ข้ามไปเนื้อหา

ลอน นอล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลอน นอล
លន់ នល់
ลอน นอลในปี 1972
ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเขมร
ดำรงตำแหน่ง
10 มีนาคม 1972  1 เมษายน 1975
นายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้าเจง เฮง
ถัดไปสัก สุตสคาน (ในฐานะประธานคณะกรรมการสูงสุด)
นายกรัฐมนตรี
ดำรงตำแหน่ง
25 ตุลาคม 1966  1 พฤษภาคม 1967
ประธานาธิบดีสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
ก่อนหน้าพระนโรดม กันตล
ถัดไปสมเด็จบวรเศรษฐาธิบดี ซอน ซาน
ดำรงตำแหน่ง
14 สิงหาคม 1969  11 มีนาคม 1971
ประธานาธิบดีสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
เจง เฮง
รองนายกรัฐมนตรีนักองค์ราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ
ก่อนหน้าสมเด็จแปน นุต
ถัดไปนักองค์ราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ
ตำแหน่งรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการป้องกันชาติ
ดำรงตำแหน่ง
10 กันยายน 1959  25 ตุลาคม 1966
(7 ปี 45 วัน)
นายกรัฐมนตรีสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
โพธิ์ เพรือง
สมเด็จแปน นุต
พระนโรดม กันตล
ลอง โบเรต
ก่อนหน้าไม่ทราบ
ถัดไปตนเอง
ดำรงตำแหน่ง
7 มิถุนายน 1968  15 พฤศจิกายน 1971
(3 ปี 161 วัน)
นายกรัฐมนตรีสมเด็จแปน นุต
ตนเอง
นักองค์ราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ
ก่อนหน้าตนเอง
ถัดไปซน เซน
ตำแหน่งพรรค
หัวหน้าพรรคสังคมสาธารณรัฐ
ดำรงตำแหน่ง
10 มิถุนายน 1972  17 เมษายน 1975
(2 ปี 311 วัน)
ก่อนหน้าก่อตั้งพรรค
ถัดไปยุบพรรค
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด(1913-11-13)13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1913
อำเภอโพธิ์เรียง จังหวัดไพรแวง ราชอาณาจักรกัมพูชา อินโดจีนของฝรั่งเศส
เสียชีวิต17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1985(1985-11-17) (72 ปี)
ศูนย์การแพทย์เซนต์จูด ฟุลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
สัญชาติฝรั่งเศส (1913–1953)
กัมพูชา (1953-1985)
ศาสนาพุทธเถรวาท
พรรคการเมืองปฏิรูปเขมร (1947–1955)
สังคมราษฎรนิยม (1955–1970)
สังคมสาธารณรัฐ (1972–1975)
คู่สมรสลอน โสวัณณา
บุตร
  • ฤทธิ์
  • สำนาง
  • เคง
  • ฤทธี
  • รัศมี
  • วิเชษฐ์
  • ดารา
  • ลอรา
บุพการี
  • ลอน ฮิน (บิดา)
  • เมา นูน (มารดา)
ญาติลน นน (น้องชาย)
การศึกษาโรงเรียนซ็องส์เซอลูป-เลาบัต
ศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยทหารบกกัมพูชา
อาชีพทหาร นักการเมือง
ลายมือชื่อ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ ราชอาณาจักรกัมพูชา
สาธารณรัฐเขมร
สังกัดกองทัพแห่งชาติเขมร
ประจำการ1952–1975
ยศ จอมพล
บังคับบัญชาผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ผ่านศึกสงครามอินโดจีน

ลอน นอล (เขมร: លន់ នល់ ลน่ นล่) เป็นนายทหารและนักการเมืองกัมพูชาซึ่งมีหัวอนุรักษนิยมและต่อต้านคอมมิวนิสต์ เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาสองสมัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติสองสมัย และเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐเขมร

