เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร
もののけ姫
กำกับฮะยะโอะ มิยะซะกิ
อำนวยการสร้างโทะชิโอะ ซุซุกิ
เขียนฮะยะโอะ มิยะซะกิ
นำแสดงโยจิ มัตสุดะ
ยูริโกะ อิชิดะ
ยูโกะ ทะนะกะ
คะโอะรุ โคะบะยะชิ
ดนตรีประกอบโจ ฮิซาอิชิ
กำกับภาพAtsushi Okui
ตัดต่อTakeshi Seyama
ค่ายสตูดิโอจิบลิ
จำหน่าย/เผยแพร่โทะโฮะ (ญี่ปุ่น)
มิราแมกซ์ (สหรัฐฯ)
ฉาย12 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 (ญี่ปุ่น)
29 ตุลาคม ค.ศ. 1999 (สหรัฐอเมริกา)
ความยาว134 นาที
ประเทศญี่ปุ่น
ภาษาญี่ปุ่น
งบประมาณ2,135,666,804.93 เยน
(23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายได้14,487,325,138.75 เยน
(159.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร หรือ โมะโนะโนะเกะฮิเมะ (ญี่ปุ่น: もののけ姫 โรมาจิMononoke Hime) เป็นภาพยนตร์อนิเมะแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ ที่เขียนและกำกับโดยฮะยะโอะ มิยะซะกิแห่งสตูดิโอจิบลิ โมะโนะโนะเกะ (ญี่ปุ่น: 物の怪 โรมาจิ"Mononoke") ไม่ใช่ชื่อแต่เป็นคำที่ใช้เรียกภูตผีปีศาจ ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม และ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ตามลำดับ

โมะโนะโนะเกะฮิเมะเป็นภาพยนตร์ย้อนยุคซึ่งมีฉากอยู่ในปลายยุคมุโระมะจิของญี่ปุ่น แต่แต่งเติมด้วยองค์ประกอบจากจินตนาการลงไปจำนวนมาก เนื้อเรื่องกล่าวถึงอะชิตะกะซึ่งเป็นคนภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพลังเหนือธรรมชาติที่ดูแลป่าและผู้คนของโลหะนครซึ่งใช้ทรัพยากรจากป่า ในเรื่องนี้มิได้แสดงถึงฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วที่เด่นชัด และจุดยืนของผู้สร้างภาพยนตร์ก็เปลี่ยนไปมาระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่มีชัยชนะของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ชัดเจน มีเพียงความหวังที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติจะดำเนินเป็นวัฎจักรต่อไป[1]

โรเจอร์ เอเบิร์ต จัดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในอันดับที่หกในรายชื่อภาพยนตร์ที่ดีที่สุดสิบเรื่องแห่งปี พ.ศ. 2542 [2] โมะโนะโนะเกะฮิเมะ ยังเคยเป็นภาพยนตร์ที่สร้างรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น ซึ่งถูกทำลายสถิติลงด้วยภาพยนตร์เรื่องไททานิคในหลายเดือนถัดมา[3] ปัจจุบันโมะโนะโนะเกะฮิเมะเป็นภาพยนตร์อนิเมะที่ทำรายได้สูงที่สุดอันดับสี่ในญี่ปุ่น[ต้องการอ้างอิง] รองลงมาจาก เซ็น โทะ ชิฮิโระ โนะ คะมิกะกุชิ (Spirited Away) ใน พ.ศ. 2544 ฮารุ โนะ ยุโงะคุชิโระ (Howl's Moving Castle) ใน พ.ศ. 2547 และ โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย ใน พ.ศ. 2551 ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของมิยะซะกิทั้งสิ้น

เรื่องย่อ[แก้]

