การประสูติของพระเยซู (ศิลปะ)
- สำหรับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาที่เกี่ยวกับการประสูติของพระเยซูดูที่: “การประสูติของพระเยซู”
| ชีวิตของพระเยซู | ||
|---|---|---|
| การประสูติของพระเยซู Nativity of Jesus |
||
“การประสูติของพระเยซู” โดย จอร์จ เดอลา ทัวร์ ราวปี ค.ศ. 1644 |
||
| พระเยซู | ||
การประสูติของพระเยซู (ภาษาอังกฤษ: Nativity หรือ Nativity of Jesus) เป็นหัวเรื่องที่วาดกันบ่อยที่สุดหัวข้อหนึ่งในศิลปะคริสต์ศาสนาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 องค์ประกอบของศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองวันคริสต์มาสนำมาจากพระวรสารนักบุญแม็ทธิว และ พระวรสารนักบุญลูค และต่อมาก็มีการเพิ่มเรื่องราวจากข้อเขียนอื่นๆ หรือเรื่องเล่าต่างๆ ศิลปะคริสต์ศาสนามักจะมี รูปสัญลักษณ์ของ พระแม่มารี และ พระบุตร งานศิลปะแบบนี้จะเรียกว่า “พระแม่มารีและพระบุตร” หรือ “พรหมจารีและพระบุตร” แต่รูปนี้จะไม่รวมอยู่ในชุด “การประสูติของพระเยซู” ฉากการประสูติของพระเยซูจะมีคำบรรยายอย่างชัดเจนจากหลักฐานหลายแห่ง
การกำเนิดของพระเยซูเป็นฉากที่ใช้ในการสร้างศิลปะหลายแบบทั้งทางจักษุศิลป์และประติมากรรม และศิลปะแบบอื่นๆ ในรูปของจักษุศิลป์ก็อาจจะเป็น ไอคอน, จิตรกรรมฝาผนัง, บานพับภาพ, ภาพเขียนสีน้ำมัน, หนังสือวิจิตร และ หน้าต่างประดับกระจกสี บางครั้งการแสดงภาพก็อาจจะผสมระหว่างจักษุศิลป์และประติมากรรม ที่ตั้งของภาพหรืองานศิลปะก็อาจจะเป็น ฉากแท่นบูชา (Altarpiece) ศิลปะแบบอื่นๆ ก็อาจจะเป็นจุลจิตรกรรม งานแกะงาช้าง การแกะภาพบนโลงหิน การสลักบนหน้าบันเหนือประตูทางเข้าวัด หรือคานเหนือประตู หรืออาจจะเป็นรูปปั้นแบบลอยตัว
รูปปั้นแบบลอยตัวของ “การประสูติของพระเยซู” มักจะทำเป็น “Creche” หรือ “Presepe” ซึ่งเรียกว่า “ฉากพระเยซูประสูติ”[1] (Nativity scene) ซึ่งอาจจะใช้ตั้งตรงมุมใดมุมหนึ่งของวัด, หน้าหรือในสถานที่สาธารณะ, บ้าน หรือกลางแจ้งเป็นการชั่วคราว ขนาดของกลุ่มรูปปั้นก็มีตั้งแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนขนาดเท่าคนจริง ที่มาของการสร้าง “ฉากพระเยซูประสูติ” อาจจะมาจากการแสดงกลุ่มรูปปั้น ที่เรียกว่า “Tableau vivant” ที่กรุงโรม ซึ่งนักบุญฟรานซิสแห่งอาซิซิมีบทบาททำให้เป็นที่นิยมกันมากขึ้น การสร้าง “ฉากพระเยซูประสูติ” ก็ยังเป็นที่นิยมกันถึงปัจจุบันนี้ โดยบางครั้งฉากเล็กอาจจะทำจากกระเบื้องพอร์ซิเลน (Porcelain), พลาสเตอร์, พลาสติค หรือ กระดาษ เพื่อใช้ตั้งภายในที่อยู่อาศัย
เนื้อหา |
[แก้] เรื่องการกำเนิดของพระเยซู
ตัวเรื่องของการกำเนิดของพระเยซูเกี่ยวเนื่องมาจากประวัติการสืบเชื้อสายบรรพบุรุษของพระเยซูซึ่งกล่าวไว้ในพระวรสารนักบุญแม็ทธิว และ พระวรสารนักบุญลูค เชื้อสาย หรือ “รักขพันธ์” (Family tree) มักจะวาดในรูปที่เรียกว่า “รักขพันธ์เจสสี” หรือ “เถาเจสสี” (Tree of Jesse) ซึ่งงอกออกมาจากร่างของเจสสีผู้เป็นพ่อของพระเจ้าเดวิดผู้เป็นกษัตริย์องค์ที่สองของอาณาจักรอิสราเอลเมื่อประมาณพันปีก่อนคริสตกาล
พระวรสารกล่าวเรื่องเกี่ยวกับพระแม่มารีว่า พรหมจารีแมรีถูกหมั้นหมายไว้กับโจเซฟ แต่ก่อนที่จะแต่งงานกัน เทวดาเกเบรียลก็มาปรากฏตัวต่อหน้าแมรีและประกาศว่าแมรีจะมีลูกผู้จะเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” เหตุการณ์นี้เรียกว่า “การประกาศของเทพ” เป็นฉากหนึ่งที่นิยมสร้างกันในศิลปะ พระวรสารนักบุญแม็ทธิวกล่าวต่อไปว่าเทวดาปลอบใจโจเซฟเมื่อรู้ข่าวว่าแมรีท้องและบอกให้ตั้งชื่อลูกชายว่า เอ็มมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าอยู่กับเรา เมื่อให้ตั้งชื่อลูกก็เป็นเริ่มความรับผิดชอบต่อเด็กที่จะเกิดของโจเซฟ[1] ฉากนี้ไม่ค่อยนิยมสร้างกันในศิลปะ
