ออทโท ฟอน บิสมาร์ค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ออทโท ฟอน บิสมาร์ค
บิสมาร์คในปี ค.ศ. 1881
นายกรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิเยอรมัน
ดำรงตำแหน่ง
21 มีนาคม ค.ศ. 1871 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1890
กษัตริย์ จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1
จักรพรรดิฟรีดริชที่ 3
จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2
รอง ออทโท ฟอน ชโตลแบร์ก-เวอร์นีเกอร์รอเดอ
คาร์ล ไฮน์ริช ฟอน เบิร์ททีเคอร์
ก่อนหน้า ตำแหน่งใหม่
ถัดไป เลโอ ฟอน คาพรีวี
นายกรัฐมนตรีปรัสเซีย
ดำรงตำแหน่ง
9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1873 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1890
กษัตริย์ วิลเฮล์มที่ 1
ฟรีดริชที่ 3
วิลเฮล์มที่ 2
ก่อนหน้า อัลเบรกท์ ฟอน รูน
ถัดไป เลโอ ฟอน คาพรีวี
ดำรงตำแหน่ง
23 กันยายน ค.ศ. 1862 – 1 มกราคม ค.ศ. 1873
กษัตริย์ จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1
ก่อนหน้า เจ้าชายอดอล์ฟแห่งโฮเฮนโลเฮอ-อินเกิลฟินเกิน
ถัดไป อัลเบรชท์ ฟอน รูน
นายกรัฐมนตรีสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ
ดำรงตำแหน่ง
1 กรกฎาคม ค.ศ. 1867 – 21 มีนาคม ค.ศ. 1871
ประธานาธิบดี จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1
ก่อนหน้า ตำแหน่งใหม่
ถัดไป ล้มเลิกตำแหน่ง
รัฐมนตรีการต่างประเทศปรัสเซีย
ดำรงตำแหน่ง
23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1862 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1890
นายกรัฐมนตรี ตัวเอง
อัลเบรชท์ ฟอน รูน
ก่อนหน้า อัลเบรชท์ ฟอน แบร์นชตอฟฟ
ถัดไป เลโอ ฟอน คาพรีวี
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 1 เมษายน ค.ศ. 1815
เชินเฮาเซิน มณฑลซัคเซิน
ปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย
(รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ในปัจจุบัน)
เสียชีวิต 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1898
(อายุ 83 ปี)
ฟรีดริชซรู รัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์
 จักรวรรดิเยอรมัน
พรรคการเมือง ไม่สังกัดพรรคการเมือง
คู่สมรส โยฮันนา ฟอน พุทท์คาเมอร์
(ค.ศ. 1847–94; เสียชีวิต)
บุตร มารี
แฮร์แบร์ท ฟอน บิสมาร์ค
วิลเฮล์ม ฟอน บิสมาร์ค
ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเกิททิงเงิน
มหาวิทยาลัยฮุมโบลท์แห่งเบอร์ลิน
มหาวิทยาลัยไกร์ฟซวัลด์[1]
วิชาชีพ นักกฎหมาย
ศาสนา ศาสนาคริสต์นิกายลูเทอแรน
ลายมือชื่อ

ออทโท อีดวร์ท เลโอโพลด์ ฟอน บิสมาร์ค-เชินเฮาเซิน (เยอรมัน: Otto Eduard Leopold von Bismarck-Schönhausen) เจ้าบิสมาร์ค ดยุกเลาเอนบุร์ก เป็นรัฐบุรุษอนุรักษนิยมชาวปรัสเซียผู้ครอบงำการเมืองเยอรมันและทวีปยุโรปช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 ถึงปี 1890 และเป็นนายกรัฐมนตรีจักรวรรดิเยอรมันคนแรกระหว่างปี 1871 ถึง 1890

