เออแฌน เดอลาครัว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพวาดตัวเอง พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837)

แฟร์ดีน็อง-วิกตอร์-เออแฌน เดอลาครัว [ ฝรั่งเศส: Ferdinand-Victor-Eugène Delacroix; 26 เมษายน พ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863)] เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส เขาสามารถเรียนจากงานของยุคอื่นๆ เขานับถือการใช้สีของราฟาเอล และพลังวาดภาพอย่างเต็มที่ของแรมบรังด์และรูเบนส์ การศึกษางานของปีเตอร์ พอล รูเบนส์อย่างใกล้ชิดของเขาทำให้เขาพัฒนารูปแบบภาพวาดที่ทิ้งความเข้มงวดของยุคคลาสสิก นำค่าแท้จริงของสีกลับมา เดอลาครัวมีอำนาจวาสนาจากคลาสสิก ศิลปะของเขาให้ทางเข้าตรงไปสู่สถานะทางอารมณ์ภายใน ดังนั้นมันกลายเป็นบางอย่างที่ศิลปะสมัยใหม่ (Modernism) จะเอาทิศทางมาจากมัน ศิลปะซึ่งปล่อยตัวมันเองให้เป็นอิสระอย่างเพิ่มขึ้นจากความจริงเพื่อหาค่าแท้จริงของมัน ราบเรียบ นามธรรมและเต็มไปด้วยอารมณ์

ชีวิตในตอนต้น[แก้]

ปารีสที่เดอลาครัวโตขึ้นมาเป็นสถานที่แห่งการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องและมีผลกระทบอย่างมาก ตอนที่เขาเกิดในพ.ศ. 2341 (ค.ศ. 1798) ความสับสนอลหม่านของการปฏิวัติฝรั่งเศสผ่านไปไม่นาน เกิดรัฐประหารโดยนโปเลียน บิดาของเดอลาครัวมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าหน้าที่ในสังกัดของนโปเลียน โบนาปาร์ต แต่ไม่กี่ปีหลังจากบิดาของเขาเสียชีวิต สถานการณ์ทางการเงินของเดอลาครัวแย่ลง ตั้งแต่นั้นเขาต้องอยู่จากภาพวาดของเขา

สถานการณ์การเมืองยังคงไม่ง่าย เมื่อโชคของนโปเลียนลดลงระหว่างสงครามประกาศอิสรภาพ ราชวงศ์บูร์บงสร้างอำนาจครั้งใหม่ในพ.ศ. 2357 (ค.ศ. 1814) แต่โชคไม่โปรดระบอบกษัตริย์ ช่วงนี้ถูกครอบงำโดยการตอบโต้และการฟื้นฟูทางการเมือง อุดมคติของการปฏิวัติดูหายไปมาก คนมีความรู้ในฝรั่งเศสเห็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของออตโตมันครั้งใหม่ของชาวกรีกเป็นกระจกส่องสถานการณ์เคราะห์ร้ายของพวกเขา

วัยผู้ใหญ่[แก้]

สำหรับเดอลาครัว คริสต์ทศวรรษ 1820 เป็นเวลาสับสนของการค้นพบตัวเองทางศิลปะ ปารีสกลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวแบบโรแมนติก วิกตอร์ อูโก (Victor Hugo) สเตนดาล (Stendhal) อเล็กซานเดอร์ ดูมาส์ ผู้พ่อ (Alexandre Dumas senior) ทั้งหมดอยู่ที่นี่ และจิตรกรเดอลาครัวตอนนั้นอยู่ในเขตระหว่างแม่น้ำแซนกับแซ็ง-แฌร์แม็ง-เด-เพร (Saint-Germain-des-Prés) และจากหลายนิทรรศการ เขาทนทุกข์ทรมานจากความเศร้าใจอย่างหนักและความสงสัยในตัวเอง