ในพระวรสารนักบุญลูคโจเซฟและแมรีเดินทางไปเบธเลเฮ็มซึ่งเป็นบ้านของบรรพบุรุษของโจเซฟเพื่อลงชื่อในสำมะโนประชากรผู้เสียภาษี การเดินทางไปเบธเลเฮ็มเป็นหัวเรื่องที่ไม่ค่อยนิยมสร้างกันทางตะวันตกแต่มักจะสร้างกันในชุดทางไบแซนไทน์[2] ขณะที่อยู่ที่เบธเลเฮ็มแมรีก็คลอดพระเยซูในโรงนาเพราะหาที่พักในโรงแรมไม่ได้ เมื่อคลอดออกมาก็มีเทวดามาปรากฏต่อหน้าเด็กเลี้ยงแกะบนเนินบริเวณนั้นและกล่าวว่า “พระมหาไถ่, ไครสต์ผู้เป็นพระเจ้าได้มากำเนิดแล้ว” (Saviour, Christ the Lord was born) เด็กเลี้ยงแกะก็ไปที่โรงนาไปพบเด็กเกิดใหม่ห่อตัวอยู่ในผ้าในรางหญ้าตามที่เทวดาบรรยาย
ตามปฏิทินศาสนาห้าวันหลังจากการกำเนิดของพระเยซูในวันที่ 1 มกราคมพระองค์ก็ได้เข้าทำพิธีสุนัต ซึ่งมิได้กล่าวถึงโดยตรงในพระวรสารแต่ก็สรุปได้ว่าคงจะเกิดขึ้นตามกฏและประเพณีของชาวยิว และ การถวายตัวของพระเยซูในวัด (Presentation of Jesus at the Temple) หรือ “Candlemas” ซึ่งฉลองกันในวันที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ตามคำบรรยายของพระวรสารนักบุญลูค[3]
พระวรสารนักบุญแม็ทธิวกล่าวถึง “ปราชญ์” (wise men) จากตะวันออกผู้เห็นดาวสว่างบนฟ้าเมื่อพระเยซูเกิด ปราชญ์จึงได้ติดตามดาวมาเพราะเชื่อว่าดาวจะนำไปสู่พระราชาองค์ใหม่ เมื่อมาถึงกรุงเยรูซาเลมก็เข้าไปในวังซึ่งเป็นที่ที่ควรจะพบพระราชา พอไปถึงก็ไปถามพระเจ้าแฮร็อด พระเจ้าแฮร็อดด้วยความที่กลัวจะถูกโค่นอำนาจจาก “พระราชา” ก็ส่งปราชญ์ออกไปค้นหาพระราชาองค์ใหม่ที่ว่า และสั่งว่าเมื่อพบตัวก็ให้รีบมาบอก ปราชญ์ก็ตามดาวไปจนถึงเบธเลเฮ็ม พอพบพระเยซูก็ถวายของขวัญที่เป็นทอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม (frankincense) และ น้ำมันหอม (myrrh) แล้วก็เตือนถึงความฝันที่ว่าพระเจ้าแฮร็อดจะฆ่าเด็ก ว่าแล้วก็เดินทางกลับประเทศของตนเอง ในพระวรสารมิได้กล่าวถึงจำนวนหรือฐานะของปราชญ์แต่เรียกปราชญ์ว่า “แมไจ” (Magi) ตามประเพณีแล้วก็ขยายความว่าเมื่อเป็นของขวัญสามอย่างก็ควรจะเป็นปราชญ์สามคน และบางที่ก็ให้ตำแหน่งเป็น “ราชา” บางครั้งจึงเรียกว่า “ราชาสามองค์” (Three Kings) ซึ่งจะพบในศิลปะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา[4] หัวเรื่อง “การชื่นชมของแมไจ” (Adoration of the Magi) ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่นิยมทำกันเช่นกัน
-
แมไจเข้าเฝ้าพระเจ้าแฮร็อด หน้าต่างประดับกระจกสีฝรั่งเศส คริสต์ศตวรรษที่ 15
-
“การชื่นชมของแมไจ” โดย อัลเบร็ช อัลท์ดอร์เฟอร์ (Albrecht Altdorfer) ราวปี ค.ศ. 1530
-
บานพับภาพ “การชื่นชมของแมไจ” ประเทศเยอรมนี
ฉาก “การประกาศต่อเด็กเลี้ยงแกะ” (Annunciation to the Shepherds) โดยเทวดา หรือ “การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” (Adoration of the Shepherds) ซึ่งเป็นภาพเด็กเลี้ยงแกะชื่นชมพระทารก มักจะรวมกับฉาก “การประสูติของพระเยซู” และ “การชื่นชมของแมไจ” ตั้งแต่เริ่มทำกันมา ฉากแรกเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่พระเยซูต่อชาวยิว และฉากหลังในการรวมกับ “การชื่นชมของแมไจ” เป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่พระเยซูต่อชนชาติอื่น[5]
