ฮะอุรุ โนะ ยุโงะกุชิโระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ในประเทศญี่ปุ่น
กำกับ ฮะยะโอะ มิยะซะกิ
อำนวยการสร้าง โทชิโอะ ซูซูกิ
เขียนบท ฮะยะโอะ มิยะซะกิ
เค้าโครงจาก ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ โดย
Diana Wynne Jones
นำแสดง Chieko Baishō
Takuya Kimura
Akihiro Miwa
ดนตรีประกอบ Joe Hisaishi
ตัดต่อ Takeshi Seyama
ค่าย สตูดิโอจิบลิ
จำหน่าย/เผยแพร่ โตโฮ (ญี่ปุ่น)
วอลต์ดิสนีย์พิกเจอส์ (อเมริกาเหนือ)
ฉาย 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004
ความยาว 120 นาที
ประเทศ ญี่ปุ่น
ภาษา ญี่ปุ่น
งบประมาณ 2.4 พันล้านเยน
24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้ 23.2 พันล้านเยน
231,711,096 คอลลาร์ (ทั่วโลก)

ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ (ญี่ปุ่น: ハウルの動く城 Hauru no Ugoku Shiro ?) หรือในชื่อภาษาอังกฤษ "ฮาวล์สมูฟวิงแคสเสิล" (อังกฤษ: Howl's Moving Castle; "ปราสาทเคลื่อนที่ของฮาวล์") เป็นภาพยนตร์อะนิเมะแฟนตาซีของญี่ปุ่น เขียนบทและกำกับโดยฮายาโอะ มิยาซากิแห่งสตูดิโอจิบลิ ได้เค้าโครงเรื่องมาจากหนังสือชื่อเดียวกันของไดอาน่า ไวนน์ โจนส์ แต่เดิมนั้นมาโมรุ โฮโซดะ ผู้กำกับดิจิมอนได้รับเลือกให้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้แต่เขาได้ลาออกออกกะทันหัน ทำให้มิยาซากิซึ่งขณะนั้นได้เกษียณอายุงานตัวเองไปแล้วต้องกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์ เมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2547 ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส และเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ทำรายได้ทั่วโลก 231.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[1] เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จด้านการสร้างรายได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการพากษ์เสียภาษาอังกฤษโดย Peter Docter แห่งพิกซาร์ จัดจำหน่ายในอเมริกาเหนือโดย วอลต์ดิสนีย์พิกเจอส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ในอเมริกาและแคนาดาในวงจำกัด เมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 และเผยแพร่ในออสเตรเลียทั่วประเทศเมื่อ 22 กันยายน และในสหราชอาณาจักรในเดือนกันยายน ฮาวล์สมูฟวิงแคสเสิล ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 78 พ.ศ. 2549

นิยายของไวนน์ โจนส์เปิดโอกาสให้มิยาซากิรวมสาวแกร่งกับความแม่ลงไปในตัวนางเอก แรกทีเดียวโซฟีเป็นสาวทำหมวกอายุ 18 ปี แต่ด้วยคำสาปของแม่มดทำให้เธอกลายเป็นหญิงอายุ 90 ปี แม้มันจะทำให้เธอหวาดกลัวในตอนต้น แต่ในที่สุดเธอก็ใช้มันทำลายความกังวล ความกลัว และความหมกมุ่นในตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการผจญภัย[2]

เรื่องย่อ[แก้]

โซฟีช่างทำหมวกอายุ 18 ปีเป็นเด็กหญิงที่มีความรับผิดชอบ เธอดูแลร้านหมวกของบิดาผู้ล่วงลับ อยู่มาวันหนึ่งโซฟีเดินทางไปหาน้องสาว ระหว่างทางพบกับทหารที่กำลังจาบจ้วงลวนลามเธอ ฮาวล์พ่อมดหนุ่มผ่านมาพบเธอโดยบังเอิญ จึงช่วยเหลือและเกิดชอบพอ โดยพาเธอบินไปส่งถึงร้านของน้อง นี่เป็นชนวนเหตุให้ Witch of the Waste ซึ่งชอบฮาวล์อยู่ไม่พอใจโซฟี ในคืนนั้นนางแม่มดมาที่ร้านหมวกของโซฟีและสาปให้เธอกลายเป็นหญิงชราและไม่ให้เธอสามารถบอกใครเกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอกลายเป็นคนแก่ด้วย โซฟีตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ระหว่างทางเธอได้พบเพื่อนใหม่เป็นหุ่นไล่กาพูดไม่ได้ที่เธอให้ชื่อเขาว่า Turnip Head โซฟีต้องการหาที่หลบความหนาว Turnip Head จึงนำเธอมาสู่ปราสาทของฮาวล์ที่เดินผ่านมา

