ข้ามไปเนื้อหา

แฮร์มัน เกอริง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แฮร์มัน เกอริง
Hermann Göring
ประธานไรชส์ทาค
ดำรงตำแหน่ง
30 สิงหาคม ค.ศ. 1932  23 เมษายน ค.ศ. 1945
ประธานาธิบดี
หัวหน้ารัฐบาล
ก่อนหน้าPaul Löbe
ถัดไปไม่มี; ตำแหน่งถูกยุบเลิก
มุขมนตรีเสรีรัฐปรัสเซีย
ดำรงตำแหน่ง
10 เมษายน ค.ศ. 1933[1]  23 เมษายน ค.ศ. 1945
ผู้ว่าการ
ก่อนหน้าฟรันทซ์ ฟ็อน พาเพิน
ถัดไปไม่มี; ปรัสเซียถูกยุบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี
ดำรงตำแหน่ง
26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1937  15 มกราคม ค.ศ. 1938
หัวหน้ารัฐบาลอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ก่อนหน้าฮยัลมาร์ ชัคท์
ถัดไปวัลเทอร์ ฟุงค์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดินอากาศเยอรมนี
ดำรงตำแหน่ง
27 เมษายน ค.ศ. 1933  23 เมษายน ค.ศ. 1945
ประธานาธิบดี
หัวหน้ารัฐบาลอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ก่อนหน้าไม่มี
ถัดไปโรแบร์ท ริทเทอร์ ฟอน ไกรม์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้เยอรมนี
ดำรงตำแหน่ง
กรกฎาคม ค.ศ. 1934  23 เมษายน ค.ศ. 1945
ประธานาธิบดี
หัวหน้ารัฐบาลอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ก่อนหน้าไม่มี
ถัดไปไม่มี
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
แฮร์มัน วิลเฮ็ล์ม เกอริง

(1893-01-12)12 มกราคม ค.ศ. 1893[2]
โรเซินไฮม์ ราชอาณาจักรบาวาเรีย
 เยอรมนี
เสียชีวิต15 ตุลาคม ค.ศ. 1946(1946-10-15) (53 ปี)[3]
เนือร์นแบร์ค, เยอรมนี
สาเหตุการเสียชีวิตฆ่าตัวตายด้วยยาพิษไซยาไนด์
พรรคการเมือง
คู่สมรส
บุตรเอ็ดดา เกอริง
อาชีพ
  • นักบิน
  • นักการเมือง
รัฐบาลฮิตเลอร์
รางวัล
ลายมือชื่อ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้
สังกัด
ประจำการ
  • 1912–1918
  • 1923–1945
ยศ
บังคับบัญชาลุฟท์วัฟเฟอ (1935–45)
ผ่านศึก

แฮร์มัน วิลเฮ็ล์ม เกอริง (เยอรมัน: Hermann Wilhelm Göring) เป็นผู้นำทางทหารของไรช์ที่สามที่ตำแหน่งจอมพลไรช์ และยังเป็นผู้นำระดับสูงของพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน (พรรคนาซี) เขามีบทบาทสำคัญในการขยายระบบเผด็จการของพรรคนาซีให้ครอบคลุมทั่วเยอรมนี รวมทั้งสร้างเสริมแสนยานุภาพทางทหารของเยอรมนีโดยเฉพาะกองทัพอากาศให้มีความแข็งแกร่ง ภายหลังนาซีล่มสลาย เขาถูกตัดสินประหารชีวิตในการพิจารณาคดีเนือร์นแบร์ค แต่เขาก็จบชีวิตตนเองด้วยการกลืนไซยาไนด์ก่อนหน้าการประหารชีวิตไม่กี่ชั่วโมง และก่อนกลืนไซยาไนด์เขาได้ตระโกนว่า "ไฮล์ ฮิตเลอร์"

ชีวิตช่วงเยาว์วัย

[แก้]
เกอริงในวัย 14 ปี

เกอริงเกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 1893 ที่เมืองโรเซินไฮม์ ราชอาณาจักรบาวาเรีย จักรวรรดิเยอรมัน เป็นบุตรคนที่ 2 ของภรรยาคนที่ 2 ของไฮม์ริช เกอริง ซึ่งเป็นกงสุลใหญ่เยอรมันประจำเกาะเฮติ ขณะเป็นเด็กเขาไม่ได้อยู่กับบิดาแต่ได้รับเลี้ยงดูในปราสาทเล็กๆ ชื่อเฟลเดนชไตน์ (Veldenstein) ของ ริทเทอร์ ฟอน เอเพนชไตน์ แฮร์มัน ชาวยิว ซึ่งเป็นชู้รักของมารดาและเป็นพ่อทูนหัวของเขา ต่อมาในปี 1896 ขณะอายุ 3 ปี บิดาปลดเกษียณ ครอบครัวเกอริงจึงอยู่ร่วมกันอีกครั้งในเยอรมนี