เรื่องดำเนินต่อไปว่าพระเจ้าแฮร็อดทรงปรึกษาที่ปรึกษาถึงคำทำนายโบราณซึ่งบรรยายของการเกิดเด็กเช่นที่ว่า ที่ปรึกษาก็แนะนำว่าควรจะฆ่าเด็กเกิดใหม่ในเวลานั้นให้หมด พระเจ้าแฮร็อดก็ทรงทำตามคำแนะนำโดยสั่งให้ฆ่าเด็กผู้ชายอายุต่ำกว่าสองขวบทุกคนในเมืองเบธเลเฮ็ม แต่โจเซฟมีคนมาเตือนในฝันจึงพาแมรีและพระเยซูหนีไปอียิปต์ ฉากการสังหารเด็กอย่างทารุณกลายมาเป็นหัวเรื่องที่นิยมเขียนกันในสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนต้น และสมัยบาโรกที่เรียกกันว่า “การประหารทารกผู้วิมล” (Massacre of the Innocents) อีกหัวข้อหนึ่งที่นิยมคือ “พระเยซูหนีไปอียิปต์” แสดงเป็นภาพแมรีอุ้มพระเยซูนั่งบนลาจูงโดยโจเซฟ ซึ่งคล้ายกับไอคอนไบเซนไทน์ฉากที่โจเซฟกับแมรีเดินทางไปเบธเลเฮ็ม
ในศิลปะจากเนเธอแลนด์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาก็มีการนิยมสร้างรูปที่มิได้มาจากพระคัมภีร์โดยตรง เช่นภาพครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ (Holy Family) พักระหว่างการเดินทาง ที่เรียกว่า “การหยุดพักระหว่างทางไปอียิปต์” (Rest on the Flight to Egypt) โดยจะมีเทวดาประกอบ และบางครั้งจะมีเด็กผู้ชายตามไปด้วยที่เข้าใจว่าเป็นลุกของโจเซฟจากการแต่งงานหนแรก[6] ฉากหลังจะเป็นปาฏิหาริย์ต่างๆ ซึ่งทำให้มีการเขียนภาพภูมิทัศน์หลังฉาก จนกระทั่งมาถูกจำกัดลงจากผลของการประชุมสังคายนาที่เมืองเทร้นต์ ฉากปาฏิหาริย์หนึ่งที่ใช้กันคือปาฏิหาริย์ข้าวสาลีซึ่งทหารที่ไล่ตามครอบครัวพระเยซูมาหยุดถามชาวนาว่าครอบครัวพระเยซูผ่านมาหรือไม่ ชาวนาก็ตอบตามความเป็นจริงว่าทรงผ่านเมื่อกำลังหว่านเมล็ดข้าว ว่าแล้วข้าวสาลีก็โตขึ้นเต็มที่ในทันที หรือปาฏิหาริย์รูปต้องห้าม ที่รูปต้องห้ามหล่นลงมาจากแท่นเมื่อพระทารกผ่านไป หรือน้ำพุธรรมชาติพุ่งขึ้นมาจากทะเลทราย หรืออีกตำนานหนึ่งกล่าวว่ากลุ่มโจรเลิกปล้นผู้เดินทาง และต้นปาล์มโน้มลงมาให้เก็บผล[7]
อีกเรี่องหนึ่งคือการพบของพระเยซูพบนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องหลังจากที่จอห์นได้รับการช่วยไม่ให้ถูกฆ่าโดยอัครเทวดายูเรียล และเด็กสองคนมาพบกับที่อียิปต์ รูปพระเยซูพบนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์วาดกันมากในสมัยเรอเนซองส์โดยมีเลโอนาร์โด ดา วินชีและต่อมาราฟาเอลเป็นผู้ริเริ่มทำให้แพร่หลาย[8]
[แก้] ประวัติการสร้างศิลปะ
[แก้] สมัยคริสเตียนยุคแรก
ในสองสามคริสต์ศตวรรษแรกของศาสนาคริสต์การฉลอง Epiphany ในวันที่แมไจนำของขวัญมามอบให้พระเยซูสำคัญกว่าการฉลองวันประสูติหรือวันคริสต์มาส หลักฐานแรกของการฉลองวันคริสต์มาสปรากฏในหนังสือ “ปฏิทินแห่ง ค.ศ. 354” (Chronography of 354) และหลักฐานแรกของศิลปะมาจากรูปแกะสลักบนโลงหินจากโรมและทางใต้ของบริเวณกอลในสมัยเดียวกัน[9] แต่หลักฐานนี้เป็นหลักฐานหลังฉาก “การชื่นชมของแมไจ” ที่พบในสุสานรังผึ้ง (catacomb) ที่โรมซึ่งเป็นสถานที่ที่ชนคริสเตียนยุคแรกใช้เป็นที่เก็บศพ และมักจะตกแต่งผนังทางเดินและเพดานโค้งด้วยภาพเขียน ภาพเหล่านี้บางภาพวาดก่อนที่จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1จะประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรวรรดิโรมันเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยทั่วไปแมไจจะยืนเรียงลำดับถือของขวัญยื่นไปข้างหน้าทางที่พระแม่มารีมีพระเยซูอยู่บนตักนั่งอยู่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คล้ายกับภาพที่วาดกันมากว่าสองพันปีตั้งแต่สมัย อียิปต์โบราณ และสมัยโรมันเองที่เป็นภาพบรรยายชัยชนะต่อ “คนไม่มีวัฒนธรรม” โดยที่ผู้แพ้จะถือของกำนัลมาถวายจักรพรรดิหรือกษัตริย์ผู้ชนะ[10]
