โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น
| โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น | |
“ชะลอร่างจากกางเขน” (ค.ศ. 1435) พิพิธภัณฑ์ปราโด, มาดริด, ประเทศสเปน |
|
| ชื่อเมื่อเกิด | Rogier de le Pasture |
| วันเกิด | ค.ศ. 1399/ค.ศ. 1400 ทูร์เน, ประเทศเบลเยียม |
| วันเสียชีวิต | 18 มิถุนายน ค.ศ. 1464 |
| เชื้อชาติ | เฟล็มมิช |
| สาขา | จิตรกรรม |
| ประเภทงาน | จิตรกรรมแผง, บานพับภาพ |
| ยุค | ยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น |
| อิทธิพลต่อ | ฮันส์ เม็มลิง, มาร์ติน เชินเกาเออร์ |
โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น (อังกฤษ: Rogier van der Weyden หรือ Rogier de le Pasture) (ค.ศ. 1399/ค.ศ. 1400 - 18 มิถุนายน ค.ศ. 1464) เป็นจิตรกรคนสำคัญของจิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นของประเทศเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผู้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน และการเขียนบานพับภาพ
เนื้อหา |
ชีวิต [แก้]
โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็นเกิดที่ทูร์เนที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศเบลเยียมราวระหว่างปี ค.ศ. 1399 ถึงปี ค.ศ. 1400 พ่อและแม่ของโรเจียร์ชื่อ อองรี เดอ เลอ พาสเจอร์ และแอ็กเนส เดอ วอเทรโลส์ อองรีและแอ็กเนส มาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ทูร์เนก่อนที่โรเจียร์จะเกิด พ่อของโรเจียร์เป็นช่างทำมีด ในปี ค.ศ. 1426 โรเจียร์แต่งงานกับเอลิสซาเบ็ธผู้เป็นลูกสาวของช่างทำรองเท้าจากบรัสเซลส์ โรเจียร์กับเอลิสซาเบ็ธมีลูกด้วยกัน 4 คน สองคนแรกคือคอร์นิเลียสผู้ต่อมาบวชเป็นพระคาร์ธูเชียน (carthusian) และมาร์กาเร็ทธา ก่อนวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1435 โรเจียร์กับครอบครัวก็ย้ายไปบรัสเซลส์ซึ่งเป็นที่เกิดลูกสองคนหลัง เปียเตอร์ และยาน ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1436 โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ช่างเขียนประจำเมืองบรัสเซลส์” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีหน้ามีตาเพราะในเวลานั้นบรัสเซลส์เป็นที่ตั้งของราชสำนักของดยุคแห่งเบอร์กันดี ในโอกาสนั้นโรเจียร์ก็เปลี่ยนชื่อจากแบบฝรั่งเศส “de le Pasture” ไปเป็นแบบภาษาดัทช์ “van der Weyden”
การฝึกงาน [แก้]
หลักฐานที่ปรากฏกล่าวว่าทูร์เนมอบไวน์เป็นค่าครูให้แก่ครูบานามว่า “ครูโรเจียร์ เดอ เลอ พาสเจอร์” เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1426 แต่มาเมื่อถึงวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1427 บันทึกของชมรมช่างเขียนกล่าวว่า โรเจียร์ เดอ เลอ พาสเจอร์ เข้าฝึกงานกับเวิร์คชอพของโรแบร์ต แค็มแพ็งพร้อมกับจาค ดาเรท์ ห้าปีต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1432 โรเจียร์ เดอ เลอ พาสเจอร์ก็ได้รับตำแหน่งเป็น มาสเตอร์ หรือจิตรกรเต็มตัว แต่ก็เป็นที่สงสัยกันว่า ผู้ฝึกงานของแค็มแพ็งชื่อโรเจเลท์ (Rogelet) จะเป็นคนคนเดียวกับมาสเตอร์โรเจียร์ผู้ได้รับไวน์เป็นค่าครูเมื่อปี ค.ศ. 1426 หรือไม่ และระหว่างปี ค.ศ. 1426 ถึงปี ค.