เมื่อเข้าไปในปราสาทโซฟีพบกับปีศาจไฟ Calcifer ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนปราสาท Calcifer รู้ว่าโซฟีต้องคำสาปจึงยื่นข้อเสนอกับโซฟีว่าจะถอนคำสาปให้เธอ ถ้าเธอสามารถถอนมนต์ที่ฮาวล์สะกด Calcifer เอาไว้ในปราสาทได้ Markl เด็กฝึกงานของฮาวล์ตกใจเมื่อพบโซฟีในบ้าน แต่ในที่สุดก็รักเธอเหมือนพี่สาว เมื่อฮาวล์กลับมาโซฟีประกาศตัวว่าเป็นคนทำความสะอาด ซึ่ง Calcifer จ้างไว้เพราะปราสาทอยู่ในสภาพสกปรกทรุดโทรมก่อนเธอมาถึง ฮาวล์สงสัยว่า Calcifer อาจมีลับลมคมใน เพราะยอมให้โซฟีใช้ไฟของเขาปรุงอาหาร ซึ่งปกติแล้ว Calcifer จะยอมแต่ฮาวล์เท่านั้น แต่ก็ไม่สนใจเอาความต่อไป เรื่องระหว่าง Calcifer และโซฟีจึงเป็นความลับของทั้งสอง

ฮาวล์พบกระดาษคำสาปที่ Witch of the Waste ใส่ไว้ในตัวโซฟี คำสาปนั้นกล่าวว่า "เจ้าผู้กลืนกินดาวตก โอ้ชายผู้ไร้หัวใจ หัวใจของเจ้าจะตกเป็นของข้าในไม่ช้า" แม้ฮาวล์จะสามารถใช้เวทมนตร์ลบข้อความดังกล่าวไปได้แต่มันก็ยังเป็นผลอยู่ โซฟีเรียนรู้ว่าประตูหน้าของปราสาทเป็นช่องทางวิเศษที่เปิดออกไปสู่สถานที่ที่แตกต่างกันได้ เมื่อฮาวล์ออกจากปราสาทไปโซฟีก็ทำความสะอาดปราสาทขนานใหญ่ เมื่อฮาวล์กลับมาสระผมแล้วสีผมเปลี่ยนไปเพราะโซฟีทำขวดน้ำยาปะปนกัน ฮาวล์ก็ฟูมฟายขนานใหญ่ถึงกับพูดว่า ถ้าเขาดูไม่ดีแล้วก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ทำให้โซฟีในสภาพคนแก่ฟังแล้วทนไม่ได้เพราะกระทบเธออย่างแรง เธอจึงเดินหนีออกจากบ้านไป Markl ต้องตามโซฟีกลับไปในปราสาทเพราะฮาวล์ฟูมฟายหนักหมดสติ เนื้อตัวมีเมือกสีเขียวไหลออกมาเลอะปราสาท โซฟีและ Markl ช่วยอุ้มฮาวล์ขึ้นไปอาบน้ำและนำฮาวล์ไปนอน เมื่อเขาตื่นขึ้นฮาวล์จึงเล่าให้ฟังว่าเขาเคยพลาดไปจีบ Witch of the Waste เพราะคิดว่าเธอน่าสนใจ แต่กลับพบว่าแท้จริงนางเป็นแม่มดชราที่น่าเกลียดจึงขอเลิกลา แต่นางไม่ยอมเลิกด้วย