การแสดงรูปสัญลักษณ์ “การประสูติของพระเยซู” ในสมัยแรกๆ เป็นรูปง่ายๆ แสดงให้เห็นพระทารก ห่อแน่นนอนอยู่ในรางหญ้าหรือตะกร้าหวาย และจะมีวัวและลาจะปรากฏเสมอถึงบางครั้งจะไม่มีแมรีหรือมนุษย์คนอื่นๆ ในองค์ประกอบ สัตว์ทั้งสองอย่างมิได้กล่าวถึงในพระวรสารแต่ถือกันว่าปรากฏในพันธสัญญาเดิม เช่นใน พระธรรมอิสยาห์ 1:3 ที่กล่าวว่าทั้งวัวและลารู้จักที่นอนของนาย และ พระธรรมฮาบากุก 3:2 ที่กล่าวว่า ท่านจะเป็นที่รู้จักในท่ามกลางสัตว์สองตัว และการมีสัตว์สองชนิดนี้ก็ไม่เคยเป็นปัญหากับนักคริสต์ศาสนวิทยา[11] นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป, แอมโบรสแห่งมิลาน และคนอื่นๆ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของชาวยิวซึ่งถูกกดขี่โดยกฎหมาย (วัว) และคนนอกศาสนาผู้นับถือรูปต้องห้าม (ลา) พระเยซูมาเกิดเพื่อปลดปล่อยชนทั้งสองกลุ่มจากสิ่งที่กล่าว แมรีจะปรากฏเฉพาะในฉาก “การชื่นชมของแมไจ” และในฉากเดียวกันก็จะมีเด็กเลี้ยงคนหนึ่งหรือศาสดาคนหนึ่งถือม้วนหนัง ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 5 หลังการประชุมสภาอิฟิซัสครั้งที่ 1 (First Council of Ephesus) เมื่อ ค.ศ. 431 แมรีก็กลายเป็นองค์ประกอบถาวรบางครั้งก็มีโจเซฟ ถ้ามีสิ่งก่อสร้างในองค์ประกอบก็จะเป็น “tugurium” คือเพิงมุงกระเบื้องค้ำด้วยเสา [12]
[แก้] สมัยไบแซนไทน์
การแสดงรูปแบบใหม่ที่ต่างจากเดิมเริ่มราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 ในปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ใช้ในนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ฉากจะเป็น ถ้ำหรือเป็นถ้ำที่เฉพาะเจาะจงคือถ้ำที่พระเยซูประสูติที่เบธเลเฮ็มซึ่งเป็นที่ยอมรับในนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ว่าเป็นที่ประสูติของพระเยซู เหนือฉากก็จะเป็นภูเขาสูงขึ้นไป[13] แมรีนอนพักฟื้นอยู่บนเบาะหรือเก้าอี้ใกล้ๆ พระเยซูผู้ตั้งอยู่สูงกว่า [14] ขณะที่โจเซฟเอามือท้าวคาง[15] นอกจากนั้นโจเซฟก็อาจจะปรากฏในฉากที่หมอตำแยและผู้ที่มาช่วยสรงน้ำให้พระเยซู ฉะนั้นพระเยซูก็จะปรากฏสองครั้งในฉากเดียว หมอตำแยมาจากเอกสารหลายฉบับๆ หลักคือซาโลเม ซึ่งกล่าวถึงปาฏิหาริย์ เอกสารหลายฉบับกล่าวถึงแสงสว่างส่องลงมา ซึ่งบางทีก็ตีความหมายว่าเป็นดาวของแมไจ ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นจานกลมอยู่เหนือฉากและมีรัศมีส่องออกมา แต่ทั้งจานกลมและรัศมีจะเป็นสีหนัก[16]
ในองค์ประกอบแมไจอาจจะเป็นคนขี่ม้ามาจากทางด้านบนซ้ายสวมหมวกลักษณะแปลก ทางด้านขวาจะเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ถ้าเป็นห้องก็จะมีเทวดาอยู่รอบๆ และเหนือถ้ำ องค์หนึ่งจะมีหน้าที่ประกาศการเกิดของพระเยซูต่อเด็กเลี้ยงแกะ นอกจากนั้นก็จะมีชายสูงอายุที่มักจะใส่เสื้อหนังที่บางครั้งก็ทักทายโจเซฟ อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ต่อมาตีความหมายว่าเป็นประกาศกอิสยาห์ หรือนักบวชผู้มาย้ำคำพยากรณ์[17]
[แก้] ไบแซนไทน์และออร์โธด็อกซ์
-
บานพับภาพชีวิตของพระเยซู (คริสต์ศตวรรษที่ 10) งาช้างแกะจากคอนสแตนติโนเปิล, พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
-
จิตรกรรมฝาผนังไบแซนไทน์จากมิสตรา, ประเทศกรีซ, (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14)
-
อันเดรย์ รูเบลฟ (Andrey Rublev), ค.ศ. 1405, in the มอสโคว์.
