟุตบอลไม่สามารถชมการแข่งขันได้อย่างสงบสุข เนื่องด้วยกลัวจะโดนลูกหลง ประกอบกับสภาพสนามที่ย่ำแย่ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือการป้องกันเหตุฉุกเฉินอย่างดีพอ ทำให้ชาวอังกฤษหลายคนตัดสินใจรับชมการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ที่บ้าน แทนที่จะเดินทางมาเชียร์ในสนามดังเช่นอดีต ช่วงทศวรรษ 1980 รายได้ของสโมสรจากค่าผ่านประตูซึ่งเป็นรายได้หลักได้ลดลงอย่างมาก มีเพียงสโมสรชั้นนำไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ยังคงมีกำไร ในฤดูกาล 1986-87 ทุกสโมสรฟุตบอลมีกำไรสุทธิรวมเพียง 2.5 ล้านปอนด์ พอถึงฤดูกาล 1989-90 รวมทุกสโมสรขาดทุน 11 ล้านปอนด์ ทำให้นายทุนไม่กล้าจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจกีฬาอาชีพนี้อย่างเต็มที่ หลายสโมสรในช่วงนั้นมีข่าวว่าใกล้จะล้มละลาย

ภายหลังเหตุการณ์ที่สนามฮิลส์โบโร่ รัฐบาลอังกฤษได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมีลอร์ดปีเตอร์ เทย์เลอร์ ผู้พิพากษาระดับรองประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการ โดยผลการไต่สวนซึ่งเรียกว่า รายงานฉบับเทย์เลอร์ (Taylor Report) ได้กลายมาเป็นเอกสารสำคัญนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ เพราะกำหนดให้ทุกสโมสรต้องปรับปรุงสนามแข่งขัน ที่สำคัญคืออัฒจันทร์ชมการแข่งขันต้องเป็นแบบนั่งทั้งหมด ห้ามไม่ให้มีอัฒจันทร์ยืนเพื่อความปลอดภัยของผู้ชมการแข่งขัน โดยทีมในระดับดิวิชัน 1 และ 2 ต้องปรับปรุงให้เสร็จในปี 2537 และ ดิวิชัน 3 และ 4 ให้เสร็จในปี 2542 ส่งผลให้การยืนชมฟุตบอลซึ่งเป็นวัฒนธรรมการชมฟุตบอลของคนอังกฤษมานาน บางแห่งก็มีชื่อเสียงอย่างเช่นอัฒจันทร์เดอะค็อปของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลต้องจบไป ถึงแม้ว่าในประเทศอังกฤษจะมีสโมสรฟุตบอลทั้งอาชีพและสมัครเล่นมากที่สุดในโลก แต่สนามฟุตบอลส่วนใหญ่มีสภาพเก่าแก่ทรุดโทรม บางสโมสรในระดับดิวิชันหนึ่งหรือดิวิชันสองยังคงมีอัฒจันทร์ที่สร้างด้วยไม้ ทำให้การปรับปรุงสนามฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลอังกฤษครั้งนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคงเพราะรายได้ลดลงอย่างมาก สโมสรเล็กบางแห่งซึ่งมีผู้ชมน้อยอยู่แล้วจึงใช้วิธีปิดตายอัฒจันทร์ยืน ส่วนสโมสรใหญ่ที่ฐานะการเงินดีกว่าก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะไม่อาจใช้วิธีเลี่ยงปัญหาแบบสโมสรเล็กได้

รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นต้องเข้าช่วยเหลือโดยลดค่าธรรมเนียมหรือภาษีธุรกิจพนันฟุตบอล นำเงินส่วนนี้มาตั้งกองทุนฟุตบอลจำนวน 100 ล้านปอนด์ ให้ฟุตบอลลีกเป็นคนจัดสรรให้สโมสรฟุตบอลซึ่งเป็นภาคีสมาชิกทั้ง 96 สโมสร นำไปพัฒนาปรับปรุงสนามแข่งขันของตนเอง แต่งบประมาณเท่านี้ต้องนับว่าน้อยมาก หากนำมาเฉลี่ยอย่างเท่ากันแล้วจะได้รับเงินเพียงสโมสรละ 1.08 ล้านปอนด์เท่านั้น ขณะที่สโมสรฟุตบอลชั้นแนวหน้าของลีกต้องใช้เงินในการณ์นี้สูงถึงกว่าสิบล้านปอนด์ สโมสรใหญ่ในดิวิชันหนึ่งจึงกดดันฟุตบอลลีกจัดสรรเงินให้มากกว่าสโมสรเล็ก เพราะหากไม่เสร็จทันตามกำหนดอาจจะถูกถอนใบอนุญาตได้