อะชิตะกะเจ้าชายองค์สุดท้ายแห่งเอะมิชิต่อสู้กับปีศาจหมูป่ายักษ์ที่รุกเข้ามา เขาจำต้องยิงธนูฆ่าปีศาจเพื่อปกป้องหมู่บ้าน ระหว่างการต่อสู้เขาได้รับบาดเจ็บที่แขน มิโกะเฒ่าประจำหมู่บ้านทำนายว่าแผลที่แขนขวาต้องคำสาปและจะขยายไปทำให้ถึงแก่ชีวิตในที่สุด อะชิตะกะบอกว่ายอมรับผลที่ตามมาได้ตั้งแต่ชักคันธนูขี้นแล้ว เขาตัดสินใจเดินทางไปยังดินแดนทางตะวันตกเพื่อตามหาที่มาของหมูป่า และหาสาเหตุที่ทำให้เทพเจ้าหมูป่ากลายร่างเป็นปีศาจ ซึ่งอาจมีทางช่วยแก้ไขคำสาปได้แทนที่จะอยู่รอความตาย อะชิตะกะตัดมวยผมออกต่อหน้าที่ประชุมเป็นสัญลักษณ์ของการจากไปอย่างถาวรและตายจากสังคมที่เขาอยู่[4] อะชิตะกะได้รับกริชแก้วจากเด็กสาวในหมู่บ้านไว้แล้วขี่ยักกุรุกวางแดงคู่ใจของเขาออกจากหมู่บ้านไปในกลางดึก

ระหว่างทางอะชิตะกะผ่านหมู่บ้านที่ถูกซามูไรรุกราน เขาจำเป็นต้องป้องกันตัวเพราะถูกขวางทางและถูกโจมตี แขนที่ต้องคำสาปได้แสดงพลังเหนือธรรมชาติ ทำให้ลูกธนูของเขาตัดแขนขาหรือศีรษะมนุษย์ได้ เมื่อถึงเมืองถัดไปอะชิตะกะได้พบกับจิโกะนักบวชพเนจร จิโกะและอะชิตะกะค้างแรมด้วยกัน จิโกะรู้ว่าอะชิตะกะเป็นชาวเอะมิชิเพราะเห็นกวางแดง ธนูหิน และชามที่เขาใช้ เขาบอกอะชิตะกะว่าเขาอาจพบกับสิ่งที่ตามหาได้ในป่าของเทพเจ้ากวาง "ชิชิกะมิ" ในภูเขาทางตะวันตกที่เต็มไปด้วยเทพเจ้าสัตว์ป่าขนาดยักษ์ จิโกะยังบอกอีกด้วยว่าป่านั้นเป็นแดนหวงห้ามที่มนุษย์ไม่อาจรุกล้ำ

ใกล้กับภูเขาทางตะวันตกมีเมืองโลหะนคร คนในเมืองตัดไม้จากป่ามาใช้หลอมแร่เหล็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการต่อสู้กับสัตว์ป่าที่ต้องการปกป้องถิ่นอาศัยของตน การต่อสู้ครั้งหนึ่งมีหมาป่ายักษ์สามตัว นำโดยเทพเจ้าหมาป่าโมะโระ ลอบโจมตีชาวบ้านที่กำลังขนข้าว นอกจากหมาป่าสามตัวมีซัง เด็กหญิงที่โมะโระเลี้ยงไว้ติดตามมาด้วย ชาวเมืองเรียกเด็กหญิงนี้ว่า "เด็กหญิงหมาป่า" หรือ "โมะโนะโนะเกะฮิเมะ" (แปลว่า ปีศาจที่สร้างความรำคาญ หรือ ผีร้ายที่คอยก่อกวน) การต่อสู้ครั้งนี้ทั้งโมะโระและชาวบ้านต่างบาดเจ็บ วันต่อมาอะชิตะกะเดินทางมาถึงก็ได้พบผู้บาดเจ็บสลบอยู่สองคนในลำธาร ขณะที่เขาลากทั้งสองขึ้นจากน้ำก็เห็นซังกำลังรักษาแผลให้โมะโระ เมื่อซังหันมาอะชิตะกะจึงแนะนำตัวและถามหาชิชิกะมิ ซังและกลุ่มหมาป่ามิได้โต้ตอบและหายตัวไปอย่างรวดเร็ว อะชิตะกะนำชาวบ้านกลับคืนสู่หมู่บ้านถลุงเหล็กผ่านป่าที่เต็มไปด้วยวิญญาณต้นไม้ขนาดเล็กที่เรียกว่าโคะดะมะ ระหว่างทางเขายังได้เห็นชิชิกะมิ (เทพเจ้าแห่งชีวิตและความตาย ซึ่งเป็นกวางคิรินในเวลากลางวัน และเป็นเงาเดินได้ในเวลากลางคืน) เดินผ่านไป แผลที่ต้องคำสาปของเขาตอบสนองกับสิ่งที่เห็นอย่างรุนแรงจนเขาต้องกดแขนข้างนั้นลงในน้ำ