-
โมเสก “การประสูติของพระเยซู” ราวปี ค.ศ. 705 โรม
[แก้] ไบแซนไทน์สมัยหลังในยุโรปตะวันตก
-
“พระแม่มารีและพระบุตรบนบัลลังก์และการชื่นชมของแมไจ” จิตรกรรมฝาผนังโรมาเนสก์จากสเปน ราวคริสต์ทศศตวรรษ 1100
-
“การประสูติของพระเยซู” หรือ “Maestá” โดย ดุชโช, คริสต์ศตวรรษที่ 13 ผสมระหว่างเพิงและถ้ำ
[แก้] ศิลปะตะวันตก
|
“การประสูติของพระเยซู” จากฉากแท่นบูชาบลาเดอลิน (Bladelin-Altar) โดย โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น (Rogier van der Weyden) ราวหลัง ค.ศ. 1446 การวางองค์ประกอบของภาพเขียนสร้างตามคำบรรยายของนักบุญบริจิต ภายใต้ทรากสิ่งก่อสร้างแทนที่จะเป็นเพิงอย่างที่ทำกันมาในสมัยก่อนหน้านั้น นอกจากนั้นภายในภาพยังมีภาพเหมือนของพร้อมกับผู้อุทิศทรัพย์ให้วาดด้วย ปัจจุบันอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน
|
Geertgen tot Sint Jans ราวปี ค.ศ. 1490 จากการจัดองค์ประกอบโดยฮูโก ฟาน เดอ โก (Hugo van der Goes) ราวปี ค.ศ. 1470 ซึ่งมีอิทธิพลมาจากการมองเห็นของนักบุญบริจิตแห่งสวีเดน แสงส่องออกจากพระเยซู เด็กเลี้ยงแกะอยูบนเนินพร้อมกับเทวดาที่มาปรากฏตัว
|
ศิลปะตะวันตกได้รับอิทธิพลองค์ประกอบบางอย่างมาจากรูปสัญลักษณ์แบบไบแซนไทน์แต่มักจะชอบใช้โรงนามากกว่าถ้ำ ยกเว้นงานของดุชโชที่พยายามใช้ทั้งสองอย่าง ทางตะวันตกหมอตำแยจะหายไป นักคริสต์ศาสนวิทยาไม่เห็นด้วยกับตำนานนี้แต่การสรงน้ำยังคงอยู่ซึ่งอาจจะเป็นการเตรียมน้ำเอาไว้หรือแมรีอาบน้ำให้พระเยซู ที่ใดที่มีอิทธิพลไบแซนไทน์มากหมอตำแยก็จะยังอยู่โดยเฉพาะในอิตาลีเช่นในงานของจอตโต ดี บอนโดเน จะเห็นหมอตำแยส่งพระเยซูให้แมรี ระหว่างสมัยกอธิคจะมีการเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างพระแม่มารีและพระบุตร พระแม่มารีเริ่มจะอุ้มพระเยซู หรือพระเยซูจะมองไปทางพระแม่มารี การดูดนมจะไม่ค่อยสร้างแต่ก็มีบ้างบางครั้ง[18]
[แก้] ศิลปะตะวันตก
รูปสัญลักษณ์ในสมัยยุคกลางตอนหลังทางตอนเหนือของยุโรปมักจะมีอิทธิพลจากการเห็นภาพ “การประสูติของพระเยซู” ของนักบุญบริจิตแห่งสวีเดน (ค.ศ. 1303-1373) ซึ่งเป็นตำนานที่นิยมกัน ก่อนที่จะเสียชีวิตนักบุญบริจิตก็บรรยายว่าได้เห็นภาพของพระเยซูนอนบนพื้นและมีแสงส่องสว่างออกมาจากพระวรกาย พระแม่มารีมีผมทอง การใช้แสงเงาตัดกันแบบ “ค่าต่างแสง” นิยมทำกันจนถึงสมัยศิลปะแบบบาโรก รายละเอียดอย่างอื่นเช่นเทียนเล่มเดียว “อยู่บนผนัง” และมีพระเจ้าปรากฏอยู่ด้วยมาจากตำนานของนักบุญบริจิต
-
- พรหมจารีแมรีคุกเข่าลงเพื่อสวดมนต์, หันหลังให้กับรางหญ้า....และขณะที่กำลังยืนสวดมนต์, ฉันเห็นเด็กในท้องเคลื่อนตัว แล้วในทันทีนั้นพระแม่มารีก็ให้กำเนิดบุตรชาย, จากร่างของพระองค์มีแสงสว่างส่องออกมาอย่างงดงาม, จนแม้พระอาทิตย์ก็ไม่สามารถเปรียบได้, หรือแสงเทียนที่โจเซพตั้งไว้ก็ไม่ได้ให้แสงสว่างเลย, แสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์นี้ลบแสงสว่างจากเทียน....ฉันเห็นเด็กผู้สวยงามนอนเปลือยอยู่บนพื้นส่องสว่าง ร่างกายของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องจากดินและมลทิน แล้วฉันก็ได้ยินเสียงเทวดาร้องเพลงด้วยเสียงที่ไพเราะและอ่อนหวาน...[19]
หลังจากนั้นพระแม่มารีก็คุกเข่าลงสวดมนต์ต่อหน้าพระบุตรโดยมีนักบุญโจเซฟมาร่วม ฉากนี้เรียกกันว่า “การชื่นชมพระบุตร” (Adoration of the Child) ซึ่งเป็นฉากที่นิยมเขียนหรือสร้างกันในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งมาแทนภาพนอนของพระแม่มารี แต่ภาพพระเยซูส่องแสงทำกันมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นเวลานานก่อนคำบรรยายของนักบุญบริจิต และมาจากลัทธิฟรานซิสกัน[20]
