ลิขิต เอกมงคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลิขิต เอกมงคล
ลิขิต เอกมงคล
ลิขิต เอกมงคล
สารนิเทศภูมิหลัง
เกิด15 ธันวาคม พ.ศ. 2501 (63 ปี)
ลิขิต ศุกรเสพย์
ผลงานเด่นโตมร ครั้งเดียวก็เกินพอ (2530)
หฤษฏ์ จำเลยรัก (2531)
ชนะชล แม่เบี้ย (2532)
โยธิน เชลยศักดิ์ (2534)
เจ้าคุณ นางทาส (2536)
พ.ต.ต.ใหญ่ สารวัตรใหญ่ (2537)
นาคิม เสราดารัล (2538)
พระสุรัสวดีครั้งเดียวก็เกินพอ (2530)
ขยี้ (2534)
ThaiFilmDb

ลิขิต เอกมงคล (แด๊กซ์) นามสกุลเดิมคือ ศุกรเสพย์ เกิดเมื่อวันที่ เกิด 15 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ที่จังหวัดอ่างทอง เป็นนักแสดงชาวไทย ปัจจุบันได้หันหลังให้กับวงการบันเทิงแล้ว โดยยังมีแฟนคลับที่ติดตามและเฝ้ารอคอยการกลับมาของลิขิต เอกมงคลอยู่เสมอ

ประวัติ[แก้]

ลิขิต เอกมงคล เป็นชาวอำเภอวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 5 คน[1] พ่อแม่ส่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เริ่มเรียนที่โรงเรียนทหาร (กองทัพบกอุปถัมภ์วิทยา) ซึ่งอยู่ในกรมวิทยาศาสตร์การทหารบางเขน กรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้น ป.4 จนถึงมัธยมต้น ต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนผดุงศิษย์พิทยา เดิมทีฝันอยากเป็นตำรวจอุตส่าห์มุ่งมั่นจนสอบข้อเขียนติดโรงเรียนนายร้อยสามพรานแต่ก็พลาด เพราะตาบอดสี จึงหันเหไปเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางในวงการบันเทิง เริ่มขึ้นจากการเป็นนายแบบ ในปี2523 มีผลงานการถ่ายแบบ เดินแบบในงานแฟชั่นโชว์และผลงานโฆษณา โดยเริ่มจากการถ่ายแบบเป็นครั้งแรก ลงในนิตยสารดิฉันฉบับที่ 104 ปักษ์แรกกรกฎาคม2524 อีกทั้งยังได้เป็นนายแบบให้ยีนส์ Hara โฆษณาผ่านทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อทางโทรทัศน์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความนิยมและจดจำได้ดี ถึงโฆษณาฮิตชิ้นนี้ ที่มีชายหนุ่มมาดเท่ สวมกางเกงยีนส์ ขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่

ในฐานะนายแบบ ลิขิตได้รับรางวัลที่แสดงถึงความสำเร็จในวงการแฟชั่น ด้วยตำแหน่งนายแบบยอดนิยมจากการโหวตของนิตยสารแพรวและแพรวสุดสัปดาห์ในปี2527 (ไม่ใช่รางวัลหนุ่มสาวแพรว ที่เป็นการประกวดนายแบบนางแบบหน้าใหม่) ต่อมาภายหลังในปี2532 นิตยสารได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการประกาศผล 10 ยอดนายแบบ ลิขิตก็ได้รับรางวัลของนิตยสารอีกครั้งในปี2533

หลังจากเป็นที่รู้จัก ในฐานะนายแบบที่ได้รับความนิยม ลิขิตเริ่มงานด้านการแสดงช่วงปี 2525 จากบทสมทบ ในละครช่อง7 เรื่อง "จดหมายจากเมืองไทย" และเนื่องด้วยเป็นนักแสดงหน้าใหม่จึงได้เข้าเรียนการแสดงเพิ่มเติมกับ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งท่านได้แนะนำและสนับสนุนให้ได้ลองเข้าไปเทสต์หน้ากล้อง เพื่อเป็นพระเอกใหม่กับสหมงคลฟิลม์ และเมื่อผ่านการทดสอบ ลิขิตตกลงใจเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยในปี2527 ได้มีผลงานภาพยนตร์ถึง 3 เรื่อง ประเดิมเรื่องแรกกับบทพระเอกอย่างเต็มตัว คู่กับ อรพรรณ พานทอง ในภาพยนตร์วัยรุ่น กุ๊กกิ๊ก เรื่อง "ป.ล.ผมรักคุณ" ตามมาด้วยภาพยนตร์ตลก สนุกสนาน เรื่อง "เฮฮาเมียนาวี" และเรื่องที่ 3 ภาพยนตร์ชีวิตของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เรื่อง "เพลิงพิศวาส" ในบทพระเอกผู้หล่อเหลา ดุดัน แต่เปราะบาง อ่อนไหว ซึ่งได้สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ มองเห็นถึงแนวทางในการแสดง ภาพลักษณ์ของผู้ชายที่มีความหล่อเหลา มาดแมน เข้มแข็ง มีเสน่ห์ทางเพศ