ชาวโลหะนครต้อนรับอะชิตะกะอย่างอบอุ่น เอะโบะชิ ผู้นำของเมืองนี้เล่าว่า นะโกะหมูป่ายักษ์ที่เป็นต้นเหตุนำเขามาที่นี้เคยเป็นเทพเจ้าประจำป่าแห่งนี้ แต่เอะโบะชิยิงนะโกะทำให้คุ้มคลั่งกลายร่างเป็นปีศาจ เมื่อทราบเรื่องแขนขวาของอะชิตะกะก็มีความคลั่งแค้นจะฆ่าเอะโบะชิ เขาต้องใช้มือซ้ายระงับไว้ คนโรคเรื้อนที่เอะโบะชิชุบเลี้ยงไว้เพื่อประดิษฐ์ปืนร้องขอชีวิตของเอะโบะชิ และรับรองว่านางเป็นคนดี เป็นผู้ดูแลพวกเขามาโดยตลอดโดยมิได้รังเกียจ เอะโบะชิยังซื้อหญิงโสเภณีมาทำงานเพื่อปลดปล่อยหญิงเหล่านั้นจากซ่อง ระหว่างที่เอะโบะชิพาอะชิตะกะชมเมืองอยู่นั่นเอง ซังก็ลอบเข้ามาในเมืองเพื่อสังหารเอะโบะชิ อะชิตะกะเข้าขัดขวางโดยแสดงให้ทุกคนเห็นว่าความแค้นนี่แหละเป็นเหตุให้เขาต้องเขาสาปและใช้พลังจากแขนนั้นหยุดยั้งการต่อสู้ของทั้งสอง ทั้งสองสลบไปเพราะโดนอะชิตะกะทุบ อะชิตะกะตัดสินใจพาซังออกไปจากเมือง แม้จะถูกยิงทะลุอกอะชิตะกะก็ยังดึงดันใช้พลังจากแขนที่ต้องคำสาปเปิดประตูเมืองขี่ยักกุรุนำซังที่หมดสติออกไปยังป่าได้โดยมีหมาป่าสองตัวติดตามไป แต่ในที่สุดอะชิตะกะก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวร่วงลงจากหลังยักกุรุ

ซังไม่พอใจที่อะชิตะกะเข้ามาขัดขวางและสั่งสอนเธอมิให้ต่อสู่กับมนุษย์แต่ให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยความโกรธเธอเกือบจะฆ่าอะชิตะกะ ขณะที่เธอกำลังจะลงดาบอะชิตะกะก็พูดว่าเธอสวย ทำให้เธอตกใจและทิ้งดาบลง ในที่สุดซังตัดสินใจนำอะชิตะกะไปหาชิชิกะมิซึ่งรักษาแผลที่อกของเขาแต่มิได้ถอนคำสาป อะชิตะกะพักฟื้นอยู่ในถ้ำหมาป่าโดยมีซังดูแลเขาอย่างดี กระทั่งเขี้ยวใบไม้ป้อนให้อะชิตะกะด้วยปาก โมะโระซึ่งได้รับพิษจากบาดแผลที่เอะโบะชิยิงในการต่อสู้คราวก่อนเตือนอะชิตะกะว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะนำซังออกจากเผ่าหมาป่า หากไม่มีป่าซังก็ต้องตาย ในที่สุดเมื่ออะชิตะกะหายดีเขาฝากกริชแก้วให้หมาป่านำไปมอบแก่ซัง ซึ่งเมื่อเธอได้เห็นก็รับไว้โดยไม่ลังเล