นักบุญโจเซฟที่เห็นกันมักจะเป็นชายสูงอายุและมักจะเงกหลับในฉาก “การประสูติของพระเยซู” บางครั้งก็จะเป็นตัวประกอบที่น่าขัน แต่งตัวไม่เรียบร้อย และช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ในการแสดงละครการประสูติ (Mystery play) ในยุคกลางโจเซฟจะเป็นตัวตลก น่ารักแต่ทำอะไรไม่ถูก แต่บางครั้งก็เป็นภาพกำลังตัดผ้าเป็นแถบๆ เพื่อห่อพระเยซู[21] หรือจุดไฟ แต่เมื่อลัทธินิยมโจเซฟมีความสำคัญขึ้นทางตะวันตกในสมัยยุคกลางตอนหลังโดยพระฟรานซิสกัน (วันสมโภชของโจเซฟเพิ่งเริ่มเมื่อ ค.ศ. 1479) ลักษณะการแสดงโจเซฟก็มีความน่านับถือมากขึ้นและปรับปรุงกันมาจนถึงสมัยเรอเนซองส์และบาโรก จนกระทั่งเมื่อลัทธินิยมพระแม่มารีมารุ่งเรืองขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ความสำคัญของโจเซฟก็ด้อยลงอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นตัวรองอยู่ริมๆ รูป เทียนที่จุดโดยโจเซฟตามคำบรรยายของนักบุญบริจิตเป็นสิ่งที่โจเซฟถือบางที่ก็จุดหรือบางทีก็ไม่
ฉาก “การประสูติของพระเยซู” เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในการเขียนบนแผ่นไม้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่บางครั้งฉากแท่นบูชาก็อาจจะถูกเบียดด้วยรูปของผู้อุทิศทรัพย์ให้วาด (เช่นภาพพระแม่มารีเลี้ยงพระบุตรทึ่เขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่มีผู้อุทิศอยู่สองข้าง [2]) ในภาพวาดของเนเธอร์แลนด์สมัยต้นจะใช้เพิงง่ายๆ ไม่ต่างไปจากที่ทำกันมาเท่าใดนัก จนกระทั่งค่อยกลายมาเป็นซากปรักหักพังของวัด เริ่มกันมาตั้งแต่สมัยโรมาเนสก์ ซึ่งเป็นภาพพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ (Old Covenant) ของชาวยิว การใช้ฉากสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ในการบ่งความเป็นยิวจะใช้บ่อยในงานเขียนของยาน ฟาน เอค และผู้สืบทอดงานต่อมา[22] ในงานเขียนแบบอิตาลี สถาปัตยกรรมของวัดเช่นที่ว่าจะเป็นวัดแบบคลาสสิค (กรีกหรือโรมัน) ซึ่งแสดงถึงการกลับไปสนใจในสถาปัตยกรรมคลาสสิค[23] หลักฐานอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้วัดเป็นฉาก มาจากตำนานทองที่กล่าวว่า คืนที่พระเยซูประสูติ บาซิลิกา ของ แม็กเซนติอุส (Basilica of Maxentius) ที่โรม อันเป็นสถานที่ตั้งรูปเคารพโรมิวลุสล้มครืนลงมา และทิ้งซากไว้ให้เราเห็นจนทุกวันนี้[3] [24]
[แก้] ยุคกลาง
[แก้] ต้นยุคกลาง
-
รูปสัญลักษณ์แรกแรกที่สุดของตะวันตก “พระแม่มารีและพระบุตร” จาก “หนังสือเคลส์” ของพระวรสารนักบุญแม็ทธิว ราวปี ค.ศ. 800
-
หนังสือวิจิตรเยอรมนีมีฉากแมไจสองฉากราวปี ค.ศ. 1220
[แก้] กอธิค
-
หน้าต่างประดับกระจกสีคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่มหาวิหารเซนต์เดนนิส (Basilica of Saint Denis), ปารีส มีแมรีนอนบนเตียงเรียบร้อย
-
หน้าต่างประดับกระจกสีฝรั่งเศสคริสต์ศตวรรษที่ 13 ที่ มหาวิหารแคนเตอร์บรี ซึ่งเป็นเรื่องราวทั้งหมดรวมทั้งแมไจและอื่นๆ
[แก้] กอธิคนานาชาติ
-
“การนำพระเยซูเข้าวัด” และ “การหนีไปอียิปต์” โดยมีตำนานรูปต้องห้ามและน้ำพุ Melchior Broederlam, เบอร์กันดี ราวปี ค.ศ. 1400
-
จุลจิตรกรรมเยอรมนีจากราวปี ค.ศ. 1420 แสดงชีวิตประจำวันและความอบอุ่นของครอบครัว
[แก้] ก่อนเรอเนซองส์ในอิตาลี
[แก้] เรอเนซองส์และหลังจากเรอเนซองส์
จากคริสต์ศตวรรษที่ 15 การชื่นชมของแมไจ กลายเป็นฉากที่วาดร่วมกับฉาก “การประสูติของพระเยซู” และเป็นที่นิยมกันมากขึ้นและภาพเขียนก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหัวข้อที่วาดเหมาะกับการขยายรายละเอียดและการใช้สีสรรค์ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพเขียนมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะต้องรับรายละเอียดต่างๆ เพื่อมิให้องค์ประกอบแน่นเกินไป และรวมฉาก “การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” เป็นฉากเดียวกับ “การประสูติของพระเยซู” ตั้งแต่ปลายยุคกลางเป็นต้นมา ฉากนี้ก็รวมกันมากก่อนแต่ไม่มาก ทางตะวันตกแมไจจะแต่งตัวอย่างแปลกและน่าสนใจจนบางครั้งเป็นตัวดึงจุดสนใจของผู้ชมแทนที่จะเป็นการประสูติของพระเยซู การเขียนภาพในสมัยเรอเนซองส์ก็เริ่มลดความหมายทางศาสนาลงโดยเฉพาะที่ฟลอเรนซ์ ซึ่งการวาดภาพสำหรับฆราวาสยังเป็นสิ่งใหม่อยู่ ตัวอย่างเช่นจิตรกรรมฝาผนังใหญ่ชื่อ “ขบวนแมไจ” (Procession of the Magi) เป็นจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงภายในชาเปลแมไจในวังเมดิชิ เขียนโดย เบนนอซโซ กอซโซลิ (Benozzo Gozzoli) ในปี ค.