และในยุคเฟื่องฟูของละครเวที ในปี2529 ได้ผลงานแสดงเรื่อง เทพธิดาบาร์21 โดยการกำกับของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล แสดงคู่กับ วันทิพย์ ภวภูตานนท์ และอีกครั้งในปี2531 เรื่อง แม่เบี้ย แสดงคู่กับ กาญจนา จินดาวัฒน์

ลิขิตโลดแล่นในวงการบันเทิง มีผลงานทั้งงานถ่ายแบบ งานภาพยนตร์ และงานละคร แต่อีกสิ่งที่ลิขิตให้ความสนใจคือเรื่องการเมือง ทำให้เมื่อมีโอกาสและจังหวะทางการเมือง จึงไปสมัครและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง สจ.อ่างทอง ในปี2529-2533

ลิขิตมีผลงานการแสดงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง นับจากเรื่องแรกในปี2527 จนถึงปี2538 รวมทั้งสิ้น 50 กว่าเรื่อง และมีผลงานเด่นหลายเรื่อง เช่น ช่างมันฉันไม่แคร์, แม่เบี้ย, ทอง3 ทั้งนี้ ลิขิตได้รับรางวัลทางการแสดงภาพยนตร์ถึง 2 ครั้ง ในฐานะดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง "ครั้งเดียวก็เกินพอ" ปี2530 และเรื่อง "ขยี้" ปี2534 ซึ่งรับร่วมกับ สามารถ พยัคฆ์อรุณ นับเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ดารานำชายมี 2 คนและจากเรื่องเดียวกัน แต่เรื่องนี้ประสบปัญหาในการถ่ายทำและการตัดต่อ จึงไม่ได้เข้าฉายในโรง และถึงแม้ว่าในช่วงหลังที่ภาพยนตร์ไทยเริ่มซบเซา ก็ยังคงมีผลงานอยู่ แต่จะออกในแนวหนังบู๊ภูธรเกรดบี

ลิขิตมีผลงานการแสดงละครโทรทัศน์ทั้งหมด 21 เรื่องซึ่งผลงานส่วนใหญ่เป็นละครทางช่อง 7 หลังจากละครเรื่องแรกในปี2525 ลิขิตได้หวนกลับมารับงานแสดงละครอีกครั้งในปี2531 โดยรับบทพระเอกเต็มตัวเรื่องแรก คือ จำเลยรัก คู่กับ สาวิตรี สามิภักดิ์ เป็นละครที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีผลงานละครดังอย่างต่อเนื่อง เช่น เชลยศักดิ์ (แสดงคู่กับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่ประเดิมลงเล่นละครเป็นเรื่องแรก), นางทาส, สารวัตรใหญ่, เสราดารัล มีเพียง 2 เรื่อง ที่รับแสดงช่องอื่น คือ ท่าฉลอม ช่อง9 และ สายน้ำไม่เคยหลับ ช่อง3 ต่อมาบทบาททางการแสดงก็ยุติลงเนื่องจากเป็นงูสวัดใกล้ดวงตา จึงต้องทำการรักษาและศัลยกรรม หลังจากรับเล่นละครเรื่องสุดท้ายในปี2547 คือ 7 พระกาฬ

และถึงแม้ประสบความสำเร็จในด้านแสดงมากมาย แต่น้อยครั้งที่จะเห็น ลิขิตออกรายการสัมภาษณ์ทางทีวี แบบเต็มรูปแบบ นับจากครั้งแรกในปี2534 รายการ "สี่ทุ่มสแควร์" ช่วงหลังจากละครเชลยศักดิ์อวสานจบไป อีกครั้งในปี2551 รายการ "วันวานยังหวานอยู่" กับการย้อนความทรงจำละครนางทาส และล่าสุดในปี 2556 ลิขิตได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ รายการเพชรรามา บอกเล่าถึงการทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเกี่ยวกับสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องของสมรรถภาพทางเพศของท่านชาย อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเซรั่มบำรุงผิว และร้านอาหารของครอบครัว ชื่อ ร้านขนมจีนเส้นสดแม่สงวน

ถึงแม้ปัจจุบัน ลิขิตจะหันหลังให้กับวงการบันเทิงแล้วก็ตาม แต่ในฐานะนักแสดงระดับพระเอกยอดนิยมของวงการในช่วงยุค80 ถึงช่วงกลางยุค90 ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ผู้ชมมากมาย คิดถึงและรอคอยให้เขานั้นกลับมารับงานแสดงอีกสักครั้ง

ผลงานภาพยนตร์[แก้]

ผลงานละครโทรทัศน์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "ผลงานของ ลิขิต เอกมงคล". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-01-09. สืบค้นเมื่อ 2008-03-10.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]