แอนดรอยด์ (ระบบปฏิบัติการ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติ[แก้]

บริษัทแอนดรอยด์ ก่อตั้งขึ้นที่พาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 โดยแอนดี รูบิน (ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแดนเจอร์), [1] ริช ไมเนอร์ (ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไวลด์ไฟร์คอมมูนิเคชัน),[2] นิก เซียส์[3] (ซึ่งเคยเป็นรองผู้จัดการที่ทีโมบายล์) และ คริส ไวท์ (หัวหน้าฝ่ายออกแบบและการพัฒนาอินเตอร์เฟซ ที่เว็บทีวี)[4] สำหรับการพัฒนานั้น จากคำพูดของรูบิน "โทรศัพท์มือถือที่มีความฉลาดขึ้นและตระหนักถึงสถานที่ของเจ้าของมากขึ้น"[4] จุดประสงค์แรกของบริษัทคือการพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับกล้องดิจิทัล แต่เมื่อถูกตระหนักว่าไม่ใช่ตลาดที่กว้างพอ และต่อมาได้เบี่ยงเบนความพยายามเพื่อที่จะทำระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ตโฟน เพื่อแข่งกับซิมเบียน และ วินโดวส์โมบาย (ในขณะนั้น ไอโฟน ยังไม่ได้วางขาย)[5] แม้จะมีประวัติความสำเร็จของผู้ก่อตั้งและพนักงานของบริษัทในช่วงแรก บริษัทแอนดรอยด์ ได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ ให้เห็นเพียงว่าเป็นบริษัทที่ผลิตระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือ[4] ในปีเดียวกัน รูบิน ไม่มีเงินเหลือแล้ว สตีฟ เพอร์ลแมน เพื่อนสนิทของรูบิน ได้ให้ยืมเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยส่งเงินใส่ในซองมาให้ และ ปฏิเสธที่จะถือหุ้นในบริษัท[6]

กูเกิล ได้ซื้อกิจการบริษัทแอนดรอยด์ ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2548 เพื่อให้มาเป็นบริษัทย่อยในเครือของกูเกิล โดยบุคคลสำคัญของบริษัทแอนดรอยด์ ทั้ง รูบิน, ไมเนอร์ และ ไวท์ ยังอยู่กับบริษัทหลังจากถูกซื้อกิจการ[4] มีผู้คนไม่มากที่รู้จักบริษัทแอนดรอยด์ ในช่วงเวลานั้น แต่หลายคนสันนิษฐานว่ากูเกิลกำลังวางแผนที่จะเข้ามาสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือจากการซื้อกิจการครั้งนี้[4] ที่กูเกิล รูบินนำทีมที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์มือถือซึ่งขับเคลื่อนโดยลินุกซ์ เคอร์เนล ในตลาดมือถือของกูเกิล จะมีสัญญากับผู้ให้บริการเครือข่าย ต่อมากูเกิลได้เริ่มวางแผนในเรื่องของส่วนประกอบฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการเครือข่าย[7][8][9]

โลโก้รุ่นเก่าของแอนดรอยด์

ความตั้งใจของกูเกิล ที่จะเข้าสู่ตลาดเครื่องมือสื่อสาร อย่างโทรศัพท์มือถือได้มาถึงช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549[10] ตามรายงานของบีบีซี และ วอลล์สตรีตเจอร์นัล ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กูเกิลพยายามที่จะผลิตโทรศัพท์มือถือที่ใช้สำหรับค้นหา และ ใช้โปรแกรมประยุกต์ หรือ แอปพลิเคชันได้ และกูเกิลได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสิ่งนี้ และมีข่าวลือว่า กูเกิลจะพัฒนาโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อสินค้าของตนเอง บางคนก็สันนิษฐานว่ากูเกิลจะกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ของโทรศัพท์มือถือ และส่งให้กับผู้ผลิต และ ผู้ให้บริการเครือข่าย ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 อินฟอร์เมชันวีก (InformationWeek) ร่วมมือกับ เอแวลูเซิร์ฟ (Evalueserve) เพื่อที่จะศึกษารายงานของกูเกิลในการยื่นสิทธิบัตรเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ[11][12]

ในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 โอเพนแฮนด์เซตอัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรในด้านเทคโนโลยี ซึ่งรวมไปด้วยกูเกิล กับผู้ผลิตอุปกรณ์เช่น เอชทีซี, โซนี่ และ ซัมซุง รวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่ายเช่น สปรินต์ เน็กเทล และ ทีโมบายล์ และบริษัทผลิตฮาร์ดแวร์เช่น ควอล์คอมม์ และ เท็กซัสอินสตรูเมนส์ ได้เปิดเผยในเป้าหมายเพื่อการพัฒนาโทรศัพท์มือถือที่มีมาตรฐานเปิด[13] ในวันเดียวกัน แอนดรอยด์ได้เปิดตัวสินค้าชิ้นแรก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือ สร้างบนลินุกซ์ เคอร์เนล 2.6[13] ส่วนโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์คือเอชทีซี ดรีม เปิดตัวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551[14]

ในปี พ.ศ. 2553 กูเกิลได้เปิดตัว กูเกิล เน็กซัส ซึ่งเป็นซีรีส์หรือตระกูลของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์โดยไม่ปรับแต่งใดๆ จากผู้ผลิต ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตที่เป็นพาร์ตเนอร์กับกูเกิล โดยเอชทีซี ร่วมมือกับกูเกิล ในการเปิดตัวสมาร์ตโฟนเน็กซัสรุ่นแรก[15] มีชื่อว่า เน็กซัสวัน โดยซีรีส์นี้จะได้รับการอัปเดตรุ่นใหม่ก่อนอุปกรณ์อื่นๆ กูเกิลได้เปิดตัวโทรศัพท์และแท็บเล็ต ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงของแอนดรอยด์ โดยจะใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดของแอนดรอยด์ ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556 แอนดี รูบิน ได้ถูกย้ายจากฝ่ายแอนดรอยด์ ไปยังฝ่ายการผลิตใหม่ของกูเกิล[16] ซึ่งตำแหน่งของรูบิน ถูกแทนที่ด้วยซันดาร์ พิชัย ที่จะทำงานในตำแหน่งหัวหน้าของฝ่ายกูเกิล โครมด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้พัฒนาโครมโอเอส[17]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 แอนดรอยด์ได้ใช้การอัปเดตแบบเรียงตามเลขรุ่น ซึ่งจะมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของระบบปฏิบัติการ, เพิ่มคุณสมบัติใหม่ และ แก้ไขข้อผิดพลาดในรุ่นก่อนหน้า โดยแต่ละรุ่นจะมีชื่อเฉพาะเรียงตามลำดับตัวอักษรและจะใช้ชื่อจากขนมหวาน เช่น รุ่น 1.5 "คัพเค้ก" 1.6 "โดนัท" รุ่น 4.3 "เจลลีบีน" และรุ่น 4.4 "คิทแคท" ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556[18][19]

ในปี พ.ศ. 2557 กูเกิลเปิดตัว "Android L"[20] (ต่อมาใช้ชื่อว่า โลลิป๊อป)[21] และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 กูเกิลได้เปิดตัวแอนดรอยด์รุ่นใหม่ในชื่อ "Android M"[22][23] (ต่อมาใช้ชื่อว่า มาร์ชเมลโลว)[24][25]

ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559 กูเกิลเปิดตัว แอนดรอยด์ 7.0 "นูกัต" อย่างเป็นทางการ[26][27] โดยสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับแอนดรอยด์เวอร์ชันนี้คือ แอลจี วี20[28][29]

รายละเอียด[แก้]

หน้าตาของระบบ[แก้]

ส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (user interface) ของแอนดรอยด์ มีพื้นฐานอยู่บนอินเตอร์เฟซแบบไดเรกต์มานิพูเลชัน (Direct manipulation)[30] ซึ่งจะใช้การสัมผัสที่สอดคล้องกับการกระทำในโลกความจริง เช่นการปัด, การแตะ, การกวาดนิ้ว รวมไปถึงการใช้นิ้วหมุนบนหน้าจอ[30] การตอบสนองการสัมผัสนี้ ได้รับการออกแบบมาอย่างดี และมักจะใช้การสั่นของอุปกรณ์ตอบโต้ว่าผู้ใช้ได้สัมผัสแล้ว ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมภายในเช่น เข็มทิศดิจิทัล, ไจโรสโคป และ เซ็นเซอร์วัดแสง จะได้รับการนำมาใช้เพิ่มเติมในการตอบสนองต่างๆ กับผู้ใช้ เช่นการหมุนหน้าจอจากแนวตั้งเป็นแนวนอน หรือการเล่นเกมแข่งรถที่ต้องใช้การหมุนอุปกรณ์ เป็นต้น[31]

