สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จกรมพระ
นโรดม รณฤทธิ์
ประธานองคมนตรีในพระมหากษัตริย์กัมพูชา
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา
ดำรงตำแหน่ง
สมัยที่ 1: 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 – 24 กันยายน พ.ศ. 2536

สมัยที่ 2: 24 กันยายน พ.ศ. 25366 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

ก่อนหน้า สมเด็จฮุน เซน
ถัดไป สมเด็จฮุน เซน
ประธานรัฐสภาของกัมพูชา
ดำรงตำแหน่ง
25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2549
ก่อนหน้า สมเด็จเจีย ซิม
ถัดไป สมเด็จเฮง สำริน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 2 มกราคม พ.ศ. 2487 (72 ปี)
พนมเปญ, กัมพูชา
พรรคการเมือง พรรคฟุนซินเปก
คู่สมรส พระองค์เจ้านโรดม มารี รณฤทธิ์
(พ.ศ. 2511-2552)
นักนางอู๊ก พัลลา
(พ.ศ. 2552-ปัจจุบัน)
บุตร หม่อมเจ้านโรดม จักราวุธ
หม่อมเจ้านโรดม สีหฤทธิ์
หม่อมเจ้านโรดม รัตนาเทวี
หม่อมเจ้านโรดม สุทธาฤทธิ์
หม่อมเจ้านโรดม รณวงศ์
ศาสนา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
บทความนี้เกี่ยวกับชื่อบุคคล สำหรับชื่อพรรคการเมือง ดูที่ พรรคนโรดม รณฤทธิ์

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ (เขมร: នរោត្ដម រណឬទ្ធិ นโรตฺตม รณฤๅทฺธิ; ประสูติ 2 มกราคม พ.ศ. 2487) พระราชโอรสพระองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา และพระเชษฐาต่างพระมารดากับ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบัน

พระประวัติ[แก้]

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2487 มีพระนามลำลองว่า "ทับ"[1] เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ประสูติแต่พระชายาคนแรก[2]ชื่อ พัต กัญญล นางรำประจำราชสำนัก[3] โดยมีพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดาเดียวกันคือ สมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี นักแสดงระบำอัปสรที่มีชื่อเสียง[4][5] โดยพระองค์ถือเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดาใน พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบัน

หลังจากประสูติก็ถูกแยกออกจากมารดา และถูกเลี้ยงดูโดยพระองค์เจ้านโรดม เกศกัญญา พระปิตุจฉา และพระองค์เจ้านโรดม รัศมีโสภณ พระปัยยิกา[6][7] (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชปิตุจฉานโรดม รัศมีโสภณ และสมเด็จพระราชกนิษฐานโรดม รัศมีโสภณ ตามลำดับ)[8] ส่วนพัต กัญญล พระชนนี ได้สมรสใหม่กับจาบ ฮวด (Chap Huot) พระองค์จึงมีพี่น้องต่างบิดาอีก 5 คน[9]

สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนนโรดม ระดับมัธยมศึกษาจากลีเซเดการ์ต ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นโรงเรียนเอกชนของฝรั่งเศสในพนมเปญ[7] ขณะที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ก็เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1958 จนถึง ค.ศ. 1970 ระหว่างนั้นเสด็จกลับมายังกัมพูชาในระยะเวลาสั้น ๆ[7]

บทบาททางการเมือง[แก้]

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงเป็นอดีตหัวหน้าพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) และเคยดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมกับสมเด็จ ฮุน เซน ภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2536 ที่พรรคฟุนซินเปกชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่

ในการเลือกตั้งทั่วไป เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2546 พรรคฟุนซินเปกแพ้การเลือกตั้ง แต่ พรรคประชาชนกัมพูชาของนายฮุนเซน ก็ได้รับชัยชนะที่ไม่เด็ดขาด เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก 2 ใน 3 พอจัดตั้งรัฐบาลตามกฎหมาย ทำให้เกิดสภาพสุญญากาศทางการเมืองในกัมพูชา ที่มี นายฮุนเซน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มาจนถึงปี 2547 จึงสามารถตกลงจัดตั้งรัฐบาลกันได้ โดยในที่สุดนายฮุนเซนได้เป็น นายกรัฐมนตรี และ กรมพระรณฤทธิ์ ทรงเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากนั้นมีเหตุให้กรมพระรณฤทธิ์ต้องทรงลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ โดยพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส หลังจากต้องคดีหมิ่นประมาทสมเด็จฯ ฮุนเซน และมีโทษจำคุก เมื่อกรมพระรณฤทธิ์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในประเทศได้แล้ว รัฐสภากัมพูชาจึงได้มีการจัดประชุมและเลือก นายเฮงสัมริน จาก พรรคประชาชนกัมพูชา ของนายฮุนเซน ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร แทนกรมพระรณฤทธิ์