กิจการถ่ายทอดทางโทรทัศน์[แก้]

ในช่วงเวลาที่สโมสรใหญ่ต้องการเงินทุนมหาศาลนี้ เป็นโอกาสให้เจ้าของสถานีโทรทัศน์สกาย ยื่นข้อเสนอให้สโมสรในดิวิชันหนึ่งประจำฤดูกาล 1992−93 ให้ถอนตัวจากสมาชิกฟุตบอลลีกเพื่อมาจัดตั้งเอฟเอพรีเมียร์ลีก โดยทางสถานีขอซื้อสิทธิผูกขาดในการถ่ายทอดการแข่งขันในราคาแพง ทำสัญญาฉบับแรกซื้อสิทธิผูกขาดในการถ่ายทอดการแข่งขันเป็นเวลา 5 ปี (ฤดูกาล 1992−93 ถึง 1996−97) จ่ายค่าตอบแทนให้ 304 ล้านปอนด์ เทียบกับในอดีตที่ฟุตบอลลีกได้รายได้จากการขายสิทธิให้สถานีไอทีวีของอังกฤษ เพียง 44 ล้านปอนด์ ในช่วงเวลา 4 ปี เงื่อนไขตอบแทนทางธุรกิจเช่นนี้ ดึงดูดให้สโมสรทั้งหลายสนใจเป็นอย่างยิ่ง จนผู้บริหารสโมสรบางคน เช่น นายแอลัน ชูการ์ เจ้าของสโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ แสดงตนเป็นแกนนำในการล็อบบี้ให้สโมสรอื่น ๆ ในดิวิชันหนึ่งที่จะเริ่มแข่งขันในฤดูกาล 1992−93 เห็นชอบกับการก่อตั้งลีกแห่งนี้

สำหรับลิขสิทธิ์การเผยแพร่ในประเทศไทย ในช่วงฤดูกาล 2013−14, 2014−15 และ 2015−16 เป็นของบริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) หน่วยงานกลางของกลุ่มผู้ประกอบการโทรทัศน์ผ่านสายเคเบิลระดับท้องถิ่น โดยต่อเนื่องมาจากบริษัท ทรูวิชันส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการโทรทัศน์ผ่านสายเคเบิลทั่วประเทศ ในเครือบริษัท ทรูคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือลิขสิทธิ์ตั้งแต่ฤดูกาล 2007−08 จนถึง 2012−13

การจัดตั้ง[แก้]

17 กรกฎาคม 1991 มีการลงนามข้อตกลงภาคีสมาชิกก่อตั้ง (Founder Members Agreement) เพื่อวางหลักการสำคัญในการจัดตั้งพรีเมียร์ลีก ได้แก่ ระบบลีกสูงสุดใหม่นี้จะดำเนินการทางธุรกิจด้วยตนเอง ทำให้พรีเมียร์ลีกมีอิสระที่จะเจรจาผลประโยชน์กับผู้สนับสนุน รวมทั้งสิทธิในการขายสิทธิถ่ายทอดโทรทัศน์ของตนเอง แยกขาดจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษและฟุตบอลลีก จากนั้นในปี 1992 ทั้ง 20 สโมสรได้ยื่นขอถอนตัวจากฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ต่อมา 27 พฤษภาคม 1992 เอฟเอพรีเมียร์ลีกจึงก่อตั้งโดยจดทะเบียนในรูป บริษัทจำกัด มีสโมสรฟุตบอลสมาชิกทั้ง 20 แห่งเป็นหุ้นส่วน ความเป็นหุ้นส่วนจึงขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันทางสโมสร หากทีมใดยังคงอยู่ในพรีเมียร์ลีกก็จะถือเป็นหุ้นส่วนของพรีเมียร์ลีกต่อไป ในช่วงปิดฤดูกาลสโมสรที่ตกชั้นจะต้องมอบสิทธิความเป็นหุ้นส่วนให้กับสโมสรที่เลื่อนชั้นมาจากลีกแชมเปี้ยนชิป โดยมีสมาคมฟุตบอลอังกฤษถือสิทธิเป็นหุ้นส่วนหลัก มีอำนาจที่จะคัดค้านในประเด็นสำคัญ เช่น การแต่งตั้งประธานกรรมการและผู้บริหารระดับสูง หลักการเลื่อนชั้นหรือตกชั้นของสโมสรเท่านั้น แต่ไม่อาจล่วงไปถึงกิจการเฉพาะของพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่เงื่อนไขและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่าง ๆ