ศ. 1427 โรเจียร์มีอายุได้ยี่สิบปีกว่าและแต่งงานแล้ว ซึ่งเมื่อคำนึงถึงอายุผู้ฝึกงานกันแล้วทำให้สันนิษฐานกันว่า โรเจเลท์น่าจะเป็นจิตรกรที่อายุน้อยกว่าที่มีชื่อเดียวกัน แต่ในระหว่างทศวรรษที่ 1420 ระบบการปฏิบัติงานของชมรมช่างเขียนที่เมืองทูร์เนออกจะมีปัญหา ฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าการฝึกงานเมื่ออายุมากกว่าปกติของโรเจียร์/โรเจเลท์อาจจะเป็นเพียงหลักฐานที่เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น นอกจากนั้นจาค ดาเรท์เองก็มีอายุราวยี่สิบปีกว่าและพักพิงและทำงานอยู่กับแค็มแพ็งมาอย่างน้อยก็ร่วมยี่สิบปี ข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งก็คืออาจจะเป็นไปได้ว่าโรเจียร์อาจจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นจิตรกรเต็มตัวมาก่อนหน้านั้นแล้วและไวน์ที่ได้รับก็อาจจะเป็นการฉลองโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น นอกไปจากนั้นแล้วเมื่อคำนึงถึงลักษณะ คุณภาพ และองค์ประกอบของงานที่สมบูรณ์แบบของโรเจียร์แล้วก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุนประเด็นการสันนิษฐานข้อหลังนี้ สถานะทางสังคมและทางสติปัญญาในบั้นปลายชีวิตของโรเจียร์ก็ดูจะเหนือกว่าการเป็นเพียงช่างในสมัยนั้น โดยทั่วไปแล้วลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานที่บันทึกไว้ของจาค ดาเรท์และงานเขียนที่ว่ากันว่าเป็นงานของโรแบร์ต แค็มแพ็งและโรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็นทำให้สันนิษฐานกันว่าโรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็นเป็นลูกศิษย์ของโรแบร์ต แค็มแพ็ง
อาชีพ [แก้]
หลังจากที่ไปตั้งหลักฐานอยู่ที่บรัสเซลส์แล้วโรเจียร์ก็เริ่มสร้างชื่อเสียงจนในที่สุดก็กลายเป็นจิตรกรคนสำคัญคนหนึ่งของยุโรป ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานของอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนต่างๆ ที่โรเจียร์เป็นเจ้าของ นอกจากนั้นก็ยังมีหลักฐานปรากฏว่าโรเจียร์มีความสนิทสนมกับเจ้านายและคนสำคัญต่างๆ ในยุโรปจะเห็นได้จากงานภาพเหมือนของดยุคแห่งเบอร์กันดีหลายองค์ รวมทั้งพระญาติพระวงศ์, ข้าราชสำนัก และบุคคลผู้ผู้มีฐานะร่ำรวยและมีอำนาจในเวลานั้น
งานแท่นบูชามิราฟลอรส์ (Miraflores Altarpiece) อาจจะเป็นงานที่รับจากพระเจ้าฮวนที่ 2 แห่งคาสตีลเพราะพระเจ้าฮวนทรงอุทิศให้สำนักสงฆ์แห่งมิราฟลอรส์ในปี ค.ศ. 1445 ในปี ค.ศ. 1450 โรเจียร์อาจจะเดินทางไปแสวงบุญที่กรุงโรมที่ทำให้มีโอกาสได้ทำความคุ้นเคยกับศิลปินและผู้อุปถัมภ์ศิลปินชาวอิตาลี ซึ่งจะเห็นได้จากการที่สมาชิกในตระกูลเอสเตและตระกูลเมดิชิจ้างให้โรเจียร์เขียนภาพหลายภาพ และบิอังคา มาเรีย วิสคอนติ ดัชเชสแห่งมิลาน ถึงกับส่ง ซาเน็ตโต บูกัตโต (Zanetto Bugatto) ผู้เป็นช่างเขียนประจำสำนักไปบรัสเซลส์เพื่อให้ไปศึกษาการเขียนภาพกับโรเจียร์ ความมีชื่อเสียงของโรเจียร์ไปในประเทศต่างๆ ในยุโรปก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างคริสต์ทศวรรษที่ 1450 และ 1460 นักปราชญ์เช่นคูซานัส ฟิลาเรเต และ เฟเชียสกล่าวสรรเสริญโรเจียร์อย่างเลิศลอยว่าเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในบรรดาจิตรกรทั้งหลาย