ในช่วงแรกเขาทำงานด้านความมั่นคงรับใช้เจ้านโรดม สีหนุ ต่อมาเมื่อเขาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น ประกอบกับสงครามเวียดนามทวีความรุนแรงขึ้น เขาก็ไม่พอใจนโยบายของสีหนุที่ดูจะเอื้อประโยชน์ให้เวียดนามเหนือ ท้ายที่สุด ขณะที่สีหนุเยือนต่างประเทศ ลอน นอลและนักการเมืองฝ่ายขวาก็ลงมติถอดถอนสีหนุในปี 1970 แล้วก่อตั้งสาธารณรัฐเขมร จากนั้นตั้งตนเป็นประธานาธิบดี จนกระทั่งถูกเขมรแดงโค่นล้มในปี 1975

การที่ลอน นอล โค่นล้มสีหนุในขณะที่สีหนุอยู่ในต่างประเทศ ถูกนักวิชาการมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ สีหนุซึ่งยังมีอิสระในการเดินทาง หันไปผูกมิตรกับจีนคอมมิวนิสต์และเขมรแดง ทำให้เขมรแดงมีภาพลักษณ์ดูดีขึ้นในสายตาชาวบ้าน ซึ่งยังคงศรัทธาและเคารพในอดีตกษัตริย์สีหนุ[1] จนเขมรแดงพัฒนาจากกองโจรขนาดเล็กเป็นกองกำลังขนาดใหญ่[2]

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]

ลอน นอลเป็นชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน[3][4] เกิดที่จังหวัดไพรแวง เป็นบุตรชายของลอน ฮิล ข้าราชการระดับสูง ปู่ของเขาเป็นชาวเขมรต่ำจากจังหวัดเตยนินห์ในเวียดนาม และมีย่าเป็นลูกครึ่งเขมร-จีน[5] ลอน นอล ได้รับการศึกษาตามแบบแผนฝรั่งเศส โดยศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนฌาส์ลูว์-โลบา (Lycée Chasseloup-Laubat) นครไซ่ง่อน ก่อนกลับมาเรียนนายร้อยในกัมพูชา ซึ่งประสบการณ์การศึกษาและการทำงานในสภาพแวดล้อมอาณานิคม ได้หล่อหลอมให้เขาเป็นชนชั้นนำสายอนุรักษนิยมและชาตินิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และนิยมทหาร[6][7]

ลอน นอล เริ่มทำงานในสายงานยุติธรรมและงานปกครองระดับจังหวัด ต่อมาจึงย้ายเข้าสู่ตำรวจรักษาความสงบในอินโดจีนของฝรั่งเศส มีบทบาทในการปราบปรามขบวนการเวียดมินห์ช่วงปลายทศวรรษ 1940–1950 ซึ่งทำให้เขาสั่งสมชื่อเสียงในฐานะ “นายทหารมือหนัก” และได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจ [6][8] จนได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจกัมพูชาในปี 1951 และโอนย้ายไปเป็นนายทหารบกในปี 1952

บทบาทภายใต้นโรดม สีหนุ (1950-1970)

[แก้]

ภายหลังกัมพูชาได้รับเอกราชในปี 1953 ลอน นอลกลายเป็นแกนหนึ่งที่สำคัญของระบอบ "สังคมราษฎร์นิยม" ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ต่อมาในปี 1955 สมเด็จพระนโรดม สีหนุ สละราชสมบัติเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในการนี้ ลอน นอล ได้รับตำแหน่งเสนาธิการทหารบกในปีนั้น ทำหน้าที่ควบคุมความสงบในพื้นที่ชนบทและชายแดนซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งในเวียดนาม เขาถูกมองว่าเป็นมือแข็งที่พึ่งพาได้และภักดีต่ออดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ ในฐานะผู้ปราบปรามขบวนการใต้ดิน และได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันชาติในปี 1959 เขาเน้นสร้างกองทัพให้มีระเบียบและเป็นกลไกหลักในการรักษาความมั่นคง และมีบทบาทในการจัดการอาวุธและเงินที่ได้จากสหรัฐ การต่อต้านคอมมิวนิสต์ของเขาจึงเด่นชัดมากขึ้น

ในปี 1960 พระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต สวรรคต สีหนุไม่กลับขึ้นครองราชย์แต่ให้รัฐสภาแต่งตั้งพระองค์เป็น "ประมุขแห่งรัฐกัมพูชา" เสมือนประธานาธิบดี แต่ก็เลือกที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ต่อไปในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์ ทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์และรักษาความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์ จึงอัญเชิญสมเด็จพระนางเจ้าสีสุวัตถิ์ ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชา

สีหนุต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ พระองค์ต้องการคนกลางที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับกองทัพและกลุ่มอนุรักษ์นิยม ท้ายที่สุด พระองค์ก็แต่งตั้งลอน นอล เป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 1963 ลอน นอลจึงเริ่มมีบทบาทโดยตรงในรัฐบาล มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น และสามารถผลักดันนโยบายด้านความมั่นคงในแบบที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งต่างจากแนวทางที่ผ่านมาของสีหนุ ซึ่งช่วยเหลือทุกฝ่ายและใช้ประโยชน์จากทุกฝ่าย

นายกรัฐมนตรีสมัยแรก

[แก้]

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 1966 ฝ่ายขวาครองเสียงข้างมากในรัฐสภา กลุ่มการเมืองที่จงรักภักดีต่อสีหนุมีบทบาทลดลง ขณะที่บุคคลซึ่งสนับสนุนแนวทางต่อต้านคอมมิวนิสต์ เช่น ลอน นอล และกลุ่มทหารได้รับอำนาจมากขึ้น ลอน นอลได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีและผลักดันนโยบาย "ความมั่นคงเป็นหลัก" ควบคู่กับการจำกัดขบวนการฝ่ายซ้ายในชนบท[8][9]

การที่ฝ่ายขวามีอำนาจมากขึ้นในกัมพูชา ส่งผลให้ประมุขสีหนุหันไปพึ่งพาขบวนการฝ่ายซ้ายและกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิดสังคมนิยมเพื่อคานอำนาจฝ่ายขวา[6] แม้ว่าสีหนุยังคงอ้างแนวทางเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ เขาเริ่มเอียงไปทางจีนและเวียดนามเหนือมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ลอน นอล จึงมองว่าสีหนุกำลังลู่ลมไปหาโลกคอมมิวนิสต์เพื่อรักษาอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนจึงอยู่ในภาวะ "จับมือกันแต่มองคนละทาง" อีกด้านหนึ่ง สหรัฐก็มองว่าลอน นอล เป็นหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้มากกว่าสีหนุ เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน

การปราบชาวนาที่สัมลวต

[แก้]

เมษายน 1967 เกิดการลุกฮือของชาวนาในตำบลสัมลวต จังหวัดพระตะบอง สาเหตุหลักมาจากนโยบายควบคุมข้าวของรัฐบาลซึ่งกดราคาผลผลิตและเข้มงวดการกว้านซื้อ ขณะเดียวกันข้าราชการก็ใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้ชาวบ้านรวมตัวต่อต้านและโจมตีสถานที่ราชการในพื้นที่ การก่อเหตุลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและถูกมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐโดยตรง สีหนุซึ่งอยู่นอกประเทศในเวลานั้นมอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีลอน นอล ใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง มีการจับกุมสังหารผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก แม้เหตุการณ์สงบในไม่ถึงเดือน แต่ก็สร้างรอยร้าวระหว่างรัฐบาลกับเกษตรกร คนหนุ่มสาวชาวนาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์มากขึ้น[10]

เหตุการณ์นี้ทำให้ลอน นอล ลาออกจากนายกรัฐมนตรีในสิ้นเดือนนั้น ประธานนโรดม สีหนุ ได้แต่งตั้ง ซอน ซาน นักการเมืองสายเทคโนแครต ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง

[แก้]

หลังเหตุปราบปรามที่สัมลวต ชีวิตทางการเมืองของลอน นอล ดูจะสิ้นสุดลงชั่วคราว แต่สถานการณ์ในเวลานั้นกลับไม่เอื้อให้สีหนุสามารถทอดทิ้งเขา สีหนุยังจำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีบารมีในกองทัพเพื่อรักษาสมดุลทางอำนาจ ท้ายที่สุด ลอน นอล ถูกเรียกตัวกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติในเดือนมิถุนายน 1968 ท่ามกลางความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในชายแดนตะวันออก จากกิจกรรมของเวียดนามเหนือและเวียดกงที่กระทำในแผ่นดินกัมพูชา