ในปี 1862 พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซียทรงแต่งตั้งบิสมาร์คเป็นนายกรัฐมนตรีปรัสเซีย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขารั้งจนปี 1890 โดยเว้นช่วงสั้น ๆ ในปี 1873 บิสมาร์คเป็นผู้ริเริ่มสงครามแตกหักแต่กินระยะเวลาสั้น ๆ สามครั้งกับประเทศเดนมาร์ก ออสเตรีย และฝรั่งเศส ให้หลังชัยเหนือออสเตรีย เขาเลิกสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือชาติแล้วตั้งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือแทนเป็นรัฐชาติเยอรมันรัฐแรกในปี 1867 และเป็นนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐ เหตุนี้ทำให้บรรดารัฐเยอรมันเหนือขนาดเล็กกว่าเข้ากับปรัสเซีย หลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐเยอรมันใต้อิสระเมื่อสมาพันธรัฐพิชิตฝรั่งเศส เขาก็ตั้งจักรวรรดิเยอรมันในปี 1871 เป็นการสร้างเอกภาพเยอรมนีโดยมีเขาเป็นนายกรัฐมนตรีของจักรวรรดิ ขณะที่ยังควบคุมปรัสเซียไปพร้อมกันด้วย ชาติเยอรมันใหม่นี้ไม่รวมออสเตรีย ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของปรัสเซียในการชิงความเป็นใหญ่ในหมู่รัฐเยอรมัน

เมื่อประสบความสำเร็จในปี 1871 เขาใช้การทูตดุลอำนาจอย่างช่ำชองเพื่อธำรงฐานะของเยอรมนีในทวีปยุโรปซึ่งยังสงบอยู่แม้มีข้อพิพาทและการขู่ทำสงครามมากมาย นักประวัติศาสตร์ เอริก ฮ็อบส์บาว์ม ถือว่าบิสมาร์คคือ "ผู้ยังเป็นแชมป์โลกอย่างไร้ข้อถกเถียงเรื่องเกมหมากรุกการทูตพหุภาคีเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีนับแต่ปี 1871 [และ] อุทิศตนโดยเฉพาะจนประสบความสำเร็จในการรักษาสันติภาพระหว่างชาติมหาอำนาจ"[2] ทว่า การผนวกอัลซาซ-ลอแรนของเขาเป็นเชื้อชาตินิยมฝรั่งเศสใหม่และส่งเสริมความกลัวเยอรมันในฝรั่งเศส เหตุนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

การทูตเรอัลโพลีทิค (realpolitik; การเมืองเชิงปฏิบัติ) ของเขา ประกอบกับอำนาจมหาศาลในปรัสเซีย ส่งผลให้บิสมาร์คได้รับสมญานามว่า "นายกรัฐมนตรีเหล็ก" การสร้างเอกภาพเยอรมนีและการเติบโตทางเศรษฐกิจอันรวดเร็วคือรากฐานของนโยบายด้านการต่างประเทศของเขา บิสมาร์คไม่นิยมชมชอบลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ก็ยังจัดตั้งจักรวรรดิอาณานิคมโพ้นทะเลแม้ไม่เต็มใจเนื่องจากถูทั้งฝ่ายอภิชนและสาธารณชนทั่วไปเรียกร้อง นอกจากนี้บิสมาร์คยังเล่นกลด้วยการจัดการประชุม การเจรจา และการร่วมเป็นพันธมิตรที่สอดประสานกันอย่างซับซ้อนหลายครั้ง ทั้งยังใช้ทักษะด้านการทูตในการดำรงสถานะของเยอรมนีและเพื่อถ่วงดุลอำนาจในทวีปยุโรปให้เกิดสันติสุขตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 และ 1880 ได้สำเร็จ