การศึกษา

[แก้]

เขาเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการทหารในเมืองคาลส์รูเออ และเข้ารับราชการในปี 1912 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เขามียศเป็นร้อยโทในอาลซัส-ลอแรน ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดกองทัพอากาศ เขาเป็นนักบินที่มีความสามารถและได้รับเหรียญปัวร์เลอแมริท และกางเขนเหล็กชั้น 1

เกอริง, พระยาพหลพลพยุหเสนา ต่างรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่สถาบันนายร้อยส่วนกลาง (Hauptkadettenanstalt) ในกรุงเบอร์ลิน โดยกลุ่มของเกอริง, กลุ่มของพระยาพหลฯ[4] เกอริงเป็นคนตัวใหญ่ชอบเล่นแรง จนครั้งหนึ่งเขาถูก นนร..น้อม (ต่อมาคือ พลตรี พระศักดาพลรักษ์ ( น้อม ศรีรัตน์ ศักดาพลรักษ์)) ชกจนฟันหัก

สมัยสาธารณรัฐไวมาร์

[แก้]

ในช่วงความวุ่นวายภายหลังจากความพ่ายแพ้ของเยอรมนี เขารู้สึกขัดเคืองใจต่อการที่นายทหารถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายจากพลเรือน เขาจึงไปทำงานเป็นนักบินพานิชย์ในเดนมาร์กและสวีเดน ต่อมาเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ของสายการบินสวีเดน และมีโอกาสได้พบกับบารอนเนสคาริน ฟอน โรเชิน (Baroness Carin von Rosen) สตรีผู้สูงศักดิ์ชาวสวีเดนซึ่งหย่าขาดจากสามี เขาได้แต่งงานกับบารอนเนสคารินที่นครมิวนิกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1922 ในปีเดียวกัน เขาได้ร่วมกับพรรคนาซี และเนื่องจากมีชื่อเสียงในฐานะวีรบุรุษในสงคราม ฮิตเลอร์จึงมอบหมายให้เขาบังคับบัญชาหน่วยชตวร์มอัพไทลุง (SA) ซึ่งเป็นกองกำลังของพรรคนาซี

ในเดือนพฤศจิกายน 1923 พวกนาซีได้ก่อเหตุกบฏโรงเบียร์ ซึ่งฮิตเลอร์พยายามยึดอำนาจทั้งที่ยังไม่พร้อม การกบฏจึงล้มเหลว เขาจึงได้รับบาดเจ็บและถูกทางการสั่งจับ แต่เขาและภรรยาหนีไปออสเตรีย เขาต้องใช้มอร์ฟีนเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดจากบาดแผล เป็นผลให้เขากลายเป็นคนติดมอร์ฟีนอย่างรุนแรง จนต้องเข้ารับการบำบัดในช่วง 1925 – 1926 ที่โรงพยาบาลจิตเวชในสวีเดน ในช่วงนี้เขาไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิดกับฮิตเลอร์

เมื่อได้รับอภัยโทษใน 1926 เขาได้เดินทางกลับเยอรมนีใน 1927 ฮิตเลอร์เสนอให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไรชส์ทาค (Reichstag) ในเขตที่พรรคนาซีมีฐานเสียงมั่นคง ทำให้เขาเป็น 1 ในสมาชิกไรชส์ทาคจำนวน 12 คนสังกัดพรรคนาซี เขาได้กระชับความสัมพันธ์กับนักอุตสาหกรรมและนักการเมืองอื่น ๆ

ใน 1930 เขาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง และเป็นผู้นำในสภาล่าง ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 1932 เมื่อพรรคนาซีชนะการเลือกตั้งถึง 230 ที่นั่ง เขาได้รับเลือกเป็นประธานไรชส์ทาค ความตั้งใจของเขาคือล้มล้างระบบประชาธิปไตย เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมและตำแหน่งหน้าที่เอาชนะนายกรัฐมนตรี ควร์ท ฟ็อน ชไลเชอร์ และฟรันทซ์ ฟ็อน พาเพิน พร้อมทั้งโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีเพาล์ ฟ็อน ฮินเดินบวร์ค เชิญฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มกราคม 1933

สมัยนาซีเยอรมนี

[แก้]