14 สิงหาคม 1969 ลอน นอล ได้รับแต่งตั้งจากองค์ประมุขสีหนุให้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง เขาดำเนินนโยบายเข้มแข็งในการสกัดกั้นเครือข่ายเวียดกง เขาเริ่มคิดพยายามควบคุมท่าเรือสีหนุวิลล์ (ท่าเรือน้ำลึกแห่งเดียวของกัมพูชา) ซึ่งข่าวกรองสหรัฐยืนยันว่าถูกใช้ลำเลียงอาวุธนับหมื่นตันจากจีนเข้าสู่สมรภูมิเวียดนามใต้[11] แต่ที่ผ่านมาองค์ประมุขสีหนุรู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำที่ว่า เหตุนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีลอน นอล และรองนายกรัฐมนตรีสีสุวัตถิ์ สิริมตะ ไม่พอใจ ทั้งสองมองว่านโยบายของสีหนุจะทำให้กัมพูชากลายเป็นสนามรบ

บทบาทหลังโค่นล้มสีหนุ (1970-1975)

[แก้]

การโค่นล้มนโรดม สีหนุ

[แก้]

มีนาคม 1970 ขณะที่องค์ประมุขสีหนุเดินทางเยือนฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต เกิดการประท้วงต่อต้านเวียดนามและคอมมิวนิสต์ในพนมเปญและหลายเมือง ในวันที่ 12 มีนาคม นายกรัฐมนตรีลอน นอล ยื่นคำขาด 72 ชั่วโมง ให้เวียดนามเหนือและเวียดกงถอนกำลังจากแผ่นดินกัมพูชา และสั่งปิดท่าเรือสีหนุวิลล์เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธของฝ่ายคอมมิวนิสต์ มาตรการแข็งกร้าวนี้นำไปสู่การแตกหักกับองค์ประมุขสีหนุ

18 มีนาคม 1970 รัฐสภากัมพูชามีมติด้วยเสียงท่วมท้น ให้ถอดถอนสีหนุจากตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ แต่งตั้งหม่อมราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ เป็นรักษาการประมุขแห่งรัฐ และมอบอำนาจฉุกเฉินให้แก่คณะรัฐมนตรีลอน นอล ในการนี้ สหรัฐรีบให้การยอมรับรัฐบาลใหม่ในทันที อีกด้านหนึ่ง สีหนุประท้วงอย่างรุนแรงต่อมติดังกล่าว พระองค์พำนักอยู่ปักกิ่งและยอมอยู่ภายใต้การอุปภัมภ์ของรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ และก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่นั่นภายใต้ชื่อ "ราชรัฏฐาภิบาลรวบรวมชาติกัมพูชา" ซึ่งเป็นการเลือกข้างคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัวของสีหนุ

หลังโค่นล้มสีหนุ ความร่วมมือกับสหรัฐและเวียดนามใต้เกิดรูปธรรมทันที นายกรัฐมนตรีลอน นอล เปิดทางให้กองทัพสหรัฐและกองทัพเวียดนามใต้ทำการโจมตีดินแดนกัมพูชาในปี 1970 เพื่อโจมตีฐานของเวียดกงที่มั่นตามแนวชายแดนด้านตะวันออก ซึ่งเป็นการนำพากัมพูชาเข้าไปข้องเกี่ยวกับสงครามในเวียดนามอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ เขาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันชาติยังได้รับยศจอมพลในปีเดียวกัน

สถาปนาสาธารณรัฐเขมร

[แก้]

9 ตุลาคม 1970 รัฐบาลกัมพูชาประกาศสถาปนา "สาธารณรัฐเขมร" เลิกใช้ระบอบราชาธิปไตย ในการนี้ ลอน นอลยังคงคุมฝ่ายบริหาร ขณะที่เจง เฮง ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาพพิธีประกาศสาธารณรัฐในพนมเปญสะท้อนการตัดขาดเชิงสัญลักษณ์จากระบอบเดิม ทว่าโครงสร้างรัฐเกิดใหม่ก็อ่อนแรงตั้งแต่ต้นปี 1971 เมื่อลอน นอลล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตครึ่งซีก ต้องไปรักษาตัวที่ฮาวายนานหลายสัปดาห์ ทำให้การตัดสินใจรวมศูนย์อยู่ที่เครือญาติ–คนใกล้ชิด