ซังทราบว่าพวกหมูป่าภายใต้ผู้นำคือโอคโคะโตะเทพเจ้าหมูป่ากำลังเตรียมแผนโจมตีหมู่บ้านถลุงเหล็ก ส่วนเอะโบะชิก็เตรียมการที่จำทำลายชิชิกะมิเช่นกัน มีความเชื่อกันว่าศีรษะของชิชิกะมิให้ความเป็นอมตะแก่ผู้ครอบครอง จิโกะซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพ่อค้า-คนเก็บของป่าล่าสัตว์ ต้องการจะมอบศีรษะชิชิกะมิให้แก่พระจักรพรรดิ เพื่อให้ทรงใช้พระราชอำนาจปกป้องโลหะนครจากไดเมียวที่อยากเข้ามาช่วงชิงความมั่งคั่งในเมือง เอะโบะชิก็รู้ดีอยู่ว่าซามูไรอาจใช้โอกาสบุกยึดโลหะนครได้ในช่วงที่ออกไปล่าชิชิกะมิ แต่เธอก็ดึงดันที่จะออกไปล่าชิชิกะมิกับจิโกะ คนของจิโกะทำหลุมพรางสำหรับหมู่ป่า และยิงโอคโคะโตะด้วยลูกเหล็กพิษชนิดเดียวที่ใช้กับนะโกะ โอคโคะโตะจึงต้องเข้าป่าไปหาชิชิกะมิเพื่อหวังว่าจะได้รับการรักษา

อะชิตะกะกลับไปยังโลหะนครแต่พบว่าเมืองกำลังถูกโจมตีและเอะโบะชิกำลังออกไปล่าชิชิกะมิ เขาสัญญากับชาวเมืองว่าจะจำเอะโบะชิกลับมา ระหว่างทางยักกุรุถูกยิงแต่อะชิตะกะพบหมาป่าเผ่าโมะโระในซากหมูป่า จึงฝากยักกุรุไว้ที่โลหะนครและขี่หมาป่าตามไป เมื่อเขาพบเอะโบะชิก็รีบเตือนว่าเมืองกำลังถูกโจมตีแต่เธอก็ไม่ถอยกลับ โอคโคะโตะกลายร่างเป็นปีศาจใกล้สระน้ำของชิชิกะมิ ซังพยายามยับยั้งไว้แต่ไม่สำเร็จและติดอยู่ในจมูกของหมูป่ายักษ์ที่มีหนอนน่าเกลียดชอนไช ซังกำลังจะต้องคำสาปอย่างเดียวกับที่อะชิตะกะได้รับจากนะโกะ อะชิตะกะเข้าช่วยเหลือซังแต่ถูกสลัดกระเด็นตกน้ำไป โมะโระต่อสู้กับโอคโคะโตะเพื่อช่วยซังและมอบเธอให้กับอะชิตะกะ ชิชิกะมิเข้ามาเอาชีวิตของโมะโระและโอคโคะโตะไป ทั้งสองจึงสิ้นลมอย่างสงบ

ดวงจันทร์เริ่มแจ่มชัดขึ้นบนท้องฟ้า ชิชิกะมิกลายร่างจากกวางเป็นเงาเดินได้ในยามกลางคืน อะชิตะกะพยายามยับยั้งเอะโบะชิด้วยการปาดาบไปปักที่ปืนของเอะโบะชิ เธอก็ยังสามารถใช้ปืนยิงตัดหัวชิชิกะมิที่กำลังแปลงร่างได้ จิโกะรีบนำหัวใส่หม้อเหล็กปิดฝาแล้วให้คนหามวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างนี้หัวของโมะโระคืนชีพมาชั่วคราวกัดแขนของเอะโบะชิขาดไป ร่างที่ไร้หัวของชิชิกะมิกลายเป็นเทพเจ้าแห่งความตายที่ไร้ใจ ซึ่งเป็นเมือกสีดำที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เมือกนี้ทำลายทุกสิ่งที่มันสัมผัส ชาวบ้านต้องทิ้งโลหะนครไปหลบอยู่ในทะเลสาบเพราะเมือกดำนี้ได้ทำลายเมืองลงขณะที่ตามหาหัวของตัวเอง อะชิตะกะช่วยทำแผลให้เอะโบะชิและให้ชาวเมืองพาเธอกลับไป และขอให้ซังช่วยเขา ซังเสียใจและโกรธที่ป่าและชิชิกะมิถูกทำลาย เธอเห็นว่าอะชิตะกะอยู่ฝ่ายตรงข้ามและใช้กริชแก้วที่เขามอบให้ปักอกอะชิตะกะ แต่อะชิตะกะไม่เป็นไรเพราะกริชนั้นปักโดนแผลต้องคำสาปที่ลามถึงอกของเขาแล้ว อะชิตะกะกอดซังและขอให้เธอร่วมมือ