ไม่เพียงด้านการทูตและการต่างประเทศเท่านั้น บิสมาร์คยังเป็นปรมาจารย์ด้านการเมืองในประเทศ เขาริเริ่มรัฐสวัสดิการเป็นครั้งแรกในโลกสมัยใหม่ มีเป้าหมายเพื่อดึงการสนับสนุนของมวลชนจากชนชั้นแรงงาน ซึ่งมิเช่นนั้นแล้วมวลชนเหล่านี้อาจไปเข้าร่วมกับสังคมนิยมซึ่งเป็นศัตรูของเขาได้[3] ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 เขาเข้าเป็นพันธมิตรกับเสรีนิยม (ผู้นิยมอัตราภาษีศุลกากรระดับต่ำและต่อต้านคาทอลิก) และต่อสู้กับศาสนจักรคาทอลิกที่ซึ่งถูกขนานนามว่า คุลทูร์คัมพฟ์ (เยอรมัน: Kulturkampf; การต่อสู้ทางวัฒนธรรม) แต่พ่ายแพ้ โดยฝ่ายศาสนจักรตอบโต้ด้วยการจัดตั้งพรรคกลาง (Centre Party) อันทรงพลังและใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปของชายเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภา ด้วยเหตุนี้บิสมาร์คจึงกลับลำ ล้มเลิกปฏิบัติการคุลทูร์คัมพฟ์ ตัดขาดกับฝ่ายเสรีนิยม กำหนดภาษีศุลกากรแบบคุ้มกัน และร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรคกลางเพื่อต่อกรกับฝ่ายสังคมนิยม นอกจากนี้ บิสมาร์คซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาในนิกายลูเทอแรนอย่างมาก จึงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของตนผู้ซึ่งมีทัศนะขัดแย้งกับเขา แต่ท้ายที่สุดก็ทรงโอนอ่อนและสนับสนุนเขาจากคำแนะนำของพระมเหสีและพระรัชทายาท ในขณะนั้นรัฐสภาไรชส์ทาคมาจากเลือกตั้งแบบสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปของชาย แต่ไรชส์ทาคไม่มีอำนาจควบคุมนโยบายของรัฐบาลมากนัก บิสมาร์คไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยจึงปกครองผ่านระบบข้าราชการประจำที่แข็งแกร่งและได้รับการฝึกฝนมาดีในมือของอภิชนยุนเคอร์เดิมซึ่งประกอบด้วยชนชั้นขุนนางเจ้าของที่ดินในปรัสเซียตะวันออก ในรัชกาลพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 เขาเป็นผู้ควบคุมกิจการในประเทศและต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ จนเมื่อจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ถอดเขาจากตำแหน่งในปี 1890 เมื่อเขาอายุได้ 75 ปี

บิสมาร์คผู้เป็นขุนนางศักดินา ยุนเคอร์ มีบุคคลิกเด่น ๆ คือหัวรั้น ปากกล้า และบางครั้งเอาแต่ใจ แต่ในขณะเดียวกันก็สุภาพ มีเสน่ห์ และมีไหวพริบด้วยเช่นกัน ในบางโอกาสเขาก็เป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง บิสมาร์ครักษาอำนาจของเขาด้วยการเล่นละครแสดงบทบาทอ่อนไหวพร้อมขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่งอยู่ซ้ำ ๆ ซึ่งมักจะทำให้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ทรงขลาดกลัว นอกจากนี้บิสมาร์คไม่เพียงแต่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับกิจการภายในและต่างประเทศอันยาวไกลเท่านั้น แต่ยังมีทักษะที่สามารถเล่นกลทางการเมืองเพื่อแทรกแซงสถานการณ์อันซับซ้อนที่กำลังดำเนินไปในระยะสั้นได้ด้วย จนกลายเป็นผู้นำที่ถูกนักประวัติศาสตร์ขนานนามว่าเป็น "ฝ่ายอนุรักษนิยมสายปฏิวัติ" (revolutionary conservatism)[4] สำหรับนักชาตินิยมเยอรมัน บิสมาร์คคือวีรบุรุษของพวกเขา มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์ของบิสมาร์คหลายแห่งเพื่อเชิดชูเกียรติผู้ก่อตั้ง จักรวรรดิไรซ์ ยุคใหม่ นักประวัติศาสตร์หลายคนเองก็ชื่นชมเขาในฐานะผู้มีวิสัยทัศน์ไกล ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรวมเยอรมนีให้เป็นหนึ่งเดียวและช่วยให้ยุโรปดำรงสันติภาพเอาไว้ได้ผ่านการทูตอันชาญฉลาดของเขา

บรรดาศักดิ์[แก้]

  • ค.ศ. 1865 – 1871 : กราฟ ฟอน บิสมาร์ค-เชินเฮาเซิน (Graf von Bismarck-Schönhausen) เทียบเท่าเคานต์
  • ค.ศ. 1871 – 1898 : เฟือสท์ ฟอน บิสมาร์ค (Fürst von Bismarck) เทียบเท่าเจ้าชาย
  • ค.ศ. 1890 – 1898 : แฮร์ซอก ซู เลาเอินบวร์ค (Herzog zu Lauenburg) เทียบเท่าดยุก

อ้างอิง[แก้]

  1. Steinberg, Jonathan. Bismarck: A Life. p. 51. ISBN 9780199782529. 
  2. Eric Hobsbawm, The Age of Empire: 1875–1914 (1987), p. 312.
  3. Steinberg, 2011, pp.8, 424, 444; Bismarck specifically referred to Socialists, among others, as "Enemies of the Reich".
  4. Hull, Isabel V. (2004). The Entourage of Kaiser Wilhelm II, 1888–1918. p. 85. ISBN 9780521533218.