ด้วยค่าตอบแทนจากการถ่ายทอดโทรทัศน์และประโยชน์ที่ได้รับจากผู้สนับสนุนการแข่งขัน ทำให้พรีเมียร์ลีกพัฒนาเป็นลีกฟุตบอลภายในประเทศที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การซื้อตัวผู้เล่นต่างชาติ[แก้]

จารีตอันยาวนานของสโมสรฟุตบอลอังกฤษในเรื่องนักฟุตบอลของทีมคือ แต่ละสโมสรจะส่งตัวแทนค้นหาเยาวชนที่มีความสามารถทางการเล่นฟุตบอลเพื่อนำมาฝึกหัดพัฒนาทักษะ โดยให้ลงเล่นตั้งแต่ในทีมระดับเยาวชน สมัครเล่น หรือทีมสำรอง ผู้ที่มีความโดดเด่นจะได้รับคัดเลือกให้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ซึ่งลงแข่งในฟุตบอลลีก หากจะมีการซื้อตัวผู้เล่น ก็มักจะมาจากสโมสรในดิวิชันหนึ่ง (แบบเดิม) ซื้อตัวผู้เล่น ดาวรุ่ง จากดิวิชันที่ต่ำกว่าหรือจากสโมสรสมัครเล่นนอกลีก มีน้อยมากที่ซื้อนักฟุตบอลต่างชาติ (ไม่นับรวม สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์) ต่างจากสโมสรฟุตบอลอาชีพทางยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโมสรฟุตบอลในอิตาลีและสเปน ซึ่งมักจะได้รับฉายาว่า เจ้าบุญทุ่ม บ่อยครั้งที่สโมสรฟุตบอลจากสองประเทศนี้จ่ายเงินมหาศาล จนถึงขั้นสร้าง สถิติโลก ในการซื้อตัวนักฟุตบอลต่างชาติเพียงหนึ่งคน

แต่เมื่อพรีเมียร์ลีกก่อกำเนิด ธรรมเนียมการกว้านซื้อตัวนักฟุตบอลต่างชาติของสโมสรฟุตบอลอังกฤษจึงเริ่มมีมากขึ้น จารีตการสร้างนักฟุตบอลของตัวเองแม้จะยังคงอยู่แต่ก็ลดความสำคัญลงไปทุกขณะ เพราะต้องใช้เวลายาวนานอาจไม่ทันการณ์ สู้ใช้เงินซื้อนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกมาร่วมสังกัดไม่ได้ ที่สามารถดึงดูดแฟนฟุตบอลให้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันมากขึ้นในเวลาอันสั้น ลีลาการเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจย่อมขยายฐานแฟนคลับให้กว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีกต่างมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงกว่าเดิม จึงพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

รูปโฉมใหม่ของฟุตบอลอาชีพอังกฤษเปิดฉากขึ้น ในฤดูกาล 1994-95 เมื่อทอตนัมฮอตสเปอร์ซื้อตัวเยือร์เกิน คลินส์มันน์ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันจากโมนาโก จากฝรั่งเศส ทักษะและลีลาการเล่นฟุตบอลของคลินส์มันน์สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อผู้ชม ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของกองเชียร์ในเวลาไม่นาน สร้างความพึงพอใจต่อสโมสรต้นสังกัดเป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จของทอตนัมฮอตสเปอร์กระตุ้นให้สโมสรอื่น กล้าลงทุนซื้อตัวนักฟุตบอลระดับโลกมากขึ้น เพราะรายรับที่ได้กลับคืนมาคุ้มค่ากับการลงทุน