อุปกรณ์แอนดรอยด์จะบูตเข้าหน้าหลัก ซึ่งเป็นหน้าจอหลักในการนำทางไปทุกๆ ที่ในอุปกรณ์ เหมือนกับเดสก์ท็อป บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หน้าจอหลักของแอนดรอยด์จะสามารถวางไอคอนของแอปพลิเคชัน และ วิดเจ็ต โดยไอคอนของแอปพลิเคชันนั้นสามารถแตะเพื่อกดเข้าแอปพลิเคชันได้โดยตรง, สภาพอากาศและพยากรณ์อากาศที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลา, กล่องขาเข้าของอีเมล รวมไปถึงหน้าจอข่าวด้วย[32] หน้าจอหลักสามารถสร้างได้หลายหน้า โดยผู้ใช้สามารถปัดเพื่อเลื่อนไป-มา ระหว่างหน้าได้ แม้ว่าหน้าจอหลักของแอนดรอยด์ที่จะสามารถให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ เพื่อที่จะให้ผู้ใช้รู้สึกดีตามรสนิยมของตนเอง แอปพลิเคชันอื่นๆ มีให้ดาวน์โหลดบนกูเกิล เพลย์ และแอปหลายตัวสามารถที่จะเปลี่ยนรูปแบบหรือธีม ของหน้าจอหลักได้ แม้กระทั่งการเปลี่ยนหน้าจอเลียนแบบระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่นวินโดวส์โฟน[33] ผู้ผลิตต่างๆ และ ผู้ให้บริการเครือข่ายบางราย จะปรับแต่งให้หน้าตาของหน้าจอหลักเปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อให้แตกต่างจากคู่แข่งของพวกเขา[34]

ด้านบนของหน้าจอจะเป็นแถบสถานะ ซึ่งจะแสดงถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ และ การเชื่อมต่อต่างๆ แถบสถานะสามารถดึงลงมาเพื่อที่จะสแดงการแจ้งเตือนบนหน้าจอเมื่อแอปพลิเคชันแจ้งเตือนข้อมูลหรือมีอัปเดต เช่นการได้รับข้อความใหม่[35] ในรุ่นก่อนๆ ของแอนดรอยด์ สามารถแตะที่การแจ้งเตือนเพื่อเปิดแอปพลิเคชันได้โดยตรง แต่รุ่นล่าสุดได้เพิ่มคุณสมบัติการทำงานที่มากขึ้น เช่นความสามารถในการโทรกลับจากการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับโดยไม่ต้องเปิดแอปโทรศัพท์[36] การแจ้งเตือนจะหายไปเมื่อผู้ใช้อ่าน หรือ ทำการลบการแจ้งเตือน

แอปพลิเคชัน (โปรแกรมประยุกต์)[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: กูเกิล เพลย์

แอนดรอยด์มีแอปพลิเคชันที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อและดาวน์โหลดได้จากกูเกิล เพลย์ หรือ แอมะซอน แอปสโตร์ และสามารถที่จะดาวน์โหลดไฟล์ APK ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ[37] แอปพลิเคชันจากเพลย์สโตร์อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด และ อัปเดต ได้จากกูเกิล และ นักพัฒนาที่พัฒนาแอปนั้นๆ รวมไปถึงความสามารถในการติดตั้งกับอุปกรณ์ที่สามารถเข้ากันได้กับแอปพลิเคชัน[38] ซึ่งนักพัฒนาอาจจำกัดด้วยเหตุผลทางด้านอุปกรณ์, ประเทศ หรือเหตุผลทางธุรกิจ[39] เมื่อซื้อแอปแล้วสามารถขอคืนเงินได้ภายใน 15 นาที หลังจากการดาวน์โหลด[40] และบางผู้ให้บริการจะเก็บเงินด้วยใบเสร็จจากการซื้อแอปบนกูเกิล เพลย์ ซึ่งจะคิดเงินเพิ่มเติมจากค่าใช้บริการรายเดือนปกติ[41] ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 แอปพลิเคชันสำหรับแอนดรอยด์มีมากถึง 675,000 แอป และมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากเพลย์สโตร์ทั้งหมด 2.5 พันล้านครั้ง[42]