ในเดือนเมษายนพ.ศ. 2374 (ค.ศ. 1831) ภาพวาดของเดอลาครัวยังทำให้เกิดการโต้เถียง เมื่อสิ้นปีเขาได้รับคำขอให้ตามภารกิจทางการทูตไปที่แอฟริกาเหนือ เขาตกลง และวาดภาพเขาเองในชุดเดินทาง พวกเขาเดินทางโดยเรือผ่านยิบรอลตาร์ไปโมร็อกโก มันเป็นการเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของเดอลาครัว และไม่เพียงชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ศิลปะของเขาเช่นกัน

โมร็อกโก แสง, สีจากชั่วขณะแรก เดอลาครัวถูกทำให้ลุ่มหลงโดยของต่างประเทศ เพราะการต่อสู้ในอียิปต์ของนโปเลียน ทั้งฝรั่งเศสถูกกลืนด้วยคลื่นความกระตือรือร้นในสิ่งต่างๆ จากตะวันออก มีความคิดซ้ำซากมากถึงตะวันออก ว่าเป็นจุดศูนย์รวมแห่งความใฝ่ฝัน ความคิดต่างๆ ถูกยืมมา สำหรับเดอลาครัวทั้งหมดนี้กลายเป็นความจริงอย่างกะทันหัน เป็นสิ่งที่ดลใจและครอบงำเขา เขาแค่ตื่นเต้นจากสีสวยงามมาก ในโมร็อกโก เขาคิดว่าเขาค้นพบโลกโบราณอีกครั้ง “โรมไม่ได้อยู่ในโรมอีกต่อไป” เขาเขียนอย่างกระตือรือร้น กลุ่มเดินทางจากแทนเจีย (Tangier) ไปเมืองใหญ่โต เมคเนส (Meknès) เดอลาครัวร่างภาพและวาดภาพสีน้ำอย่างจริงจังไม่หยุด นี่เป็นต้นกำเนิดของ “การ์เนต์” (Carnets) สมุดร่างภาพซึ่งเปิดเผยว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสเก็ตช์ภาพ

ตลอดทั้งการเดินทาง เดอลาครัวรักษาความเป็นผู้สังเกตที่ประหลาดใจ เขาบันทึกความประทับใจต่างๆ ที่ผ่านตาเขาอย่างต่อเนื่องในสมุดร่างภาพ และเขาเขียนจดหมายไปหาเพื่อนๆ ในปารีสสำหรับความศรัทธาอย่างแรงกล้าทั้งหมดของเขาต่อโมร็อกโก สัมผัสกับบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อเขา แม้ว่าตามที่เขาเขียน เขามีความสุขที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง “สมรภูมิแห่งความทะเยอทะยานและการวางอุบาย” ที่เป็นปารีส

เมคเนสกับป้อมปราการมหึมาของมันเป็นเมืองแห่งประตู จิตรกรศึกษาการตกแต่งที่มากมายของพวกเขาอย่างใกล้ชิดและร่างภาพพวกมันหลายครั้ง เขาใช้เวลามากในการสำรวจสภาพแวดล้อมของเขา ขณะคณะผู้แทนฝรั่งเศสที่เหลือแทบจะไม่ออกจากโรงแรม เดอลาครัวเดินด้อมๆ มองๆ ตลาดนัดกลางแจ้ง สังเกตเมืองและคนของมันและร่างภาพต่างๆ เขาถูกตามทุกที่ที่เขาไปโดยทหารของสุลต่าน เพราะเขาถูกมองว่าเป็นคนนอกศาสนาและต้องการการคุ้มกัน

สมุดร่างภาพของเขาแสดงว่าเขาวาดด้วยขีดเร็วและแน่นอน แทบจะไม่ต้องการการแก้ไขใดๆ ชัดเจนว่าถูกกดดันโดยลำดับความประทับใจที่รวดเร็ว เขาจะจดบันทึกแก่นของช่วงเวลา แล้วจบภาพร่างด้วยสีน้ำในตอนเย็น เดอลาครัวไม่ตายด้านต่อสภาพต่างๆ ที่เขาพบในโมร็อกโกแน่นอน แต่ความไม่รู้วัฒนธรรมอาหรับของเขาทำให้เขาตีความว่าธรรมดา ดังนั้นความแปลกนี้ วัฒนธรรมต่างชาติกลายเป็นสำหรับเขา คิดว่าเป็นโรแมนติก ความหมายเหมือนกันสำหรับความเป็นธรรมชาติที่ยากจะเข้าใจและไม่เสีย