ประเทศเขมรในยุคนี้พึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐอย่างมโหฬารทั้งด้านงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และข่าวกรอง[6][12] แต่ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างไม่ได้ยุติภัยคุกคามจากเวียดนามเหนือ กลับยิ่งกระตุ้นให้สงครามกลางเมืองลุกลาม ขณะที่กองทัพสาธารณรัฐอย่างกองทัพแห่งชาติเขมร ก็ขยายตัวรวดเร็วเกินกว่าจะพัฒนาขีดความสามารถรบและระบบส่งกำลังบำรุงได้ทัน ความพ่ายแพ้เชิงยุทธการ เช่น ปฏิบัติการเจนละ 2 ซึ่งสูญเสียทหารหลายหน่วย บั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพแห่งชาติเขมรอย่างหนัก

ประธานาธิบดีเขมร

[แก้]

ในเดือนมีนาคม 1972 ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งบัญญัติให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง นายกรัฐมนตรีลอน นอล บังคับให้เจง เฮง รักษาการประมุขแห่งรัฐ โอนอำนาจประมุขรัฐมายังตนเองในวันที่ 10 มีนาคม และแล้วเขาก็แต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีในวันที่ 12 มีนาคม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 97.5% ในเดือนเมษายน 1972 การเลือกตั้งประธานาธิบดีมีขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายน 1972 จอมพลลอน นอล ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 55% ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อไป

ปลายปีเดียวกันมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกจำกัดบทบาท[13] บางพรรคถูกห้ามลงสมัคร ขณะที่ผู้สมัครที่ออกตัวว่าสนับสนุนลอน นอล มีความได้เปรียบทุกด้าน ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนลอน นอล ด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือความเสียหายมหาศาลต่อพลเรือน[13] บ้านเมืองพังพินาศ ผู้คนนับล้านต้องอพยพ เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจและยิ่งผลักชาวบ้านเข้าสู่ขบวนการเขมรแดง

27 มกราคม 1973 ข้อตกลงสันติภาพปารีสถูกลงนามระหว่างสหรัฐ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ข้อตกลงฉบับนี้ทำให้สหรัฐต้องต้องยุติการทิ้งระเบิดในกัมพูชาตั้งแต่เดือนสิงหาคมและถอนกำลังจากภูมิภาค ข่าวนี้ทำให้เขมรแดงฮึกเหิมและทำการรุกครั้งใหญ่ต่อรัฐบาล พวกเขาได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธและกำลังพลจากเวียดนามเหนือ กองทัพแห่งชาติเขมรแม้มีกำลังพลหลายแสน แต่ก็เต็มไปด้วยปัญหาการขาดแคลนยุทโธปกรณ์และวินัยทหาร ทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งการรุกของเขมรแดง การหยุดทิ้งระเบิดในเดือนสิงหาคมทำให้รัฐบาลลอน นอล สูญเสียเสาค้ำยันทางทหารที่สำคัญที่สุด[13] ในขณะที่เขมรแดงขยายการควบคุมพื้นที่ในชนบทเกือบทั่วประเทศ[14] กองทัพแห่งชาติเต็มไปด้วยการทุจริต นายทหารถูกกล่าวหาว่ารับเงินเดือนของทหารผีและยักยอกเสบียง กำลังพลที่แท้จริงจึงไม่ถึงตามบัญชี

ในปี 1974 เขมรแดงเริ่มรุกคืบเข้ายึดเมืองสำคัญ และโจมตีเส้นทางแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของกรุงพนมเปญ การปิดกั้นการลำเลียงข้าวสารและเชื้อเพลิงก่อให้เกิดความอดอยากและวิกฤตพลังงานในเมืองหลวง กรุงพนมเปญกลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยจากชนบทหลายแสนคน นครที่เคยมีประชากรไม่กี่แสนกลับพุ่งทะลุเกินล้านภายในเวลาอันสั้น ส่งผลให้การจัดการทรัพยากรล้มเหลว

