มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล
University of Liverpool
UNIVERSITY OF LIVERPOOL COAT OF ARMS.png
คติพจน์

วันแห่งสันติภาพทั้งหลายเหล่านี้ได้อุปถัมภ์การเรียนรู้

These days of peace foster learning
สถาปนา 1903 – มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล (University of Liverpool)[1]
1884 – เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (Victoria University)[2]
1882 – มหาวิทยาลัยวิทยาลัยลิเวอร์พูล (University College Liverpool)[3]
ประเภท มหาวิทยาลัยรัฐ
ทุนทรัพย์ £121 ล้าน [4]
อธิการบดี Professor Sir David King
รองอธิการบดี Sir Howard Newby
Visitor Lord President of the Council
จำนวน ป.ตรี 16,805 คน [5]
จำนวน บัณฑิตศึกษา 3,860 คน [6]
ที่ตั้ง ลิเวอร์พูล, สหราชอาณาจักร
พิกัดภูมิศาสตร์: 53°24′22″N 2°58′01″W / 53.406°N 2.967°W / 53.406; -2.967
วิทยาเขต เมือง
เครือข่าย กลุ่มรัสเซล, สมาคมมหาวิทยาลัยแห่งยุโรป (European University Association; EUA), กลุ่มความร่วมมือ N8 (N8 Group), สมาคมมหาวิทยาลัยภาคตะวันตกเฉียงเหนือ (North West Universities Association; NWUA)
เว็บไซต์ www.liv.ac.uk
University of Liverpool logo 2007.png
ตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล (อังกฤษ: University of Liverpool) เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ในสหราชอาณาจักรที่มีเปิดสอนในระบบที่อิงฐานการเรียนการสอนในห้องเรียนและบนพื้นฐานของการทำวิจัย ตั้งอยู่ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1881 ในรูปแบบของมหาวิทยาลัยวิทยาลัย (University College) โดยเปิดสอน 3 คณะ (Faculty) ที่ประกอบด้วยภาควิชา (Department) และสำนักวิชา (School) ต่างๆรวมแล้ว 35 สาขาวิชา มหาวิทยาลิเวอร์พูลเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในด้านนวัตกรรมงานวิจัย [7] โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มรัสเซล (Russell Group) [8]ซึ่งเป็นกลุ่มของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรที่ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ใน 18 มหาวิทยาลัยจากสมาชิก 19 แห่ง ติด 20 อันดับแรกของประเทศในด้านงบวิจัย และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มความร่วมมือด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในเขตภาคเหนือของสหราชอาณาจักรอีกด้วย มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในสหราชอาณาจักรที่สามารถสร้างมหาวิทยาลัยอิสระในประเทศจีนและเป็นมหาวิทยาลัยจีน-บริติชแห่งแรกของโลก เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่เปิดสอนสาขาวิชาสมุทรศาสตร์ (Oceanography) การออกแบบเมือง (Civic Design) สถาปัตยกรรมศาสตร์ (Architecture) และชีวเคมี (Biochemistry)[9] ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลมีเงินสนับสนุนรายปีกว่า 410 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วบงบประมาณที่สนับสนุนด้านงานวิจัยถึง 150 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง [10]

ประวัติ[แก้]

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1881 โดยเป็น มหาวิทยาลัยวิทยาลัยลิเวอร์พูล (University College Liverpool) ที่เปิดรับนักศึกษาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1882 [11] ต่อมา ในปี ค.ศ. 1884 ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ซึ่งในปี ค.ศ. 1894 ศาสตราจารย์โอลิเวอร์ ลอร์ดจได้ทำการส่งวิทยุสาธารณะเป็นครั้งแรกของโลกและอีก 2 ปีถัดมา ก็มีการผ่าตัดด้วยรังสีเอ็กซ์ ครั้งแรกของสหราชอาณาจักรที่นี่ สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล (Liverpool University Press)ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1899 ทำให้เป็นสำนักพิมพ์ที่เก่าแก่เป็นอันดับสามของอังกฤษ ในช่วงต้นนี้ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะได้รับประสาธน์ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยภายนอกได้แก่มหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) [12] หลังจากนั้น ได้มีพระราชบัญญัติออกโดยรัฐสภาอังกฤษให้มหาวิทยาลัยสามารถให้ปริญญาแก่นักศึกษาได้โดยมีชื่อว่า มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล (University of Liverpool)ไม่กี่ปีต่อมาก็ได้เห็นการพัฒนาที่สำคัญในมหาวิทยาลัย อาทิ เซอร์ ชาร์ลส์ เชอร์ริงตัน (Sir Charles Sherrington) ได้ค้นพบ จุดประสานประสาท (Synapse) รวมถึงงานของศาสตราจารย์วิลเลียม แบลร์-เบลล์ (Professor William Blair-Bell)เกี่ยวกับเคมีบำบัด (chemotherapy) ในการรักษาโรคมะเร็ง