ในฤดูกาลถัดมานักฟุตบอลต่างชาติได้มาเล่นในฟุตบอลอังกฤษมากขึ้น ในฤดูกาล 1995-96 มิดเดิลสโปรซื้อจูนินโญ่และเอเมอร์สัน (บราซิล) นิวคาสเซิลยูไนเด็ตซื้อฟาอุสติโน่ อัสปริญ่า (โคลอมเบีย) อาร์เซนอลซื้อแด็นนิส แบร์คกัมป์ (ฮอลแลนด์) เชลซี ซื้อรืด คึลลิต (ฮอลแลนด์) ฯลฯ ฤดูกาล 1996-97 มิดเดิลส์เบรอซื้อฟาบรีซีโอ ราวาเนลลี (อิตาลี) เชลซีซื้อจันลูกา วีอัลลี และจันฟรังโก โซลา (อิตาลี) ลิเวอร์พูลซื้อแพทริก แบเกอร์ (สาธารณรัฐเช็ก) อาร์เซนอลซื้อปาทริค วิเอร่า (ฝรั่งเศส) ฯลฯ

นอกจากนักฟุตบอลแล้ว ผู้จัดการทีมต่างชาติก็เข้ามามีบทบาทในพรีเมียร์ลีกจวบจนปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาร์แซน แวงแกร์, รืด คึลลิต, เฌราร์ อูลีเย, ราฟาเอล เบนีเตซ, โชเซ มูรีนโย ฯลฯ แม้แต่สโมสรฟุตบอลที่มีลักษณะอนุรักษนิยมสูง ดังเช่น ลิเวอร์พูล ที่แม้ปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่ช้ากว่าคู่แข่งหลายทีม จนทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก (ต่างจากยุคฟุตบอลลีก) ยังต้องปรับตัวต่อกระแสการซื้อตัวนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมต่างชาติ เพื่อหวังจะครองแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกให้ได้

อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้ เอฟเอพรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลภายในประเทศที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ดึงดูดนักฟุตบอลชั้นดีให้มาประกอบวิชาชีพไม่ต่างจากเซเรียอาของประเทศอิตาลี หรือลาลีกาของประเทศสเปน ตัวชี้วัดคุณภาพที่ดีที่สุดคือนักฟุตบอลที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ มีจำนวน 101 คนที่เล่นฟุตบอลในอังกฤษ และปัจจุบันมีนักฟุตบอลต่างชาติในพรีเมียร์ชิปมากกว่า 290 คน

บิ๊กโฟร์[แก้]

บิ๊กโฟร์ หมายถึง ทีมขนาดใหญ่ทั้งหมด 4 ทีมที่ถูกมองว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ ประกอบไปด้วยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล และเชลซี[1][2]

ต่อมาในปี 2009 ความหมายของบิ๊กโฟร์ได้ขยายขึ้นอีก 2 ทีม เมื่อมีความพยายามจะพัฒนาทีมและทุ่มซื้อตัวนักฟุตบอลในราคาที่แพงเพื่อที่จะให้ทีมประสบความสำเร็จสูงสุด คือ แมนเชสเตอร์ซิตีและทอตนัมฮอตสเปอร์[3][4]

ระบบการแข่งขัน[แก้]

สัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของเอฟเอ พรีเมียร์ลีก ที่ใช้มาจนถึงฤดูกาล 2007

มีทีมร่วมแข่งขัน 20 ทีม แข่งขันในระบบพบกันหมด เหย้าและเยือน ทีมชนะได้ 3 คะแนน ทีมเสมอได้ 1 คะแนน และทีมแพ้ไม่ได้คะแนน ตลอดฤดูกาลทุกทีมจะต้องแข่งขันทั้งสิ้น 38 นัด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 3 สโมสรที่ได้คะแนนน้อยที่สุด จะถูกลดชั้นไปเล่นในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป

4 ทีมที่อันดับดีสุดจะได้ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก โดยสามทีมอันดับแรกจะผ่านเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่ม ในขณะที่ทีมอันดับ 4 จะต้องแข่งรอบเพลย์ออฟอีกทีหนึ่ง ส่วนอันดับ 5 จะได้เล่นยูฟ่ายูโรปาลีก (ยูฟ่า คัพ) เดิม และทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศก็จะได้สิทธิ์ไปเล่นในยูโรปาลีก โดยอัตโนมัติเช่นกัน ในกรณีที่ทีมอันดับ 1-4 ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ ทีมที่ได้รองชนะเลิศจะได้สิทธิ์เล่นยูโรป้า ลีกแทนผู้ชนะเลิศ หากผู้เข้าชิงถ้วยภายในประเทศทั้งสองทีม สิทธิ์การแข่งยูโรป้า ลีก จะได้แก่อันดับ 6 และ 7 ของพรีเมืยร์ลีกแทน