ลี้ภัยสู่สหรัฐ

[แก้]

เมื่อต้นปี 1975 สถานการณ์การทหารทรุดลงอย่างไม่อาจกู้ได้ ลอน นอล ลาออกจากตำแหน่งแล้วเดินทางออกจากพนมเปญเมื่อ 1 เมษายน 1975 ไปยังสหรัฐ โดยมอบอำนาจให้คณะผู้นำคนอื่นบริหารต่อไป ต่อมากรุงพนมเปญก็ตกอยู่ใต้อำนาจเขมรแดงในวันที่ 17 เมษายน 1975 เป็นการสิ้นสุดลงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยของชาวกัมพูชา และเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของชาวกัมพูชา

เขาใช้ชีวิตช่วงแรกในสหรัฐ ที่รัฐฮาวาย ก่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานถาวรที่ฟุลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนียในปลายทศวรรษ 1970 แล้วถึงแก่กรรมเมื่อ 17 พฤศจิกายน 1985 ที่โรงพยาบาลฟุลเลอร์ตัน สิริอายุ 72 ปี

เครื่องอิสริยาภรณ์

[แก้]

อิสริยาภรณ์เขมร

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ben Kiernan, “The 1970 Peasant Uprising in Kampuchea,” in Peasants and Politics in Kampuchea, 1942–1981, ed. Ben Kiernan and Chanthou Boua (London: Zed Books, 1982), 99–121
  2. U.S. Department of State, Foreign Relations of the United States, 1969–1976, Vol. VI, Southeast Asia (Washington, DC: Government Printing Office, 2000), doc. 48.
  3. Marks, Paul (2000). "China's Cambodia Strategy". Parameters (Autumn 2000): 92–108. ISSN 0031-1723. สืบค้นเมื่อ 2010-04-24.
  4. Hersh, Seymour M. (1983). The Price of Power: Kissinger in the Nixon White House. Summit Books. Back Matter. ISBN 0-671-44760-2.
  5. ธิบดี บัวคำศรี. ชุด "อาเซียน" ในมิติประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์กัมพูชา. กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ. 2555, หน้า 77
  6. 1 2 3 4 Chandler, David P. The Tragedy of Cambodian History: Politics, War, and Revolution since 1945. New Haven: Yale University Press, 1991.
  7. Chandler, David P. A History of Cambodia. 4th ed. Boulder, CO: Westview Press, 2007.
  8. 1 2 Osborne, Milton. Sihanouk: Prince of Light, Prince of Darkness. Honolulu: University of Hawai‘i Press, 1994.
  9. Chandler, David P. The Tragedy of Cambodian History (1991) และ A History of Cambodia (2007)
  10. Kiernan, Ben. How Pol Pot Came to Power (Yale UP, 2004)
  11. Clymer, Kenton. The United States and Cambodia, 1969–2000: A Troubled Relationship. London: Routledge, 2004
  12. Clymer, Kenton. The United States and Cambodia, 1969–2000: A Troubled Relationship. London: Routledge, 2004.
  13. 1 2 3 Shawcross, William. Sideshow: Kissinger, Nixon and the Destruction of Cambodia. Simon & Schuster, 1979.
  14. Kiernan, Ben. How Pol Pot Came to Power: A History of Communism in Kampuchea, 1930–1975. New Haven: Yale University Press, 1985.
ก่อนหน้า ลอน นอล ถัดไป
แปน นุต รองนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา
(ก.พ. - ต.ค. 1963)
แปน นุต
เจ้านโรดม กานตล นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา
(1966–1967)
ซอน ซาน
แปน นุต นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา
(1966–1970)
ตัวเอง
(ตั้งสาธารณรัฐเขมร)
ตัวเอง
(ยุบราชอาณาจักรกัมพูชา)
นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเขมร
(1970-1972)
หม่อมราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ
เจง เฮง
(รักษาการประมุขแห่งรัฐ)
ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเขมร
(1972 - 1975)
เซากัม คอย
(ประมุขแห่งรัฐ)