ในบ้านเมืองที่โซฟีเคยอยู่กำลังเกิดสงครามขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านหลังการหายไปของมกุฎราชกุมาร Justin คล้ายกับเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามก็ได้แผ่ขยายออกไปสู่ประเทศอื่นๆ ฮาวล์ได้รับพระบรมราชโองการจากกษัตริย์ซึ่งบัญชาให้เข้าร่วมรบกับกองทัพในสงคราม ฮาวล์ได้รับพระบรมราชโองการในนามแฝงต่างๆ หลายชื่อ อย่างไรก็ดีฮาวล์กลัว Madame Suliman แม่มดประจำราชสำนักซึ่งเป็นอาจารย์ของเขา จึงวางแผนส่งโซฟีเข้าไปในท้องพระโรงแทนโดยให้เธออ้างตัวว่าเป็นมารดาของฮาวล์และบอกว่าฮาวล์ปฏิเสธการเข้าร่วมรบ ที่พระราชวังโซฟีพบ Witch of the Waste ซึ่งเคยถูกขับออกจากวังและต้องการกลับมาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกครั้ง แต่ไม่เป็นดังที่คาดหวังแม่มด Suliman ลงโทษ Witch of the Waste ด้วยการทำลายอำนาจเวทมนตร์ของ Witch of the Waste จนหมดสิ้นและทำให้เธอกลับกลายเป็นหญิงชราขี้โรคดังเดิม Suliman บอกกับโซฟีว่าฮาวล์จะต้องประสบกับโชคชะตาเดียวกันหากเขาไม่ร่วมรบในมหาสงคราม ขณะที่โซฟีกำลังปฏิเสธอย่างแข็งขัน Suliman ก็พบเห็นร่างจริงที่เธอเป็นหญิงสาวมิใช่แม่ของฮาวล์ ฮาวล์ช่วยโซฟีออกมาจากวังได้ โดยมี Witch of the Waste และ Heen สุนัขของ Suliman ติดมาด้วย ฮาวล์มอบแหวนที่จะนำทางไปสู่ Calcife ให้ และหลอกคนที่ตามล่าไปทางอื่น โซฟีต้องขับเครื่องบินที่มีผู้โดยสารทั้งสองกลับสู่ปราสาทเอง Suliman เริ่มติดตามฮาลว์จากหมวกของโซฟีที่หล่นระหว่างการต่อสู้

โซฟีพบว่าฮาวล์ต้องแปลงกายเป็นนกยักษ์เพื่อต่อสู้ ในการแปลงกายแต่ละครั้งจะแปลงร่างกลับมาเป็นมนุษย์ได้ยากขึ้นทุกที (พ่อมดที่แปลงกายแบบนี้อาจสิ้นสติและสูญเสียความเป็นตนเองไปได้) ฮาวล์แสดงความรักต่อโซฟีโดยปรับปรุงปราสาทใหม่ มีห้องพิเศษสำหรับเธอและทำประตูวิเศษให้เปิดไปสู่บ้านเก่าของโซฟีและเปิดไปสู่ที่ซ่อนในวัยเด็กของฮาวล์ โซฟีกลัวว่าฮาวล์กำลังจะจากไปเพราะเขารู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่เป็นมนุษย์นั้นน้อยเต็มที่ หลังจากนั้นไม่นานแม่ของโซฟีก็มาหาที่บ้านและจำโซฟีได้อย่างไม่น่าเชื่อแม้เธอจะอยู่ในร่างของคนแก่ โซฟีมีความสุขมากที่แม่มาเยี่ยม แต่ความจริงแล้วแม่ของเธอเข้ามาเพราะถูก Suliman บังคับ ก่อนจากไปแม่ของโซฟีแอบทิ้ง "peeping bug" ไว้แต่ Witch of the Waste ซึ่งอาศัยอยู่ในปราสาทด้วยพบเห็นเข้าจึงกำจัดโดยทันทีโดยโยนให้ Calcifer กิน แต่ว่า Calcifer กินแล้วป่วยทำให้หมดอำนาจในการซ่อนปราสาทจากสายตาคนภายนอกได้ เมื่อ Markl เปิดหน้าต่างปราสาทจึงถูกค้นพบ

หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง เมืองก็ถูกระเบิดของข้าศึกถล่ม สมุนของ Suliman ก็บุกไปยังร้านหมวก หลังจากปกป้องร้านหมวกและรักษา Calcifer ฮาวล์แปลงร่างและล่อพวกนั้นออกไป โซฟีจึงตัดสินใจย้ายปราสาทไปที่ the Wastes โดยเปิดประตูวิเศษออกอีกทางหนึ่งแล้วนำ Calcifer ออกไป ทำให้ปราสาทตัดความเชื่อมโยงกับเมือง เพื่อฮาวล์ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ปกป้องเมืองอีกต่อไป จากนั้นโซฟีจึงเอา Calcifer กลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อสร้างปราสาทเคลื่อนที่ขนาดเล็กเพื่อกลับไปช่วยฮาวล์ ในขณะนั้น Witch of the Waste พบหัวใจของฮาวล์ใน Calcifer จึงเก็บมันไว้และถูกเปลวไฟเผาผลาญ โซฟีช่วยโดยการเอาน้ำสาดไป ทำให้ปราสาทพังทลายลง โซฟีและ Heen พลัดตกลงมาจากปราสาท

โซฟีฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ร้องไห้ฟูมฟายนึกว่าตนได้ฆ่า Calcifer และฮาวล์ไปแล้ว เพราะชีวิตของทั้งสองผูกโยงกันอยู่ แต่ระหว่างนั้นเองแหวนที่ฮาวล์มอบให้ก็มีแสงเรืองชี้ไปยังประตูที่เหลืออยู่ของปราสาท โซฟีเดินเข้าไปและพบว่าเธอเข้าไปในอดีตของฮาวล์ ซึ่ง Calcifer เป็นดาวตก ถูกฮาวล์เก็บไว้ได้ ทั้งสองเหมือนจะกล่าวพันธสัญญาบางอย่างต่อกัน แล้วฮาวล์ก็ตัดสินใจกลืนกิน Calcifer ลงไป จากนั้นก็คาย Calcifer ซึ่งมีหัวใจของฮาวล์อยู่ในท้องออกมา โซฟีเข้าใจพันธสัญญาและรู้หนทางที่จะช่วยปลดปล่อยทั้งสองแล้ว เธอกลับออกมาสู่โลกปัจจุบันโดยมี Heen ช่วยนำทางกลับมายังประตูวิเศษที่กำลังทลายลง

เมื่อเปิดประตูโซฟีเห็นฮาวล์ในร่างนกยักษ์รอคอยเธออยู่นานแล้ว เธอขอให้ฮาวล์บินพาเธอไปยัง Calcifer เธอพบว่าปราสาทในขณะนี้เหลือเพียงไม้กระดานต่อขามี Witch of the Waste กุมหัวใจของฮาวล์ซึ่งก็คือตัว Calcifer ไว้อยู่ ฮาวล์กลับกลายร่างเป็นมนุษย์และหมดสติไป โซฟีขอร้อง Witch of the Waste ให้มองดวงใจฮาวล์แก่เธอ Witch of the Waste เห็นความจริงใจของโซฟีและความดีของเธอที่ดูแลอดีตแม่มดที่กลายเป็นหญิงชราขี้โรคโดยไม่รังเกียจจึงมอบ Calcifer คืนให้แต่โดยดี จากนั้นโซฟีก็ถามความยินยอมของ Calcifer ว่าถ้านำหัวใจคืนแก่ฮาวล์ Calcifer จะเป็นอย่างไร Calcifer บอกว่าขนาดโดนน้ำสาดยังไม่เป็นไรเลย โซฟีจึงกดดวงใจนั้นกลับลงสู่อกของฮาวล์ที่สิ้นสติ เมื่อหัวใจคืนสู่เจ้าของ Calcifer ก็เป็นอิสระและวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม้กระดานนั้นไม่มีผู้ขับเคลื่อน ทลายลงสู่ห้วงเหว Turnip Head ต้องสละตัวเองเพื่อยับยั้งไม้กระดานนั้นทำให้ทุกคนปลอดภัย โซฟีจูบ Turnip Head หุ่นไล่กาที่พังยับเยินดูเหมือนไร้ชีวิตแล้ว ทันใดนั้นเอง Turnip Head ก็กลายร่างเป็นเจ้าชาย Justin ที่หายสาบสูญ จูบของโซฟีทำให้คำสาปของเจ้าชายเสื่อมลงไป

ถึงในตอนนี้โซฟีเป็นหญิงสาวเหมือนเดิม เว้นแต่ผมสีเงินเท่านั้น ฮาวล์ก็ฟื้นขึ้นมาและรู้สึกถึงความหนักหน่วงของหัวใจตัวเอง ฮาวล์ชอบผมสีราวกับแสงดาวของโซฟี เจ้าชายรู้ว่าโซฟีรักฮาวล์จึงจากไปเพื่อยุติสงคราม Suliman ซึ่งแอบดูอยู่ผ่าน Heen ก็ประกาศการสิ้นสุดของสงครามเช่นกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงอย่างมีความสุชเมื่อ Calcifer กลับมาขับเคลื่อนปราสาทด้วยความต้องการของตัวเอง Markl เล่นกับ Heen อยู่ในสนามหญ้าของปราสาท มี Witch of the Waste เฝ้าดูอยู่ราวกับคุณยายที่ปราณี ส่วนฮาวล์และโซฟีกอดจูบกันอยู่บนระเบียงของปราสาท