แอปพลิเคชันจะเขียนโดยใช้ภาษาจาวา และใช้แอนดรอยด์ซอฟต์แวร์เดเวล็อปเมนต์คิต (Android software development kit) หรือ SDK โดยเอสดีเคจะประกอบด้วยชุดเครื่องมือต่างๆ นานาในการพัฒนาแอปพลิเคชัน[43] รวมไปด้วยตัวรีบัก, แหล่งรวมซอฟต์แวร์ต่างๆ, ตัวจำลองแฮนด์เซต, โคดจำลอง และวิธีใช้ต่างๆ

ส่วนในประเทศจีนนั้น จะมีการจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตต่างๆ ของทางรัฐ โดยอุปกรณ์แอนดรอยด์ที่วางขายในประเทศจีนนั้นจะถูกจำกัดบริการบางอย่าง และ จะมีเพียงแค่บริการที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลแล้วเท่านั้น[44].

การจัดการหน่วยความจำ[แก้]

อุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นจะมีการใช้งานแบตเตอรี ทำให้แอนดรอยด์ได้รับการออกแบบเพื่อจัดารหน่วยความจำ หรือ แรม สำหรับการใช้พลังงานที่น้อยที่สุด ในทางตรงข้ามกันกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซึ่งจะมีพลังงานให้ใช้ได้อย่างไม่จำกัด เมื่อแอปพลิเคชันของแอนดรอยด์ไม่ได้ใช้งาน ระบบจะจัดการจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำ (เมื่อเปิดแอปพลิเคชันทิ้งไว้ในการใช้งาน)[45]

แอนดรอยด์จะจัดการแอปพลิเคชันในหน่วยความจำอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อแรมเหลือน้อย ระบบจะจัดการปิดแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ ที่กำลังทำงานอยู่ทันที โดยกระบวนการนี้ผู้ใช้จะไม่สามารถมองเห็นมันได้[46] อย่างไรก็ตามจะมีแอปพลิเคชันบนกูเกิล เพลย์ ที่จะสามารถจัดการและปิดแอปพลิเคชันได้ ซึ่งคาดกันว่าให้ผลร้ายมากกว่าผลดี[47]

รุ่น[แก้]

ตัวอย่างสมาร์ตโฟน เอชทีซี อีโว 4จี ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
รายละเอียดรุ่นของแอนดรอยด์ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2553[48]

รุ่นพัฒนาของแอนดรอยด์จะใช้รหัสชื่อเป็นชื่อขนมหวาน โดยมีตัวอักษรขึ้นต้นเรียงลำดับกัน

รุ่น ชื่อเล่น ระดับเอพีไอ ลินุกซ์ เคอร์เนล เปิดตัว
1.0 - (Alpha) 1 23 กันยายน 2551
1.1 - (Beta) 2 9 กุมภาพันธ์ 2552
1.5 Cupcake (คัปเค้ก) 3 2.6.27 30 เมษายน 2552[49]
1.6 Donut (โดนัท) 4 2.6.29 15 สิงหาคม 2552 (SDK)
2.0 Eclair (เอแกลร์) 5 2.6.29 26 ตุลาคม 2552[50]
2.0.1 Eclair (เอแกลร์) 6 2.6.29 3 ธันวาคม 2552
2.1 Eclair (เอแกลร์) 7 2.6.29 12 มกราคม 2553 (SDK) [51]
2.2 Froyo (โฟรซเซนโยเกิร์ต) 8 2.6.32[52] 20 พฤษภาคม 2553 (SDK)
2.3 Gingerbread (ขนมปังขิง) 9 2.6.35[53] 6 ธันวาคม 2553 (SDK)
2.3.3 Gingerbread (ขนมปังขิง) 10 2.6.35 9 กุมภาพันธ์ 2554 (SDK)
3.0 Honeycomb (รวงผึ้ง) 11 2.6.36[54] 22 กุมภาพันธ์ 2554 (SDK)
3.1 Honeycomb (รวงผึ้ง) 12 2.6.36 10 พฤษภาคม 2554 (SDK)
3.2 Honeycomb (รวงผึ้ง) 13 2.6.36 15 กรกฎาคม 2554 (SDK)
4.0 Ice Cream Sandwich (แซนด์วิชไอศกรีม) 14 3.0.1[55] 19 ตุลาคม 2554 (SDK)
4.0.3 Ice Cream Sandwich (แซนด์วิชไอศกรีม) 15 16 ธันวาคม 2554 (SDK)
4.1 Jelly Bean (เจลลีบีน) 16 3.0.31 28 มิถุนายน 2555
4.2 Jelly Bean (เจลลีบีน) 17 3.4.0 29 ตุลาคม 2555
4.3 Jelly Bean (เจลลีบีน) 18 3.4.0 24 กรกฎาคม 2556
4.4 KitKat (คิตแคต) 19 3.10 31 ตุลาคม 2556
4.4W KitKat (คิตแคตสำหรับอุปกรณ์สวมใส่) 20 25 มิถุนายน 2557
5.0 Lollipop (อมยิ้ม) 21 15 ตุลาคม 2557
5.1 Lollipop (อมยิ้ม) 22 9 มีนาคม 2558
6.0 Marshmallow (มาร์ชเมลโลว์) 23 28 พฤษภาคม 2558
7.0 Nougat (นูกัต) 24 22 สิงหาคม 2559
7.1 Nougat (นูกัต) 25 4 ตุลาคม 2559
8.0 Oreo (โอรีโอ) 26 21 สิงหาคม 2560