อะชิตะกะและซังตามศีรษะชิชิกะมิมาทันในที่สุด จิโกะบอกว่าใกล้รุ่งเช้าแล้วร่างเมือกดำกำลังจะสลายไปไม่จำเป็นต้องคืนหัวแก่ชิชิกะมิ อะชิตะกะและซังไม่เชื่อฟังและตัดสินใจใช้มือของมนุษย์ชูหัวขึ้นคืนให้กับร่างเมืองดำที่ตามมาอย่างไม่เกรงกลัวความตายและขอให้ชิชิกะมิไปสู่สุขคติ เมือกดำถาโถมลงสู่ทั้งสองซึ่งมีรอยแผลดำที่เกิดจากการต้องคำสาปอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งสองใช้มือคนละข้างชูศีรษะชิชิกะมิขึ้นและกอดกันไว้แน่นจนหมดสติด้วยพลังอันมหาศาลของเมือกดำที่ถาโถมใส่ ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบลงไปชั่วขณะ ร่างเมือกดำล้มลงสู่โลหะนครและทะเลสาบหลังจากรับศีรษะคืน ทุกสิ่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แผ่นดินกลับเขียวขจี คนที่เป็นโรคเรื้อน คนที่ต้องคำสาป รวมถึงอะชิตะกะ ต่างก็ได้รับการเยียวยา อะชิตะกะและซังต้องแยกจากกัน ซังยังไม่อาจให้อภัยมนุษย์และเธอตัดสินใจกลับไปอยู่กับหมาป่า อะชิตะกะตัดสินใจอยู่ที่โลหะนครซึ่งเอะโบะชิปฏิญาณตนว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม แต่ทั้งสองสัญญาว่าจะมาพบกันอีก เรื่องราวจบลงด้วยฉากของโคะดะมะกลับคืนมาในป่าแสดงให้เห็นว่าในที่สุดชีวิตก็ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ตัวละคร[แก้]

ไฟล์:Mononoke 04.jpg
ซังสวมหน้ากากเข้าจู่โจมโลหะนคร

การสร้าง[แก้]

มิยะซะกิใช้เวลาถึง 16 ปีในการผูกเรื่องและสร้างตัวละครของโมะโนะโนะเกะฮิเมะ โครงเรื่องและการแต่งกายที่คล้ายกันอาจพบได้ในมังงะเรื่อง The Journey of Shuna ใน ค.ศ. 1983 ของมิยะซะกิ เนื่อเรื่องและตัวละครได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากระหว่างขั้นวางแผนสร้างภาพยนตร์ โมะโนะโนะเกะฮิเมะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้หลังจากมิยะซะกิและทีมงานไปเที่ยวป่าเก่าแก่แห่งเกาะยุคุชิมะ แต่มิยะซะกิก็ยังเขียนโครงเรื่องไม่เสร็จสมบูรณ์กระทั่งได้เริ่มสร้างภาพยนตร์ไปแล้ว แผนผังโครงตอนจบเพิ่งจะเสร็จสิ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนวันฉายรอบปฐมทัศน์ในญี่ปุ่น[5]

การเร็นเดอร์ สำหรับใช้สร้างหนอนปีศาจ ซึ่งรวมลงไปในภาพอะชิตะกะที่วาดด้วยมือ

โมะโนะโนะเกะฮิเมะวาดด้วยมือเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมาณห้านาทีในภาพยนตร์ [6] การใช้คอมพิวเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ออกแบบมาให้เข้ากับการทำภาพยนตร์อนิเมะแบบ cell ซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมในสร้างภาพยนตร์อนิเมะ นอกจากนี้อีกประมาณ 10 นาทีของภาพยนตร์ยังใช้สีดิจิตอล ซึ่งเป็นเทคนิคที่สตูดิโอจิบลิได้ใช้ในภาพยนตร์เรื่องอื่นต่อไป ส่วนที่เหลือของภาพยนตร์ใช้สีจริงทั้งสิ้น ผู้ผลิตภาพยนตร์ตกลงยินยอมใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจะทำภาพยนตร์ให้เสร็จตามกำหนดปฐมทัศน์ในญี่ปุ่น[5]

มิยะซะกิตรวจเซลราว 144,000 เซลด้วยตนเอง[7] และในจำนวนนี้เขาได้วาดแก้ไขเซลราว 80,000 เซล[8][9]