ตัวละคร[แก้]

  • Grandma Sophie ให้เสียงโดย Chieko Baishō ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Jean Simmons ในภาษาอังกฤษ
  • Howl ให้เสียงโดย Takuya Kimura ในภาษาญี่ปุ่น และโดย คริสเตียน เบล ในภาษาอังกฤษ
  • Witch of the Waste ให้เสียงโดย Akihiro Miwa ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Lauren Bacall ในภาษาอังกฤษ
  • Calcifer ให้เสียงโดย Tatsuya Gashūin ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Billy Crystal ในภาษาอังกฤษ
  • Young Sophie ให้เสียงโดย Chieko Baishō ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Emily Mortimer ในภาษาอังกฤษ
  • Markl ให้เสียงโดย Ryūnosuke Kamiki ในภาษาญี่ปุ่น และโดย จอช ฮัทเชอร์สัน ในภาษาอังกฤษ
  • Madame Suliman ให้เสียงโดย Haruko Katō ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Blythe Danner ในภาษาอังกฤษ
  • Lettie ให้เสียงโดย Yayoi Kazuki ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Jena Malone ในภาษาอังกฤษ
  • Honey ให้เสียงโดย Mayuno Yasokawa ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Mari Devon ในภาษาอังกฤษ
  • Prince Justin/Turnip ให้เสียงโดย Yō Ōizumi ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Crispin Freeman ในภาษาอังกฤษ
  • Minister of Defense ให้เสียงโดย Akio Ōtsuka ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Mark Silverman ในภาษาอังกฤษ
  • Heen (Dog) ให้เสียงโดย Daijirō Harada
  • Madge ให้เสียงโดย Rio Kanno ในภาษาญี่ปุ่น และโดย Liliana Mumy ในภาษาอังกฤษ
  • King ให้เสียงโดย Mark Silverman
  • Kabuto ให้เสียงโดย Tomoe Hanba

ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์และนวนิยาย[แก้]

ไดอาน่า ไวนน์ โจนส์ ผู้แต่งนวนิยายได้พบกับตัวแทนของสตูดิโอจิบลิ แต่ไม่ได้มีส่วนในการสร้างภาพยนตร์ ยาซากิได้เดินทางไปอังกฤษในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2004 เพื่อให้โจนส์ดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการส่วนตัวด้วย โจนส์กล่าวว่า

'มันเยี่ยมมาก ฉันไม่ได้ออกความเห็นในภาพยนตร์ ฉันเขียนหนังสือ ไม่ใช่ภาพยนตร์ มันจะต่างจากในหนังสือ แตกต่างมากทีเดียว แต่มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น มันจะเป็นหนังที่เยี่ยมมาก'[3]

ภาพยนตร์แตกต่างจากเรื่องราวต้นฉบับของโจนส์ แม้โครงเรื่องจากคล้ายกันแต่ภาพยนตร์เต็มไปด้วยรูปแบบที่คุ้นเคยของภาพยนตร์โดยมิยาซากิ โครงเรื่องเน้นไปที่โซฟีและการผจญภัยของเธอขณะที่ถูกสาปให้เป็นคนแก่ การดำเนินเรื่องส่วนใหญ่เกิดในระหว่างสงคราม ซึ่งคล้ายกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยมีเรือรบและเรือเหาะแบบ dreadnought เรื่องในภาพยนตร์เกิดขึ้นในประเทศในจินตนากรร ซึ่งคล้ายกับแคว้นอาลซัส ตึกรามบ้านช่องในเมืองกอลมาร์ ซึ่งมิยาซากิกล่าวว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง[4]

นวนิยายกล่าวถึงความเจ้าชู้ประตูดินของฮาวล์และความพยายามของเขาที่หลีกเลี่ยงไม่ยอมค้นหาพ่อมดและเจ้าชายที่หายไป ภาพยนตร์กลับกล่าวถึงความพยายามของฮาวล์ในการช่วยเหลือสงครามเพื่อเหตุผลทางสันตินิยม มุมมองนี้ของภาพยนตร์เป็นอิทธิพลมาจากความคิดทางการเมืองแบบสันตินิยามที่ฝังรากลึกอยู่ในมิยาซากิ ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Newsweek มิยาซากิบอกว่า "ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มสร้างขึ้นพร้อมกับประเทศของคุณ (USA) เริ่มสงครามอิรัก" และความคับแค้นใจที่มิยาซากิมีแต่สงครามครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก[5]