รายชื่อโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Markoff, John (November 4, 2007). "I, Robot: The Man Behind the Google Phone". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2012-02-15. 
  2. Kirsner, Scott (September 2, 2007). "Introducing the Google Phone". The Boston Globe. Archived from the original on January 4, 2010. สืบค้นเมื่อ 2012-02-15. 
  3. Vogelstein, Fred (April 2011). "How the Android Ecosystem Threatens the iPhone". Wired. สืบค้นเมื่อ June 2, 2012. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ AndroidInc
  5. Chris Welch (2013-04-16). "Before it took over smartphones, Android was originally destined for cameras". The Verge. สืบค้นเมื่อ 2013-05-01. 
  6. Vance, Ashlee (27 July 2011). "Steve Perlman's Wireless Fix". Bloomberg Businessweek. Bloomberg. สืบค้นเมื่อ 3 November 2012. 
  7. Block, Ryan (August 28, 2007). "Google is working on a mobile OS, and it's due out shortly". Engadget. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  8. Sharma, Amol; Delaney, Kevin J. (August 2, 2007). "Google Pushes Tailored Phones To Win Lucrative Ad Market". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  9. "Google admits to mobile phone plan". directtraffic.org. Google News. March 20, 2007. Archived from the original on July 3, 2007. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  10. McKay, Martha (December 21, 2006). "Can iPhone become your phone?; Linksys introduces versatile line for cordless service". The Record (Bergen County). p. L9. สืบค้นเมื่อ 2012-02-21. "And don't hold your breath, but the same cell phone-obsessed tech watchers say it won't be long before Google jumps headfirst into the phone biz. Phone, anyone?" 
  11. Claburn, Thomas (September 19, 2007). "Google's Secret Patent Portfolio Predicts gPhone". InformationWeek. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. [ลิงก์เสีย]
  12. Pearce, James Quintana (September 20, 2007). "Google's Strong Mobile-Related Patent Portfolio". mocoNews.net. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  13. 13.0 13.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ AndroidAnnouncement
  14. "T-Mobile Unveils the T-Mobile G1 – the First Phone Powered by Android". HTC. September 23, 2008. Archived from the original on July 12, 2011. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17.  AT&T's first device to run Android was the Motorola Backflip.
  15. Richard Wray (March 14, 2010). "Google forced to delay British launch of Nexus phone". London: guardian.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  16. Charles Arthur. "Andy Rubin moved from Android to take on 'moonshots' at Google | Technology | guardian.co.uk". Guardian. สืบค้นเมื่อ 2013-03-14. 
  17. Page, Larry. "Official Blog: Update from the CEO". Googleblog.blogspot.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2013-03-14. 
  18. "KitKat mocks Apple with Android 4.4 parody video". The Verge. สืบค้นเมื่อ 4 September 2013. 
  19. Cunningham, Andrew (2013-07-24). "Android 4.3 announced, bringing incremental changes to Jelly Bean (Wired UK)". Wired.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2013-08-08. 
  20. เผยโฉม Android L ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดจาก Google[ลิงก์เสีย]
  21. Android - 5.0 Lollipop