ศ. 1459-1461 ซึ่งรวมภาพเหมือนของครอบครัวเมดิชิภายในภาพเดึยวกัย จะทราบว่าเป็นภาพศาสนาเกี่ยวกับแมไจก็เพราะตำแหน่งที่ตั้งของภาพและเมื่อดูชื่อภาพ ถ้าดูภาพแล้วเกือบจะไม่เห็นว่าเป็นภาพศาสนา
จากคริสต์ศตวรรษที่ 16 การสร้างภาพ “การประสูติของพระเยซู” ที่แสดงเฉพาะครอบครัวพระเยซูก็เริ่มมีความนิยมน้อยลง แต่คาราวัจโจใช้วิธีเขียนแบบสัจจะนิยมในการเขียน “การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” การวางรูปและองค์ประกอบของภาพในสมัยนี้ก็เริ่มแตกต่างกันมากขึ้นตามจินตนาการของจิตรกรแต่ละคน เช่นงานเขียน “การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” ของจิตรกรสามคน เจอราร์ด ฟอน ฮนท์ฮอร์สท [4] (Gerard van Honthorst), จอร์จ เดอลา ทัวร์[5] (Georges de La Tour) และ ชาร์ล เลอ บรุน[6] (Charles Le Brun) แต่ละคนต่างก็วางภาพต่างกันไปซึ่งไม่มีคนใดที่วางภาพแบบที่ทำกันมาแต่ก่อน หัวเรื่องการเขียน “การประสูติของพระเยซู” เสื่อมความนิยมลงหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 18
[แก้] เรอเนซองส์สมัยต้น
-
“การชื่นชมของแมไจ” โดย ฟราแอนเจลิโค และ ฟิลิปโป ลิบปี (Filippo Lippi)
-
เปียโร เดลลา ฟรานเชสกา (Piero della Francesca) (ไม่เสร็จ)
-
โดเมนนิโค เกอแลนดิโอ (Domenico Ghirlandaio) ฉากหลังเป็นทรากสิ่งก่อสร้างคลาสสิค
-
“ขบวนแมไจ” โดย ซานโดร บอตติเซลลี ครอบครัวเมดิชิเป็นแมไจ
[แก้] เรอเนซองส์สมัยรุ่งเรือง
-
กระเบื้องนูนโดย จิโอวานนี เดลลา รอบเบีย (Giovanni della Robbia) พระบุตรเป็นส่วนหนึ่งของตรีเอกภาพ ชื่นชมโดยแมรี, โจเซฟ และนักบวชฟรานซิสกัน
-
“การชื่นชมของแมไจ” โดย เลโอนาร์โด ดา วินชี (ไม่เสร็จ)
-
“Doni Tondo” โดย ไมเคิล แอนเจโล เป็นภาพครอบครัวพระเยซูพักระหว่างทางไปอียิปต์
-
การพบปะระหว่างพระเยซูกับนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์เป็นหัวข้อที่ ราฟาเอลชอบเขียน
[แก้] เรอเนซองส์ทางตอนเหนือของอิตาลี
-
“การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” โดย อันเดรีย มานเทนยา
-
“การประสูติของพระเยซู” โดย จอร์จิโอเน ราวปี ค.ศ. 1507
-
“การชื่นชมพระบุตร” โดย ลอเรนโซ ลอตโต (Lorenzo Lotto) ราวปี ค.ศ. 1523
[แก้] เรอเนซองส์ทางตอนเหนือของยุโรป
-
“การหนีไปอียิปต์” โดย โยอาคิม พาทิเนียร์ (Joachim Patinir) ทางขวาเป็นปาฏิหาริย์ข้าวสาลี และบนซ้ายเป็นรูปต้องห้ามหักลงมา ฉากแสดงกว้างขึ้นเป็นลักษณะจิตรกรรมภูมิทัศน์
-
“การชื่นชมของแมไจ” โดย ปิเอเตอร์ บรูเกล แมไจคนหนึ่งแต่งตัวเป็นอินเดียนแดง
[แก้] แมนเนอริสม์
-
“การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” โดย บรอนซิโน
[แก้] บาโรกและโรโคโค
-
“การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” โดย เอลเกรโก (El Greco) แสงสว่างส่องมาจากพระบุตรไปทั่วภาพ
-
“การชื่นชมของแมไจ” โดย ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ ค.ศ. 1634
[แก้] หลัง ค.ศ. 1800
-
หน้าต่างประดับกระจกสี “การชื่นชมของเด็กเลี้ยงแกะ” จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่มหาวิหารโคโลญ
-
“การเดินทางของแมไจ” โดย เจมส์ ทิสซ็อท (James Tissot) ค.ศ. 1894 วาดแบบตะวันออก (Orientalism)
[แก้] ศิลปะพื้นบ้าน
-
ภาพเขียนในคัมภีร์ไบเบิล ราวค.ศ. 1900
[แก้] อ้างอิง