หนังสือได้กล่าวถึงเวลส์ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งฮาวล์มีชื่อว่า Howell Jenkins และมีน้องสาวซึ่งมีลูกหลายคน ในภาพยนตร์ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ ใช้แต่เพียงนามแฝงของฮาวล์ว่า "The Great Wizard Jenkins"

ตัวละครหลายตัวจากหนังสือถูกดัดแปลง เด็กฝึกงานของฮาวล์ Michael Fisher เป็นเด็กวัยรุ่น แต่ในภาพยนตร์เป็นเด็กชายตัวเล็กๆ นามว่า Markl ในภาพยนตร์โซฟีมีพี่สาวเพียงคนเดียว แต่ในในหนังสือมีสองคน The Witch of the Wast ในหนังสือเป็นผู้หญิงสาวสวย แต่ในภาพยนตร์เป็นหญิงชราอ้วนท้วนขี้โรค ในหนังสือนางแม่มดนี้เป็นตัวร้ายถาวรที่ทำลายผู้อื่น แต่ในภาพยนตร์นางแม่มดนี้กลายเป็นคุณยายที่ได้รับการยอมรับในบ้านของฮาวล์ Calcifer ปีศาจไฟที่น่าเกรงขาม กลายเป็นเปลวไฟน้อยๆ ที่น่ารัก The Wizard Suliman ในหนังสือเป็นผู้ชายและเป็นมิตร แต่ในภาพยนตร์ Suliman ถูกควบรวมกับ Mrs. Pentstemmon กลายเป็น Madame Suliman นางร้ายในเรื่อง ตัวละครอื่นๆ ในภาพยนตร์ก็เป็นการรวมตัวละครหลายตัวในหนังสือเข้าด้วยกันซึ่งมีแรงบันดาลใจและบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน

เพลงประกอบภาพยนตร์[แก้]

ซาวด์แทรกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 โดย Tokuma Joe Hisaishi เป็นผู้ประพันธ์และเป็นวาทยากร Howl's Moving Castle: Symphony Suite เป็นอัลบั้มที่ประกอบด้วย 10 เพลงที่เรียบเรียงเสียงประสานใหม่จากซาวด์แทรกเดิม เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2547[6]

การตอบรับ[แก้]

Howl's Moving Castle ได้รับคำติชมที่เป็นบวกจากนักวิจารณ์ Claudia Puig จาก ยูเอสเอทูเดย์ ยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าสามารถผสมผสาน "a childlike sense of wonder with sophisticated emotions and motives" ในขระที่ Richard Roeper วิจารณ์ว่า "เป็นงานที่สร้างสรรค์อย่างบ้า" ส่วนนักวิจารณ์อื่นๆ ให้คำอธิบายภาพยนตร์นี้ว่า "a visual wonder", "A gorgeous life-affirming piece" และ "an animated tour de force." Roger Ebert จาก Chicago Sun-Times ให้ดาวสองดวงครึ่งจากสี่ดวงและรู้สึกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ weak ที่สุดเรื่องหนึ่งของมิยาซากิ[7] ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอะนิเมะชั่นเรื่องเดียวที่อยู่ในการจัดอันดับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2548 ของ Sight & Sound นิตยสารอย่างเป็นทางการของ British Film Institute

ติดอันดับสิบรายการแรก[แก้]

The film appeared on many critics' top ten lists of the best films of 2005.[8]

รางวัล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "All-Time Worldwide Box office". Internet Movie Database. สืบค้นเมื่อ May 8, 2008. 
  2. Howl's Moving Castle (2004) NYT Critics' A. O. Scott
  3. "FAQ / Howl's Moving Castle". The Hayao Miyazaki Web. สืบค้นเมื่อ 2008-05-08. 
  4. The Anime Art of Hayao Miyazaki by Dani Cavallaro; Publisher: McFarland & Company (January 24, 2006); Page 168; ISBN 978-0786423699
  5. Devin Gordon (2005). "A 'Positive Pessimist'". The Hayao Miyazaki Web. สืบค้นเมื่อ 2008-05-08. 
  6. http://www.joehisaishi.com/discography.php?itemnumber=81&cat=soundtrack
  7. "Howl's Moving Castle (2005)". Rotten Tomatoes. สืบค้นเมื่อ 2008-05-08. 
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6 8.7 8.8 "Metacritic: 2007 Film Critic Top Ten Lists". Metacritic. Archived from the original on 2007-12-14. สืบค้นเมื่อ 2008-01-04. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]