ลักษณะสำคัญของภาพเขียนโดยโรเจียร์ก็คือการที่ทำให้ผู้ดูรู้สึกสะเทือนอารมณ์ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพเขียน “ชะลอร่างจากกางเขน” (พิพิธภัณฑ์ปราโด, มาดริด, ประเทศสเปน) ที่เชื่อกันว่าเขียนโดยโรเจียร์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 งานชิ้นนี้ผู้จ้างอาจจะเป็น “สมาคมนายขมังธนูแห่งนักบุญจอร์จ” (Saint Georges Guild of the crossbowmen) สำหรับวัด “Onze-Lieve-Vrouw van Ginderbuiten” ที่ลูแวง แต่นักวิชาการบางท่านเช่น แม็กซ์ เจ ฟรีดเลนเดอร์ (Max J. Friedländer) และเมื่อไม่นานมานี้ ฟีลิกซ์ ทึร์ลเลอมันน์ (Felix Thürlemann) สันนิษฐานจากการเปรียบเทียบลักษณะงานว่าเป็นงานของโรแบร์ต แค็มแพ็งมิใช่โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็นตามที่สันนิษฐานกันมาก่อนหน้านั้น
อิทธิพล [แก้]
ลักษณะงานที่เต็มไปด้วยชีวิตจิตใจและการแสดงออก และการเขียนเกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นลักษณะการเขียนของโรเจียร์ที่มีอิทธิพลไปทั่วยุโรปไม่แต่จะเป็นฝรั่งเศสและเยอรมันแต่ยังรวมไปถึงอิตาลีและสเปน ฮันส์ เม็มลิงเป็นจิตรกรที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากโรเจียร์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่กล่าวว่าเม็มลิงเป็นลูกศิษย์ของโรเจียร์ นอกไปจากนั้นโรเจียร์ก็ยังมีอิทธิพลต่อ มาร์ติน เชินเกาเออร์ (Martin Schongauer) จิตรกรและช่างภาพพิมพ์โลหะชาวเยอรมันผู้มีผลงานไปทั่วยุโรปตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15
ผลงาน [แก้]
ผลงานสำคัญๆ ที่สันนิษฐานกันว่าเป็นงานของโรเจียร์ งานเกือบทั้งหมดประกอบด้วยงานจิตรกรรมแผง และหลายชิ้นเป็นงานบานพับภาพสอง, สาม และหลายชิ้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่างานบานพับภาพบางส่วนก็สูญหายไปหรือถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ แยกกันไปเป็นของพิพิธภัณฑ์ต่างทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา งานทุกชิ้นเป็นภาพสีน้ำมันบนแผงไม้โอ้คนอกไปจากบรรยายว่าเป็นวัสดุอื่น
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1425 ถึงปี ค.ศ. 1430
-
-
- “พระแม่มารีและพระบุตรบนบัลลังก์ในซอก” (Enthroned Virgin and Child in a Niche), ที่พิพิธภัณฑ์ไทเซ็น-บอร์เนมิส, มาดริด, ประเทศสเปน
- “นักบุญจอร์จกับมังกร” (Saint George and the Dragon), พิพิธภัณฑ์ที่มาดริด และ หอศิลป์แห่งชาติ, วอชิงตัน ดี.ซี., สหรัฐอเมริกา
- “พระเยซูบนกางเขน” (Crucifixion), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1430 ถึงปี ค.ศ. 1432
-
-
- “บานพับภาพสองภาพพระแม่มารีและพระบุตรยืนในซอกและนักบุญแคทธรินในภูมิทัศน์” (Diptych with the Virgin and Child Standing in a Niche, and Saint Catherine in a landscape), พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ, เวียนนา, ประเทศออสเตรีย
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1430 ถึงปี ค.ศ. 1435
-
-
- “ชะลอร่างจากกางเขน”, พิพิธภัณฑ์ปราโด, มาดริด, ประเทศสเปน
- “พระแม่มารีและพระบุตรในซอก” (Virgin and Child in a Niche) หรือที่เรียกว่า “พระแม่มารีดูแรน” (Durán Madonna), พิพิธภัณฑ์ปราโด, มาดริด, ประเทศสเปน
- “ภาพเหมือนสตรี” (บ้างก็เชื่อกันว่าเป็นภาพเขียนของเอลิสซาเบ็ธ โกฟเฟิร์ทภรรยาของฟาน เดอ เวย์เด็น), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสามการประกาศของเทพ” (บานกลางการประกาศของเทพ: พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส; บานข้าง พระแม่มารีเสด็จเยี่ยมนักบุญเอลิสซาเบ็ธและนักบวชคุกเข่า: พิพิธภัณฑ์ซาบอดา, ตูริน, ประเทศอิตาลี