- ^ Matthew:1:23. The name Jesus is the Biblical Greek form of the Hebrew name Joshua meaning "God, our salvation". No explanation is given in the Gospels as to why this name is used.
- ^ Schiller:58
- ^ The dates vary slightly between churches and calendars - see the respective articles. In particular, the Eastern Orthodox churches celebrate the visit of the Magi, as well as the Nativity, on December 25th of their Julian calendar, which is January 7th of the usual Gregorian calendar
- ^ Schiller:105
- ^ Schiller:60
- ^ The subject only emerges in the second half of the fourteenth century. Schiller:124. In some Orthodox traditions the older boy is the one who protects Joseph from the "shepherd-tempter" in the main Nativity scene.
- ^ Schiller:117-123. The date palm incident is also in the Quran. There are two different falling statue legends, one related to the arrival of the family at the Egyptian city of Sotina, and the other usually shown in open country. Sometimes both are shown.
- ^ See, for example, Leonardo's “Virgin of the Rocks”
- ^ Schiller:59
- ^ Schiller:100
- ^ Schiller:60. In fact this sense of the Habakkuk is found in the Hebrew and Greek Bibles, but Jerome's Latin Vulgate, followed by the Authorised Version, translates differently:"O Lord, revive thy work in the midst of the years, in the midst of the years make known" in the AV
- ^ Schiller:59-62
- ^ The mountain follows Scriptural verses such as Habakkuk 3.3 "God [came] from Mount Paran", and the title of Mary as "Holy mountain". Schiller:63
- ^ partly reflecting the arrangement in the Church of the Nativity, where pilgrims already peered under an altar into the actual cave (now the altar is much higher). The actual altar is sometimes shown. Schiller:63
- ^ Schiller:62-3
- ^ Schiller:62-63
- ^ Schiller:66 Though when addressing Joseph he has sometimes been regarded as the "Tempter" (the "shepherd-tempter"), the Orthodox term for Satan, who is encouraging Joseph to doubt the Virgin Birth. In later works a young man may fend the tempter off. See: Léonid Ouspensky, The Meaning of Icons, p.160, 1982, St Vladimir's Seminary, ISBN 0-913836-99-0. In pp.157-160 there is a full account of the later Orthodox iconography of the Nativity.
- ^ Schiller:74
- ^ Quoted Schiller:78
- ^ Schiller:76-8
- ^ from about 1400; apparently this detail comes from popular songs. Schiller:80
- ^ Schiller, pp. 49-50. Purtle, Carol J, Van Eyck's Washington 'Annunciation': narrative time and metaphoric tradition, p.4 and notes 9-14, Art Bulletin, March, 1999. Page references are to online version. online text. Also see The Iconography of the Temple in Northern Renaissance Art by Yona Pinson
- ^ Schiller:91-82
- ^ Lloyd, Christopher, The Queen's Pictures, Royal Collectors through the centuries, p.226, National Gallery Publications, 1991, ISBN 0-947645-89-6. In fact the Basilica was built in the 4th century. Some later painters used the remains as a basis for their depictions.
[แก้] ดูเพิ่ม
- ศิลปะคริสต์ศาสนา
- คริสต์มาส
- พระเยซู
- พระแม่มารี
- พระแม่มารีและพระบุตร
- นักบุญโจเซฟ
- ศิลปะโรมาเนสก์
- ศิลปะกอธิค
- ศิลปะบาโรก
- ศิลปะเรอเนซองส์
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
|
|||||