สีงดงาม สาวสวย สภาพแวดล้อมมีชีวิตชีวาของตลาด เดอลาครัวมีประสบการณ์ในทั้งหมดนี้โดยไม่ตั้งคำถามกับมัน ในโลกงดงามและกระตุ้นความรู้สึก แกนของมันยังเข้าใจยากสำหรับเขา และในที่สุดเขาลงทุนกับความคิดยุโรปและความอยากของเขา แต่ความประทับใจอย่างหลงใหลของการเดินทางอยู่กับเขานาน เดอลาครัวใช้สภาพแวดล้อมตะวันออกในภาพวาดแรกๆ ของเขาโดยไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับตะวันออก ตอนนี้ความสว่างของสีดูเป็นจริงต่อชีวิต ราวกับว่าเป็นความสามารถครั้งแรก สีที่ระบายอย่างมากมายและมหัศจรรย์ ความสว่างของผ้า ความประณีตของรายละเอียด สิ่งเหล่านี้เป็นคุณภาพของงานชิ้นเอก และพวกมันจะเพลิดเพลินกับการชื่นชมของของรุ่นต่อ ๆ ไปจนถึงปีกัสโซ

เขาจับเหตุการณ์ไว้ในภาพสีน้ำมันของเขาด้วยขีดพู่กันที่มีพลัง คณะผู้แทนถูกติดตามไปทุกที่โดยทหาร จิตรกรไม่เคยกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ สำหรับเขาในฐานะโรแมนติก มันเป็นเรื่องของจินตนาการ ของการแนะนำ ของการถ่ายทอดความประทับใจส่วนตัวที่เขาทำให้รุนแรงขึ้นในภาพวาดและภาพร่างต่างๆ ของเขา โมร็อกโกจะเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจตลอดชีวิตสำหรับเดอลาครัว หลายปีที่ผ่านไป เขาวาดมันอีกครั้งและอีกครั้ง และความทรงจำของมันโตเป็นความคิดทางอารมณ์ที่ใหญ่ ความเป็นไปได้เกือบไม่สิ้นสุดสำหรับการประดิษฐ์ภาพใหม่ๆ

เมื่อเดอลาครัวกลับไปปารีส เขากลับสู่ชีวิตที่อยู่ระหว่างห้องทำงานและนิทรรศการศิลปะ ระหว่างงานและนันทนาการ มันเป็นชีวิตที่บางครั้งเขาสงสัยอย่างลึกซึ้ง แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นๆ ปารีสในวันเหล่านั้นเป็นเมืองของนิทรรศการศิลปะ ความรอบรู้และการสนทนามีไหวพริบ และเดอลาครัวตามที่ชาร์ลส์ โบเดอแลร์ (Charles Baudelaire) เขียนในเวลาต่อมา เป็นคนพูดดีมีไหวพริบแต่โกรธเร็วถ้าเขาถูกยั่ว แต่นิทรรศการศิลปะต่างๆ เป็นสถานที่ผูกมิตรด้วย

เขาทรมานกับโรคกล่องเสียงอักเสบซ้ำๆ ซึ่งกลายเป็นเรื้อรัง และเขาต้องไปชองป์โฮเซย์เพื่อพักฟื้น เขารับงานสาธารณะระหว่างช่วงนี้ ชื่อเสียงของเขากำลังโตขึ้น ช่วงเวลาที่เห็นภาพวาดของหัวข้อถาวรเหล่านี้เป็นหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ การถ่ายภาพเข้ามา ตอนนี้เขาขึ้นรถไฟไปชองป์โฮเซย์ ในปารีสเขามีห้องทำงานใหม่ ขณะเดียวกันเขารำคาญอย่างมากขึ้นจากสุขภาพที่ไม่ดี ช่วงนี้ไม่ง่ายสำหรับจิตรกรมีอายุ เขาได้รับงานสาธารณะใหญ่อีกงาน วาดจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์แซงต์ซูลปีซ (Saint Sulpice) แต่เขามีความลำบากบ้างเกี่ยวกับหัวข้อและเทคนิคการเขียนภาพบนผนังปูนที่ไม่เป็นมิตรกับรูปแบบของเขา สีแห้งไม่มีชีวิตชีวาและไม่มีขอบเขตจริงสำหรับพลังรุนแรงของฝีพู่กันเขา