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1930 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 1940 ศาสตราจารย์เซอร์ เจมส์ แชดวิก (Professors Sir James Chadwick) และเซอร์ โจเซฟ รอตเบลต (Sir Joseph Rotblat) ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระเบิดปรมาณู โดยเป็นผู้ที่ค้นพบอนุภาคนิวตรอน และในระหว่างปี ค.ศ.1943–1966 อัลลัน ดาวนี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาแบคทีเรีย(Bacteriology) ได้ส่วนในการกำจัดโรคไข้ทรพิษ

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการจัดตั้งกลุ่มรัสเซลในปี ค.ศ.1994 ซึ่งเป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยต่างๆที่มีการสนับสนุนด้านการวิจัยอย่างสูง และกลุ่ม N8 ในปี ค.ศ.2004 ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นักฟิสิกส์ วิศวกร และช่างเทคนิคหลายคนจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลได้มาส่วนร่วมในการก่อสร้างเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider; LHC) ขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research) หรือ เซิร์น (Conseil Européen pour la Recherche Nucléaire) [13] อีกด้วย

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลในปัจจุบัน[แก้]

จัตุรัสอะเบอร์ครอมบี (Abercromby Square) ภายในมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล
ตึกแชแทม (The Chatham Building) สำนักวิชาการจัดการ (School of Management)

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเงินทุนสนับสนุนมากเป็นอันดับหกในบรรดามหาวิทยาลัยต่างๆในสหราชอาณาจักร [14] และมหาวิทยาลัยจัดอยู่ในระดับ 1% บนของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลกตาม Academic ranking of world universities [15] และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มรัสเซล

มหาวิทยาลัยเปิดสอนโดยอิงฐานงานวิจัยแก่นักเรียนมากกว่า 27,000 คน ครอบคลุมมากกว่า 400 โปรแกรมใน 54 สาขาวิชา โดยมีการเรียนการสอนและงานวิจัยทั้งทางศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลที่ก่อตั้งในปี ค.ศ.1835 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสำนักวิชาการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลมีสหภาพนักศึกษา (Students' union) หรือรู้จักกันในนาม "University of Liverpool Guild of Students" สำหรับประสานงานกิจกรรมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

ผู้ได้รับรางวัลโนเบล[แก้]

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลได้ผลิตผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลหลายท่านในหลากหลายสาขาทั้งทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ทางการแพทย์ และสาขาสันติภาพ ได้แก่

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย[แก้]

การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยโลก
2011 2010 2009 2008 2007 2006 2005 2004 2003 2002 2001 2000 1999 1998 1997 1996 1995 1994 1993
Times Good University Guide 28th[16] 28th[17] 28th[18] 39th[19] 41st 41st[20] 42nd[21] 38th 37th 40th 40th 38th[22] 32nd 38th 24th 22nd 28th 19th
Guardian University Guide 39th[23] 47th[23] 44th[24] 36th[25] 47th 47th[26] 45th[27] 43rd[28] 37th[29]
Sunday Times University Guide 30th[30] 27th[31] 31st[32] 29th[32] 36th[33] 31st[33] 33rd[33] 31st[33] 34th[33] 32nd[33] 29th[33]
Daily Telegraph 41st[34] 33rd
The Independent / Complete 32nd[35] 34th[35] 42nd[36] 41st[36]
The Financial Times 35th[37] 32nd[38] 36th[39] 36th[40]
QS World University Rankings [41] 123rd[42] 121st[43] 137th 133rd 101st 139th 139th

ศิษย์เก่าชาวไทยที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. University of Manchester Act 2004. legislation.gov.uk (4 July 2011). Retrieved on 14 September 2011.
  2. University of Manchester Act 2004. legislation.gov.uk (4 July 2011). Retrieved on 14 September 2011.
  3. History of the University". University of Liverpool. 27 March 2007. Retrieved 10 September 2007.
  4. http://www.liv.ac.uk/finance/Attachments/Annual_Accounts_2009-2010.pdf
  5. Table 0a – All students by institution, mode of study, level of study, gender and domicile 2006/07" (Microsoft Excel spreadsheet). Higher Education Statistics Agency. Retrieved 10 April 2008.
  6. Table 0a – All students by institution, mode of study, level of study, gender and domicile 2006/07" (Microsoft Excel spreadsheet). Higher Education Statistics Agency. Retrieved 10 April 2008.
  7. http://www.liv.ac.uk/about/research/
  8. http://www.russellgroup.ac.uk/our-universities/3779-university-of-liverpool/
  9. http://www.liv.ac.uk/about/history/
  10. Accessed 25 September 2009. Liverpool University. Retrieved on 14 September 2011.
  11. "History of the University". University of Liverpool. 27 March 2007. Retrieved 10 September 2007.
  12. Student lists". Retrieved 11 October 2010.
  13. Accessed 12 May 2009. Liverpool University. Retrieved on 14 September 2011.
  14. "University Fundraising – an Update" (PDF). The Sutton Trust. December 2006. Archived from the original on 28 June 2007. สืบค้นเมื่อ 22 November 2007. 
  15. http://www.shanghairanking.com/Institution.jsp?param=University%20of%20Liverpool
  16. The Times Good University Guide 2011
  17. The Times Good University Guide 2009
  18. The Times Good University Guide 2008
  19. The Times Good University Guide 2007 – Top Universities 2007 League Table
  20. The Times Top Universities
  21. "The Daily Telegraph Table of Tables". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  22. "The Times Top Universities 1999=[[The Times]]". สืบค้นเมื่อ 2008-11-08.  Wikilink embedded in URL title (help)
  23. 23.0 23.1 "University ranking by institution". The Guardian (London). 8 June 2010. สืบค้นเมื่อ 5 Aug 2010. 
  24. "University ranking by institution". The Guardian (London). 10 February 2008. สืบค้นเมื่อ 7 May 2008. 
  25. "University ranking by institution". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  26. "University ranking by institution". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  27. "University ranking by institution". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  28. "University ranking by institution 2004". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 19 January 2009. 
  29. "University ranking by institution". The Guardian 2003 (University Guide 2004) (London). สืบค้นเมื่อ 9 April 2010. 
  30. Naughton, Philippe; Costello, Miles (13 September 2009). "The Sunday Times Good University Guide 2008 League Tables". The Sunday Times (London). สืบค้นเมื่อ 2008-10-03. 
  31. Naughton, Philippe; Costello, Miles. "The Sunday Times Good University Guide 2008 League Tables". The Sunday Times (London). สืบค้นเมื่อ 2007-11-03. 
  32. 32.0 32.1 "The Sunday Times University League Table". The Sunday Times (London). สืบค้นเมื่อ 2007-11-03. 
  33. 33.0 33.1 33.2 33.3 33.4 33.5 33.6 "University ranking based on performance over 10 years" (PDF). The Times (London). 2007. สืบค้นเมื่อ 28 April 2008. 
  34. ="University league table". The Daily Telegraph (London). 30 July 2007. สืบค้นเมื่อ 29 October 2007. 
  35. 35.0 35.1 "The main league table 2011". The Independent (London). 5 Aug 2011. สืบค้นเมื่อ 5 Aug 2010. 
  36. 36.0 36.1 "The main league table 2009". The Independent (London). 24 April 2008. สืบค้นเมื่อ 11 April 2008. 
  37. "The FT 2003 University ranking". Financial Times 2003. 
  38. "FT league table 2001". FT league tables 2001. 
  39. "FT league table 1999-2000". FT league tables 1999–2000. 
  40. "FT league table 2000". FT league tables 2000. 
  41. http://www.topuniversities.com/university-rankings/world-university-rankings/2011
  42. http://www.topuniversities.com/university-rankings/world-university-rankings/2011?page=2
  43. [1]