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กรมพระรณฤทธิ์ ทรงย้ายไปพำนักอยู่ที่ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กับพระชายาองค์ใหม่ที่อ่อนวัยกว่าประมาณ 40 ปี คือหม่อมอู๊กพัลลา (Ouk Palla) อดีตนาฏศิลปิน และดาราภาพยนตร์สาวสวย พร้อมทั้ง เจ้าชายสุธาฤทธิ์ พระโอรสองค์เล็ก

ต่อมาเจ้าหญิงนโรดมมารี หรือ เจ้าหญิงเอ็งมารี (Eng Marie) พระชายาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ใช้กฎหมาย "ห้ามมีชู้" ที่เพิ่งผ่านรัฐสภากัมพูชา ฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระองค์ กรณีมีพระชายาใหม่คือ หม่อมอู๊กพัลลา ทั้งที่ยังไม่ได้หย่าขาดกับพระชายาเดิม คดีดังกล่าวมีโทษจำคุก

ในวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549 รัฐสภากัมพูชา ที่พรรคประชาชนกัมพูชา ครองเสียงข้างมาก ได้ลงมติรับรองการปรับคณะรัฐมนตรีโดย นายฮุนเซน ซึ่งมีการปลดรัฐมนตรีของ พรรคฟุนซินเปก จำนวน 10 นายออกจากการร่วมรัฐบาล

หลังจากนั้นในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2549 สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงถูกลงมติขับออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฟุนซินเปก ด้วยข้อกล่าวหายักยอกเงินจากการแอบขายที่ทำการพรรคเป็นเงิน 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130 ล้านบาท และทรงถูกพิพากษาจำคุกอีกคดีหนึ่ง [10] มีรายงานข่าวว่าในครั้งนั้นเจ้าหญิงมารี พระชายาของพระองค์ ได้เข้าร่วมมือกับผู้นำพรรคฟุนซินเป็กคนอื่นๆ ในการจัดประชุมวิสามัญ ปลดพระองค์จากตำแหน่ง และเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่[11] การประชุมดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กรมพระรณฤทธิ์อยู่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งพระองค์ตรัสว่าการประชุมวิสามัญดังกล่าว ที่นำโดย พล.อ.แญ็ก บุนชัย (Nhek Bounchay) เลขาธิการพรรค เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย [12]

ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมพรรคฟุนซินเบกได้เลือก นายแก้ว พุทธรัศมี (Keo Puth Rasamey) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเยอรมนี ราชบุตรเขยของอดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น กรมพระรณฤทธิ์ทรงก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรค นโรดม รณฤทธิ์ (NRP) ซึ่งมีที่นั่งในสภากัมพูชามากเป็นอันดับสามในปัจจุบัน [13]

ปัจจุบัน สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรี ในพระมหากษัตริย์กัมพูชา ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551[14]

ชีวิตส่วนพระองค์[แก้]

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ได้เสกสมรสครั้งแรกกับ นักนางนโรดม มารี รณฤทธิ์ หรือนามเดิม เอ็ง มารี (ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นป็น พระองค์เจ้านโรดม มารี รณฤทธิ์) ในปี พ.ศ. 2511[15] และหย่าในปี พ.ศ. 2552[16] โดยทั้งคู่ได้ให้ประสูติพระโอรส-ธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ โดยเป็นพระโอรส 2 พระองค์ และพระธิดา 1 พระองค์ ได้แก่[17][18]

  • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม จักราวุธ (ประสูติ 13 มกราคม ค.ศ. 1970)
  • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม สีหฤทธิ์ (ประสูติ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1972) ปัจจุบันทรงเสกสมรสแล้ว มีพระโอรส 1 พระองค์ คือ
    • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม ชัยฤทธิ์ (ประสูติ ค.ศ. 2004) [19]
  • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม รัตนาเทวี (ประสูติ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1974) ปัจจุบันทรงเสกสมรสแล้วกับนายอันเซียว ลา ปลาเนตา (Ansiau La Planeta) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2000[20]

ต่อมาสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ทรงได้มีความสัมพันธ์กับ อู๊ก พัลลา อดีตนาฏศิลปิน และนักแสดงสาวที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา ทำให้เกิดปัญหาชู้สาว เนื่องจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ยังมิได้หย่าขาดจากภรรยาเดิม[21] ภายหลังทั้งสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และนักนางอู๊กได้เสด็จไปประทับที่คอนโดในประเทศมาเลเซียเป็นเวลาถึง 2 ปี[22] แต่ทั้งคู่ก็มีพระโอรสด้วยกัน 2 พระองค์ คือ

  • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม สุธาฤทธิ์
  • นักองค์มจะ (หม่อมเจ้า) นโรดม รณวงศ์[23]

อ้างอิง[แก้]

  1. สุภัตรา ภูมิประภาส (20 ตุลาคม 2555). "เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (1): เรื่องเล่าของเจ้าชายน้อย กับชีวิตที่พลัดพราก". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558. 
  2. Mehta (2001), p. 3
  3. Mehta (2001), p. 1
  4. "ศิลปวัฒนธรรม และการแสดงของชาติสมาชิกอาเซียน". ASIAN FOCUS. 23 เมษายน 2558. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558. 
  5. พรรณิการ์ วานิช (18 ตุลาคม 2556). "โขนเขมร สืบสายนาฏศิลป์ถิ่นสุวรรณภูมิ". วอยซ์ทีวี. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558. 
  6. Mehta (2001), p. 4
  7. 7.0 7.1 7.2 ธิบดี บัวคำศรี. ชุด "อาเซียน" ในมิติประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์กัมพูชา. กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ. 2555, หน้า 140
  8. Ancestry.com. Sdech Preah Reach Kanitha Norodom Rasmi Sobhana. เรียกดูเมื่อ 21 ตุลาคม 2555
  9. สุภัตรา ภูมิประภาส (30 ตุลาคม 2555). "เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (2): ชายาของพ่อ". ประชาไท. สืบค้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2558. 
  10. เจ้ารณฤทธิ์ถูกพิพากษาจำคุก18 เดือน ข้อหายักยอก สำเนาจาก คมชัดลึก
  11. ชีวิตดุจนิยาย..เจ้าเขมรตกอับเมียขยับตีจาก สำเนาจาก ผู้จัดการ
  12. เมียน้อยเป็นเหตุ 'ฟุนซินเปก' ขับ ‘รณฤทธิ์’ พ้นผู้นำ สำเนาจาก ผู้จัดการ
  13. Prince Ranariddh lives in Kuala Lumpur
  14. ที่มั่นสุดท้ายของเจ้านโรดม รณฤทธิ์
  15. Widyono (2008), p. 278
  16. Sex and punishment: Cambodia’s adultery law, 28 October 2010, The Phnom Penh post
  17. Court starts adultery case against Cambodian Prince Ranariddh, March 18, 2007, People's Daily Online
  18. Samdech Krom Preah NORODOM RANARIDDH
  19. Neak Ang Mechas NORODOM SIHARIDDH
  20. Neak Ang Mechas Norodom Rattana Devi
  21. ยุทธการบ่อนทำลายราชตระกูล “นโรดม”
  22. ดูเต็มๆ "เจ้าชายน้อยเขมร" ทรงหล่อเหลาเอาการ ผู้จัดการ วัน พฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 12:03:05 น.
  23. [1]
บรรณานุกรม
  • Mehta, Harish C. (2001). Warrior Prince: Norodom Ranariddh, Son of King Sihanouk of Cambodia. Singapore: Graham Brash. ISBN 9812180869. 
  • Widyono, Benny (2008). Dancing in Shadows: Sihanouk, the Khmer Rouge, and the United Nations in Cambodia. Lanham, Maryland, United States of America: Rowman & Littlefield. ISBN 0742555534. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]