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1435 ถึงปี ค.ศ. 1440
-
-
- “นักบุญลูคอีแวนเจลิสวาดรูปพระแม่มารี” (Saint Luke drawing the portrait of the Virgin), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, บอสตัน, สหรัฐอเมริกา
- “พระแม่มารีเสด็จเยี่ยมนักบุญเอลิสซาเบ็ธ” (Visitation), พิพิธภัณฑ์ศิลปะจิตรกรรม, ไลพ์ซิจ ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสามพระเยซูตรึงกางเขน” หรือที่เรียกว่า “บานพับภาพอาเบ็กก์” (Abegg Triptych), ริกกิลเบิร์ก, ประเทศเยอรมนี
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1440 ถึงปี ค.ศ. 1445
-
-
- “บานพับภาพสามพิธีศีลมหาสนิทเจ็ดพิธี” (Triptych of the Seven Sacraments) หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชาเชฟโรท์” (Chevrot Altarpiece), Koninklijk Museum voor Schone Kunsten Antwerpen, อันท์เวิร์พ, ประเทศเบลเยียม
- “บานพับภาพสามพระแม่มารีผู้งดงาม” (Triptych of Our Fair Lady) หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชามิราฟลอรส์” (Miraflores Altarpiece), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสามพระเยซูตรึงกางเขน” พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ, เวียนนา, ประเทศออสเตรีย
- “นักบุญแมรี แม็กดาเลนอ่านหนังสือกับ นักบุญแคทเธอรินแห่งอเล็กซานเดรีย และ นักบุญโจเซฟ” (Reading Mary Magdalen, Saint Catherine and Saint Joseph), บางส่วนภาพของนักบุญแมรี แม็กดาเลน: หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน, อังกฤษ; หัวของนักบุญแคทเธอรินและนักบุญโจเซฟ: Calouste Gulbenkian Foundation,ลิสบอน
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1445 ถึงปี ค.ศ. 1450
-
-
- “บานพับภาพสามกำเนิดพระเยซู” หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชาบลาเดลิน” (Bladelin Triptych), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “ฌอง โวเคแลงถวาย “บันทึกแห่งเอโนต์” แก่ฟิลลิปเดอะกูด ดยุคแห่งเบอร์กันดี”, หอสมุดหลวงแห่งเบลเยียม บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
- “บานพับภาพการตัดสินครั้งสุดท้าย” หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชาบโบน” (Beaune Altarpiece) ประกอบด้วยกันทั้งสิ้นสิบห้าส่วน, Hôtel-Dieu, Beaune
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1450 ถึงปี ค.ศ. 1455
-
-
- “นักบุญมาร์กาเร็ตและนักบุญอพอลโลเนีย” (ปึกขวาหาย), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสามฌอง บราค” (Triptych of Jean Braque), พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
- “ภาพเหมือนชาย”, พิพิธภัณฑ์ทิสเซน บอร์เนมิสซา มาดริด, ประเทศสเปน
- “บานพับภาพสามการชื่นชมของแมไจ” หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชาโคลัมบา” (Columba Altarpiece), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, มิวนิค, ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสามชีวิตนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์” หรือที่เรียกว่า “แท่นบูชานักบุญจอห์นแบ็พทิสต์”, พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “พระเยซูตรึงกางเขนระหว่างนักบุญแมรี แม็กดาเลนและนักบุญจอห์นอีแวนเจลลิส” หรือที่เรียกว่า “พระเยซูตรึงกางเขนแห่งโชท์” (Crucifixion of Scheut), สำนักสงฆ์เอลเอสโคริอาล, ประเทศสเปน
-
งานประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1455 ถึงปี ค.ศ. 1464
-
-
- “ปิเอต้า”, พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบรัสเซลล์, บรัสเซลส์, ประเทศเบลเยียม
- “บานพับภาพสองของฌอง โกรส”, ปีกซ้ายพระแม่มารีและพระบุตร: พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งทูร์เน ปีกขวาภาพเหมือนฌอง โกรส: สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก, ชิคาโก, สหรัฐอเมริกา
- “ภาพเหมือนของฟรานเชสโก เดสเต” (Portrait of Francesco d'Este), พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน, นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
- “บานพับภาพสองของฟิลลิปเดอครอย ลอร์ดแห่งเซ็มพีย์”, ปีกซ้ายพระแม่มารีและพระบุตร: พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮันติงตัน ซานมาริโน แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา ปีกขวาภาพเหมือนฟิลลิปเดอครอย: อันท์เวิร์พ
- “ภาพเหมือนของชาร์ลส์เดอะโบลด์ ดยุคแห่งเบอร์กันดี” พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, เบอร์ลิน, ประเทศเยอรมนี
- “ภาพเหมือนของอองตวน บาร์สตาร์ดแห่งเบอร์กันดี”, พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบรัสเซลล์ บรัสเซลล์ เบลเยียม
- “พระแม่มารีและพระบุตร” พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ ฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา
- “พระแม่มารีและพระบุตรและนักบุญสี่องค์” หรือที่เรียกว่า “มาดอนนาเมดิชิ” (Medici Madonna), พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งรัฐ, แฟรงเฟิร์ต, ประเทศเยอรมนี
- “บานพับภาพสองของฌอง เด ฟรอยดมองต์”, ปีกซ้ายพระแม่มารีและพระบุตร: พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ แคน, ประเทศฝรั่งเศส ปีกขวา: พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบรัสเซลล์, บรัสเซลส์, ประเทศเบลเยียม
- “ภาพเหมือนสตรี” สันนิษฐานว่าเป็นภาพของมารี เด วาเล็งแก็ง พระธิดานอกสมรสของฟิลิปที่ 3 ดยุคแห่งเบอร์กันดี พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ, วอชิงตัน ดี.ซี., สหรัฐอเมริกา
- “ฝังร่างพระเยซู” (Entombment of Christ) อาจจะจ้างโดย Cosimo de Medici, พิพิธภัณฑ์ยูฟิซิ, ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี
- “บานพับภาพสองทางสู่กางเขน” (Calvary diptych) ปีกซ้ายพระแม่มารีโศรกประคองโดยนักบุญจอห์น; ปีกขวาพระเยซูตรึงกางเขน: พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, ฟิลาเดลเฟีย, สหรัฐอเมริกา
-
อ้างอิง [แก้]
ดูเพิ่ม [แก้]
สมุดภาพ [แก้]
-
บานพับภาพการประสูติของพระเยซู จากเวิร์คชอพของโรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น, พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน, นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น |