  22. [IO15 เผยโฉม Android M Developer Preview ขนมชิ้นใหม่ของ Android น่ากินยังไงบ้าง]
  23. Google Announces Android M At Google I/O 2015
  24. Android M's name is Marshmallow, and it's version 6.0
  25. เปิดเผยแล้ว Android M = Marshmallow พร้อมคลิปเปิดตัวที่ Googleplex
  26. Android 7.0 Nougat release: Everything you need to know - Pocket-lint
  27. Google เปิดตัวเว็บไซต์ Android 7.0 Nougat พร้อมปล่อยอัปเดตให้อุปกรณ์ Nexus แล้ว - Droidsans
  28. Google ประกาศเอง LG V20 จะเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่มาพร้อม Android 7.0 Nougat ตั้งแต่แกะกล่อง - Droidsans
  29. Google confirms LG V20 first to run Nougat, not the next-gen Nexus - Android Authority
  30. 30.0 30.1 "Touch Devices | Android Open Source". Source.android.com. สืบค้นเมื่อ 2012-09-15. 
  31. "Real Racing 2 Speeds Into The Android Market – Leaves Part 1 In The Dust". Phandroid.com. 2011-12-22. สืบค้นเมื่อ 2012-09-15. 
  32. "Widgets | Android Developers". Developer.android.com. สืบค้นเมื่อ 2012-09-15. 
  33. "Launcher 7 Brings Windows Phone's Simple, Attractive Interface to Android". Lifehacker.com. 2011-05-20. สืบค้นเมื่อ 2012-11-24. 
  34. Begun, Daniel A. (March 2011) [2011]. "Dealing with fragmentation on Android devices". Amazing Android Apps. For Dummies. Wiley. p. 7. ISBN 978-0-470-93629-0. สืบค้นเมื่อ 2013-05-22. 
  35. "UI Overview | Android Developers". Developer.android.com. สืบค้นเมื่อ 2012-09-15. 
  36. "Notifications | Android Developers". Developer.android.com. สืบค้นเมื่อ 2012-09-15. 
  37. Ganapati, Priya (June 11, 2010). "Independent App Stores Take On Google's Android Market". Wired News. สืบค้นเมื่อ 2012-02-20. 
  38. "Android Compatibility". Android Open Source Project. สืบค้นเมื่อ 2012-02-20. 
  39. "Android Compatibility". Android Developers. สืบค้นเมื่อ 2012-02-20. 
  40. "Returning Apps". Google. สืบค้นเมื่อ 9 January 2012. 
  41. Chu, Eric (13 April 2011). "Android Developers Blog: New Carrier Billing Options on Android Market". android-developers.blogspot.com. สืบค้นเมื่อ 15 May 2011. 
  42. "Google Play hits 25 Billion downloads, 675,000 apps and games". 
  43. "Tools Overview". Android Developers. 21 July 2009. 
  44. Yun Qing, Liau. "Phonemakers make Android China-friendly." ZD Net, 15 October 2012.
  45. "The truth about Android task killers and why you don't need them". PhoneDog. 2011-06-26. สืบค้นเมื่อ 2012-10-30. 
  46. "Android PSA: Stop Using Task Killer Apps". Phandroid.com. 2011-06-16. สืบค้นเมื่อ 2012-10-30. 
  47. "Updates". Lifehacker.com. สืบค้นเมื่อ 2012-11-02. 
  48. Android Platfrom version
  49. Ducrohet, Xavier (27 April 2009). "Android 1.5 is here!". Android Developers Blog. สืบค้นเมื่อ 2009-09-03. 
  50. "Android 2.0, Release 1". Android Developers. สืบค้นเมื่อ 27 October 2009. 
  51. "Android 2.1, Release 1". Android Developers. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010. 
  52. Swetland, Brian (7 February 2010). "Some clarification on "the Android Kernel"". lwn.net. สืบค้นเมื่อ 2010-02-21. 
  53. http://developer.android.com/sdk/android-2.3-highlights.html
  54. http://developer.android.com/sdk/android-3.0-highlights.html
  55. http://developer.android.com/sdk/android-4.0-highlights.html

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

เว็บอย่างเป็นทางการ