โมะโนะโนะเกะฮิเมะเป็นภาพยนตร์อนิเมะที่แพงที่สุดที่เคยมีการจัดสร้างมา[ต้องการอ้างอิง] ด้วยต้นทุนทั้งสิ้นราว 2.35 พันล้านเยน[9][10][11]

มิยะซะกิไม่ต้องการให้อะชิตะกะเป็นพระเอกทั่วไป:[12]

อะชิตะกะมิใช่เด็กผู้ชายที่ร่าเริงไร้ความกังวล เขาเป็นเด็กที่มีความเศร้าหมองฝังลึกอยู่ในใจ เขามีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ผมคิดว่าตัวผมเองก็เป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่มีโอกาสได้สร้างภาพยนตร์ที่มีตัวละครอย่างนี้สักที อะชิตะกะต้องคำสาปด้วยเหตุผลอันสุดแสนบัดซบ แน่นอนว่าเขาได้ทำสิ่งที่เขาไม่ควรทำ คือการปลิดชีวิตทะทะริกะมิ แต่มันก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องทำเช่นนั้นจากมุมมองของมนุษย์ แม้กระนั้นเขาก็ต้องคำสาปที่อาจคร่าชีวิตเขาได้ ผมคิดว่านี่คล้ายกับเรื่องราวในชีวิตผู้คนสมัยนี้ มันเป็นสิ่งบัดซบที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

— ฮะยะโอะ มิยะซะกิ

เขาบอกว่าเอะโบะชิมีประวัติที่น่าเศร้า แม้ว่ามันจะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงในภาพยนตร์ เอะโบชิมีบุคลิกภาพที่แช็งแกร่งและมั่นคง เห็นได้จากการที่เธอปล่อยให้อะชิตะกะไปมาอย่างเสรีในเมืองของเธอโดยไม่มีผู้ติดตาม แม้ว่าจุดประสงค์การมาเยือนของเขาไม่แน่ชัด เอะโบชิไม่เคยยอมรับพระราชอำนาจแห่งพระจักรพรรดิในเมืองของเธอเลย นี่เป็นมุมมองที่ก้าวหน้ามากสำหรับสมัยนั้นและทัศนะคติที่เธอยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความฝันเป็นทัศนะที่ไม่ธรรมดาในผู้หญิงยุคนั้น[12]

เมื่อมิยะซะกิสร้างจิโกะ เขาไม่แน่ใจว่าจะสร้างให้เป็นสายลับของรัฐบาล นินจา นักบวช หรือ "คนที่ดีมาก" ในที่สุดเขาตัดสินใจที่จะใส่องค์ประกอบของทุกกลุ่มที่กล่าวมาลงไป[12]

ภูมิทัศน์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ได้แรงบันดาลใจมากจาป่าโบราณแห่งเกาะยะกุ ในคิวชู และภูเขาแห่งเทือกเขาชิระคะมิ ทางตอนเหนือของฮอนชู[13]

การเผยแพร่[แก้]

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นและประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ในประเทศเหล่านี้มีการตีความกันอย่างกว้างขวางว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่บอกเล่าในรูปแบบตำนานโบราณของญี่ปุ่น มิราแมกซ์ แห่ง ดิสนีย์ ได้ซื้อสิทธิ์การจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาไปและต้องการจะตัดภาพยนตร์ให้เหมาะกับผู้ชมในสหรัฐอเมริกา (สำหรับการจัดเรตติ้ง PG) อย่างไรก็ตามมิยะซะกิไม่อนุญาตและในที่สุดภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เผยแพร่ในอเมริกาโดยไม่มีการตัดต่อโดยได้รับการจัดเรตติ้ง PG-13 Miramax ได้ลงทุนมหาศาลในการสร้างเสียงภาษาอังกฤษของภาพยนตร์โดยใช้นักพากย์ที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาฉายในโรงภาพยนตร์ปรากฏว่าไม่มีการโฆษณาเท่าที่ควร ทำให้จัดฉายในโรงภาพยนตร์ที่จำนวนไม่มากในเวลาอันสั้น ซึ่งต่อมาดิสนีย์ประกาศว่าภาพยนตร์เรื่องทำเงินจากการฉายในโรงได้ไม่ดี ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2543 ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดออกจำหน่าวนรูปแบบ DVD ในสหรัฐอเมริกา แต่มิราแม็กซ์ประกาศว่าจะมีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แฟนที่คลังไคล้ภาพยนตร์จึงต่อต้าน ด้วยกลัวว่าจะขายไม่ดีมิราแมกซ์จึงต้องจ้างคนแปลซับไตเติ้ล และทำให้ DVD ออกช้ากว่ากำหนดไปเกือบสามเดือน เมื่อ DVD ออกมาในที่สุดก็ปรากฏว่าสามารถขายดีอย่างมาก