สุขภาพของจิตรกรแย่ลงอย่างรวดเร็ว เดอลาครัวเสียชีวิต แม่บ้านที่เชื่อถือได้ของเขา เจนนี่ เลอ กิลลู (Jenny Le Guillou) อยู่ที่เตียงของเขา การเสียชีวิตของเขาทำให้โลกศิลปะหมุน การประมูลมรดกของเขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

ผลงาน[แก้]

การสังหารหมู่ที่เกาะไคออส (Le Massacre de Scio)

กลางคริสต์ทศวรรษ 1820 เดอลาครัวส่งภาพวาดแนวนี้ไปที่นิทรรศการศิลปะปารีส ภาพวาดสร้างรายงานทางการเมืองอย่างชัดเจน ในปีพ.ศ. 2365 (ค.ศ. 1822) ชาวเติร์กบนเกาะไคออสก่อกรรมโดยสังหารหมู่ประชาชนชาวกรีกของเกาะเพื่อแก้แค้นกับความสูญเสียที่พวกเขาได้รับ จิตนิยมรวมกับสัจนิยมรุนแรงในรูปต่างๆ ความอ่อนเพลียและสิ้นหวังของเหยื่อไม่ผิดพลาด ความตายมีอยู่อย่างชัดเจน

เสรีภาพนำประชาชน (La liberté guidant le peuple) โดยเออแฌน เดอลาครัว แสดงการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม สตรีแสดงถึงเสรีภาพ

ภายใต้ความประทับใจทันทีของการต่อสู้ เดอลาครัววาดภาพที่มีชื่อเสียงสุดของเขา “เสรีภาพนำประชาชน” ของเขา มันเป็นภาพวาดที่รวมสัจนิยมรุนแรงกับความสูงส่งในการเปรียบเทียบ เหนือประชาชนที่กำลังต่อสู้ “เสรีภาพ” ปรากฏในรูปของหญิงสาวกำลังโบกธงสามสี เดอลาครัวไม่ทิ้งพวกเราให้สงสัยเกี่ยวกับความเห็นใจของเขาต่อกบฏ ลักษณะของผู้ชายคนนี้เตือนให้นึกถึงลักษณะของจิตรกรเอง เขาเสี่ยงภัยไปบนถนนต่างๆ หลายวันในเดือนกรกฎาคมของพ.ศ. 2373 (ค.ศ. 1830) และเป็นพยานต่อการแสดงของผู้ต่อสู้ เขาเห็นผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สร้างภาพร่างดินสอของพวกเขา และเขาถ่ายทอดความประทับใจเหล่านี้อย่างซื่อสัตย์ในภาพสีน้ำมันของเขา ภาพวาดสร้างความเดือดพล่าน มันถูกซื้อโดยรัฐ แต่ถูกกักขังเพราะมันถูกพิจารณาว่าเป็นระเบิดทางการเมือง คนร่วมสมัยหลายคนหวาดกลัวจากความรุนแรงเกินไปของการวาดภาพ

อันที่จริง ตอนแรกเดอลาครัวไม่เห็นใจต่อกบฏ ก่อนอื่นเพราะปารีสไหม้ เขาทรมานที่ต้องเลือกระหว่างความหวาดกลัว ความวิตกกังวล และความเห็นใจฝ่ายตรงข้ามของการปกครองโดยบูร์บง จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นธงสามสีของกบฏบนหอคอยของนอเทรอดาม ความไม่แน่นอนของเขาเปลี่ยนเป็นความกระตือรือร้น และเขาร้องยกย่องคนที่หลายนาทีก่อนเติมเขาด้วยความวิตกกังวลและความน่ากลัว