ผู้สนับสนุนหลัก[แก้]

รายชื่อผู้สนับสนุนหลักในรายการแข่งขันฤดูกาลต่างๆ

สโมสรในฤดูกาลปัจจุบัน[แก้]

ดูบทความหลักที่: พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2013–14
สโมสร อันดับในฤดูกาลผ่านมา
(2012-13)
ฤดูกาลที่ได้เริ่มเล่น
ในลีกสูงสุด
ฤดูกาลที่ได้เริ่มเล่น
ในลีกสูงสุด
ในคราวปัจจุบัน
อาร์เซนอล 4 1904-05 1919-20
แอสตันวิลลา 15 1888-89 1988-89
เชลซี 3 1907-08 1989-90
เอฟเวอร์ตัน 6 1888-89 1954-55
ฟูลัม 12 1949-50 2001-02
ลิเวอร์พูล 2 1894-95 1962-63
แมนเชสเตอร์ซิตี 1 1899-1900 2002-03
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 7 1892-93 1975-76
นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 16 1888-89 2010-11
นอริชซิตี 11 1972–73 2011-12
ควีนส์ปาร์กเรนเจิร์ส 2 1968–69 2011-12
เรดดิง 19 2006-07 2012-13
เซาแทมป์ตัน 14 1966-67 2012-13
สโตกซิตี 13 1888–89 2008-09
ซันเดอร์แลนด์ 17 1890-91 2007-08
สวอนซีซิตี 9 1981–82 2011-12
ทอตนัมฮอตสเปอร์ 5 1909-10 1978-79
เวสต์บรอมมิชอัลเบียน 10 1888-89 2010-11
เวสต์แฮมยูไนเต็ด 8 1888-89 2012-13
วีแกนแอทเลติก 18 2005-06 2005-06

ทำประตูสูงสุด[แก้]

ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2014
อันดับ สัญชาติ ชื่อ ปี จำนวนประตู ลงเล่น อัตราส่วน
1 อังกฤษ อลัน เชียเรอร์ 1992–2006 260 441 0.59
2 อังกฤษ แอนดรูว์ โคล 1992–2008 188 414 0.45
3 ฝรั่งเศส ตีแยรี อ็องรี 1999–2007, 2012 175 258 0.68
4 อังกฤษ เวย์น รูนีย์ 2002– 173 374 0.46
5 อังกฤษ แฟรงก์ แลมพาร์ด 1995–2014 171 575 0.29
6 อังกฤษ ร็อบบี ฟาวเลอร์ 1993–2009 162 378 0.43
7 อังกฤษ ไมเคิล โอเวน 1996–2004
2005–2013
150 325 0.46
8 อังกฤษ เลส เฟอร์ดินานด์ 1992–2005 149 351 0.42
9 อังกฤษ เท็ดดี เชอริงแฮม 1992–2007 147 418 0.35
10 เนเธอร์แลนด์ โรบิน ฟัน แปร์ซี 2004– 132 247 0.53

ตัวเอียง หมายถึงผู้เล่นที่ยังเล่นฟุตบอลอยู่,
ตัวหนา หมายถึงผู้เล่นที่ยังเล่นฟุตบอลอยู่ในพรีเมียร์ลีก

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Northcroft, Jonathan (11 May 2008). "Breaking up the Premier League's Big Four". The Sunday Times. สืบค้นเมื่อ 26 May 2011. 
  2. "The best of the rest". Soccernet (ESPN). 29 January 2007. สืบค้นเมื่อ 27 November 2007. 
  3. "Alex McLeish says Aston Villa struggle to compete with top clubs". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 8 September 2011. สืบค้นเมื่อ 8 September 2011. 
  4. Jolly, Richard (11 August 2011). "Changing dynamics of the 'Big Six' in Premier League title race". The National. สืบค้นเมื่อ 18 August 2013. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]