ฉบับภาษาอังกฤษ[แก้]

ดีวีดีที่เผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร มีซาวด์แทรกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น และซับไตเติ้ลทั้งสองภาษา และมีการแปลตามตัวอักษรมากขึ้น

ภาพยนตร์ในฉบับภาษาอังกฤษเผยแพร่เหมือนต้นฉบับในญี่ปุ่นโดยไม่มีการตัดต่อเพราะมิยะซะกิดึงดันอย่างแข็งขัน[14] เฉพาะซาวด์แทรกเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง เสียงภาษาอังกฤษแปลโดย Neil Gaiman ผู้แต่ง The Sandman การปรับปรุงส่วนใหญ่เป็นการให้ความหมายคำเฉพาะในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คนนอกทวีปเอเชียอาจเข้าใจได้ยาก รวมถึงชื่อเฉพาะเช่น Jibashiri และ Shishigami ในภาษาญี่ปุ่นถูกเปลี่ยนเป็น Mercenary และ Forest Spirit ในภาษาอังกฤษ เพราะคำเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ชมนอกญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามนักวิจารณ์ เช่น ไมเคิล แอทคินสัน, มร.สโนบิซ กล่าวว่าการแปลเช่นนี้ทำให้เนื้อหาของภาพยนตร์อ่อนลง

การตอบรับจากสังคม[แก้]

โมะโนะโนะเกะฮิเมะ เป็นภายยนตร์อันดับหนึ่งในญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2540 ทำรายได้ 11.3 พันล้านเยน[15] โดยนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นในเชิงบวกต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ อาทิเช่น ได้รับคะแนน 93% "Certified Fresh" บนเว็บ Rotten Tomatoes Leonard Klady แห่งนิตยสาร Variety ได้เขียนคำวิจารณ์เชิงบวกเมื่อได้ชม an early release of the picture.[16] ในรายการ Roger Ebert & The Movies โมะโนะโนะเกะฮิเมะ ได้รับ two thumbs up จาก Harry Knowles และ Roger Ebert.[17] Ebert ยังจัดอันดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้รับดาวสี่ดวงจากทั้งหมดสี่ดวงและใส่ภาพยนตร์เรื่องนี้ลงรายชื่อสิบภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งปีของเขา[18]

โมะโนะโนะเกะฮิเมะ ได้รับอันดับที่ 488 จาก 500 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล (ใน พ.ศ. 2551) ของเอมไพร์แมกกาซีน[19]

โมะโนะโนะเกะฮิเมะ ยังอยู่ในรายการภาพยนตร์อเนิเมชันที่ดที่สุด 50 เรื่องของ เทอร์รี่ กิลเลียม[20]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 โมะโนะโนะเกะฮิเมะเป็นภาพยนตร์อนิเมะชันที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ดีภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินเท่าที่ควรในสหรัฐอเมริกา โดยมียอดรายได้ได้ทั้งสิ้น 2,298,191 ดอลลาร์สหรัฐนช่วงแปดสัปดาห์แรก[21]

รางวัล[แก้]

  • ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก Japanese Academy Awards ครั้งที่ 21
  • ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยม, แอนิเมชันยอดเยี่ยม และรางวัล Japanese Movie Fans' Choice จาก Mainichi Movie Competition ครั้งที่ 52
  • ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยม และรางวัล Readers' Choice จากเทศกาล Asahi Best Ten Film Festival
  • รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก The Agency for Cultural Affairs
  • แกรนด์ไพร์ส ในประเภทแอนิเมชัน จากงาน มีเดียอาร์ทเฟสติวอล ครั้งที่ 1
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเทศกาล ทาคาซากิฟิล์มเฟสติวอล
  • ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยม จาก The Association of Movie Viewing Groups
  • มูฟวี่อะวอร์ด จาก Mainichi Art Award ครั้งที่ 39
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม จาก Tokyo Sports Movie Award
  • Nihon Keizai Shinbun Award for Excellency จาก Nikkei Awards for Excellent Products/Service
  • Theater Division ได้รับจาก Asahi Digital Entertainment Award
  • MMCA สเปเชียล ได้รับจาก Multimedia Grand Prix 1997
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ Yujiro Ishihara Award จาก Nikkan Sports Movie Award
  • รางวัลความสำเร็จพิเศษ ได้รับจาก The Movie's Day
  • รางวัลพิเศษ จาก Houchi Movie Award
  • รางวัลพิเศษจาก Blue Ribbon Award
  • รางวัลพิเศษ จากเทศกาล โอซาก้าฟิล์มเฟสติวอล
  • รางวัลพิเศษ จาก Elandore Award
  • รางวัลด้านวัฒนธรรม จาก Fumiko Yamaji Award
  • Grand Prize และ Special Achievement Award จาก Golden Gross Award
  • First Place ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี จาก "Pia Ten" ครั้งที่ 26
  • First Place จาก Japan Movie Pen Club ในฐานะ 5 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยม ปี 1997
  • First Place จาก 1997 Kinema Junpo Japanese Movies Best 10 (Readers' Choice)
  • Second Place จาก 1997 Kinema Junpo Japanese Movies Best 10 (Critics' Choice)
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม จาก 1997 Kinema Junpo Japanese Movies (Readers' Choice)
  • First Place จาก Best Comicker's Award
  • First Place จาก CineFront Readers' Choice
  • Nagaharu Yodogawa Award; RoadShow
  • ผู้แต่งเพลงยอดเยี่ยม และ Best Album Production จาก Japan Record Award ครั้งที่ 39
  • รางวัลยอดเยี่ม จาก Yomiruri Award for Film/Theater Advertisement

เพลงประกอบภาพยนตร์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Critics' Picks: 'Princess Mononoke' - NYTimes.com/Video, A. O. Scott reviews 'Princess Mononoke,' Hayao Miyazaki's anime masterpiece.
  2. Roger Ebert. "Roger Ebert's Top Ten Lists 1967-2006". สืบค้นเมื่อ 2007-12-22.
  3. Ebert, Roger (1999-10-24). "Director Miyazaki draws American attention". Chicago Sun-Times. สืบค้นเมื่อ 2009-08-27.
  4. "Mononoke Hime Annotated Script with Japanese Text". สืบค้นเมื่อ 2007-05-07.
  5. 5.0 5.1 Toshio Uratani (2004). Princess Mononoke: Making of a Masterpiece (Documentary). Japan: Buena Vista Home Entertainment.
  6. "The Animation Process". Official film site.
  7. "Transcript on Miyazaki interview". Official film site.
  8. "Mononoke DVD Website". Disney.
  9. 9.0 9.1 "Wettbewerb/In Competition". Moving Pictures, Berlinale Extra. Berlin: 32. 11–22 February 1998.
  10. Movie-Vault.com
  11. Articles about Mononoke Hime
  12. 12.0 12.1 12.2 "Miyazaki on Mononoke-hime". Nausicaa.net. สืบค้นเมื่อ 2010-06-14.
  13. "http://loca.ash.jp/info/1997/s1997_mononoke.htm" (in Japanese). External link in |title= (help)
  14. Brooks, Xan (September 14, 2005). "A god among animators". London: The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22.
  15. "Kako haikyū shūnyū jōi sakuhin 1997-nen" (in Japanese). Motion Picture Producers Association of Japan. สืบค้นเมื่อ 16 February 2011.
  16. Leonard Klady review
  17. Roger Ebert & The Movies review
  18. Roger Ebert's print review
  19. "The 500 Greatest Movies of All Time". Empireonline.com. สืบค้นเมื่อ 2010-06-14.
  20. http://www.timeout.com/film/features/show-feature/8838/
  21. "Anime Radar: News". Animerica. San Francisco, California: Viz Media. 9 (2): 32. 2001. ISSN 1067-0831. OCLC 27130932. Unknown parameter |month= ignored (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]