การแสดงทันสมัยของเดอลาครัว ภาพวาดร่วมของซ็องด์และโชแปง พ.ศ. 2381 (ค.ศ. 1838)

ในฤดูใบไม้ร่วงพ.ศ. 2377 (ค.ศ. 1834) เดอลาครัวรู้จักนักเขียน จอร์จเจอร์ ซ็องด์ (George Sand) และสองปีต่อมานักแต่งเพลง เฟรเดริก โชแปง และเมื่อความสัมพันธ์เชิงชู้สาวรุนแรงระหว่างจอร์จเจอร์ ซ็องด์และโชแปงเริ่ม เดอลาครัววาดภาพนี้ด้วยขีดพู่กันหนา ภาพวาดคู่ ตอนนี้ถูกตัดเป็นสอง แสดงจอร์จเจอร์ ซ็องด์แต่งตัวในสีมืด กำลังฟังเพลงของโชแปงอย่างใจจดใจจ่อ เดอลาครัวใช้เวลามากในชองป์โฮเซย์ (Champrosay) ในบ้านชนบทหลังแรกที่เขาเช่าและซื้อในเวลาต่อมา เขาเพลิดเพลินกับความสงบและความเงียบที่นี่ซึ่งไกลออกไปจากการเร่งรีบและกระวีกระวาดของเมืองใหญ่ เขาเชิญแขกเหรื่อ คุยกับโชแปงและจอร์จเจอร์ ซ็องด์เกี่ยวกับเฉดของสีในภาพวาด และเกี่ยวกับภาพวาดเสียงในดนตรี แต่เขามีห้องทำงานที่นี่เช่นกัน ที่ซึ่งเขาทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ยาโคบกำลังต่อสู้กับนางฟ้า พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

ใน “ยาโคบกำลังต่อสู้กับนางฟ้า” (Jacob Wrestling with the Angel) เดอลาครัวผลิตงานชิ้นเอกยิ่งใหญ่ งานที่ความตึงเครียดและความตื่นเต้นของมันทั้งหมดได้รับจากพลังขององค์ประกอบอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเมื่องานเสร็จ เดอลาครัวไม่รู้จักในสาธารณะบ่อยมาก นอกจากศิลปินไม่กี่ท่าน ไม่กี่คนที่เขาเชิญมาพิจารณา

เรือของดานเต (The Barque of Dante)

ที่ลูฟร์ในปารีสวันนี้ จะพบงานหลักของเขา ภาพวาดขนาดใหญ่แรกๆ ของเขา “เรือของดานเต” พ.ศ. 2365 (ค.ศ. 1822) ตอนที่เดอลาครัวอายุแค่ 24 ปี ดานเตและเพื่อนของเขาเวอร์จิล (Vergil) กำลังข้ามหนึ่งในแม่น้ำของนรก ฉากจากสุขนาฏกรรมศักดิ์สิทธิ์ของดานเต (Divine Comedy) คนถูกสาปบางคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหนีจากหล่มและปีนป่ายเข้าไปในเรือกับกวีสองท่าน เดอลาครัวนำหัวข้อของเขามาจากวรรณคดีบ่อยมาก

ความตายของซาร์ดานาปาลัส (Death of Sardanapalus) ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ 12 ฟุต 1 นิ้ว x 16 ฟุต 3 นิ้ว, ลูฟร์

“ความตายของซาร์ดานาปาลัส” เป็นเรื่องราวของผู้ปกครองอัสซีเรียผู้สวรรคตด้วยพระองค์เอง มีรับสั่งให้ประหารพระชายาและมหาดเล็กของพระองค์ ตอนนี้ประวัติศาสตร์หลักของศิลปะเห็นเดอลาครัวอายุน้อยเป็นส่วนของมัน