เมื่อพรรคนาซีเถลิงอำนาจ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นทั้งมุขมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปรัสเซีย เป็นผู้นำอันดับสองของพรรคนาซี และคาดหมายว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากฮิตเลอร์ เขาทำงานหนักเพื่อผลักดันให้บทกฎหมายที่ให้อำนาจ (Enabling Acts) ผ่านการพิจารณาของไรชส์ทาค เขามุ่งสร้างเสริมอำนาจเผด็จการด้วยทำให้ปรัสเซียเป็นรัฐนาซีจัดตั้งตำรวจลับหรือเกสตาโพ และให้สร้างค่ายกักกันสำหรับคุมขังศัตรู นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2476 เขายังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบิน ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่และเป็นผู้บัญชาการกองทัพอากาศ หน้าที่ของเขาคือสร้างเสริมกำลังทางอากาศซึ่งเป็นการขัดต่อสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เขาได้สร้างเครื่องบินและฝึกนักบินอย่างลับ ๆ

บทบาทในกองทัพอากาศ

[แก้]

ในปี 1938 เขาได้รับยศจอมพล และก่อนบุกโปแลนด์เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาเศรษฐกิจสงคราม และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นผู้อำนวยการนโยบายเศรษฐกิจสงครามของประเทศ

กองทัพอากาศภายใต้การบังคับบัญชาของเขาก็ทำสงครามสายฟ้าแลบ ซึ่งสามารถทำลายการต่อต้านของโปแลนด์ และขยายการโจมตีไปยังประเทศต่างๆในยุโรป หลังจากชัยชนะในยุทธการที่ฝรั่งเศส ใน 1940 ฮิตเลอร์ก็แต่งตั้งให้เขาเป็นจอมพลไรช์ เป็นผู้มีอิทธิพลลำดับสองในทางทหาร

ในช่วงท้ายของสงครามโลก เมื่อสถานการณ์ของฝ่ายเยอรมันอยู่ในขั้นวิกฤติ ในเดือนเมษายน 1945 เกอริงซึ่งอยู่ในออสเตรียพยายามรวบอำนาจขึ้นเป็นผู้นำเยอรมัน เพราะเขาเชื่อว่าฮิตเลอร์ถูกปิดล้อมอยู่ที่กรุงเบอร์ลินและหมดหนทางที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เขาเสนอให้มีการเจรจาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตร แต่เมื่อข่าวล่วงรู้ถึงฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ออกคำสั่งจับเขาในฐานะผู้ทรยศ ขี้ขลาดและยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเยอรมนีแพ้สงครามเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 เขาก็ยอมจำนนต่อกองทัพที่ 7 ของสหรัฐในอีกสองวันต่อมา

การจบชีวิต

[แก้]
เกอริง (แถวหน้าซ้ายสุด) ในระหว่างการไต่สวนของศาลพิเศษ

ในการไต่สวนคดีอาชญากรสงครามของศาลอาชญากรรมสงครามแห่งเนือร์นแบร์ค เขาได้รับการบำบัดการติดยาเสพติดและสามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนพัวพันใดๆ กับการกระทำที่เหี้ยมโหดของระบอบนาซี โดยอ้างว่าเป็นงานลับของฮิมม์เลอร์ อย่างไรก็ตามเขาก็ถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 15 ตุลาคม 1946 แต่เขาก็กินยาพิษตายในห้องขังไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการประหาร เกอริงถึงแก่กรรมขณะอายุ 53 ปี

เกียรติยศ

[แก้]

เครื่องอิสริยาภรณ์เยอรมัน

[แก้]

ยศทหาร

[แก้]
  • มีนาคม 1912 : นักเรียนทำการนายร้อย (Fähnrich)
  • มกราคม 1914 : ร้อยตรี (Leutnant)
  • สิงหาคม 1917 : ร้อยโท (Oberleutnant)
  • มิถุนายน 1920 : ร้อยเอก (Hauptman)
  • สิงหาคม 1933 : พลเอกทหารราบ กิตติมศักดิ์ (General der Infanterie)
  • มีนาคม 1935 : พลเอกทหารนักบิน กิตติมศักดิ์ (General der Flieger)
  • เมษายน 1936 : พลเอกอาวุโส (Generaloberst)
  • กุมภาพันธ์ 1938 : จอมพล (Generalfeldmarschall)
  • กรกฎาคม 1940 : จอมพลไรช์ (Reichsmarschall)

อ้างอิง

[แก้]
  1. Manvell 2011, p. 110.
  2. Manvell 2011, p. 21.
  3. Kershaw 2008, p. 964.
  4. เพื่อนเกลอ[ลิงก์เสีย] กันยายน 2548
  • ชาคริต ชุ่มวัฒนะ สารานุกรมประวัติศาสตร์ยุโรปฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม G-H

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ แฮร์มัน เกอริง