หัมปี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงแหล่งมรดกโลก สำหรับเมือง ดูที่ หัมปี (เมือง)
กลุ่มโบราณสถานที่หัมปี
แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก
Hampi virupaksha temple.jpg
ที่ตั้งอำเภอพาลลรี, รัฐกรณาฏกะ, ประเทศอินเดีย
ประกอบด้วยวิรูปักษะมนเทียร
เกณฑ์การคัดเลือกCultural: i, iii, iv
อ้างอิง241
จารึก1986 (10 session)
อยู่ในสถานะอันตราย1999-2006
พื้นที่4,187.24 ha
เขตบัฟเฟอร์19,453.62 ha
เว็บไซต์Archaeological Survey of India - Hampi
พิกัดภูมิศาสตร์15°20′04″N 76°27′44″E / 15.33444°N 76.46222°E / 15.33444; 76.46222
หัมปี ตั้งอยู่ใน อินเดีย
หัมปี
ที่ตั้งของหัมปี ในอินเดีย
หัมปี ตั้งอยู่ใน รัฐกรณาฏกะ
หัมปี
หัมปี (รัฐกรณาฏกะ)

หัมปี (Hampi) หรือ หัมเป (Hampe) หรือเรียกว่า กลุ่มอนุสรณ์สถานที่หัมปี (Group of Monuments at Hampi) เป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ตั้งอยู่ทางตะวันออกตอนกลางของรัฐกรณาฏกะ ประเทศอินเดีย[1]

ในอดีต หัมปีเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิวิชัยนคร ในศตววรณที่ 14[2] บันทึกเหตุการณ์ของนักเดินทางชาวเปอร์เซียและยุโรปโดยเฉพาะชาวโปรตุเกส ระบุว่าหัมปีเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง, มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตุงคภัทร ในเมืองเต็มไปด้วยวิหาร บ้านเรือน และตลาด ในช่วงปี 1500 หัมปีวิชัยคร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสองในบรรดาเมืองยุคกลาง เป็นรองเพียงปักกิ่ง และเป็นไปได้ว่าเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดียในยุคนั้น มีทั้งผู้ค้าจากเปอร์เซียและโปรตุเกส[3][4]จักรวรรดิวิชัยนครสิ้นสุดลงหลังพ่ายแพ้ภายหลังการปะทะกับรัฐสุลต่านมุสลิม เมืองหลวงหัมปีถูกยึดครอง ทุบทำลายและลักเอาของมีค่าไปโดยกองทัพของสุลต่านในปี 1565 หลังจากนั้นหัมปีก็อยู่ในสภาพเป็นซากปรักหักพังมาโดยตลอด[2][5][6]

ปัจจุบันหัมปีตั้งอยู่ในรัฐกรณาฏกะ ใกล้กับเมืองโหสปีตี ซากปรักหักพังของหัมปีกินพื้นที่มากกว่า 4,100 เฮกตาร์ (16 ตารางไมล์) และยูเนสโกได้ยกย่องให้หัมปีเป็น "แหล่งที่ขึงขังและยิ่งใหญ่ (austere, grandiose site)" ที่มี 1,600 อาคารที่ยังหลงเหลือมาถึงในปัจจุบัน ของอาณาจักรฮินดูอันยิ่งใหญ่อาณาจักรสุดท้ายของอินเดียใต้ ประกอบไปด้วยทั้ง "ป้อมปราการ, พื้นที่ริมแม่น้ำ, หมู่อาคารหลวงและศาสนสถาน, เทวาลัย, ศาล, หอที่มีเสา, มณฑป, อนุสาวรีย์, สิ่งก่อสร้างเพื่อขนส่งน้ำและอื่น ๆ"[7]

หัมปีมีอายุเก่าแก่กว่าอาณาจักรวิชัยนคร มีหลักฐานแสดงในจารึกยุคพระเจ้าอโศกมหาราชและมีปรากฏใน รามายณะ และบรรดาปุราณะในศาสนาฮินดูด้วยชื่อปัมปา (ปารวตี) เทวีตีรถะเกษตร[2][8] ในปัจจุบัน หัมปียังคงมีความสำคัญในทางศาสนา เช่นวิรูปักษะมนเทียร ซึ่งเป็นเทวาลัยของอาทิศังการะ และยังคงมีผู้เข้ามาสักการะรวมถึงมีพิธีกรรมอยู่ตลอด[5][9]

คำว่าหัมปีมาจากภาษากันนาดาเก่า ปัมปา (Pampaa) อันแปลว่าใหญ่หรือยิ่งใหญ่

อ้างอิง[แก้]

  1. "Group of Monuments at Hampi". World Heritage. สืบค้นเมื่อ 20 December 2006.
  2. 2.0 2.1 2.2 Anila Verghese 2002, pp. 1–18
  3. Michael C. Howard (2011). Transnationalism and Society: An Introduction. McFarland. pp. 77–78. ISBN 978-0-7864-8625-0.
  4. Nicholas F. Gier (2014). The Origins of Religious Violence: An Asian Perspective. Lexington. pp. 11–14. ISBN 978-0-7391-9223-8., Quote: "In its peak of glory, ca. 1500, with a population of about 500,000 and sixty square miles in area, Vijayanagara was the second largest city in the world behind Beijing."
  5. 5.0 5.1 Fritz & Michell 2016, pp. 11–23, backpage
  6. Lycett, Mark T.; Morrison, Kathleen D. (2013). "The Fall of Vijayanagara Reconsidered: Political Destruction and Historical Construction in South Indian History 1". Journal of the Economic and Social History of the Orient. 56 (3): 433–470. doi:10.1163/15685209-12341314.
  7. Group of Monuments at Hampi, UNESCO
  8. John M. Fritz; George Michell; Clare Arni (2001). New Light on Hampi: Recent Research at Vijayanagara. Marg Publications. pp. 1–7. ISBN 978-81-85026-53-4.
  9. Joan-Pau Rubiés (2002). Travel and Ethnology in the Renaissance: South India Through European Eyes, 1250–1625. Cambridge University Press. pp. 234–236. ISBN 978-0-521-52613-5.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

Wikivoyage-Logo-v3-icon.svg หัมปี ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว